13 มี.ค. 2569 | 14:30 น.

KEY
POINTS
มีสิ่งหนึ่งที่อาจเป็นตัวแทนของชาติพันธุ์ ภาษา และเส้นแบ่งพรมแดนได้ดีที่สุดในซีรีส์สงคราม “เถื่อนTravel: Bad Bad World” Cinematic Experience ของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล และสิ่งนั้นไม่ใช่ธงชาติ ไม่ใช่คำประกาศของรัฐ ไม่ใช่แม้แต่อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่แต่ละฝ่ายใช้เรียกตัวเอง
แต่คือ ‘บาดแผล’ และ ‘ความเจ็บปวด’
เพราะในโลกที่มนุษย์พูดกันคนละภาษา เติบโตมากับคนละความทรงจำ และมองประวัติศาสตร์กันคนละแบบ ความเจ็บปวดอาจเป็นสิ่งไม่กี่อย่างที่ยังทำหน้าที่เป็นภาษากลางได้อยู่ เลือดไม่ต้องการคำแปล น้ำตาไม่ต้องมีพรมแดน และร่างกายของมนุษย์ไม่ว่าถือสัญชาติใด แต่ก็รับรู้แรงกระแทกจากความสูญเสียในแบบใกล้เคียงกัน
นี่อาจเป็นเหตุผลที่เมื่อเรามองสงครามผ่านบาดแผล เราจะเห็นบางอย่างชัดขึ้นกว่าการมองผ่านแผนที่ เพราะแผนที่บอกได้แค่ว่าใครอยู่ตรงไหน แต่บาดแผลบอกได้ว่าความขัดแย้งลงไปอยู่ที่ใดในชีวิตมนุษย์ มันลงไปอยู่ในร่างกายในความทรงจำ อาการสะดุ้งหลังเสียงระเบิด บ้านที่ไม่อาจกลับไปอยู่ได้อีก และในชีวิตธรรมดาที่วันหนึ่งถูกตัดขาดออกจากความธรรมดาอย่างถาวร
คำว่า ‘บาดแผล’ จึงไม่ได้หมายถึงเพียงรอยฉีกขาดบนร่างกาย แต่มันกินความไปถึงคุณภาพชีวิตที่ค่อย ๆ ถูกตัดทอนลงทีละชั้นด้วย ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) บาดแผลของสงครามไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในแนวปะทะ แต่อยู่ในท้องว่างเปล่าของเด็ก ๆ ด้วย โครงการอาหารโลก (WFP) ประเมินว่าในช่วงต้นปี 2026 มีประชากรราว 26.6 ล้านคน กำลังเผชิญภาวะอาหารไม่มั่นคงระดับวิกฤตหรือเลวร้ายกว่า ขณะที่การประเมินด้านโภชนาการทั่วประเทศเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมเป็นจำนวน 3.2 ล้านคน มีภาวะแคระแกร็นเนื่องจากทุพโภชนาการเรื้อรัง พร้อมด้วยการเติบโตและพัฒนาการที่บกพร่อง
ที่ซีเรีย บาดแผลของสงครามภายในก็ไม่ได้จบลงพร้อมการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหรือเสียงปืนที่เบาลง เพราะสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือเมืองที่แตกร้าว โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้การได้ไม่เต็มที่ และชีวิตประจำวันที่ยังต้องประคองตัวอยู่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง บาดแผลจากสงครามทำให้พลัดพรากจากพื้นที่เป็นระยะเวลา 10-20 ปี จากคนที่เคยนั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์กับครอบครัวในบ้านที่อบอุ่น กลัยมาดูซากบ้านของคนเองที่ถูกพังทลายราบเป็นหน้ากลองจากลูกไฟบรรลัยกัลป์แห่งศาตราวุธ
แต่หลังสงครามจบมีคนมากมายที่สูญหายจากพื้นที่แผ่นดินเกิดมีโอกาสได้ย้อนกลับมาตามหารกรากของตนเอง ตามข้อมูลจากคณะทำงานด้านผู้พลัดถิ่น (IDP Taskforce) จำนวนผู้พลัดถิ่น (IDPs) ลดลงในรอบสามสัปดาห์จาก 128,400 คน เหลือ 116,900 คน ซึ่งปัจจุบันกระจายอยู่ใน 165 ชุมชน ใน 17 เขต ผู้หญิง เด็กหญิง และเด็กชาย คิดเป็นประมาณร้อยละ 89 ของประชากรผู้พลัดถิ่นทั้งหมด
ความล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญยังขัดขวางบริการพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าที่กระทบสถานีผลิตน้ำ โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภค ขณะที่ภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยและการฟื้นตัวของซีเรียยังเสียหายหนัก หลายพื้นที่แทบอยู่ไม่ไหว และประชาชนจำนวนมากยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
และบางครั้ง บาดแผลของสงครามก็เดินทางไกลออกมาจากพื้นที่สู้รบโดยตรง จนไปกระทบผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิเลยด้วยซ้ำ อย่างกรณีเรือไทย Mayuree Naree ที่ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 11 มีนาคม 2026 จนเกิดไฟไหม้ในห้องเครื่อง กระทรวงคมนาคมของไทยระบุว่า ลูกเรือ 20 คน ได้รับการช่วยเหลือโดยกองทัพเรือโอมาน แต่ยังมีลูกเรือ 3 คนสูญหาย ขณะเดียวกัน Reuters รายงานว่าเหตุโจมตีต่อเรือพาณิชย์หลายลำในพื้นที่ได้ซ้ำเติมความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก และเกิดแรงสั่นสะเทือนต่อการค้าและตลาดพลังงาน
เมื่อมองจากคองโก ซีเรีย มาถึงช่องแคบฮอร์มุซ เราจะเห็นว่า บาดแผลของสงครามไม่เหมือนกันเลยในทางรูปทรง แต่คล้ายกันอย่างน่าประหลาดในทางความหมาย มันอาจเป็นความหิว มันอาจเป็นซากอาคาร มันอาจเป็นเรือสินค้าที่ถูกไฟไหม้และจมอยู่กลางทะเล แต่มันล้วนบอกเรื่องเดียวกันว่า ความขัดแย้งไม่เคยหยุดอยู่แค่พื้นที่สู้รบ
สงครามจึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันของอาวุธ หากคือการปะทะกันของเรื่องเล่า ความกลัว ความทรงจำ ผลประโยชน์ และความพยายามควบคุมอนาคตของแต่ละฝ่าย และในหลายครั้งของความเสียหายจากสงคราม ก็กลายเป็นบาดแผดที่ไปตกอยู่บนเรือนร่างของคนธรรมดา
สิ่งที่น่าคิดต่อมันไม่ใช่เรื่องที่ใครถูกหรือใครผิด เพราะในโลกจริง การตัดสินมนุษย์มักไม่ง่ายพอจะสรุปด้วยเส้นตรงแบบนั้น สิ่งที่ควรถามมากกว่าอาจเป็นว่า อะไรทำให้มนุษย์ยอมรับความสูญเสียจำนวนมากได้ครั้งแล้วครั้งเล่า อะไรทำให้ความตายของคนจำนวนหนึ่งถูกอธิบายได้ด้วยภาษาแห่งความจำเป็น และอะไรทำให้ชีวิตของคนธรรมดา กลายเป็นต้นทุนที่ทางระบบนิเวศขนาดใหญ่พร้อมจะจ่ายด้วยชีวิตอยู่เสมอ
ในแง่นี้บาดแผลจึงไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของสงคราม แต่เป็นหลักฐานของกระบวนการทั้งหมด ที่มันทำให้เราเห็นว่าเบื้องหลังคำอย่าง ‘ความมั่นคง อธิปไตย ศักดิ์ศรี หรือชัยชนะ’ นั้น มีร่างกายของมนุษย์จริง ๆ รองรับอยู่เสมอ มีคนที่ต้องสูญเสียบ้าน สูญเสียคนรัก สูญเสียความรู้สึกปลอดภัย และในหลาย ๆ ครั้ง ยังสูญเสียแม้กระทั่งความสามารถจะกลับไปเป็นคนเดิม
บางทีความน่ากลัวที่สุดของสงคราม อาจไม่ใช่เพียงความตาย แต่คือการที่มนุษย์ค่อย ๆ ทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องที่ปกติ ทำให้บาดแผลความสูญเสียกลายเป็นภาษาที่ระบบการเมือง กลายเป็นเพียงภาพจำภาพซ้ำที่โลกคุ้นชิน
เราจะเห็นได้ชัดว่า หลังจากมนุษย์ใช้เวลายาวนานทั้งกำเนิดตนเอง และการเอาชนะข้อจำกัดของธรรมชาติ สร้างเมือง สร้างภาษา สร้างเทคโนโลยี และสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘อารยธรรม’ เราก็ไม่ได้ปลอดภัยขึ้นจากทุกสิ่งเสมอไป เพราะภัยที่ซับซ้อนที่สุดอาจไม่ได้อยู่กับเพียงภัยธรรมชาติ แต่กลับเป็นภัยในที่อยู่ภายจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ที่จัดการความกลัว ความแตกต่าง และอำนาจของตัวเอง
นั่นจึงทำให้ ‘บาดแผล’ เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด มันคือภาษากลางของสงคราม และอาจเป็นภาษาที่ซื่อตรงที่สุดด้วย เพราะมันทิ้งร่องรอยไว้บนมนุษย์ โดยไม่สนว่าใครจะเรียกมันว่าอะไร
ภาพ : เถื่อนTravel: Bad Bad World และ เรือสินค้าระหว่างประเทศ - พาณิชย์นาวี
อ้างอิง
Emergency Democratic Republic of the Congo
https://www.wfp.org/emergencies/drc-emergency
Syria: Humanitarian Response in Aleppo and the North-East | Humanitarian Situation Report No. 4
Official Trailer - [ครึ่งหลัง] I เถื่อนTravel : Bad Bad World - คองโก / ซีเรีย / ทะเลจีนใต้ / เยเมน