AI จะพลิกโฉมประเทศไทยอย่างไร ?
มอง ‘อนาคต’ คนไทยในโลกใหม่กับ 4 ผู้นำ

AI จะพลิกโฉมประเทศไทยอย่างไร ?
มอง ‘อนาคต’ คนไทยในโลกใหม่กับ 4 ผู้นำ

AI กำลังเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน องค์กร และชีวิตคนเมือง แล้วประเทศไทยควรเดินไปทางไหน? 4 ผู้นำจาก AIS กระทรวงการคลัง Microsoft Thailand และกรุงเทพมหานคร ร่วมฉายภาพอนาคตไทยในยุค AI พร้อมชี้ว่า “คน” ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางสำคัญที่สุดของเทคโนโลยี

KEY

POINTS

ปัจจุบัน AI ได้ผสานอยู่ร่วมในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้น AI ยังก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การทำงานในระดับองค์กร และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่เมื่อ AI ที่เป็นเหมือน ‘การปฏิวัติทางเทคโนโลยี’ ถาโถมมาด้วยความเร็วและแรงแบบนี้ ย่อมมีทั้งกลุ่มที่ปรับตัวได้และกลุ่มที่ยังตั้งหลักไม่ทัน ทุกภาคส่วนในประเทศไทยไม่ว่าจะระดับองค์กร บุคคล หรือแม้แต่เมืองจะต้องเตรียมรับมือและประยุกต์ใช้ AI อย่างไร ? เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ตรงไหนในคลื่นที่กำลังถาโถมนี้

บทความนี้จะมาฉายภาพให้เห็นพร้อม ๆ กันไปกับ 4 ผู้นำ “กานติมา เลอเลิศยุติธรรม – รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS”  “ดร.สันติธาร เสถียรไทย – ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง” “ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ – Managing Director, Microsoft ThAIland” และ “ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ – ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” มาร่วมฉายภาพประเทศไทยในยุค AI บนเวที AIS ACADEMY for THAIs 2026

โดยทั้ง 4 มุมมองจาก 4 ผู้นำต่างสะท้อนตรงกันว่า AI อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอนาคต แต่คนจะยังเป็นผู้กำหนดทิศทางของอนาคตนั้น ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในคลื่นนี้

ปัจจุบันวัยแรงงานที่เป็นหนึ่งในกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ‘ดร.สันติธาร เสถียรไทย’ มองว่าการเข้ามาของ AI อาจกลายเป็นทางออกของปัญหานี้ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับแรงงาน ให้เศรษฐกิจของประเทศพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าประเทศไทยจะเติบโตไปกับ AI เราจำเป็นต้องเข้าไปเป็นหนึ่งในเลเยอร์ของสายป่าน AI ให้ได้เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรืออีกทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ทันทีคือการนำเอา AI มาประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการทำงาน

ดร.สันติธาร ยังฉายภาพให้เราเห็นต่ออีกว่า เมื่อโลกเข้าสู่ยุคแห่ง AI ประชากรภายในประเทศจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้ที่เป็นเจ้าของ AI, 2.ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในทักษะที่ตนมีและนำ AI มาใช้, 3. ผู้ที่ยังต้องทำงานด้วยมนุษยสัมพันธ์ และ 4.ผู้ที่จะถูกทดแทน เพราะไม่มีทักษะและไม่มีความรู้ด้าน AI ซึ่งเรื่องนี้ ‘ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ – Managing Director, Microsoft ThAIland’ อธิบายต่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเหมือนโอกาสของแรงงานไทยทุกคน ที่จะต้องนำ AI มาสร้างอนาคตของเรา

แรงงานไทยรับมืออย่างไร เมื่อประเทศเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ AI อย่างรวดเร็ว

‘ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ เปรียบเปรยว่า AI ก็เหมือนไฟฟ้า เมื่อครั้งอดีตตอนที่มนุษย์ประดิษฐ์ไฟฟ้า Productivity ของมนุษย์ก็เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ครั้งนี้ก็เช่นกันที่ AI จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ก้าวข้ามปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา การหางาน ฯลฯ

โดยนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานจะต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI เพื่อเป็นข้อได้เปรียบและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ในขณะที่ระดับองค์กร ‘คนกับ AI’ จะลงเอยด้วยการทำงานร่วมกัน เพราะสภาพการทำงานขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์จะรับหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบผลลัพธ์ของงานที่ได้จาก AI

ธนวัฒน์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตให้เห็นภาพว่า ในวันที่ม้าวิ่งแซงมนุษย์ มนุษย์เราไม่ได้มองตนเองว่าไร้ประโยชน์ไปกว่าม้า แต่เราอาศัยการขี้ม้าเพื่อไปถึงจุดหมายให้เร็วขึ้น เช่นเดียวกันกับ AI

เรามีหน้าที่ในการใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตให้กับเรา

และการจะสร้างอนาคตร่วมกับ AI จำเป็นต้องมีอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือการประยุกต์ใช้ในระดับองค์กร เช่นนั้นแล้วองค์กรจะต้องมีกระบวนการและแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ? “กานติมา เลอเลิศยุติธรรม – รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร AIS” รับหน้าที่ฉายภาพนี้ให้เราเห็น

เมื่อ AI เข้ามา องค์กรจะต้องตั้งหลักให้ถูก

‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ ระบุว่าก้าวแรกขององค์กรที่พร้อมสำหรับ AI จะต้องไม่วัดผลที่ ‘ความพร้อมของการมีเครื่องมือ’ เพราะการวัดผลแบบนี้อาจทำให้องค์กรหลงประเด็น แต่จะต้องเป็นศักยภาพและความพร้อมของคน ที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหางานในองค์กรได้จริง

โดยก่อนที่องค์กรจะเริ่มการ AI Transformation องค์กรจะต้องตีโจทย์ธุรกิจของตนให้ชัดก่อนว่า ตอนนี้ธุรกิจเรามีปัญหาตรงไหน และค่อยนำ AI ที่เป็นเหมือนเครื่องมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้

และแม้ว่า AI จะเสมือนกลายเป็นพนักงานคนหนึ่งขององค์กร แต่อย่าเข้าใจว่าจะนำเอา AI เข้ามาแทนที่คน เพราะ AI คือปัญญาประดิษฐ์ เกิดจากปัญญาของมนุษย์ มนุษย์จึงจำเป็นที่จะต้องเข้ามาควบคุม AI ให้ได้ มนุษย์จะต้องตั้งคำถามให้เป็น ตั้งคำถามที่ฉลาด เพื่อให้ได้คำตอบที่ฉลาดออกมา เราจะต้องเรียนรู้ว่าจะต้องตั้งคำถามอย่างไร และจะตรวจทานคำตอบจาก AI อย่างไร

การส่งเสริมศักยภาพของคนในองค์กรจะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร 50% องค์กรจะต้องลงทุนหาโอกาสให้พนักงานพัฒนาทักษะ เข้าถึง และเรียนรู้ที่จะใช้ AI แต่ในขณะเดียวกัน คนในองค์กรก็จะต้องขวนขวายและไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเองด้วย

จะเห็นได้ว่าทั้งในระดับประเทศ แรงงาน และองค์กร AI ล้วนเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อชีวิตของผู้คน เช่นเดียวกับเมือง ‘กรุงเทพมหานคร’ ที่ก็ต้องปรับตัวให้สอดรับกับการเข้ามาของเทคโนโลยีในระดับที่เรียกว่า ‘แบบพอดีๆ’

เมืองที่ฉลาดแบบพอเหมาะพอดี จากการให้ ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง

ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของ AI เช่นเดียวกับเมืองที่เลี่ยงไม่ได้ ‘กรุงเทพมหานคร’ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมจึงต้องนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ เพื่อเชื่อม 2 มิติสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่ คนและธุรกิจ โดยมุ่งเน้นที่จะทำให้ชีวิตคนเมืองมีคุณภาพดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ทว่า ‘ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ – ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร’ มองว่า ‘เมือง’ อาจจะไม่ต้องถึงขั้นเรียกว่าเป็น Smart City แต่เป็น ‘Smart Enough City’ หรือ เมืองที่ฉลาดกำลังพอเหมาะพอดี ก็เพียงพอแล้ว

เพราะเมืองอาจจะไม่ต้องการเทคโนโลยีก้าวล้ำที่เกินความจำเป็น แต่เมืองต้องการเทคโนโลยีที่เข้ามาโอบรับความต้องการของประชนในเมือง กล่าวคือเมืองจะต้องใช้เทคโนโลยีต้องเป็นที่ต้องการของประชาชนจริง ๆ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และ ต้องเป็นเทคโนโลยีต้องใช้งานได้ มีความเสถียร

และแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเมืองและชีวิตคนเมือง แต่ AI ก็จะยังเป็นเพียงส่วนประกอบในการทำงาน เราต้องเปลี่ยนจาก AI (Artificial Intelligence) เป็น IA ‘Intelligent Assistant’ เป็นผู้ช่วยที่ฉลาด เราจะต้องควบคุม AI ให้เป็นและ AI จะนำพาเราไปที่ ๆ ไม่เคยไปมาก่อน

ดร.ชัชชาติ เน้นย้ำอีกครั้งว่า “เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม ไม่เห่อเทคโนโลยี แต่ต้องเห่อคน ใช้คนเป็นตัวตั้ง และหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเข้ามาพัฒนา”

ท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญที่ทั้ง 4 ผู้นำเห็นตรงกันคือแม้ AI จะทรงพลังแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ผู้ที่จะกำหนดทิศทางและอนาคตของตนและประเทศ จะยังคงเป็น ‘คน’ ที่รู้จักตั้งคำถามให้ฉลาด ควบคุมให้เป็น และใช้ AI เพื่อสร้างสิ่งที่ดีขึ้นให้กับตัวเอง องค์กร และสังคมไทยโดยรวม

นี่คือภาพและสิ่งที่ประเทศไทยทุกภาพส่วนจะต้องพบเจอเมื่อโลกเข้าสู่ยุคของ AI บนเวที AIS ACADEMY for THAIs 2026