Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

ว่าด้วยเรื่องราวของภาพยนตร์ Dear You จดหมายรักถึงอาม่า ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

KEY

POINTS

 

ถึงซกยิ้ว ที่รัก
วันเดือนผ่านไปรวดเร็วดุจกระสวยทอผ้า
หัวใจของอั๊วมีเพียงดวงเดียว
ใจหนึ่งดวงย่อมไม่อาจแบ่งให้สองทาง
ครั้นเมื่อคะนึงถึงความอบอุ่นของบ้าน
หัวใจก็เต็มไปด้วยความคิดถึงและห่วงหา
จากบักเซง สามี

 

เพราะพิษของสงคราม เขาจำต้องจากบ้าน ห่างจากลูกและภรรยาผู้เป็นที่รัก จากกันเพียงวัน กลายเป็นเดือน จากเดือนกลายเป็นปี จากปีล่วงเลยเป็นสิบปี และจากสิบปี กลายเป็นการจากลาตลอดชั่วชีวิต
จนกระทั่งวันที่เธอกลายเป็น ‘อาม่า’ เอี๊ยบ ซกยิ้ว ก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้าสามีของเธออีกเลย มีเพียงจดหมายฉบับแล้วฉบับเล่าที่ส่งมาแทนความคิดถึงเท่านั้น

นี่คือเรื่องราวของ ‘จดหมายรักถึงอาม่า’ (Dear You / 给阿嬷的情书) ภาพยนตร์จีนที่ใช้ภาษาแต้จิ๋วตลอดทั้งเรื่อง และสร้างขึ้นด้วยงบประมาณเพียง 14 ล้านหยวน หรือราว ๆ 66 ล้านบาท แต่ใครจะเชื่อว่า ภาพยนตร์ทุนสร้างเล็กเรื่องนี้จะสามารถกวาดรายได้ไปแล้วกว่า 2 พันล้านหยวน พร้อมคว้าคะแนนรีวิวจากผู้ชมบนแพลตฟอร์ม Douban สูงถึง 9.3/10 อีกทั้งยังสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์อย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย จนกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์จีนที่ได้รับคำชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 

 

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

 

‘จดหมายรักถึงอาม่า’ ถ่ายทอดเรื่องราวของคู่รักชาวจีนที่ต้องพลัดพรากเพราะไฟสงคราม เมื่อ ‘เอี๊ยบ ซกยิ้ว’ ผู้เป็นภรรยา ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยทั้งสามเพียงลำพังอยู่ที่ประเทศจีน ขณะที่ ‘แต้ บักเซง’ ผู้เป็นสามี จำต้องหลบหนีการถูกเกณฑ์เป็นทหารในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนช่วงปลายทศวรรษ 1940 ด้วยการข้ามน้ำข้ามทะเลอพยพสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกว่า ‘หน่ำเอี๊ยง’ (南洋) ในภาษาแต้จิ๋ว

‘จดหมายรักถึงอาม่า’ ถ่ายทอดเรื่องราวของคู่รักชาวจีนที่ต้องพลัดพรากเพราะไฟสงคราม เมื่อ ‘เอี๊ยบ ซกยิ้ว’ ผู้เป็นภรรยา ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยทั้งสามเพียงลำพังอยู่ที่ประเทศจีน ขณะที่ ‘แต้ บักเซง’ ผู้เป็นสามี จำต้องหลบหนีการถูกเกณฑ์เป็นทหารในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนช่วงปลายทศวรรษ 1940 ด้วยการข้ามน้ำข้ามทะเลอพยพสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่เรียกว่า ‘หน่ำเอี๊ยง’ (南洋) ในภาษาแต้จิ๋ว

 

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

 

ภาพของแต้ บักเซงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของผู้ชายจีนคนหนึ่ง แต่ยังเป็นภาพแทนของผู้อพยพชาวจีนรุ่นแรกจำนวนมากที่เดินทางสู่ ‘หน่ำเอี๊ยง’ ด้วยความเชื่อว่า การจากบ้านเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว เป้าหมายสูงสุดของการเดินทางคือการหาเงิน ส่งเสียครอบครัว และกลับไปใช้ชีวิตในมาตุภูมิ ความคิดนี้สอดคล้องกับคติจีนที่ว่า ‘ลั่วเย่กุยเกิน’ (落叶归根) หรือ “ใบไม้ร่วงย่อมหวนคืนสู่ราก” ซึ่งเปรียบเปรยว่า ไม่ว่าชีวิตจะพัดพาให้มนุษย์เดินทางไกลเพียงใด สุดท้ายแล้วต่างก็โหยหาการได้กลับคืนสู่บ้านเกิดและครอบครัวของตน

ทว่า สำหรับผู้คนจำนวนไม่น้อย ความหวังนั้นกลับไม่มีวันเป็นจริง เช่นเดียวกับแต้ บักเซง ที่การเดินทางครั้งนี้ได้เปลี่ยนการจากลาชั่วคราวให้กลายเป็นการพลัดพรากตลอดชั่วชีวิต

 

‘โพยก๊วน’ มรดกแห่งความทรงจำ
ที่ส่งต่อความคิดถึง

 

โพยก๊วนคือเงินที่อากงส่งกลับบ้าน
พร้อมจดหมายที่บอกว่าตัวเองสบายดี

 

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

 

ในยามที่กายห่างกัน เรื่องราวความรักของแต้ บักเซง และเอี๊ยบ ซกยิ้ว ยังสามารถส่งถึงกันได้ด้วยการเขียนจดหมายที่ส่งผ่านระบบ ‘โพยก๊วน’ หรือ ‘เฉียวพี’ ซึ่งคือระบบส่งจดหมายและเงินของชาวจีนโพ้นทะเลกลับไปให้ญาติพี่น้องในบ้านเกิด โพยก๊วนเป็นเครือข่ายที่เคยมีอยู่จริง และเป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลและคนจีนในมาตุภูมินับล้านคน

การเดินทางข้ามทะเลในยุคนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนแผ่นดิน หากยังหมายถึงการขาดการติดต่อกับคนที่รักเป็นเวลานานหลายเดือน หรือบางครั้งนานนับปี การส่งข่าวสารผ่านไปรษณีย์เป็นเรื่องที่ทั้งล่าช้า มีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้งในช่วงสงครามก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดนานัปการ

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ‘โพยก๊วน’ จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะเครือข่ายที่เชื่อมผู้คนสองฟากทะเลเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความกตัญญูและความผูกพันของชาวจีนแต้จิ๋วโพ้นทะเลที่มีต่อครอบครัวและมาตุภูมิ เมื่อเครือข่ายเหล่านี้เติบโตขึ้น บทบาทของพวกเขาก็ขยายไปสู่การรับฝากจดหมาย ฝากเงิน และฝากสิ่งของกลับไปยังครอบครัวในบ้านเกิด ผ่านผู้เดินทาง เรือสินค้า หรือพ่อค้าคนกลางที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

สำหรับครอบครัวที่อยู่ปลายทาง เงินหนึ่งซองอาจหมายถึงค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน หรือค่าใช้จ่ายที่ประคับประคองชีวิตให้ดำเนินต่อไป ส่วนจดหมายหนึ่งฉบับ แม้จะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางถึงมือผู้รับ ก็เป็นหลักฐานเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยืนยันว่า ‘คนที่รักยังมีชีวิตอยู่’ และแน่นอนว่า เอี๊ยบ ซกยิ้วเองก็เชื่อแบบนั้นเช่นกัน

 

จดหมายที่ส่งเสียง
ถึงพลังของผู้หญิงจีนจากโพ้นทะเล

‘จดหมายรักถึงอาม่า’ หากมองเพียงผิวเผิน อาจเป็นเพียงภาพยนตร์รักว่าด้วยการพลัดพรากของคู่รักคู่หนึ่ง แต่สิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นและอดตั้งคำถามไม่ได้คือ ตลอดเกือบศตวรรษที่เครือข่ายโพยก๊วนดำรงอยู่ มีผู้หญิงอย่างเอี๊ยบ ซกยิ้วอีกกี่คนกันที่ต้องแบกรับต้นทุนของการอพยพไว้เพียงลำพัง โดยที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยจดจำชื่อของพวกเธอ

 

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

 

สิ่งที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องราวความรัก หากเป็นมิติการเล่าเรื่องผ่านตัวละครหญิง ในหน้าประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีน เรามักคุ้นเคยกับภาพของชายหนุ่มที่ลงเรือออกจากบ้านเพื่อแสวงหาโอกาสในดินแดนหน่ำเอี๊ยงที่ถูกเล่าขานอย่างน่าภาคภูมิ แต่สิ่งที่ถูกกล่าวถึงน้อยกว่าคือชีวิตของผู้หญิงที่ยังคงอยู่ในมาตุภูมิ ในฐานะภรรยา แม่ และลูกสาว ผู้ซึ่งต้องรับผิดชอบการดูแลครอบครัว พร้อมเฝ้ารอการกลับมาของคนรักโดยไม่อาจรู้เลยว่าวันนั้นจะมาถึงหรือไม่

ภาพยนตร์ไม่ได้ยกย่องเพียงความเสียสละของชายผู้จากบ้าน แต่ยังหันกล้องไปจับจ้องความเข้มแข็งของผู้หญิงที่ต้องประคับประคองชีวิตครอบครัวท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม หลายคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าสามียังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไป พร้อมฝากความหวังไว้กับจดหมายทุกฉบับที่เดินทางมาถึง

 

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

 

อีกหนึ่งตัวละครที่ทำให้มิติของผู้หญิงในเรื่องยิ่งโดดเด่นคือ ‘เจีย หน่ำกี’ ลูกสาวเจ้าของโรงเตี๊ยมในย่านเยาวราช สถานที่พักพิงของชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมาก เธอรับหน้าที่บริหารกิจการของครอบครัวแทบทั้งหมด ดูแลแขกผู้เข้าพักด้วยตนเอง และเลือกครองชีวิตโสด ท่ามกลางเสียงคาดหวังของผู้คนรอบตัวที่มองว่าผู้หญิงควรแต่งงานและสร้างครอบครัว ภาพของหน่ำกีจึงแตกต่างจากภาพจำของตัวละครหญิงในเรื่องเล่าย้อนยุคจำนวนไม่น้อย ซึ่งมักถูกกำหนดบทบาทไว้ภายในพื้นที่ของครอบครัวเพียงอย่างเดียว

เหตุผลที่หน่ำกีได้รับการวางตำแหน่งให้เป็น ‘นางเอก’ ของเรื่อง จึงไม่ใช่เพราะเธอเป็นคู่รักของแต้ บักเซง (ผู้เขียนไม่อาจทราบได้ว่าแท้จริงแล้วในห้วงลึกความรู้สึกของเจีย หน่ำกีที่มีให้แต้ บักเซงนั้นเป็นอย่างไร เพราะสิ่งที่เธอแสดงออกมามีเพียงความรู้สึกของเพื่อนผู้หวังดีเพียงเท่านั้น) แต่เป็นเพราะเธอคือผู้เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และเป็นผู้คลี่คลายปมค้างคาในใจของเอี๊ยบ ซกยิ้ว มากกว่าการเป็นแค่เจ้าของโรงเตี๊ยมหรือผู้ให้เช่าที่พัก เธอยังเป็นเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ของแต้ บักเซง ผู้คอยเขียนจดหมาย ส่งเงิน และสานต่อสิ่งที่เขาทำมาตลอด 20 ปีแทนเขาหลังจากที่เขาเสียชีวิต

บทบาทของหน่ำกีจึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวรรณกรรมจีนร่วมสมัยที่เริ่มหันมาสนใจ ‘บทบาทของผู้หญิง’ มากขึ้น จากเดิมที่เรื่องเล่าการอพยพมักยกให้ผู้ชายเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ ขณะที่ผู้หญิงเป็นเพียงผู้รอคอย เป็นเพียง ‘ช้างเท้าหลัง’ การหันกลับมาเล่าชีวิต ความรู้สึก และการต่อสู้ของผู้หญิงเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนการเติมเต็มหน้าประวัติศาสตร์ที่เคยขาดหายไปของผู้หญิง ผู้เป็นกลุ่มคนชายขอบของประวัติศาสตร์กระแสหลัก และเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้ส่งเสียง เป็นผู้บอกเล่า ผู้ตัดสินใจ และจดจำพวกเธอในฐานะส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่น่ายกย่องสำหรับคนรอบตัว

ช่วงเวลาที่กินใจที่สุดของภาพยนตร์คงหนีไม่พ้นฉากที่เอี๊ยบ ซกยิ้ว ได้พบกับเจีย หน่ำกีในวัยชรา ซึ่งรับบทโดย ‘แต๋ว-อุษา เสมคำ’ นักแสดงจากภาพยนตร์ ‘หลานม่า’ ฉากนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยบทสนทนาหวือหวา แต่กลับอัดแน่นด้วยความสงบ ความซาบซึ้ง และคำขอบคุณที่ถูกเก็บงำมานานหลายทศวรรษ จนผู้ชมจำนวนไม่น้อยต้องหลั่งน้ำตาไปพร้อมกับตัวละคร

แม้ความทรงจำของอาม่าหน่ำกีจะเลือนรางไปตามวัย แต่สิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยลืมคือ ‘อาเจ๊ซกยิ้ว’ ชื่อที่เธอเขียนจดหมายถึงแทนแต้ บักเซงตลอดยี่สิบปีหลังการจากไปของเขา

ในห้วงเวลาสั้น ๆ ของการพบกัน ผู้หญิงสองคนที่ไม่เคยเป็นญาติกัน กลับมีสายใยผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งกว่านั้น เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ต่างช่วยกันรักษาคำมั่นสัญญาของชายคนหนึ่งไว้ในคนละรูปแบบ คนหนึ่งเฝ้ารอด้วยความรัก อีกคนหนึ่งเฝ้าเขียนด้วยความซื่อสัตย์ จนท้ายที่สุด จดหมายทุกฉบับก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของผู้จากไป แต่ยังเป็นหลักฐานของมิตรภาพและพลังระหว่างผู้หญิงสองคนที่ช่วยเหลือกันแม้จะไม่เคยพานพบ

 

‘จดหมายรักถึงอาม่า’
ปรากฏการณ์ที่จับหัวใจคนทั่วเอเชีย

 

Dear You : ส่งความรักจากโพ้นทะเลผ่านโพยก๊วน กับพื้นที่แห่งพลังหญิงที่เคยถูกลืม

 

ในเลือดเนื้อของผู้เขียนไม่ได้มีเชื้อสายจีนเลยแม้แต่น้อย ผู้เขียนมีเพียงคุณย่า ไม่มีอาม่า ไม่เคยเติบโตมากับภาษาแต้จิ๋ว และไม่เคยมีญาติที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลมายังหน่ำเอี๊ยง

แต่ทันทีที่ภาพยนตร์จบลง น้ำตากลับไหลออกมาไม่ต่างจากอาอี๊ท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหลัง เพราะสิ่งที่ภาพยนตร์ถ่ายทอดไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของชาวจีน แต่คือประวัติศาสตร์ของการจากลา การเฝ้ารอ และความหวังที่จะได้กลับบ้าน ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับเชื้อชาติใด ภาษาใด หรือครอบครัวใด ล้วนเป็นความรู้สึกที่มนุษย์เข้าใจร่วมกันได้

บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ ‘จดหมายรักถึงอาม่า’ กลายเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่สำหรับคนเอเชียทั่วทุกมุมโลก เราไม่ได้จดจำเพียงเรื่องราวของแต้ บักเซง, เอี๊ยบ ซกยิ้ว หรือเจีย หน่ำกี แต่เรายังหันกลับไปนึกถึงใครบางคนที่เราอยากส่งจดหมายถึงในวันนี้

เพราะสุดท้ายแล้ว จดหมายทุกฉบับในเรื่อง นอกจากจะเดินทางเพียงข้ามทะเล แล้วยังเดินทางข้ามกาลเวลา เพื่อย้ำเตือนเราว่า ไม่ว่ามนุษย์จะเดินทางไกลเพียงใด สิ่งที่ทุกคนโหยหาไม่เคยเปลี่ยนไป นั่นคือการได้กลับบ้าน และการได้อยู่กับคนที่รักอีกครั้ง

รับชมภาพยนตร์ ‘จดหมายรักถึงอาม่า’ (Dear You) ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ