‘NIGO SAN’ เจ้าพ่อที่พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่น

‘NIGO SAN’ เจ้าพ่อที่พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่น

NIGO SAN คือ คนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ Human Made และ Creative Director คนล่าสุดของ Family Mart ที่กล้าออกนอกกรอบจนพลิกโฉมแล้วปลุกปั้นวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่นให้โลกยอมรับ

KEY

POINTS

บางคนออกแบบเสื้อผ้า บางคนสร้างแบรนด์ แต่ ‘นิโกะ ซัง’ (NIGO SAN) เจ้าพ่อ Street Culture ของญี่ปุ่น เลือกถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผ่านงานออกแบบที่ผู้คนใช้ในทุกวัน

‘นิโกะ ซัง’ คือ คนที่อินเรื่อง Street Culture ตั้งแต่ของสะสม เพลงแนวฮิปฮอป ไปจนถึงแฟชั่น ทั้งยังเป็นผู้ปลุกปั้นแบรนด์ BAPE ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Human Made และยังเป็น Creative Director คนล่าสุดของ Family Mart

หนึ่งในผลงานล่าสุดของเขาคือการพลิกโฉม FamilyMart สาขาอะซะบุได ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผสานร้านสะดวกซื้อ การออกแบบ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของคนทำงานและคนรุ่นใหม่ในโตเกียว

เพราะสำหรับนิโกะแล้ว ทุกก้าวในโลกสตรีทล้วนเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจรากของวัฒนธรรม ผู้คน และวิถีชีวิต ก่อนจะนำสิ่งเหล่านั้นมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย และยังคงเชื่อมโยงกับผู้คนในทุกยุคสมัย

‘NIGO SAN’ เจ้าพ่อที่พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่น

นักสะสมวัยเยาว์

ชื่อเดิมของนิโกะ คือ ‘โทโมอากิ นากาโอะ’ เกิดปี 1970 ที่เมืองมาเอชิ จังหวัดกุมมะ ประเทศญี่ปุ่น เขาไม่ได้เป็นลูกชายของเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าหรือพ่อแม่ที่ทำงานด้านแฟชั่น พ่อของเขาเป็นช่างทำโลหะ ส่วนแม่เป็นพยาบาล 

ด้วยความที่พ่อกับแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเป็นประจำ นากาโอะเลยใช้เวลาอยู่กับตัวเองและของเล่น ถึงอย่างนั้น จุดเริ่มต้นการเป็นนักสะสมของเขาก็เริ่มต้นขึ้นตอนอายุ 6 ขวบ หลังจากที่เขาได้เจอกับโดนัลด์ ดั๊ก (Donald Duck) ในถุงโชคดีในวัยเด็ก

“ถ้าพูดถึงของสะสมชิ้นแรกที่ผมได้มา คือ ตุ๊กตา Donald Duck เป็นของเล่นประเภท Push Puppet ที่พอกดฐานด้านล่าง ตัวตุ๊กตาก็จะอ่อนยวบและล้มลง”

“ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นหรือสัมผัสสินค้าจากต่างประเทศ พอเห็นครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันเท่มาก ผ่านมาแล้วกว่า 40 ปี แต่ผมก็ยังเก็บมันไว้ที่สตูดิโอจนถึงวันนี้”

หลังจากของสะสมชิ้นแรกผ่านไป เขาก็ค้นพบว่า ในจักรวาลของดิสนีย์ ยังมีคาแรกเตอร์อีกหลายตัวที่เขาจำเป็นต้อง ‘เก็บให้ครบ’

"ผมรู้ว่ามันมีตัวละครอื่นอีก และผมก็อยากมีให้ครบทุกตัว"

เมื่อโตขึ้นในช่วงวัยรุ่น นากาโอะเริ่มซื้อสินค้าคอลเลกชั่นของ Falix the Cat เจ้าแมวสีดำจากฝั่งอเมริกาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ซูเปอร์สตาร์คนแรกของวงการการ์ตูนแอนิเมชัน  หรือขยับมาซื้อแจ็กเก๊ตยีนส์ Levi's ในราคาประมาณ 38,000 เยน ที่โกหกแม่ว่า ราคา 3,800 เยน พอแม่รู้ความจริงยังถูกดุยกใหญ่ 

รวมถึงไม่ยอมเช่าห้องที่มีเสื่อทาทามิ เพราะรู้สึกว่าความเป็นอเมริกามันน่าสะสมและดูเท่กว่า

“ทุกอย่างที่เป็นอเมริกันมันเท่ ผมถึงขั้นไม่ชอบสินค้าของญี่ปุ่นเลย ดังนั้นผมจึงเริ่มสะสมของจากอเมริกา และไม่เคยคิดจะทิ้งมัน”

ถึงจะเริ่มต้นจากความชอบ แต่ระหว่างทาง เขากลับได้เรียนรู้คุณค่าของการสังเกต การใส่ใจรายละเอียด และการมองสิ่งรอบตัวด้วยความตั้งใจ จนของสะสมทุกชิ้นไว้มีความหมาย และไม่เคยถูกทิ้งเลย

เพราะสำหรับเขา สิ่งของทุกชิ้นเป็นครู

หากไร้ซึ่งของสะสมวัยเด็ก คงไม่มี ‘นิโกะ’ นักสะสม ครีเอทีฟ ดีเจ และราชาแห่งสตรีทแฟชั่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน 

รู้จัก ‘แฟชั่น’

นอกจากหลงใหลในของสะสมแล้ว ในช่วงมัธยมต้น นากาโอะได้รู้จักกับวงป๊อปร็อกวัยรุ่นที่ชื่อว่า The Checkers 

แล้ว The Checkers ก็เปนประตูที่เปิดโลกให้เขารู้จักกับ ‘แฟชั่น’

"ผมชอบวง The Checkers มาก สิ่งที่ดึงดูดผมไม่แพ้ดนตรีคือการแต่งตัวของพวกเขา"

เนื่องจาก The Checkers แทบจะเป็นไอคอนแห่งยุค เด็กและวัยรุ่นยุค 80s ต่างตัดผม แต่งตัว หรือเลียนแบบท่าทางของสมาชิกวงจนเป็นที่จดจำ นากาโอะก็เช่นกัน 

เขาเริ่มแต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์ เสื้อยืด Adidas, แจ็กเก็ต MA-1 และเสื้อผ้าสไตล์ Amerikaji หรือ American Casual ที่เหล่าสมาชิกวงป๊อปร็อกมาใช้โดยได้รับอิทธิพลมาจากสไตล์เสื้อผ้าอเมริกันยุค 1950

ถ้าถามว่า The Checkers มีอิทธิพลกับเส้นทางในแฟชั่นมากแค่ไหน

คำตอบ คือ เขาชอบถึงขนาดไปซื้อนิตยสารผู้หญิงชื่อ ‘Olive’ เพราะวงที่เขาชอบขึ้นปก แล้วนั่นก็ทำให้เขาสนุกกับการดูเทรนด์แฟชั่นจนไปซื้อนิตยสารแฟชั่นเล่มอื่นมาอ่าน ใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปกับการเดินเข้าร้านบูติกแทบทุกร้าน เพื่อดูเสื้อผ้า ศึกษาวิธีจัดร้าน ดูการตัดเย็ย และสังเกตว่าผู้คนแต่งตัวกันอย่างไร 

การสั่งสมความรู้และความคิดผ่านการลงมือทำก็ทำให้เขาค่อย ๆ เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น แล้วขยับเข้าโลกของวัฒนธรรม ‘Street’ วัฒนธรรมย่อยที่ถ่ายทอดตัวตน ความคิด และวิถีชีวิตของผู้คนผ่านการแต่งกาย ดนตรี ศิลปะ และการแสดงออกอย่างอิสระ

เข้าสู่โลก ‘Street Culture’

ไม่ว่าจะเป็นของสะสมหรือแฟชัน ทั้งสองอย่างนี้ คือ องค์ประกอบของ ‘Street Culture’ วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงของผู้คนบนท้องถนน ซึ่งสะท้อนตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ 

จากเดิมที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยและงานอดิเรกของนากาโอะ เมื่อวันที่เขาอายุ 18 ปี เขาก็เลือกเข้ามาเรียนที่ Bunka Fashion College ในโตเดียว ซึ่งเป็นสถาบันออกแบบแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น 

แทนที่จะเรียนเป็นดีไซเนอร์ตามสิ่งที่เขาสนใจ นากาโอะกลับสอบเข้าสาขาการบรรณาธิการและสไตลิ่ง (Fashion Editing and Styling) ซึ่งทำให้เขาเข้าใจอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างรอบด้าน ทั้งมิติการสร้างสรรค์และการทำธุรกิจ 

ในสถาบันแฟชั่นแห่งนี้ เขาได้เจอกับ จุน ทากาฮาชิ เพื่อนและเจ้าของแบรนด์ ‘UNDERCOVER’ แบรนด์สตรีทแวร์ยอดนิยมในปัจจุบัน รวมถึงการไปรู้จักกับผู้คนย่านฮาราจูกุ ย่านวัยรุ่นญี่ปุ่น นากาโอะก็เริ่มเข้าใจโลกแฟชั่นแนวแนวอาวองการ์ด (การกล้าออกนอกกรอบ) และวัฒนธรรมใต้ดิน

ขณะเดียวกัน นากาโอะก็เริ่มชอบวัฒนธรรมฮิปฮอป ลองเปิดแผ่นและเป็น DJ จนชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในย่านฮาราจูกุ เพราะตอนนี้เพลงและวัฒนธรรมฮิปฮอปกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่น 

ชื่อเสียงของเขาส่งผลให้ นากาโอะและจุน ทาฮากาชิกลายเป็นนักเขียนผู้มารับไม้ต่อคอลัมน์ ‘Last Orgy 2’ในนิตยสาร Popeye ต่อจาก ฮิโรชิ ฟูจิวาระ (Hiroshi Fujiwara) เจ้าพ่อและผู้บุกเบิกสตรีทแวร์ของญี่ปุ่น เจ้าของแบรนด์ Good Enough และ Fragment Design ทั้งยังเป็นไอดอลของนากาโอะด้วย

แล้ววันหนึ่ง นากาโอะก็ได้มาร่วมงานกับต้นแบบของเขาจริง ๆในฐานะผู้ช่วยที่ติดตามฟูจิวาระไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานบรรณาธิการหรือการเป็นดีเจก็ตาม 

การอยู่ใกล้กันตลอด ทำให้คนรอบข้างเริ่มเห็นว่าทั้งสองคนบุคลิกและหน้าตาคล้ายกัน ผู้คนรอบตัวเลยเรียกเขาว่า ‘Hiroshi Nigō’ หรือ ‘ฮิโรชิ ฟูจิวาระหมายเลขสอง’ ทำให้นากาโอะถูกเรียกว่า ‘นิโกะ’ มาตลอด 

“ผมเริ่มทำงานกับเขา (Hiroshi Fujiwara) ในขณะที่ผมยังเรียนอยู่ที่วิทยาลัย ผมทำแบบนั้นอยู่ประมาณสามปี โดยค่อย ๆ ไปเรียนที่โรงเรียนน้อยลงเรื่อย ๆ การได้ทำงานกับ Hiroshi เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ผมเรียนรู้จากเขาอย่างมากมาย โดยเฉพาะวิธีการทำงานของเขา”

หลังจากใช้เวลาหลายปีในการบ่มเพาะความรู้ เรียนรู้จากผู้คนและประสบการณ์รอบตัว รวมถึงได้รับบทเรียนจากต้นแบบอย่างฮิโรชิ ฟูจิวาระ ถึงเวลาที่นากาโอะจะก้าวออกจากเงาของผู้เป็นแรงบันดาลใจ และเริ่มสร้างเส้นทางของตัวเอง

โลโก้ลิงที่เปลี่ยนแฟชั่นสตรีทญี่ปุ่น

แบรนด์แรกของนิโกะ คือ NOWHERE ร้านเสื้อผ้ามือสองในซอยเล็ก ๆ ของย่านอุระ-ฮาราจูกุที่แบ่งครึ่งกับร้าน UNDERCOVER ของทากาฮาชิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มปลุกปั้น ‘A Bathing Ape’ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘BAPE’

BAPE ต้องการสะท้อนวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่เหมือนกับ tagline ของแบรนด์ “A Bathing Ape in Lukewarm Water” มาจากสำนวนญี่ปุ่นที่พูดถึงคนที่แช่น้ำอุ่นจนเพลิน หมายถึงคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายจนเกินไป

ทั้งยังเป็นส่วนผสมของแพสชัน ความรัก และความหลงใหลของนิโกะ และเริ่มจากโลโก้หน้าลิง ที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Planet of the Apes ที่นิโกะชอบมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงการนำลายพรางทหารมาปรับให้เข้ากับแบรนด์ ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์ยอดนิยมของวงการสตรีทแฟชั่นญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

ช่วงแรก BAPE คือสินค้าหลักที่ถูกวางขายใน NOWHERE ผลิตเสื้อจำนวนจำกัด ขายให้คนที่เข้าใจในตัวแบรนด์ แต่สุดท้ายกลับเป็นสินค้าหายาก เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ปี 2006–2007 ยอดขายของบริษัทำพุ่งสูงถึง 7.5 พันล้านเยน หรือ 66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เพราะความดิบและการเสียดสีสังคมที่นิโกะใส่ลงไปในสินค้าตีตลาดชาวญี่ปุ่นและตีตลาดสหรัฐฯ ได้ BAPE กลายเป็นเสื้อผ้าที่ Pharrell Williams ชื่นชอบ และเป็นรองเท้ารุ่น BAPESTA ที่ Kanya West ใส่ จนทำให้แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

แล้วนิโกะก็ไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์เหล่านี้ศูนย์เปล่า พวกเขายังคงเป็นเพื่อนกัน นิโกะยังไปช่วย Pharrell  สร้างแบรนด์แฟชั่นของตัวเอง คือ Billionaire Boys Club และ แบรนด์รองเท้า Ice Cream เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันผ่านวัฒนธรรมสตรีท

ทว่าการสวมหมวกผู้บริหารอาจจะยังไม่ช่สิ่งที่เขาคุ้นเคยมากเท่าไหร่ เขาจึงมองหาพาร์ทเนอร์มาช่วยบริหาร 

“สุดท้าย ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูแลด้านการบริหารจัดการ จนแทบไม่มีเวลาที่จะทำงานออกแบบจริง ๆ”

กระทั่ง ปี 2011 นิโกะตัดสินใจขายหุ้นส่วนใหญ่ของ BAPE ให้กับบริษัทแฟชั่นฮ่องกง I.T Group โดยยังทำหน้าที่ Creative Director ต่ออีกระยะหนึ่ง ก่อนจะเลือกเดินออกจากอาณาจักรที่ตัวเองสร้างขึ้น เพื่อกลับไปค้นหาความหมายของการออกแบบในแบบที่เป็นตัวเองอีกครั้ง 

‘NIGO SAN’ เจ้าพ่อที่พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่น

อดีตคือรากของอนาคต

เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง เราก็จำเป็นต้องเปิดรับประตูโอกาสใหม่

ระหว่างที่ BAPE กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ปี 2010 นิโกะก็เริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาใช้ชื่อว่า ‘Human Made’ หากแปลตรงตัวจะหมายถึง มนุษย์สร้างขึ้น

แต่นิโกะมองลึกลงไปกว่านั้น ในยุคที่เสื้อผ้าจำนวนมากพึ่งพาเครื่องจักร แล้วเทรนด์แฟชันก็หมุนเร็วในระดับวินาที เขาอยากจะสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่สะท้อนความอบอุ่นและทักษะของช่างฝีมือที่เป็นมนุษย์

เขาให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ไปทำความร่วมมือกับ Warehouse & Co. บริษัทเสื้อผ้าจากเมืองโอซ้าก้า ปฏิเสธการทอผ้าสมัยใหม่ แต่เลือกใช้เครื่องจักรทอผ้าแบบวงกลมโบราณและเทคนิคการเย็บตะเข็บเดี่ยว ทุกองค์ประกอบล้วนผ่านการคิดอย่างละเอียด เพื่อส่งต่อลมหายใจของผู้ผลิตไปให้ถึงผู้สวมใส่

แล้วยังเป็นแบรนด์ที่ทำให้เขากลับไปยังจุดเริ่มต้นเส้นทางในโลกสตรีทของเขา ทั้งเสื้อผ้า Americana ยุค 1950s เสื้อผ้าเวิร์กแวร์ เสื้อผ้าทหาร งานผลิตแบบญี่ปุ่น และของสะสมเก่า ๆ 

หัวใจ Human Made จึงอยู่ที่แนวคิด ‘The Future Is In The Past’ หรือ อนาคตอยู่ในอดีต

“เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านคนแต่ละรุ่นบางคนอาจมองสิ่งที่เราทำว่าเป็นความทรงจำจากอดีต ขณะที่บางคนกลับมองว่ามันเป็นสิ่งใหม่และสดอยู่เสมอ” นิโกะให้สัมภาษณ์ไว้ 

วันนี้ในโลกแฟชัน น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักแบรนด์ ‘Human Made’ แล้วก็คงวนมาถึงวันที่นิโกะจะขยับไปทำงานที่เขารัก นั่นคือ การเป็น Creative Director  

ปี 2021 นิโกะเข้ามานั่งเก้าอี้แบรนด์สายลักชูรีสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง ‘Kenzo’ สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมย่อยก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นกระแสหลักได้ 

และที่สำคัญ คือ นิโกะบอกว่า พวกเขามีความเชื่อร่วมกันว่า แฟชั่นและวัฒนธรรมไม่สามารถแยกออกจากกันได้

“แนวทางของคุณเคนโซในการทำงาน คือการทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นแก่นสำคัญในการทำงานของผมเช่นกัน”

แต่สำหรับนิโกะ สิ่งที่เขาสนใจมาตลอดคือ ‘วิถีชีวิต’ รวมไปถึงการหยิบสิ่งธรรมดารอบตัวมาสร้างความหมายใหม่ แล้วขยายแนวคิดนี้ออกไปจากโลกแฟชั่น แล้วทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 

เปลี่ยนร้านมินิมาร์ทให้เป็นวัฒนธรรม

"เมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งใช้เวลานานมาก ผมก็เริ่มเห็นคุณค่าและชื่นชมวัฒนธรรมญี่ปุ่นจริง ๆ"

จากที่เคยไม่ชอบสินค้าญี่ปุ่น แต่การได้ไปคลุกคลีกับวคนญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็ทำให้นิโกะค่อย ๆ รักและชอบวิถีชีวิตของบ้านเกิด 

‘NIGO SAN’ เจ้าพ่อที่พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่น

จนมาถึงล่าสุดที่เขารับตำแหน่ง Creative Director ของ Family Mart ในปี 2025 แล้วแสดงพลังของชีวิตผู้คนผ่านสไตล์และการออกแบบที่ไม่เหมือนใครผ่าน FAMIMA PARK AZABUDAI ย่านพัฒนาใหม่ใจกลางโตเกียว ส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ ‘Next Convenience Store’ ที่รวมการออกแบบร้าน สินค้า และประสบการณ์ใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

เรียกว่านิโกะเปลี่ยนทุกอย่างไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ชุดพนักงาน แพ็กเกจของสินค้า การจัดร้าน การออกแบบร้าน หรือโทนสีที่คุณจะลืม Family Mart แบบเดิม ๆ ไปได้เลย 

‘NIGO SAN’ เจ้าพ่อที่พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทญี่ปุ่น

นิโกะบอกว่า ทั้งหมดเริ่มต้นจากคำถามว่า “ถ้าร้านสะดวกซื้อเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อของ จะเป็นอย่างไร”

“ผมหวังว่าร้านสะดวกซื้อแห่งอนาคตนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้คนในญี่ปุ่น รวมถึงผู้คนทั่วโลก ได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นได้โดยตรง”

นี่คือเรื่องราวของ ‘นิโกะ ซัง’ ผู้พลิกโฉมวัฒนธรรมสตรีทในแดนอาทิตอุทัยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในวันวาน การเข้าใจพื้นฐาน และความกล้าที่จะออกนอกกรอบ เพื่อพาคนรุ่นใหม่ไปรู้จักนิยามขิงการออกแบบที่แท้จริง

“คุณจะออกนอกนอกกรอบได้ ก็ต่อเมื่อเข้าใจพื้นฐานของศาสตร์นั้นอย่างถ่องแท้ ถ้าไม่เข้าใจพื้นฐาน สิ่งที่ทำก็อาจเป็นเพียงความแปลกประหลาดเท่านั้น” นิโกะบอกไว้

เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตประจำวันของผู้คนคือพื้นที่ที่วัฒนธรรมค่อย ๆ ก่อตัว และนั่นคือสิ่งที่นิโกะเฝ้ามองและถ่ายทอดมาตลอด

 

ภาพ: Getty Images, Family Mart

 

อ้างอิง

About - Human Made / Human Made

香港大手衣料店が「BAPE」を買収 / oricon

NIGO on The Quiet Quality of Keeping Cool / HYPEBEAST

‘I just turn all my hobbies into work.’ / System Magazine

NIGO®がヨーダと重ねるクリエイター人生——Disney Create 100 インタビュー / fashion snap

NIGO® Collects / sotheboys

In Paris with design genius Nigo / GQ

LVMH Fashion Group UK’s Post / Linkedin

【完全版】NIGO(ニゴー)とは?BAPE・HUMAN MADE・KENZO・LVまで徹底解説 / LIFE

NIGOインタビュー / natalie

From BAPE to HUMAN MADE - The Legacy of Japanese Fashion Icon NIGO / YOKOGAO

In the studio with Nigo – Japan’s premier polymath / Financial Times

Introducing FAMIMA, Bringing the “Next Convenience Store” to Life First Flagship Store / Family Mart