‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ มีหน้าตาเป็นแบบไหน จากทัศนะของ ‘เกษียร เตชะพีระ’

‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ มีหน้าตาเป็นแบบไหน จากทัศนะของ ‘เกษียร เตชะพีระ’

ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ในหัวข้อ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย’ (The Best Possible Democracy: The Perplexing Journey of Thai Society) โดย ‘ศาสตราจารย์ ดร. เกษียร เตชะพีระ’

 

ประชาธิปไตยที่ดีควรมีหน้าตาเป็นแบบไหนในสังคมไทย?

 

ประชาธิปไตยดูจะเป็นหลักการพื้นฐานที่มีคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้วว่าคือการปกครองที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่แม้ในหลายสังคมจะมีคำตอบที่แน่นิ่งตายตัวเพียงไหน ประชาธิปไตยยังคงเป็นสิ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของการเมืองไทย (หรือแม้แต่แห่งหนอื่นบนโลก) การเมืองไทยในภาพรวม นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ยังคงอยู่บนทางเดินเพื่อเดินหน้าสู่ ‘ประชาธิปไตย’ ที่ใฝ่ฝัน

ทว่าการจะได้คำตอบที่พึงประสงค์นั้น การตั้งต้นจากคำถามที่ถูกต้องนับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ด้วยเหตุนั้นในประโยคคำถามดังกล่าวมีคำที่เราสมควรเจาะลึกขึ้นอีกเป็นจำนวนสามคำ — ประชาธิปไตย, ดี และไทย — ทั้งสามคำที่ว่านี้แม้จะดูตายตัว แต่ภายในตัวมันเองและเมื่อมองผ่านการรับรู้ของผู้คนนั้นบิดพลิ้วและลื่นไหลจนยากจะบอกว่าคำเหล่านี้ ‘ตายตัว

ความดี’ แม้จะดูเป็นสัจธรรมของโลกที่ผู้คนต่างตระหนักรู้ได้ไม่ยาก แต่หากมองลึกลงไปแล้ว ความดีนั้นกลายเป็นหลักการที่แยกไม่ออกจากมโนทัศน์ส่วนบุคคล เพราะทุก ๆ ครั้งที่กล่าวว่า ‘ดี’ ก็สมควรต้องถามต่อว่า ดีของใคร? ดีอย่างไร? ดีกับใคร? ดีเมื่อไหร่? หรือแม้แต่ดีที่สุดแล้วใช่หรือไม่?

ประชาธิปไตย’ เองที่ดูจะเป็นหลักการที่จับต้องได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นหลักการที่มีความเข้าใจร่วมอย่างกว้างขวางทั่วทั้งโลก แต่ตลอดสายธารประวัติศาสตร์ ประชาธิปไตยเองก็ถูกตีความและให้นิยามในรูปแบบหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่ในแต่ละสังคมก็โอบรับและหยิบใช้คุณลักษณะของประชาธิปไตยในรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป

แม้แต่คำว่า ‘ไทย’ เอง ที่แม้จะไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่าความเป็นชาติหรือความเป็นหนึ่งเดียวกันของประชาชนที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดินที่ลักษณะเหมือนขวานโบราณ แต่ในตลอดประวัติศาสตร์นั้นก็จะเห็นได้ว่าความเป็นไทยก็แตกต่างหลากหลายแล้วแต่คนจะนิยาม มอง เข้าใจ หรือแม้แต่ช่วงชิงไปถือครอง (ซึ่งจะมีการกล่าวถึงในส่วนถัดไปว่าแตกต่างกันอย่างไร?)

ถ้าหากว่าเหล่าคำสำคัญที่ประกอบสร้างเป็นคำถามนั้นลื่นไหลและแตกต่าง ก็คงเป็นเรื่องยากที่สังคมจะเดินหน้าสู่วันเวลาที่สังคมจะค้นพบ ‘สัจธรรม’ หรือคำตอบที่เป็น ‘สมบูรณ์’ ที่มีต่อคำถามเหล่านั้น หรือแม้แต่บางคำถามก็อาจทำให้ความเป็นไปได้ของคำตอบถูกผนึกผ่านแนวคิดที่มองว่าสิ่งที่มีอยู่นั้น ‘ดีอยู่แล้ว

ภายในงานปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ที่จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย’ (The Best Possible Democracy: The Perplexing Journey of Thai Society) โดย ‘ศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ’ จาก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้ทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่เรามองหาอาจไม่ใช่ “ประชาธิปไตยที่ดีควรมีหน้าตาเป็นแบบไหนในสังคมไทย” แต่เป็น “ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” เสียมากกว่า

 

 

ในการปาฐกถาพิเศษที่จัดขึ้น ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์นั้น อาจารย์เกษียร ไม่ได้หยิบยกเอาเนื้อหาทั้งหมดในงานเขียนครั้งนี้มากล่าวถึง แต่เป็นการนำเสนอกรอบคิด สาระสำคัญพอสังเขป และหนึ่งกรณีศึกษาที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจจุดตั้งต้น กรอบความคิด วิธีในการมอง ไปจนถึงข้อสรุปได้เรียนรู้เพื่อที่จะสามารถอ่านชิ้นงานเต็มได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

บทความนี้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยกเอาความคิดของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ มาตีแผ่ เผื่อให้เกิดการมองเส้นทางการแสวงหาประชาธิปไตยในมุมใหม่ ตั้งโจทย์ที่อาจนำไปสู่การกระทำที่สามารถพาสังคมไทยไปสู่หนทางที่นำไปสู่ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ อย่างไม่สิ้นสุด…

 

มองประเด็นนี้อย่างไร?

การปาฐกถาครั้งนี้ตั้งต้นจากเหตุผลว่าทำไมอาจารย์เกษียรได้ขบคิดถึงเรื่องนี้ และตัวเขานั้นขบคิดถึงประเด็นเหล่านี้ด้วยวิธีแบบใด จึงได้มีการกล่าวย้อนไปถึงคำอธิบายโดย ‘สุจิตต์ วงษ์เทศ’ ที่ได้อธิบายถึงวิธีการมองสรรพสิ่งในสังคมไทย รวมถึงประชาธิปไตยด้วย โดยมีการนิยามว่าเป็นวิธีคิดแบบ ‘พุทธไทย’ 

การคิดแบบพุทธไทยคือการมองว่าคำตอบของปัญหาได้ถูกค้นพบไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อน แนวคิดที่ยึดโยงอยู่กับสัจธรรมอย่างโดยสมบูรณ์ หมายความว่าคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เหมาะสมที่สุด ใกล้เคียงสัจธรรมที่สุดคือ ‘ของเดิม’ จะไม่มีสิ่งใดใหม่ที่ดีกว่านี้โดยตัดขาดหรือขยับเปลี่ยนจากสิ่งเดิม ด้วยเหตุนั้นครรลองเดียวที่เป็นไปได้คือการศึกษาในสิ่งเดิมและกล่าวซ้ำอาจารย์เกษียรได้ชี้ว่าประเทศไทยส่งต่อเรื่อยไป

วิธีการคิดดังกล่าวสวนทางกับวิธีคิดแบบตะวันตกที่มีอิทธิพลจากปรัชญาจากยุครู้แจ้ง (The Age of Enlightenment) ที่มองว่าในกาลเวลาที่ผ่านไป มนุษย์จะก้าวหน้าด้วยเหตุผลและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคของยุคสมัยที่ขัดขวางความก้าวหน้าของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจกดขี่ของรัฐหรือแม้แต่การส่งเสริมความเขลาและอคติจากศาสนจักรในยุคนั้น วิธีคิดแบบนี้คือการมองโลกในแง่ดี (Optimism) ว่ามนุษย์จะก้าวหน้าไปได้โดยมี ‘เหตุผล’ เป็นฟันเฟืองสำคัญ — โดยอาจารย์เกษียรชี้ว่าเราสมควรที่จะมองเรื่องนี้ด้วยวิธีคิดแบบหลัง 

ภาพยนตร์สองเรื่องที่ถูกยกมาสะท้อนวิธีมองโลกที่แตกต่างกันของทั้งสองแบบกันอย่างชัดเจนผ่านการทำอาหาร เรื่องแรกคือภาพยนตร์สัญชาติไทย ‘พริกแกง’ (2559) และอีกเรื่องจากแดนอาทิตย์อุทัย ‘Jiro Dreams of Sushi’ (2554) ในเรื่องแรกนั้นมีการกล่าวถึงคุณค่าของอาหารไทยว่า ‘ดีที่สุดแล้ว’ และ ‘ไม่ต้องการเปลี่ยนอีกแล้ว’ เพื่อคงรักษาความเป็นเลิศที่ถูกส่งต่อมาเรื่อยไป ในขณะเดียวกัน ปรัชญาการทำซูชิของภาพยตร์เรื่องหลังได้กล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จว่า คือการไม่มองว่าตนวิเศษหรือสูงส่ง เดินทางสู่การพัฒนาด้วยการทำซ้ำ ๆ ทุกวันเพื่อให้ซูชิที่ถูกปั้นดีขึ้นในทุก ๆ วันที่ผ่านไป

ด้วยเหตุนั้น กรอบคิดในการเขียนปาฐกถาชิ้นนี้ขึ้นมาต้องตั้งต้นจากทำลายกรอบคิดว่ามีสิ่งใดที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด หรือเหมาะสมที่สุด แต่ต้องมองไปข้างหน้าเพื่อเฟ้นหาสิ่งที่ดีที่สุด ด้วยความหวังว่าจะไปถึงประชาธิปไตยที่ประเสริฐกว่าในภายภาคหน้า

นอกจากนั้นอาจารย์เกษียรก็ยังใช้กรอบคิดการมอง ‘การเปลี่ยนย้ายอำนาจ’ (Power Shift) ในสังคมไทย ว่าในแต่ละช่วงความขัดแย้งมีใครอยู่ในบทบาทใดบ้าง ใครคือกลุ่มอำนาจเดิมที่ต่อต้านประชาธิปไตย และใครคือกลุ่มที่ช่วงชิงอำนาจใหม่ที่เรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อสะท้อนให้เห็ตที่มาที่ไปของการนิยามและการถวิลหาประชาธิปไตยในบริบทของช่วงเวลาและสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ไปจนถึงการมองประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในการเมืองไทยที่มีหน้าตาเหมือนกับ ‘ซีรีส์’ ที่ซ้อนเหลื่อมเชื่อมทับกัน

ก่อนจะปิดท้ายเรื่องนี้ด้วยการกล่าวถึงนิยามคำว่า ‘ไทย’ ดังที่กล่าวถึงไปข้างต้น อาจารย์เกษียรได้ชี้ว่าความเป็นไทยที่ดูมีความเป็นหนึ่งเดียว ที่แท้จริงนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความแตกต่าง แล้วแต่ยุคสมัยและผู้ที่นิยาม ดังที่อาจารย์เกษียรได้เรียงร้อยออกมาได้ความว่า

 

ไทยปรีดีอภิวัฒน์จัดรัฐใหม่
ไทยมโนฯต้านไว้ให้ถอยหลัง
ไทยพิบูลฯแหวกไทยแปลกใหม่จัง
ไทยกุหลาบเหนี่ยวรั้งอำนาจนิยม
ไทยสฤษดิ์ปฏิวัติพัฒนา
ไทยจิตรลุกท้าทายการขี่ข่ม
ไทยถนอมรัฐประหารมะกันชม
ไทยเสกสรรค์เรียกระดมสิบสี่ตุลาฯ
ประวัติไทยมีไทยหลายไทยอยู่
ไทยใคร่รู้ไทยไหนไทยยิ่งกว่า
เราชาวไทยต้องเป็นไทยไม่สร่างซา
แต่ปัญหาไทยไหนไทยแท้จริง?

 

ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว งานเขียนของปาฐกถาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์การเดินทางของประชาธิปไตยไทยจากช่วง 2475 มาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งต้องมีความเข้าใจหนึ่งที่ต้องยึดไว้เสมอว่า ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุด’ ที่ว่านั้นไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่เป็นสัจธรรม หากแต่เป็น ‘แนวคิดใฝ่ทะยาน’ (Aspirational Concept) ของผู้คนที่แตกต่างกันออกไป ทำให้มีความหมายที่หลากหลาย แตกต่าง ขัดแย้ง เปลี่ยนแปร และไม่หยุดนิ่ง 

 

หยิบยืมต่อยอดประยุกต์

ภายหลังจากพอจะเห็นภาพแล้วว่าเราควรมองเรื่องนี้ด้วยความคิดและมุมมองแบบใด ลำดับต่อไปก็คือการคิดต่อว่าจะอธิบายภาพเหล่านั้นด้วยหลักการแบบใด ในส่วนถัดไปของการปาฐกถา อาจารย์เกษียรจึงได้นำเสนอว่ามีเครื่องมือจากแหล่งไหนและผู้ใดบ้างที่ตัวของเขาได้หยิบยืมและสานต่อเพื่อจับให้สิ่งที่ปรากฏมีความเป็นก้อนกลุ่มรูปร่างที่ชัดเจนมากขึ้น 

เริ่มตั้งแต่นวนิยาย ‘การิทัตผจญภัย: นิยายปรัชญาการเมือง’ โดย ‘สตีเวน ลุคส์’ (Steven Lukes) ซึ่งเป็นนวนิยายที่อาจารย์เกษียรเป็นผู้แปลด้วยตนเองเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสอนวิชาปรัชญาการเมือง โดยเรื่องราวนั้นเกี่ยวกับ ‘ศาสตราจารย์นิโคลัส การิทัต’ ได้รับโจทย์ให้เดินทางไปหาสังคมที่ประเสริฐที่สุด ภายในนวนิยายจึงเป็นการเดินทางไปพร้อมกับศาสตราจารย์การิทัตและให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของสังคมรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แต่แกนสำคัญของแนวคิดจากนวนิยายเรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า สังคมใดก็ตามที่มองว่าสิ่งที่ตัวเองมีนั้นดีที่สุดแล้ว สังคมนั้นก็ยิ่งปิดโอกาสในการพัฒนาของตัวเองไป เฉกเช่นเดียวกับการมองว่าประชาธิปไตยของตนนั้นดีหรือพอดีที่สุดแล้ว ก็ยิ่งที่ปิดกั้นไม่ให้ประชาธิปไตยสามารถพัฒนาก้าวหน้ากว่าเดิมได้อีก หรือตกไปอยู่ในกับดักของความเป็น ‘อนุรักษนิยม’ (Conservatism)

ซึ่งกับดักทำนองนี้มีสามรูปแบบด้วยกัน ที่เมื่อเกิดขึ้นนั้นอาจปิดกั้นโอกาสในการก้าวหน้าหรือพัฒนา เริ่มตั้งแต่แบบแรกคือ ‘Absolutism’ หรือการมองว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงย่อมหมายถึงการขยับไปสู่จุดที่ด้อยกว่าที่เคยเป็น ต่อมาคือ ‘Relativism’ หรือการมองว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นดีที่สุดสำหรับบริบทปัจจุบันแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องหาตัวเลือกทีดีกว่าอีกต่อไป และอีกประเภทหนึ่งคือ ‘Pessimism’ หรือการมองโลกในแง่ร้ายว่าคงไม่มีสิ่งใดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว สิ่งที่เป็นอยู่คงจะเลวร้ายน้อยที่สุดแล้ว ซึ่งทั้งหมดอาจส่งผลให้สังคมนั้น ๆ ร่วงหล่นไปสู่ในภาวะอนุรักษนิยมที่ยากจะพัฒนาหรือถวิลหาตัวเลือกที่ดีกว่าเดิม

นอกจากนั้นอาจารย์เกษียรก็ยังหยิบยืมและต่อยอดประยุกต์วิธีการมองแบบ ‘อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล’ ในผลงาน ‘Siam Mapped’ ที่มีการใช้ ‘อภิสัญญะ’ (Metasignifier) ที่กล่าวถึงสัญญะใหญ่ที่ครอบคลุมสัญญะย่อยอีกทีหนึ่ง อาทิเช่นคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ที่ทำหน้าที่เป็นอภิสัญญะในปริมณฑลของการเมืองไทย ไปจนถึงวิธี ‘การนิยามเชิงนิเสธ’ (Negative Identification) หรือการนิยามสิ่งใดผ่านการบอกว่าสิ่งที่ว่านั้น ‘ไม่ใช่สิ่งใด’ เช่นความเป็นไทยไม่ใช่อะไร ประชาธิปไตยไม่ใช่อะไร ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงเวลาและผู้นิยาม
.
อีกเครื่องมือการคิดนั้นคือแนวคิด ‘สัณฐานวิทยา’ (Morphology) โดย ‘ไมเคิล ฟรีเดน’ (Michael Freeden) ซึ่งอาจารย์เกษียรได้มีการอธิบายว่าความหมายเชิงนิเสธของประชาธิปไตยในสังคมไทย “ทยอยทับซ้อนเบียดบังขบเหลื่อมลบเลือนเน้นย้ำจางหายกลายกลืน” กล่าวคือการบอกว่าประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งใดที่เปลี่ยนแปรในแต่ละยุคสมัยไม่เพียงทำให้ความหมายในตัวของมันเลื่อนไหลเปลี่ยนแปร แต่ยังกระทบกับการนิยามศัพท์แสงและแนวคิดอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน

ภายหลังจากนั้น ก็ได้มีการหยิบยกกรณีศึกษาซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนจากภายในงานเขียนทั้งหมดมากล่าวถึง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การนิยามประชาธิปไตยในช่วงปี 2475 ถึง 2490 ที่นิยามว่าประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่สาธารณรัฐ และไม่ใช่สังคมนิยม ซึ่งในบทอื่น ๆ ของงานเขียนก็จะกล่างถึงช่วงเวลาอื่น ๆ ที่มีการนิยามเชิงนิเสธที่แตกต่างกันไป สามารถอ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ไฟล์ปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20

 

ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้

 

โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้คือโลกที่เปิดโอกาส
ให้ผู้คนแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ไม่สิ้นสุด

 

ถ้อยคำดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของคำตอบของ ‘ปกป้อง จันวิทย์’ ในวันที่ยังเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้ตัดสินใจมาลงเรียนวิชาปรัชญาการเมืองโดยมี ‘เกษียร เตชะพีระ’ เป็นผู้สอนผ่านนวนิยาย การิทัตผจญภัย ซึ่งคำตอบดังกล่าวก็เป็นอีกหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของหัวข้อ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ และเป็นแกนกลางสำคัญในช่วงของการสรุปในหัวข้อการปาฐกถาครั้งนี้ จนกลายเป็นข้อสรุปว่า 

 

ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้คือระบอบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างโอกาส สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนสามารถแสวงหาและสร้างสรรค์ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ อย่างเปิดปลายไม่มีที่สิ้นสุด

 

ในตอนแรกเริ่มผู้ฟังอาจมีการคาดหวังว่าหน้าตาของประชาธิปไตยที่ประเสริฐที่สุดจะมีหน้าตาแบบใด แต่จากเรื่องราวของการิทัตผจญภัย ไปจนถึงแนวคิดจากปรัชญาซูชิใน Jiro Dreams of Sushi ก็สะท้อนให้เห็นว่าคำตอบของคำถามที่ว่า ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้มีหน้าตาเป็นแบบไหน?’ คำตอบของมันคือความสามารถของเราที่จะใฝ่หาสิ่งนั้นได้อย่างเสรี เพราะหากสามารถนิยามและจับจองนิยามได้อย่างสมบูรณ์ปราศจากช่องว่างให้ขยับเขยื้อน และไม่สามารถพัฒนาต่อสิ่งเดิมได้

กล่าวให้ง่ายไปกว่านั้น คำตอบของประชาธิปไตยที่ประเสริฐสุดที่เป็นไปได้คือความสามารถในการที่จะไขว่คว้าหาสิ่งนั้น

แต่นอกจากนั้นแล้ว อาจารย์เกษียรก็ยังได้อธิบายว่าคุณลักษณะของ ‘ความสามารถในการถวิลหาประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่ สิทธิเสรีภาพทางการเมืองและภูมิปัญญาในการแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐสุดโดยสันติ, พื้นฐานการเสมอภาคที่ยกระดับขึ้นตามสมควร, ความพหุนิยมทางวัฒนธรรมที่เปิดให้สามารถเรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, การเปิดพื้นที่ให้มี ‘พื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนาน’ (Heterotopia) ในการทดลองปฏิบัติอุดคติทางประชาธิปไตย ไปจนถึงการมีทางเลือกให้ปลีกย้ายออกจากระบบ (Exit Options) ตามประสงค์

 

ยูโทเปียหรืออุดมคติไม่มีหน้าที่ที่จะเป็นจริงโว้ย!

 

อาจมีความคิดว่าการมุ่งหน้าหา ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’ คือการถวิลหาอุดมคติที่ ‘โลกสวย’ เกินไป แต่อาจารย์เกษียรก็ชี้ว่าอุดมคติหรือยูโทเปียไม่ได้มีหน้าที่ที่จะเป็นจริงในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่เป็นหลักคิดที่พึงจินตนาการได้ ใฝ่ทะยานถึงได้ และเชื่อได้ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้สังคมขยับหน้าเข้าหาสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ

หากว่าสังคมปราศจากจินตนาการหรือคิดทะยานถึงภาพที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้ อาจเป็นไปได้ว่าสังคมดังกล่าวกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตจินตนาการ และไม่สามารถเปลี่ยนสังคมที่เป็นอยู่ให้ดีกว่าเดิมได้ นอกจากนั้น อาจารย์เกษียรก็มองว่าโลกความเป็นจริงก็สามารถตั้งอยู่พร้อมกับยูโทเปียได้ ตามคอนเซปต์พื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนานหรือ Heterotopia เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองให้เห็นถึงความเป็นไปได้

ท้ายที่สุดแล้ว หากถามว่า ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้มีหน้าตาเป็นแบบไหน? ก็คงตอบได้ว่าคือสังคมที่ไม่ถูกตรึงขังอยู่ที่คำตอบเดียวที่ถูกนิยามว่า ‘ดีที่สุด’ แต่คือความสามารถในการถวิลหา แข่งขัน เฟ้นหา และทะยานสู่า ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ไม่สิ้นสุดเรื่อยไป

สามารถอ่านงานเขียนปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย(The Best Possible Democracy: The Perplexing Journey of Thai Society) โดย ‘ศาสตราจารย์ ดร.เกษียร เตชะพีระ’ ได้ที่ลิงก์นี้