เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์'

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์'

งาน “Living Democracy: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” 94 ปีแห่งประชาธิปไตยกับการเล่าประวัติศาสตร์ผ่านวงเสวนาวิชาการและบทละครเรื่อง คือผู้อภิวัฒน์

KEY

POINTS

“ประวัติศาสตร์อาจมีในหลายด้าน แต่คนที่ทำงานไม่เคยจะเอ่ยออกนาม

คนที่แบกหามลุยน้ำลุยโคลน คนที่สรรสร้าง

จากป่าเป็นเมือง รุ่งเรืองดังเพียงเวียงวัง

ด้วยเลือดด้วยเนื้อของคนทำทาง ถางทางตั้งต้นให้คนต่อไป”

เมื่อบทเพลงแรกของละครดังขึ้น คำถามหนึ่งปรากฏขึ้นในใจของผู้เขียน ว่าทำไม 94 ปีผ่านไป ประเทศไทยยังคงพูดถึงเรื่องเดิมเช่นเดียวกับเมื่อปี 2475 ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ คุณภาพชีวิตของประชาชน หรือความหมายของประชาธิปไตย เพียงแต่ครั้งนี้ คำถามเหล่านั้นไม่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านตำราประวัติศาสตร์หรือเวทีอภิปรายเพียงเท่านั้น หากถูกเล่าขานใหม่ผ่านศิลปะการแสดง

เวทีโล่ง ๆ ตัวบทที่ร้อยเรียงอยู่บนหน้ากระดาษ และเสียงอันหนักแน่นของนักแสดงเพียงไม่กี่คน กลับเพียงพอที่จะทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่หยุดนิ่งอยู่ในอดีต หากกลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะบทสนทนากับผู้ชม

นั่นคือความรู้สึกของผู้เขียนหลังได้รับชมการแสดงอ่านบทละคร Reading Theatre เรื่อง ‘คือผู้อภิวัฒน์’ ที่งาน “Living Democracy: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์” ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ​ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 94 ปีแห่งการอภิวัฒน์สยามของคณะราษฎร จัดโดยสถาบันปรีดี พนมยงค์ เนื่องในโอกาสเปิดสถานที่ทำการใหม่

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์'

‘คือผู้อภิวัฒน์’ พื้นที่เล่าขานประวัติศาสตร์หน้าแรกของประชาธิปไตย

บทละคร ‘คือผู้อภิวัฒน์’ คือการเล่าชีวประวัติของ อ.ปรีดี พนมยงค์ เขียนบทและกำกับการแสดงโดย คำรณ คุณะดิลก จัดแสดงครั้งแรกในปี 2530 โดยคณะพระจันทร์เสี้ยว ในรูปแบบละครเวทีที่ไม่ได้ใช้พร็อพที่ยิ่งใหญ่อลังการอะไร แต่เป็น Physical Theatre ที่ใช้เพียงร่างกายมนุษย์ในการเล่าเรื่องราวและสร้างบรรยากาศให้กับฉาก เพื่อขับเน้นความเรียบง่ายและพลังของแนวคิดของ อ.ปรีดีที่ตั้งใจจะนำเสนอ 

ครั้งนี้ คณะรวมรุ่นพระจันทร์เสี้ยวการละคร ปี 2530 และ 2538 ได้พาบทละคร ‘คือผู้อภิวัฒน์’ กลับมาสู่เวทีอีกครั้งในรูปแบบ ‘การอ่านบทละคร’ หรือ Reading Theatre ด้วยความยาวเพียงยี่สิบนาที ซึ่งตัดทอนองค์ประกอบทางการแสดงลงจนเหลือเพียงตัวบทและเสียงของนักแสดง หากกลับทำให้ผู้ชมจดจ่ออยู่กับ ‘ความคิด’ มากกว่าภาพตรงหน้า

แล้วเหตุใดจึงต้องเป็นผู้อภิวัฒน์

เว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์ได้ให้ความหมายของคำว่า ‘อภิวัฒน์’ ไว้ว่า ความงอกงามอย่างยิ่งหรืออย่างวิเศษ ประกอบด้วย ‘อภิ’ แปลว่า ยิ่ง หรือ วิเศษ และ ‘วัฒน์’ แปลว่า ความเจริญ หรือ ความงอกงาม

บทละครกำลังชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงไปสู่ ‘ประชาธิปไตย’ ในครั้งนี้คือ ‘การเปลี่ยนอย่างวิเศษ’ ‘การเปลี่ยนอย่างก้าวหน้า’ ที่ไม่ได้สิ้นสุดแค่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ยังรวมถึงการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การแสดงเลือกหยิบประเด็นชาวนา ความยากจน และความเหลื่อมล้ำขึ้นมาเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหลัก 6 ประการ ตั้งแต่การสร้างความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจแก่ราษฎร ไปจนถึงการทำให้ประชาชนมีโอกาสดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์'

จากปัญหาของ ‘ชาวนา’ สู่ความพยายามแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ

ท่ามกลางแสงไฟสลัวบนเวที เสียงของนักแสดงทั้ง 7 คนที่สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายสีขาวดำ กลับก้องกังวานด้วยถ้อยคำที่สะท้อนหัวใจของอุดมการณ์การอภิวัฒน์

“เราบังคับให้คนที่ไม่มีข้าวกินให้มีข้าวกิน บังคับให้คนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยให้มีบ้านอยู่อย่างสุขสบาย บังคับคนที่ตกทุกข์ได้ยากให้มีความสุข” –ตัดตอนมาจากการแสดงอ่านบทละคร “คือผู้อภิวัฒน์”

ทันทีที่ผู้เขียนได้ยินข้อความดังกล่าว ก็ต้องหยิบสมุดขึ้นมาจดโดยไม่รู้ตัว ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้ใช้ภาษาที่สลับซับซ้อนอะไรไปกว่าภาษาธรรมดา ที่ต้องการสื่อสารสิ่งพื้นฐานที่สุดของชีวิตมนุษย์ นั่นคือการมีอาหาร มีที่อยู่อาศัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เพราะเหตุใด เรายังไม่สามารถมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์' คำถามเหล่านี้สะท้อนไปถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านาน คือ ‘ชีวิตของชาวนา’ ผู้เป็นกระดูกสันหลังและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชาติ แต่กลับไม่มีความมั่นคงในชีวิต ชาวนาจำนวนมากทำนาโดยไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้อง ‘เช่านา’ และต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้วังวนแห่งภาระหนี้สินที่ไม่มีวันจบสิ้น 

เมื่อคนหมู่มากของประเทศยังต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิตผ่านพ้นไปแต่ละวัน เช่นนั้นแล้ว ‘เศรษฐกิจที่ดี’ อันเป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์' แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอยู่ในหลัก 6 ประการ โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยการสร้างความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจให้แก่ราษฎร ซึ่งต่อมาปรากฏเป็นข้อเสนอในเค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือ ‘สมุดปกเหลือง’ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรทรัพยากร การสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจ และการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน แม้หลายข้อเสนอจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือถูกต่อต้านอย่างหนักในเวลานั้น แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าในปี 2475 คณะราษฎรมอง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เป็นปัญหาทางการเมืองที่ต้องได้รับการแก้ไข

“ราษฎรตั้งแต่เกิดมาจนถึงสิ้นชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้เจ็บป่วย พิการ หรือชราทำงานไม่ได้ก็ดีจะต้องได้รับการประกันจากรัฐบาลว่าจะมีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่อาศัย และปัจจัยในการดำรงชีวิตพอสมควรแก่อัตภาพ” –ตัดตอนจากฉากประกาศร่างเค้าโครงเศรษฐกิจ

เมื่อฟังข้อความนี้ ผู้เขียนในฐานะคนธรรมดาจากศตวรรษที่ 21 จึงได้แต่นึกถึงประเด็นรัฐสวัสดิการอย่างอดไม่ได้ เพราะหัวใจของข้อความกำลังเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนควรมีหลักประกันพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดหรือเผชิญกับข้อจำกัดใดก็ตาม

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์'

Living Democracy: 94 ปีแห่งประชาธิปไตยที่ยังต้องไปต่อ

บทละคร ‘คือผู้อภิวัฒน์’ ชวนผู้ชมย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า เหตุใดประเด็นเหล่านี้จึงเคยเป็นหัวใจของการอภิวัฒน์เมื่อปี 2475 และเหตุใดเกือบหนึ่งศตวรรษต่อมา เราจึงยังคงถกเถียงเรื่องเดิมในบริบทใหม่

เมื่อมองจากเลนส์ปัจจุบัน ถ้อยคำจากบทละครก็ดูไม่ได้ห่างไกลนัก เพราะยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวันเพื่อเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ยังมีคนที่รายได้ของพวกเขาไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะพนักงานเงินเดือน คนหาเช้ากินค่ำ หรือแม้แต่อาชีพอิสระ ที่ต้องรับมือกับปัญหาความไม่มั่นคงในอาชีพ 

ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยก็ยังคงถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องเรื่องบทบาทของรัฐในการสร้างหลักประกันให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่คำถามที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนว่าประชาธิปไตยจะสมบูรณ์ได้หรือไม่ หากประชาชนจำนวนหนึ่งยังขาดหลักประกันพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ทั้งความกังวลเรื่องอาหาร บ้าน และคุณภาพชีวิต ยังคงเป็นเรื่องพื้นฐานที่คนไทยจำนวนมากยังต่อสู้ในชีวิตประจำวันละคร ‘คือผู้อภิวัฒน์’ จึงไม่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกโหยหาเรื่องราวในปี 2475 แต่กลับชวนถามว่า “จากวันนั้นถึงวันนี้ เราเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว”

บางที นี่อาจจะเป็นความหมายของชื่องาน ‘Living Democracy’ ที่ขับเน้นให้เห็นว่า ประชาธิปไตยจะ ‘มีชีวิต’ ได้เพียงเพราะเราจดจำเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างครบถ้วน แต่เพราะเรายังคงเล่าขานเรื่องราวของมันไปพร้อมกับการตั้งคำถามกับปัญหาในปัจจุบัน 

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์' สำหรับผู้เขียนแล้ว ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เรารับช่วงจากคนรุ่นก่อนเพียงเพื่อเก็บรักษา หากเป็นสิ่งที่แต่ละรุ่นต้องตีความ วิพากษ์ และร่วมกันเขียนต่อ ประวัติศาสตร์จึงไม่เคยจบลงที่ปี 2475 หากดำเนินต่อผ่านคำถาม การถกเถียง และการตัดสินใจของผู้คนในทุกยุคสมัย

แม้คนตัวเล็กอย่างเรา ๆ อาจรู้สึกว่าตนคือ ‘คนนอก’ อำนาจทางการเมือง ไม่ได้ถืออำนาจหลักในสังคม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราเป็นเพียงผู้ชมของประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง เพราะการเมืองคือเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร โอกาส คุณภาพชีวิต และอนาคตของผู้คนทุกคน การตัดสินใจทางการเมืองส่งผลต่อห้องเรียนที่เราเรียน ระบบสาธารณสุขที่เราเข้าถึง รายได้ที่เราได้รับ และสังคมที่เราใช้ชีวิตอยู่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับละคร ‘ผู้อภิวัฒน์’ ที่พยายามพาเรื่องราวของการเมืองและประชาธิปไตยกลับมาอยู่ในกระบวนการตระหนักรู้ของคนไทยในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้นอย่าง ‘ละคร’ 

ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยที่พวกเรามีไม่เคยเป็นงานซึ่งทำเสร็จสมบูรณ์ หากเป็นกระบวนการที่แต่ละรุ่นต้องร่วมกันตีความ สานต่อ และเขียนหน้าถัดไปด้วยตัวของพวกเขาเอง

“ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมิได้ชะงักลงภายในอายุขัยของคนใดหรือเหล่าชนใด ประวัติศาสตร์จะดำเนินต่อไปในอนาคตโดยไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นขอฝากไว้แก่ท่านและชนรุ่นหลังที่ต้องการสัจจะ เป็นผู้ตอบให้ด้วย” –ท่อนสุดท้ายจากการแสดงอ่านบทละคร “คือผู้อภิวัฒน์” 24 มิถุนายน 2569

เมื่อประชาธิปไตยยังคงมีชีวิตผ่านบทละคร 'คือผู้อภิวัฒน์'

เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)

อ้างอิง:

https://pridi.or.th/th/content/2024/04/1931 

https://pridi.or.th/th/content/2026/06/2890