ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์: ผู้คิดค้น ‘แป้งเด็กจอห์นสัน’ เพื่อบรรเทาผิวแพ้พลาสเตอร์ยา สัมผัสอุ่นใจคู่บ้านในวันเผชิญมรสุมคดีความนับทศวรรษ

ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์: ผู้คิดค้น ‘แป้งเด็กจอห์นสัน’ เพื่อบรรเทาผิวแพ้พลาสเตอร์ยา สัมผัสอุ่นใจคู่บ้านในวันเผชิญมรสุมคดีความนับทศวรรษ

ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์ (Dr. Frederick Kilmer) คิดค้นแป้งเด็กจอห์นสัน โดยมีจุดประสงค์แรกเริ่มเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองผิวหนังจากการใช้พลาสเตอร์ยา ไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อเด็ก

KEY

POINTS

เชื่อว่าแทบทุกบ้านต้อง ‘เคยมี’ แป้งเด็กจอห์นสันขวดสีขาวติดโต๊ะเครื่องแป้งเป็นแน่ และผู้เขียนยังเชื่อว่าเจ้ากลิ่นหอมละมุนอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ก็คงติดอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของใครหลายคนมาตั้งแต่จำความได้ 

เพราะทันทีที่อาบน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จ ผู้เป็นแม่จะโรยแป้งฝุ่นลงบนผิวด้วยความรักและห่วงใย หวังว่าแป้งขวดนี้จะช่วยให้ลูกน้อยสบายผิว กลายเป็นว่าการกระทำเช่นนี้ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความอบอุ่น และการปกป้องผิวทารกมาเนิ่นนานนับร้อยปี

ใช่, แป้งเด็กจอห์นสันอยู่เป็นร้อยปีแล้ว

โดยมีจุดเริ่มต้นจาก ‘ดร. เฟรเดอริก บาร์เนตต์ คิลเมอร์’ (Dr. Frederick Barnett Kilmer) เภสัชกรและนักวิทยาศาสตร์ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกวิจัยคนแรกของบริษัท Johnson & Johnson (J&J) 

จากความตั้งใจแรกเริ่มของ ดร. คิลเมอร์ ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างแป้งสำหรับเด็ก แต่เกิดจากการได้รับรายงานว่าผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการแพ้และระคายเคืองผิวจากพลาสเตอร์ยาของบริษัท เขาจึงคิดค้นสูตรแป้งทัลก์บริสุทธิ์ส่งไปให้แพทย์ใช้บรรเทาอาการแพ้ แต่ผลลัพธ์กลับดีเกินคาดเมื่อเหล่าคุณแม่นำไปใช้กับลูกน้อยจนถูกบอกต่อปากต่อปาก และกลายเป็นแป้งเด็กขวดแรกที่ครอบครองหัวใจคนทุกบ้านไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

แต่ในอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา สัมผัสที่เคยได้รับความไว้วางใจ กลับต้องขึ้นไปพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล เมื่อถูกสงสัยว่าเป็นต้นกำเนิดโรคร้ายมานานนับทศวรรษ

เภสัชกรผู้เลี้ยงจระเข้ในร้านขายยา 

ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์ คือชายผู้เป็นทั้งนักเคมีเบื้องหลังผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และหนึ่งในผู้วางรากฐานให้กับ J&J แต่กว่าเขาจะก้าวมาอยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่ได้นั้น ต้องย้อนกลับไปในปี 1886 เมื่อสองพี่น้อง ‘เจมส์ วู้ด จอห์นสัน’ (James Wood Johnson) และ ‘เอ็ดเวิร์ด มีด จอห์นสัน’ (Edward Mead Johnson) ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Johnson & Johnson ขึ้นมาโดยมีพนักงานเริ่มต้นเพียง 14 คน ในเวลานั้น คิลเมอร์ยังเป็นเพียงเภสัชกรหนุ่ม เจ้าของร้านขายยาที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามตึกบริษัท

คิลเมอร์ในวัยหนุ่มคือภาพจำของนักวิทยาศาสตร์ยุคเรอเนซองส์ เขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลอง และชอบทำอะไรหลายอย่าง นอกจากความเชี่ยวชาญด้านยา คิลเมอร์ยังเป็นคนรักสัตว์อย่างสุดหัวใจ เขาเลี้ยงแมวไว้ 3 ตัว และยังมีจระเข้ตีนเป็ดเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ในร้านขายยาของเขาเองอีกด้วย

แมวตัวหนึ่งของคิลเมอร์เคยขึ้นแท่นเป็น ‘ดารา’ บนหน้าหนังสือพิมพ์ The Red Cross Messenger สิ่งพิมพ์สำหรับร้านขายยาที่เขาเป็นบรรณาธิการ โดยถูกใช้เป็นภาพประกอบบทความเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสัตว์ตระกูลแมวในร้านยา

ต่อมาในปี 1889 J&J ชวนเขาเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นผู้อำนวยการแผนกวิจัยคนแรกขององค์กร และ ณ ที่แห่งนี้เอง ที่คิลเมอร์เข้ามาปฏิวัติวงการการแพทย์อย่างเต็มระบบ

เพราะในยุคนั้น การผ่าตัดยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง จากการติดเชื้อหลังการผ่าตัด คิลเมอร์ไม่อยากเห็นความสูญเสียเกิดขึ้นอีก เขาจึงลุกขึ้นมาปักธงรณรงค์ เรื่องการดูแลบาดแผลด้วยการฆ่าเชื้อ และกระบวนการทำความสะอาดปลอดเชื้อ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งเป็นแนวคิดสมัยใหม่อย่างมากในยุคนั้น

เขายังได้จัดทำหนังสือคู่มือระดับตำนานอย่าง Modern Methods of Antiseptic Wound Treatment ที่ศัลยแพทย์ยุคนั้นต้องมีไว้ติดตัว พร้อมกับลงมือก่อตั้งแผนกปลอดเชื้อของ J&J ขึ้นมาเป็นครั้งแรก คิลเมอร์นำเสนอแนวคิดเรื่อง ‘ห้องสะอาด’ เพื่อใช้ในการผลิตผ้าปิดแผลและไหมเย็บแผลผ่าตัดที่ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างพิถีพิถัน รวมทั้งลงมือช่วยออกแบบอาคารโรงงานใหม่ของบริษัทเพื่อติดตั้งเครื่องอบฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำขนาดใหญ่ นวัตกรรมปลอดเชื้อที่เขาลงแรงไว้ในวันนั้น กลายเป็นมาตรฐานการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์ทั่วโลกยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากความสามารถทางวิทยาศาสตร์ที่หาตัวจับได้ยากแล้ว คิลเมอร์ยังดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Chief Publicity Officer) ผู้สื่อสารความรู้ทางการแพทย์และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างแบรนด์ J&J กับบรรดาแพทย์ เภสัชกร และสาธารณชน จนทำให้ชื่อของเขาถูกนำไปตั้งเป็นชื่อ Kilmer House บล็อกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการขององค์กรในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากพลาสเตอร์ยา 

ผลงานที่สร้างชื่อและกลายเป็นภาพจำระดับโลกที่สุดของคิลเมอร์ เริ่มขึ้นจากโจทย์เล็ก ๆ อย่างพลาสเตอร์ยาประจำบ้าน

ในช่วงทศวรรษ 1890 J&J เป็นผู้ผลิตพลาสเตอร์ยารายใหญ่ แต่บริษัทมักได้รับจดหมายร้องเรียนจากแพทย์ว่า พลาสเตอร์ยาที่แปะลงบนผิวของคนไข้มักทิ้งอาการแพ้ แสบ แดง และระคายเคืองเอาไว้เสมอ ด้วยสัญชาตญาณเภสัชกร คิลเมอร์จึงจัดส่งกระปุก 'แร่ทัลก์' (Talcum) ที่ผ่านการเตรียมทางวิทยาศาสตร์ไปให้แพทย์ เพื่อให้คนใช้ทาบรรเทาอาการระคายเคืองผิวหนังจากการใช้พลาสเตอร์

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือบรรดาแม่ ๆ ของคนไข้ ไม่ได้ใช้แป้งทัลก์กระปุกนั้นแค่ทาบรรเทาแผลพลาสเตอร์ แต่พวกเธอพบว่า เมื่อนำแป้งฝุ่นสุดแสนจะเนียนนุ่มนี้ไปทาลงบนผิวของทารก ความนุ่มของแป้งก็ได้ช่วยป้องกัน และรักษาอาการผื่นแพ้ผ้าอ้อมได้อย่างชะงัด

ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์: ผู้คิดค้น ‘แป้งเด็กจอห์นสัน’ เพื่อบรรเทาผิวแพ้พลาสเตอร์ยา สัมผัสอุ่นใจคู่บ้านในวันเผชิญมรสุมคดีความนับทศวรรษ

คิลเมอร์มองเห็นโอกาสครั้งใหญ่ เขาผลักดันให้มีการนำแป้งทัลก์มาใส่กล่องเหล็กจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 1894 ภายใต้ชื่อ Johnson's Baby Powder สินค้ากระปุกนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศทันที กลายเป็นไอเทมประจำบ้าน และสัญลักษณ์แห่งความรัก ความสะอาด และการปกป้องที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น

เมื่อ 'สัมผัสอบอุ่น' กลายเป็นคดีความที่ยืดเยื้อนานสิบปี

ไม่มีใครคาดคิดว่า นวัตกรรมที่เกิดจากเจตนาดีในการบรรเทาแผลระคายเคืองเมื่อร้อยกว่าปีก่อน วันหนึ่งจะเดินมาสู่ทางแยกครั้งใหญ่

แร่ทัลก์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติหลักที่ใช้ผลิตแป้งเด็กนั้น ตามโครงสร้างทางธรณีวิทยา ชั้นหิน มักจะก่อตัวขึ้นในบริเวณเดียวกันกับแร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรง เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาขึ้น ผลการวิจัยและเอกสารตรวจสอบย้อนหลัง เริ่มชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอันน่าตกใจ

เพราะตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา J&J ต้องเผชิญหน้ากับมรสุมการฟ้องร้องครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์องค์กร ผู้บริโภคนับหมื่นราย ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้หญิงที่ใช้แป้งเด็กมาตลอดชีวิตได้ยื่นฟ้องต่อศาล โดยระบุว่าการใช้แป้งทัลก์บริเวณจุดซ่อนเร้น หรือการสูดดมละอองฝุ่นขาวเป็นเวลานาน มีส่วนเกี่ยวโยงกับการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุตา/เยื่อหุ้มปอด 

ความไว้วางใจที่ผู้คนทั่วโลกมอบให้ J&J ไม่ได้พังทลายลงเพียงเพราะข้อสงสัยลอย ๆ แต่มี ‘การ์ดิเนอร์ แฮร์ริส’ (Gardiner Harris) นักข่าวสืบสวนสอบสวน ได้ออกมาเปิดโปงความลับอันดำมืดนี้อย่างตรงไปตรงมาในหนังสือ No More Tears: The Dark Secrets Of Johnson & Johnson แฮร์ริสใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างหนัก เพื่อแกะเบื้องหลังของ J&J และได้เจอกับความเชื่อมโยงอันน่าหวาดหวั่นระหว่างแป้งเด็กกับการเกิดโรคมะเร็ง พร้อมกับตั้งคำถามเร่งด่วนเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมาย

ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์: ผู้คิดค้น ‘แป้งเด็กจอห์นสัน’ เพื่อบรรเทาผิวแพ้พลาสเตอร์ยา สัมผัสอุ่นใจคู่บ้านในวันเผชิญมรสุมคดีความนับทศวรรษ

“ประธานสมาคมระบาดวิทยาแห่งอเมริกา เคยประเมินตัวเลขไว้เป็นส่วนหนึ่งของคดีความนี้ และในขณะนั้น เธอประเมินจากช่วงเวลาที่ค่อนข้างแคบว่า มีผู้หญิงประมาณ 85,000 คนที่เสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่ โดยมีสาเหตุจากการใช้แป้งเด็กของจอห์นสันเพียงอย่างเดียว และมีอีกหลายเคสในอีกหลายปีต่อมา 

“แต่ละปีมีผู้หญิงประมาณ 20,000 คนที่เป็นมะเร็งรังไข่ มันเป็นโรคร้ายแรงที่อันตรายมาก และเมื่อผู้หญิงรู้ตัว ก็มักจะอยู่ในระยะที่ 3 หรือระยะที่ 4 แล้ว ซึ่งพี่สาวของผมเองก็เสียชีวิตเมื่อปีก่อนด้วยโรคมะเร็งรังไข่” แฮร์ริสบอก

ที่น่าสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น คือการเปิดเผยเอกสารแล็บภายในและบันทึกข้อความของบริษัทในชั้นศาล ซึ่งฝ่ายโจทก์ใช้อ้างอิงว่า บริษัทอาจรับรู้ถึงความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนของแร่ใยหินในสายแร่ทัลก์มาตั้งแต่นานหลายทศวรรษ แต่เลือกที่จะปิดเงียบและไม่แจ้งเตือนสาธารณชน เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของสินค้าที่เป็นหัวใจหลักขององค์กร

โดยแฮร์ริสก็ได้สรุปประเด็นไว้ในงานเขียนของเขาไว้ว่า “บริษัทที่สร้างภาพจำด้วยความนุ่มนวล ความรักของแม่ และการดูแลชีวิตเด็กทารก กลับกลายเป็นองค์กรที่ต้องแบกรับคำถามที่ยิงตรงเข้าสู่สามัญสำนึก ว่าพวกเขาปกปิดความจริงอันตรายนี้ไว้เนิ่นนานเพียงใด เพื่อแลกกับความไว้วางใจของทุกครัวเรือน”

การต่อสู้ในชั้นศาลยืดเยื้อยาวนานนับทศวรรษ คดีความพุ่งสูงเกินกว่า 50,000 คดี (ปัจจุบัน 93,000 คดี) พร้อมมูลค่าการฟ้องร้องและเงินชดเชยมหาศาลระดับแสนล้านบาท จนในที่สุด J&J ต้องประกาศยกเลิกการจำหน่ายแป้งเด็กที่ทำจากแร่ทัลก์ทั่วโลก แล้วหันมาใช้แป้งที่ทำจากแป้งข้าวโพดแทน

ใครจะไปคิดว่า จากจุดเริ่มต้นที่เริ่มจากเจตนาดีของ ดร. เฟรเดอริก คิลเมอร์ ในการคิดค้นแป้งบรรเทาอาการแพ้พลาสเตอร์ยา เพื่อช่วยเหลือคนไข้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน แถมยังสร้างนวัตกรรมที่ส่งมอบความอบอุ่นให้กับคนนับล้านทั่วโลก แต่เมื่อกาลเวลาหมุนผ่าน เจตนาดีในวันวานกลับกลายเป็นบาดแผลครั้งใหญ่ของโลกไปอย่างน่าเศร้า

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : เว็บไซต์ Johnson & Johnson 

 

อ้างอิง

'No More Tears' author discusses Johnson & Johnson's questionable business practices. 

A Message about talc. 

Baby Powders and the Precautionary Principle. 

Johnson & Johnson Baby Powder and its Long History of Mass Tort Cases. 

Johnson & Johnson knew for decades that asbestos lurked in its Baby Powder. 

Our Company History.​ 

The facts about talc safety. 

Thousands in UK sue Johnson & Johnson over talcum powder cancer risks. 

‘When I was a child, everyone used it’: woman blames Johnson & Johnson talc for her cancer. 

'แป้งจอห์นสัน' ยอมจ่ายมหาศาล 1.8 แสนล้าน ยุติคดีแป้งเด็กโยง 'มะเร็ง' ในสหรัฐ.