03 ส.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“สองชั่วโมงครึ่ง นักแสดงพูดอย่างเดียว ใครจะไปดู”
เป็นคำถามที่ย่อมผุดมาในความคิดของใครหลายคนเมื่อเห็นมีกลุ่มคนที่สร้างสรรค์การแสดงละครเวทีความยาวเกินสองชั่วโมงที่ไม่เพียงมีแต่บทพูดของนักแสดง แต่ยังมีเพียงฉากเดียว และปราศจากอุปกรณ์ประกอบหรือแม้แต่ดนตรีมาประกอบฉากเพื่อขับเน้นความบันเทิงตลอดสองชั่วโมงนั้น เงื่อนไขเหล่านี้ย่อมชวนให้คนสงสัยเป็นแน่ว่า “ใครจะไปดู?”
แต่ถ้าเผยข้อมูลเพิ่มอีกสักหน่อย — ว่าสองชั่วโมงที่ว่านั้นคือบทละครนามว่า ‘No Exit’ ที่เขียนขึ้นโดย ‘ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์’ (Jean-Paul Sartre) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสคนสำคัญที่ได้ชวนผู้คนตั้งคำถามถึงความหมายของการมีชีวิตผ่านปรัชญาอัตถิภาวนิยมอันโด่งดังและมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง — แน่นอนว่าห้วงเวลาเกินสองชั่วโมงนั้นก็พลันน่าสนใจขึ้นมาทันตา
โลกทุกวันนี้ เสรีภาพกลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายขึ้นกว่าแต่เดิมมากนัก โดยเฉพาะเสรีภาพในแง่ของการคิด เสรีภาพในการเลือก และเสรีภาพในการนิยามตัวตนว่าจะเลือกเดินไปบนเส้นทางไหน คำตอบของชีวิตมีตัวเลือกนับไม่ถ้วนให้เลือกสรร แตกต่างจากอดีตที่จำกัดอยู่กับศาสนาหรือชาติ ทว่าท่ามกลางคำตอบเหล่านั้น ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่หลงทางความเป็นไปได้ของความหมายที่ท่วมท้น หรือบ้างก็ไหลไปตามกับกระแสธารของสังคมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
สภาพความเป็นไปในปัจจุบันถือเป็นเหตุผลที่ต่อมาที่ทำให้งานของซาร์ตร์น่าสนใจขึ้นมาในทันที ไม่เพียงแต่บทละครเรื่องนี้จะถูกนำมาถ่ายทอดในรูปแบบภาษาไทย ด้วยวิสัยทัศน์ในบริบทของปัจจุบัน แต่ No Exit ยังอาจทำหน้าที่เป็นกระจกอีกบานที่จะไถ่ถามลึกเข้าไปในความคิดและจิตวิญญาณของเราเอง ว่าท่ามกลางความผันผวนเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย สิ่งใดกันแน่คือหลักยึดและความหมายของชีวิตที่จะขบเข้ากับตัวเราอย่างแท้จริง
ในบทความนี้ The People จึงอยากจะชนผู้อ่านไปรู้จักกับแนวคิดทางปรัชญาอัตถิภาวนิยม, บทละครเรื่อง No Exit ของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์, และละครเวทีตลกร้ายฉบับภาษาไทยที่สร้างสรรค์โดยผู้กำกับและนักแสดงรุ่นใหม่ที่จะทำให้บทประพันธ์อายุกว่าแปดทศวรรษ ที่บอกเล่าถึงดวงวิญญาณสามดวงที่ถูกกักขังอยู่ใน ‘นรก’ ที่เป็นเพียงห้องที่ไร้ซึ่งทางออก ว่าพวกเขาจะถูกทรมานในรูปแบบใด เพื่อที่จะหาคำตอบอีกด้วยว่า นรกในจินตนาการซาร์ตร์จะช่วยให้ตัวเราหาคำตอบในชีวิตได้ชัดเจนขึ้นอย่างไรได้บ้าง
‘อัตถิภาวนิยม’ (Existentialism) เติบโตมาจากรอยแตกร้าวของสังคมยุโรปในศตวรรษที่ 19 ยุคที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมค่อย ๆ กัดกร่อนสิ่งที่เคยค้ำจุนชีวิตผู้คนเอาไว้ ทั้งศาสนจักร ชุมชนหมู่บ้าน และลำดับชั้นทางสังคม จนปัจเจกบุคคลกลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในระบบอันใหญ่โต และเมื่อสงครามโลกทั้งสองครั้งมาถึงพร้อมกับค่ายกักกันและระเบิดปรมาณู ความเชื่อมั่นในความก้าวหน้าของอารยธรรมก็พังทลายลงจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น คำถามหนึ่งจึงถูกยกขึ้นมาว่า หากไม่มีพระเจ้าและไม่มีสิ่งใดกำหนดมาแต่แรกว่าเราควรเป็นอะไร แล้วชีวิตจะมีความหมายได้อย่างไร คำตอบของสายธารนี้คือมนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมแบบพิมพ์เขียว เราปรากฏตัวขึ้นมาก่อน แล้วจึงค่อยนิยามตัวเองผ่านสิ่งที่เราเลือกและลงมือทำ เสรีภาพจึงไม่ใช่ของขวัญ หากเป็นภาระที่ไม่มีใครหลบเลี่ยงได้ เพราะแม้แต่การไม่เลือกก็ยังนับเป็นการเลือกอยู่ดี
ผู้ที่มักถูกยกให้เป็นต้นธารคือ ‘เซอเรน คีร์เคอกอร์’ (Søren Kierkegaard) เจ้าของ ‘Fear and Trembling’ ตามมาด้วย ‘ฟรีดริช นีทเชอ’ (Friedrich Nietzsche) ผู้ประกาศว่าพระเจ้าตายแล้วใน ‘Thus Spoke Zarathustra’ ก่อนที่ในศตวรรษที่ 20 ‘มาร์ติน ไฮเดกเกอร์’ (Martin Heidegger) จะวางรากฐานเรื่องความเป็นอยู่และความตายไว้ใน ‘Being and Time’ ขณะที่ ‘ซีมอน เดอ โบวัวร์’ (Simone de Beauvoir) นำแนวคิดนี้ไปวิเคราะห์การกดขี่ทางเพศใน ‘The Second Sex’ และ ‘อัลแบร์ กามูส์’ (Albert Camus) เขียนถึงความไร้สาระของชีวิตไว้ใน ‘The Myth of Sisyphus’ และนวนิยาย ‘The Stranger’ อันลือลั่น
ทว่าชื่อที่ไม่อาจข้ามไปได้คือ ‘ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์’ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเจ้าของประโยคที่ว่า “การดำรงอยู่มาก่อนสาระ” และแนวคิดเรื่องการหลอกตัวเองว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นใดเหลืออยู่ ผลงานสำคัญของเขามีตั้งแต่ ‘Being and Nothingness’ นวนิยาย ‘Nausea’ ไปจนถึงบทละครอีกหลายเรื่อง และเขายังเป็นผู้ปฏิเสธรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1964 ด้วยเหตุผลว่านักเขียนไม่ควรยอมให้ตัวเองถูกแปรสภาพเป็นสถาบัน
และหนึ่งในผลงานประพันธ์ที่ไม่กล่าวถึงไปไม่ได้มีนามว่า ‘No Exit’
หลายครั้งเมื่อกล่าวถึงนรก ในฟากฝั่งของชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนาก็ย่อมนึกถึงการทรมานรูปแบบต่าง ๆ ตามบาปกรรมที่ได้ก่อขณะยังมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการถูกลวกต้มอยู่ในกระทะทองแดง การปีนป่ายขึ้นลงยนต้นงิ้วแหลวคม หรือแม้แต่กลายร่างกลายเป็นเปรตที่อาศัยอย่างทุกข์ทรมานในเปตภูมิ หรือแม้แต่คริสต์ศาสนาก็ต้องนึกถึงฟืนไฟที่แผดเผาไปชั่วนิรันดร์ หรือแม้แต่หุบเหวลึกเก้าชั้นดังที่ได้รับอิทธิพลมาจากงานวรรณกรรมอิตาลีโดย ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri) อย่าง ‘Inferno’
ถึงกระนั้นก็ตาม จินตนาการของนรกก็ถูกสร้างสรรค์ผ่านจินตนาการของยุคสมัยตลอดมา จากนรกที่เป็นความทรมานทางกายภาพก็ได้ขยับขยายอาณาบริเวณมาสู่การทรมานที่คืบคลานมาถึงสภาพจิตใจ สังคม ความเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่ความหมายของการมีอยู่ ผ่านทั้งวรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ หรือแม้แต่ละครเวที
ท่ามกลางจินตนาการเหล่านั้น ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ นักปรัชญาผู้เสนอแนวคิดด้านอัตถิภาวนิยมที่เราได้กล่าวถึงไปก็ได้ขีดเขียนจินตนาการที่แฝงเร้นคำถามทางปรัชญาผ่านบทละครจากปี 1944 ท่ามกลางเขม่าดินปืนและความขัดแย้งของสงครามโลกครั้งที่สองด้วยการจินตนาการถึง ‘นรก’ ที่หาได้มีฟืนไฟ มานปีศาจ หรือเครื่องทรมานแบบใด ๆ หากแต่เป็นแค่ห้องรับแขกที่ตกแต่งด้วยศิลปะฝรั่งเศสยุคจักรวรรดิที่สอง ไม่มีหน้าต่าง ส่วนประตูก็ปิดตายไม่สามารถเปิดออกได้
โดยในห้องแห่งนั้นมีเพียงดวงวิญญาณของสาม ‘ผู้หายไป’ (Absentees) ที่ถูกจองจำอยู่ด้วยกัน ว่าแต่การอยู่ในนรกที่เป็นห้องธรรมดาแล้วมีคนอื่นเป็นเพื่อนมันเลวร้ายอย่างไรกัน?
การจะกล่าวถึงคำตอบคงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้หายไปทั้งสามนั้นคือใครบ้าง?
สำหรับคนแรกที่ปรากฏตัวนั้นมีนามว่า ‘โฌเซฟ การ์แซ็ง’ (Joseph Garcin) นักหนังสือพิมพ์ผู้มีอุดมการณ์สันติวิธี ผู้หวาดกลัวว่าตัวเองเป็นคน ‘ขี้ขลาด’ (หรือกลัวว่าคนอื่นมองว่าตัวเอง ‘ขี้ขลาด’) ส่งให้ตัวเขาหมกมุ่นแค่กับคำถามว่าเขาเป็นคนกล้าหรือไม่
ลำดับต่อมาคือ ‘อิแนส เซร์ราโน’ (Inès Serrano) เสมียนไปรษณีย์ ผู้มีนิสัยก้าวร้าวและโหดร้าย ต้องอาศัยความทุกข์ของคนอื่นเพื่อรู้สึกมีชีวิต
ส่วนผู้หายไปคนสุดท้ายคือ ‘เอสแตล ริโกล์’ (Estelle Rigault) หญิงสาวรูปงามผู้เติบโตมาจากความยากจน ผู้ยืนกรานว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่เพราะความผิดพลาด และทนไม่ได้เลยกับห้องที่ไร้ซึ่งกระจก เพราะเธอต้องการสายตาของคนอื่นมายืนยันว่าตนยังสวยและยังมีตัวตนอยู่
บทสนทนาของทั้งสามคนที่ถูกถ่ายทอดออกมาตลอดเรื่องในนรกในคราบห้องรับแขกแห่งนั้นไม่เพียงสะท้อนภาพของความ ‘ขบไม่เข้ากัน’ ของ ‘คนอื่น’ กับ ‘ตัวเรา’ แต่ยังเป็นการปลดเปลือยจุดยืนและความเชื่อของตัวตนที่ในบางคราวก็เหมือนกระจกที่สะท้อนกลับมาหาผู้ชมว่ามีเศษส่วนใดของเราที่ละม้ายคล้ายคลึงกับดวงวิญญาณผู้ทุกข์ตรมเหล่านี้บ้าง อีกทั้งมันจะยิ่งย้ำให้เราขบคิดถึงความหมายที่แท้จริงที่เราควรนิยามชีวิตในแบบที่แตกต่างออกไป — แตกต่างจากผู้หายไปที่ถูกจองจำและเป็นพันธนาการต่อกันและกันให้ห้องแห่งนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคสมัยนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคได้แปรเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของเทคโนโลยี สื่อ และความบันเทิง ความกระชับรวดเร็วกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขพื้นฐานที่จะเป็นกุญแจเข้าถึงความสนใจของผู้ชมได้ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ใครสักคนจะสร้างภาพยนตร์ยาวสองชั่วโมงครึ่งและมีผู้คนแห่แหนไปซื้อตั๋วอย่างท่วมท้นเฉกเช่น The Odyssey ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) และแน่นอนว่าไม่ต้องกล่าวถึงละครเวทีที่มีฉากเดียว ปราศจากดนตรีหรืออุปกรณ์ประกอบฉากใด ๆ มีเพียงการโต้เถียงผ่านบทสนทนาของตัวละครที่ทำหน้าที่แบกการแสดงยาวสองชั่วโมงครึ่งเอาไว้
ไม่ใช่เรื่องง่าย — และปราศจากความเสี่ยง — ที่จะสร้างสรรค์อะไรเช่นนั้นออกมา แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ทำได้
‘No Exit’ ที่กำลังเปิดการแสดงอยู่บนเวทีในกรุงเทพฯ ขณะนี้เป็นผลงานของ RCB Experimental Art Lab ร่วมกับ Guhā Productions ซึ่งหยิบบทประพันธ์อายุกว่าแปดทศวรรษมาตีความใหม่ในบริบทของโลกโซเชียลร่วมสมัย โลกที่ทุกคนต่างเป็นทั้งผู้เฝ้ามองและผู้ถูกมองไปพร้อมกัน
กำกับการแสดงโดย ‘วรา หงษ์’ หรือ ‘ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ’ ผู้กำกับและผู้ก่อตั้ง Guhā Productions และ The Cave Studio of Acting and Theater พื้นที่ฝึกฝนที่มุ่งพัฒนาศาสตร์การแสดงแบบสมจริง (Realistic Acting) ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ถูกเลือกใช้ในการแสดงครั้งนี้ซึ่ง ปราศจากการเปลี่ยนฉาก ปราศจากดนตรีประกอบ และปราศจากเทคนิคพิเศษใด ๆ มาชี้นำอารมณ์ผู้ชม เหลือไว้เพียงพลังของนักแสดงที่ต้องแบกรับน้ำหนักของบทสนทนาเอาไว้ทั้งหมด
ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวโดยทีมนักแสดง ‘จั๊ม พิสิฐพล’ ในบทการ์แซ็ง, ปลื้ม ศุภนิดา ในบทเอสแตล และ ‘น้ำ ภัคกร’ ในบทอิแนส และ ‘ไอญา ภูมิรัตน์’ ในบทบริกรผู้พาดวงวิญญาณทั้งสามมาที่นรกแห่งนี้ ซึ่งนักแสดงทั้งสี่คนจะสะท้อนให้เราเห็นว่าเพียงแค่การแสดงที่ขับเค้นออกมาจากความเชื่อและอารมณ์ของแต่ละคนก็สามารถสร้างความมหัศจรรย์ตลอดสองชั่วโมงครึ่งได้
โดยการแสดงมีขึ้นระหว่างวันที่ 1–16 สิงหาคม 2569 ณ RCB Forum ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก บัตรบุคคลทั่วไปราคา 850 บาท และบัตรนักเรียน/นักศึกษาราคา 450 บาท จำหน่ายผ่าน Ticketmelon และยังเหลือรอบการแสดงไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคมนี้
“สองชั่วโมงครึ่ง นักแสดงพูดอย่างเดียว ใครจะดู”
ประโยคข้างต้นคือสิ่งที่ ‘วรา หงษ์’ พูดกับตัวเองเมื่อปลายปีก่อน ในวันที่แรงบันดาลใจในการทำ ‘No Exit’ เดินทางมาถึงเธอ และเธอพยายามผลักไสมันออกไป เพราะมองว่ารูปแบบละครเช่นนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับความสนใจ
ภายหลังจากการเดินทางผ่านบทสนทนาของ No Exit ตลอดสองชั่วโมงครึ่งผ่านไป เราได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับละครการแสดงเรื่องนี้เพื่อไถ่ถามมุมมองต่อเธอถึงการหยิบยกเอาผลงานของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ มาตีความและนำเสนอใหม่อีกครั้ง รวมไปถึงมุมมองของเธอต่อความสนใจในปรัชญาและการทำงานด้วย
วรา หงษ์ เป็นผู้กำกับ นักแสดง และครูสอนการแสดงที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านปรัชญาตะวันตกสายคลาสสิกจากสหรัฐอเมริกา ปรัชญากรีกและโรมันอันเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะการละครที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ และหากถามถึงจุดยืนส่วนตัว เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่าตัวเองเป็นพวกอุดมคตินิยม (Idealist) ในแบบที่เพลโตเป็น คือเชื่อในบางสิ่งที่อยู่พ้นไปจากโลกวัตถุ
แต่อะไรกันที่ทำให้เธอเลือกหยิบบทประพันธ์ของซาร์ตร์ นักปรัชญาผู้ยืนอยู่คนละฟากของสมการ ผู้ปฏิเสธพระเจ้าและยืนยันว่ามนุษย์ไม่มีแก่นสารใดติดตัวมาแต่แรก มาสร้างสรรค์เป็นละครเวทีในแบบของเธอ?
คำตอบของเธอเริ่มจากปัญหาที่เธอพบในห้องเรียน
“เราเป็นครู เรากำลัง interact กับคนในยุคปัจจุบันอยู่” เธอเล่า “แต่พอเราต้องดีลกับลูกศิษย์ที่อยู่ในโลกที่ไม่มีพระเจ้า มีแต่ material world มีแต่สิ่งที่จับต้องได้ เราก็เลยอยากหาวิธีที่จะ communicate หรือเข้าใจเขาให้มากขึ้น”
สิ่งที่เธอเห็นคือคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่บอกว่า ‘ไม่รู้ว่าเป้าหมายชีวิตของตัวเองคืออะไร’ และเมื่อไม่รู้ พอเจอโจทย์ที่ยากขึ้น ก็ยอมแพ้ได้ง่ายกว่าที่ควร ซึ่งเธอไม่ได้มองว่านั่นคือความอ่อนแอ หากแต่เป็นอาการของการไม่มีสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยว และเธอในฐานะครูที่ยึดอยู่กับอุดมคติแบบเก่าก็ไม่อาจยื่นความเชื่อของตัวเองให้พวกเขาได้ตรง ๆ เพราะนั่นจะกลายเป็นการยัดเยียด ไม่ใช่การช่วยเหลือ
“เราไม่ได้บอกว่าความเชื่อของเราถูกที่สุดหรืออะไร เราก็ยัง explore อยู่”
อัตถิภาวนิยมจึงกลายเป็นภาษากลางที่เธอเลือกใช้ เป็นชุดคำถามที่ทำงานได้แม้ในโลกที่ไม่มีพระเจ้าเหลืออยู่ และ ‘No Exit’ ก็คือเครื่องมือในการตั้งคำถามนั้น แม้ในตอนแรกเธอจะปฏิเสธมันด้วยเหตุผลตามข้างต้น จนสุดท้ายก็ยอมแพ้ให้กับสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘calling’ ของตัวเอง
สำหรับเธอ คำถามที่ซาร์ตร์ทิ้งไว้เมื่อแปดทศวรรษก่อนกลับยิ่งแหลมคมขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะเมื่ออ่านผ่านสิ่งที่หายไปจากห้องที่ดวงวิญญาณทั้งสามถูกจองจำอยู่ตลอดเรื่อ นั่นคือ ‘กระจก’
“กระจกที่ถูกเอาออกไปจากห้อง เราตีความว่ามันอาจจะไม่ใช่แค่สายตาของคนอื่นที่มองกลับมา แต่เป็นสายตาของตัวเราเองที่มองการกระทำของเราตรงนั้นด้วย” เธออธิบาย “มันคือภาพลวงตา แล้วพอเราเอาภาพลวงตานั้นออกไป ไม่ว่าจะจากคนอื่นหรือจากตัวเอง มันก็เหลือแค่ข้างใน”
และในโลกปัจจุบัน กระจกบานนั้นก็ไม่ได้มีเพียงบานเดียวอีกต่อไป
“ตอนนี้มันเป็นกระจกที่สะท้อนกันมาเป็นล้านคน”
เธอเล่าถึงสิ่งที่เห็นในห้องเรียนของตัวเองว่า มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยที่มีเจตจำนงดี แต่เปราะบางอย่างยิ่งต่อสายตาของผู้อื่น บางคนเป็นที่หนึ่งของสถาบัน แต่พ่ายแพ้ให้กับคอมเมนต์เพียงประโยคเดียวจากคนที่ไม่ได้ทำงานศิลปะด้วยซ้ำ
“ไม่ว่าเราจะพูดแค่ไหนว่าครูศรัทธาในตัวเขา บางครั้งมันก็ไม่มีคุณค่าเท่ากับสายตาของคนอื่นที่ไม่ใช่ครูด้วยซ้ำ”
นี่คือ ‘นรกคือคนอื่น’ ที่อุบัติขึ้นอย่างชัดเจนในโลกปัจจุบัน ในโลกที่โซเชียลมีเดียวกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนั้น No Exit จึงเป็นบทประพันธ์ชิ้นสำคัญที่ไม่เพียงช่วยเธอหาคำตอบในโจทย์ของโลกปัจจุบัน แต่ยังเหมาะสมกับช่องว่างที่เว้าแหว่งของผู้คนในยุคสมัยนี้อีกด้วย
นอกจากแรงบันดาลใจในการหยิบยกผลงานจากอดีตมาตีแผ่อีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ‘เบื้องหลัง’ กระบวนการสร้างงานของเธอไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ให้นักแสดงพยายามท่องบทให้ขึ้นใจ เพราะหนึ่งในกระบวนการสำคัญยิ่งคือการนั่งลงและพูดคุยกัน เธอนำวิธีการแบบโสเครตีส หรือ ‘Socratic Dialogue’ ที่เธอศึกษามาใช้กับนักแสดง
“ดีเบตโดยที่ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะ
เป็นการคุยกันเพื่อค้นหาร่วมกัน”
ก่อนจะเข้าสู่ตัวละคร นักแสดงทุกคนต้องผ่านการสำรวจปรัชญาชีวิตของตัวเองเสียก่อน ว่าแต่ละคนเชื่ออะไร และความเชื่อนั้นส่งผลต่อชีวิตอย่างไร จากนั้นจึงกลับมาทำงานกับตัวบท
แม้แต่บทแปลภาษาไทยทั้งเรื่องก็เกิดจากการที่นักแสดงลงมือแปลกันเอง โดยไม่พึ่งพา AI แม้แต่น้อย มีเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่ต้องขอความช่วยเหลือ นั่นคือตอนที่ไม่รู้จะแปลคำว่า ‘กระทะทองแดง’ อย่างไรดี โดยเธอให้เหตุผลว่า “ถ้าไม่ได้แปลเอง มันก็ไม่มีจิตวิญญาณ”
หากแต่หลักการที่เธอย้ำหนักแน่นที่สุดตลอดบทสนทนา กลับเป็นสิ่งที่ฟังดูขัดกับภาพของครูโดยทั่วไป นั่นคือการห้ามไม่ให้ลูกศิษย์เชื่อเธอ “ห้ามเด็ดขาดที่จะให้ลูกศิษย์ฟังเราโดยที่ไม่คิดด้วยตัวเอง เพราะเราจะกลายเป็นลัทธิทันที”
ทว่าสิ่งที่เธอค้นพบระหว่างทางกลับเป็นความจริงที่ย้อนแย้งยิ่งกว่า และอาจเป็นบทสรุปที่ซื่อสัตย์ที่สุดของบทละครทั้งเรื่อง “ไม่ใช่ทุกคนที่อยากได้อิสรภาพในความคิดนั้น บางครั้งเขาต้องการให้เราชักจูงมากกว่า แต่เราไม่ให้ ไอ้การที่เราไม่ให้เนี่ย ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุข” เพราะเสรีภาพนั้น ในบางคราวก็หนักหนาเกินไป
โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ No Exit นับเป็นงานประพันธ์ของ ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์ ที่สมควรจะลองอ่านสักครั้งในชีวิต ด้วยความหนาเพียงไม่เกินห้าสิบหน้า แต่เชื่อว่าท่ามกลางตัวอักษรเหล่านั้นจะพาเราไปสำรวจวิธีคิดที่จะสะท้อนกลับมาหาตัวเราว่าเรามองและนิยามชีวิตของเราเอาไว้อย่างไร แต่นอกเหนือจากการอ่านนั้น คงไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้มีโอกาสชม No Exit ฉบับการแสดงแบบสด ๆ ในภาษาไทย
สำหรับใครที่สนใจก็สามารถกลับไปอ่านข้อมูลที่เราได้ระบุเอาไว้ในส่วนก่อนหน้านี้ได้
ท้ายที่สุดนี้ สำหรับใครที่เคยอ่านแล้ว ได้ชมการแสดงนี้ไปแล้ว หรือแม้แต่กำลังที่จะไปดู ผู้เขียนอยากจะฝากเพียงคำถามเดียวให้เรามาแลกเปลี่ยนหรือขบคิดไปตามสายธารความคิดของแต่ละคน
“Hell is—other people!”
หรือ “นรกคือ—คนอื่น!”
หมายความว่าอะไร?