เมื่อหยาดเหงื่อไม่การันตีความสำเร็จ ลัทธิบ้างานจึงอวสานไปกับ Gen Z

เมื่อหยาดเหงื่อไม่การันตีความสำเร็จ ลัทธิบ้างานจึงอวสานไปกับ Gen Z

“ทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีเอง” อาจเป็นคำสัญญาที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในโลกของ Gen Z เมื่อค่าแรงสวนทางค่าครองชีพ ความมั่นคงกลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย และความฝันแบบ American Dream เริ่มพังทลาย คนรุ่นใหม่จึงไม่ได้ขี้เกียจ หากแต่กำลังตั้งคำถามว่า เราเกิดมาเพื่อทำงานจนหมดแรงจริงหรือ

KEY

POINTS

สมัยแม่นะ สมัยพ่อนะ สมัยบรรพบุรุษนะ พวกเราขยันทำมาหากินมาก โล้สำเภากันมาด้วยเสื่อผืนหมอนใบ หน้าดำคร่ำเครียดเพื่อจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ลูกหลานรุ่นต่อไปอยู่ดีกินดี ลูกต้องรู้จักอดทนให้มาก ทำงานหนักให้มาก ไม่ควรจะบ่นเจ้านาย ไม่ควรทำตัวไม่น่ารักกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ควรมองว่าเงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่เลือกงานจะไม่ยากจน สิ่งสำคัญที่สุดอันต้องอัศเจรีย์ตัวโต ๆ คือลูกไม่ควรลาออกบ่อย ๆ ด้วย 

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นคำสอนคลาสสิกที่ถูกบอกกันมาปากต่อปากว่ายิ่งทำงานหนักยิ่งดี ชีวิตจะประสบความสำเร็จ แต่สมัยลูกอาจจะมองว่านี่เป็นคำโกหกที่ตลกร้ายที่สุด 

ความพยายามเคยเป็นมาตรวัดความสำเร็จก็จริง แต่ก็ในอดีตน่ะนะ เพราะสำหรับคนยุคนี้หรือที่เราเรียกกันว่าคนรุ่น Gen Z ซึ่งกำลังทยอยกันเข้าสู่ตลาดแรงงานปัจจุบัน เส้นกราฟเหล่านี้บิดเบี้ยวและดูไม่มีปลายทางเอาเสียเลย หลายคนเรียนจบพร้อมหนี้สินท่วมหัวเพื่อจะพบว่าเก้าอี้ทำงานระดับจูเนียร์ถูกปัญญาประดิษฐ์ (AI) แย่งไปเกือบโกร๋นแล้ว หรือไม่ก็ต้องอดทนอยู่กับงานที่เงินเดือนไม่พอยาไส้ จ่ายค่าห้องพัก จ่ายค่าอาหารสามมื้อ เดี๋ยวเดียวก็หมด จบลงที่สูดเส้นบะหมี่สำเร็จรูปจนถ่ายไม่ออก จึงเกิดปรากฏการณ์เฮละโลกันลาออกระบาดไปทั่วโลก ซึ่งใช้แทนการประกาศกร้าวของ Generation ใหม่ว่าฉันตื่นรู้แล้ว ระบบโครงสร้างการทำงานนี่มันพังพินาศเกินเยียวยา เศรษฐกิจก็พ่นพิษเพราะการบริหารไม่เป็นโล้เป็นพาย และฉันจะไม่ยอมเป็นฟันเฟืองให้ระบบที่คอยโกงความฝันของฉันหรอกนะ

คุณคิดว่าคนเราจะดันทุรังรับความเหนื่อยได้นานเหรอ ถ้ามองไม่เห็นปลายทางน่ะ กี่ศตวรรษมาแล้วที่โลกขับเคลื่อนด้วยความหวังอันเรืองรองว่าหยาดเหงื่อจะเนรมิตความสุขมาให้ มันเป็นการมองโลกในแง่ดีที่โหดร้ายมากรู้ไหม ยิ่งเราวิ่งกวดเส้นชัยตามขนบเก่า ๆ ประเภทมีงานมั่นคง มีบ้านสักหลัง มีครอบครัวที่ดี จิตใจเราก็ยิ่งถูกกัดกิน หนำซ้ำต้องนั่งกุมขมับเพราะอาการวิตกกังวลลุกลาม อายุอานามก็มากขึ้นทุกปี และลงเอยด้วยความรู้สึกผิดบาปว่าฉันเป็นคนล้มเหลว 

ย้อนกลับไปในปี 2021 คนรุ่นใหม่ในประเทศจีนส่วนใหญ่ที่ประสบกับสภาวะหมดไฟจากการทำงาน สำลักความเครียดจากระบบทุนนิยมทำการก่อขบถด้วย ‘วิธีนอนแผ่’ หรือที่เรียกว่า ‘ถั่งผิง’ จนประธานาธิบดีปวดหัว พวกเขานอนแผ่เป็นการเรียกร้องให้คนถอนตัวออกจากการดิ้นรนเพื่อความสำเร็จในการงาน วิธีก็ง่ายมาก ไม่แต่งงาน ไม่มีลูก ไม่ซื้อบ้าน ไม่ดำเนินตนตามระบบ 996 ที่ต้องทำงาน 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่มเป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ตามคติพจน์ที่ ‘แจ็ค หม่า’ นำเสนอ เขาเป็นหนึ่งในบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในประเทศจีน และหวังจะหนุนหลังวัฒนธรรมการทำงานวันละ 12 ชั่วโมง 

“พนักงานที่ยอมถวายชีวิตทำงานนานกว่าคนอื่นคือผู้สมควรได้รับรางวัลยอดมนุษย์ไปครอบครอง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องสามัญในบริษัทยักษ์ใหญ่ กระทั่งสตาร์ทอัปของประเทศจีนอยู่แล้ว ถ้าเราได้เจอสิ่งที่รัก การทำงานแบบ 996 ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ทั้งคุณจะประสบความสำเร็จตามใจปรารถนาได้อย่างไร ถ้าไม่ยอมจ่ายต้นทุนด้วยหยาดเหงื่อและเวลาที่มากกว่าคนอื่น” หม่ากล่าวบนบล็อกส่วนตัวของเขา ทำให้ชาวเน็ตหัวร้อนจนอยากกระชากคอเสื้อนายทุน 

“เคยคิดหรือเปล่า คนแก่ที่บ้านก็ต้องการคนดูแลนะ ลูกที่บ้านก็ต้องการการถูกเลี้ยงดูอย่างดีนะ ถ้าทุกบริษัทบังคับใช้ตารางงานแบบ 996 ชาตินี้คงไม่มีใครยอมมีลูกอีกต่อไปแล้ว เพราะแค่เวลาจะหายใจยังไม่มีเลย นับประสาอะไรกับการต้องเลี้ยงเด็กสักคน” ผู้ใช้รายหนึ่งตอบกลับและยังมีรายอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน นี่ยิ่งทำให้การนอนแผ่เพื่อต่อต้านระบบกลายเป็นกระแสแห่งปี

คอนเซปต์การนอนแผ่กระแทกผู้คนอย่างจังด้วยนัยยะทางปรัชญา มันเปล่าเป็นการเรียกร้องให้เราลุกขึ้นสู้กับระบบทุนนิยม แต่เป็นการยืนหยัดว่าจะไม่ทำอะไรเลย จริตอันเฉื่อยชานี้สะเทือนใจแรงงานรุ่นใหม่ผู้สิ้นหวังในประเทศจีน ด้วยพวกเขาบอบช้ำอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศ เพราะต่อให้ทำงานแบบ 996 ขึ้นมาจริง ๆ จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อบ้านอยู่ดี อย่าได้ถามหาความสมดุลระหว่างการทำงานและใช้ชีวิตไปด้วยอย่างเป็นสุขเลย นับวันมนุษย์เงินเดือนจำนวนมากก็เริ่มหมดไฟ และหมดแรงแม้แต่จะพยายาม

ทั้งไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ก็เกิดปรากฎการณ์ ‘Sampo generation’ หรือ ‘รุ่นซัมโพ’ ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่ถอดใจยอมแพ้เรื่องความรัก การแต่งงาน และมีลูก จนในที่สุดชื่อของคนกลุ่มนี้ก็วิวัฒนาการไปไกลถึงความเฉยชาต่อการถูกจ้างงาน การมีที่อยู่อาศัย และสิ้นหวังแม้กระทั่งความหวังที่จะมีชีวิต หลายขบวนการส่งไม้ต่อให้ Anti-work และ Quiet Quitting ในประเทศสหรัฐอเมริกาพุ่งทะยานตามมาติด ๆ มันเหมือนโรคระบาดที่คนต่างตบเท้าเทงานจนบรรดาธุรกิจสูญเสียพนักงานกันไปเป็นเบือ ด้วยสถิติจากแรงงานสหรัฐฯ เผยให้เห็นว่ามีประชากร 4.2 ล้านคนที่ตัดสินใจยื่นใบลาออกอย่างสมัครใจกันภายในเดือนตุลาคม

ทว่าก็ยังมีประชากรที่ดันทุรังจะเชื่อใน American Dream ว่าความฝันจะเป็นจริงได้แน่ ระบบการทำงานไม่จำเป็นต้องถูกแก้ไขหรอก แต่ในปี 2024 สถิติตัวเลขหมดศรัทธาดันพุ่งกระฉูดขึ้น ‘สก็อตต์ กัลโลเวย์’ ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจกล่าวในรายการพอดแคสต์หนึ่ง “เหตุผลที่ประชากรกลุ่มล่างสุดยังก้มหน้าก้มตาทนอยู่กับระบบการทำงานที่กัดกินชีวิต เพราะการมองโลกในแง่ดีแบบ American Dream” ด้วยการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับความฝันโดยไม่แยแสความจริงต่างหากที่ทำให้อัตราการขยับสถานะทางสังคมดิ่งลงเหว และช่องว่างความเหลื่อมล้ำก็ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคงไม่มี Generation ไหนจะซาบซึ้งกับความเจ็บปวดนี้ได้ดีไปกว่า Gen Z ด้วยประชากรมากกว่าครึ่งของรุ่นต่างก็ออกมายอมรับว่าพวกเขาอกสั่นขวัญแขวนกับอนาคตของตัวเอง แน่นอนว่าเหล่ากูรูมักมีมุมมองประชดประชันต่อปรากฏการณ์นี้ หลายคนปัดตกความกังวลของเด็กรุ่นใหม่ว่าพวกเขาคิดไปเอง ตราหน้าว่าขี้เกียจ หรือไม่มีความอดทนเอาซะเลย แต่สิ่งที่ Gen Z กำลังส่งสัญญาณเตือนผู้คนจริง ๆ คือการบอกว่าเรากำลังเดินทางเข้าสู่จุดสิ้นสุดของการทำตามความฝัน และสัญญาประชาคมที่เรียกว่า American Dream กำลังขาดสะบั้น  

ในขณะที่คนรุ่นก่อน ๆ สามารถคว้ากรรมสิทธิ์บ้าน การสร้างครอบครัว และความมั่นคงทางการเงินมาถือครองได้อย่างง่ายดาย แต่ Gen Z ต้องจำใจเลือกทำในสิ่งที่พอจะเจียดแรงทำไหวในโลกความเป็นจริง มุมมองสากลในตอนนี้คือถ้าคุณโชคไม่ดี ไร้มรดกตกทอดมาจากโคตรตระกูล สภาพความเป็นอยู่ของคุณก็จะดีได้มากที่สุดเท่ากับเศษเงินเดือนที่คุณอาจจะหาได้ในอนาคต ทุกคนสัมผัสได้ว่าระบบโครงสร้างในภาพใหญ่มันพังพินาศเกินเยียวยา และเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนเอื้อประโยชน์ให้แก่คนธรรมดา ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าการหันหลังเพื่อปฏิเสธระบบจะเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเราก็ไม่ได้เต็มใจจะละทิ้งความฝันของตัวเองเสียหน่อย ขบวนการทั้งหลายที่เกิดขึ้นคือคำถามที่ชี้ให้เห็นความฟอนเฟะของระเบียบโลกการทำงานยันยอดพีระมิดการกุมบังเหียนประเทศมากกว่า 

ชนชั้นใหม่ที่ถูกผลักไสให้อยู่ชายขอบทางเศรษฐกิจและสังคมอันกำลังทวีจำนวนขึ้นถูกเรียกว่า ‘Precariat’ หรือกรรมาชีพพันธุ์ใหม่ที่ไร้ความมั่นคง ‘กาย สแตนดิง’ เจ้าของหนังสือชื่อดังอย่าง ‘The Precariat : The New Dangerous Class’ และมีอาชีพเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่อุทิศชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการขับเคลื่อนแคมเปญเพื่อต่อต้านระบบทุนนิยมกินรวบ เขาตราหน้าว่านี่คือระบบที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของมวลมนุษยชาติ เพราะรายได้อันมั่งคั่งโดยมากถูกฉีดเข้ากระเป๋ากลุ่มนายทุนผูกขาดไม่กี่คน เงินภาษีประชาชนถูกนำไปหนุนทุนเอกชน ในขณะที่งบประมาณสวัสดิการและบริการสาธารณะสำหรับประชาชนถูกตัดทอนลงเรื่อย ๆ ผลกำไรไม่เคยถูกปันส่วนกลับมาให้แก่แรงงานผู้ลงมือสร้างอย่างแท้จริง มันกลายเป็นหนึ่งในตรรกะของโลกไปแล้วอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างประเทศกำลังพัฒนา (?) อย่างประเทศไทย สิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า รถสาธารณะ ร้านหนังสือ หอศิลป์ จวบจนร้านขายของชำ ทั้งหมดล้วนกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ราคาข้าวของแพงอู้ฟู่สวนทางกับรายได้กระจ้อยร่อย ที่เขาว่ากรุงเทพฯ ที่เขาว่าจะเป็นเมืองจมน้ำในภายภาคหน้าอาจไม่เกินจริง

สแตนดิงชี้ว่าชนชั้น Precariat คือกลุ่มคนที่ถูกขูดรีดและกดขี่อย่างสาหัส ด้วยต้องใช้ชีวิตอยู่กับหนี้สินรุงรัง อยู่ใต้ตมการต้องเอ่ยปากขอความเห็นใจจากผู้มีอำนาจอยู่ตลอดเวลาจนสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง เจ้าของหอพัก หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ ทำให้พวกเขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองมีสิทธิ์อันชอบธรรมในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง ทั้งบาดแผลนี้ยังเป็นเชื้อเพลิงให้การเมืองตกอยู่กับฝ่ายขวาจัด เพราะเวลานี้เงินเลี้ยงปากท้องย่อมสำคัญกว่า แต่สแตนดิงยืนยันว่าภายในชนชั้นดังกล่าวก็ยังมีกลุ่มคนที่มีจิตวิญญาณหวังจะปลดแอก พวกเขาหมดศรัทธากับนักการเมืองยุคเก่า และปฏิเสธที่จะเป็นเหยื่อของระบบ สแตนดิงจึงเสนอทางออกระยะยาวให้รื้อระบบปันส่วนรายได้ใหม่ผ่านนโยบายรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าควบคู่ไปกับการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งจากสมบัติสาธารณะที่เก็บภาษีจากกลุ่มคนซึ่งเข้ามาตักตวงทรัพยากรส่วนรวมให้จ่ายตรงสู่มือประชาชน และหลักฐานจากพื้นที่ทดลองใน 4 ทวีปทั่วโลกได้ทุบมายาคติเดิม ๆ เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าเมื่อผู้คนมีความมั่นคง พวกเขาจะมีพลังชีวิตและลงมือทำงานมากขึ้น “ตลอดชีวิตการทำงานวัยผู้ใหญ่ ผมต่อสู้ ผมโต้แย้งมาตลอดว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบปันส่วนรายได้รูปแบบใหม่ได้แล้ว เราควรร่วมมือกันสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ที่จะพาเราไปสู่แดนสุขาวดี” สแตนดิงกล่าว 

ระหว่างที่การรื้อระบบใหญ่ยังเป็นเรื่องของอนาคต ความเป็นจริงปัจจุบันของกลุ่มคนทำงานหลากอาชีพก็ยังต้องดิ้นรนเจียนตายเพื่อรักษาความมั่นคงทางใจผ่านการ Work-life balance อย่างกลุ่มบุคลากรทางการศึกษาซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่พยายามจะ Work-life balance กันมากที่สุด ด้วยผลสำรวจจากสำนัก Gallup ที่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ เหล่าคุณครูกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะหมดไฟสูงที่สุด ขณะเดียวกันกับในแวดวงสื่อสารมวลชนที่คนเดินออกจากสายอาชีพเพราะความเครียดและความกังวล ‘เลสลี แรนเจล’ นักข่าวประจำสถานี Fox 7 Austin เธอคือผู้เดินหน้าเปิดศึกท้าชนกับภาวะหมดไฟในอุตสาหกรรมน้ำหมึก ด้วยการนำทัพเพื่อนสื่อมวลชนกว่า 500 ชีวิตมาเข้าเซสชันโยคะและทำสมาธิเพื่อจัดการความเครียด แรนเจลเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตส่วนตัวจะช่วยให้สภาวะจิตใจดีขึ้นได้อย่างมหาศาล “คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการเล่นโยคะคือการปูเสื่อ ทำท่าทางยิ่งใหญ่ แต่ในความจริง การเล่นโยคะเป็นเรื่องง่ายมาก แค่เรากำหนดลมหายใจเข้าออกระหว่างวัน” ซึ่งสิ่งที่เธอพยายามทำถือเป็นหนึ่งในวิธี Work-life balance ที่ทั่วโลกรณรงค์กันอยู่เนือง ๆ 

ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันมายึดถือแนวคิดที่ว่าการทำงานไม่ควรเป็นสิ่งตีตราตัวตน ไม่ควรสูบเวลาชีวิตไปจนหมดสิ้น และไม่ควรมีอภิสิทธิ์เหนือคุณภาพชีวิตที่ดี แต่การทำงานหรีออย่างน้อยต้องมีงานทำก็ยังเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอยู่ดี เราต้องมีข้าวตกถึงท้อง มีตำแหน่งหน้าที่ไว้เป็นหลังคาคุ้มหัว ผู้เขียนเปล่าจะชี้นำให้ขี้เกียจสันหลังยาวหรือนอนแผ่เป็นคนว่างงานไปตลอดชีวิต หากให้ตระหนักรู้ร่วมกันว่าลัทธิบ้างานและระบบทุนนิยมหน้าเลือดกำลังเดินมาสู่ทางตัน ถึงเวลาที่นายจ้างและผู้คุมโครงสร้างสังคมต้องทบทวนกันเสียใหม่ว่างานควรเป็นสิ่งที่รองรับวิถีชีวิตที่มีคุณภาพ มิใช่เครื่องดูดวิญญาณมนุษย์เพื่อนำไปเพิ่มตัวเลขในบัญชีของคนไม่กี่คน ลองคิดดูเล่น ๆ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อวันหนึ่งฟันเฟืองสดใหม่พร้อมใจจะหยุดหมุน ขณะที่ฟันเฟืองขึ้นสนิมก็นับถอยหลังสู่วันหมดอายุขัย

ทั้งเราต่างก็กำลังเผชิญหน้ากับปมปัญหาหลักร่วมกันคือความคับข้องใจต่อค่าแรงเท่าขี้มดแต่เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด บรรทัดฐานของโลกการทำงานพยายามชี้หน้าว่าเราต้องยึดงานเป็นศูนย์กลางของชีวิต ซึ่งวิธีที่แต่ละคนจะเลือกมาใช้สะสางและแก้ไขปัญหาโลกแตก สุดท้ายแล้วมันจะคลี่คลายไปทิศทางไหนก็คงต้องขึ้นอยู่กับบริบทสังคมกระทั่งประเทศชาติ อ๋อ เงินในบัญชีและอภิสิทธิ์ในชีวิตส่วนบุคคลก็ด้วย แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ลงหลังจากที่ร่ายเรียงมาก็คือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับการทำงานที่เคยเลือนรางถูกแรงงาน Gen Z ขีดเส้นกั้นไว้แจ่มชัดมากที่สุดเท่าที่ประวัติศาสตร์แรงงานเคยมีมา พวกเขาเลือกจะตั้งคำถามถึงแก่นของการมีชีวิตอยู่ว่าแท้จริงแล้วเราเกิดมาเพื่อทำงานจนตัวตาย หรือเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตและซึมซับความสงบใต้ร่มไม้กันนะ ทั้งพวกเขาปฏิเสธจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหลอกเด็กที่ว่าทนหน่อยนะ เดี๋ยวก็จะได้เป็นซีเนียร์แล้ว ทนหน่อยนะ เดี๋ยวเงินจะขยับขึ้นแล้ว ทนหน่อยนะ เดี๋ยวจะลดงานลงให้ แต่การอดทนรอคอยย่อมมีวันสิ้นสุด ไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ เมื่อสภาพจิตใจคุณสู้มือทุนนิยมไม่ไหว นอนแผ่กันสักเดือนสองเดือนก็ไม่เสียหายหรอก สมัยก่อนกับสมัยนี้ไม่เหมือนกันสักหน่อย

 

เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

ที่มา :

     South China Morning Post. “What Is ‘Lying Flat’, and Why Are Chinese Officials Standing Up against It?” South China Morning Post, 26 Oct. 2021, https://www.scmp.com/economy/china-economy/article/3153362/what-lying-flat-and-why-are-chinese-officials-standing-it. Accessed 26 May 2026.

     CNN Business article on Jack Ma and 996 work culture. Accessed 26 May 2026.

     Requarth, Tim. “Gen Z Wants to Rethink the American Dream.” Time, 2024, https://time.com/7315252/gen-z-rethink-american-dream/. Accessed 26 May 2026.

     Purtill, Corinne. “How to Set Boundaries at Work amid Quiet Quitting.” Time, 2022, https://time.com/collections/future-of-work/6212149/how-to-set-boundaries-at-work-quiet-quitting/. Accessed 26 May 2026.

     Standing, Guy. “To Be in the Precariat Is like Running on Sinking Sand.” Eteron, https://eteron.org/en/guy-standing-to-be-in-the-precariat-is-like-running-on-sinking-sand/. Accessed 26 May 2026.