‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ และ ‘จู๊ด เบลลิงแฮม’ : เพื่อนที่ดี... ควรอยู่ใกล้เรา หรือผลักเราไปไกลกว่าเดิม?

‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ และ ‘จู๊ด เบลลิงแฮม’ : เพื่อนที่ดี... ควรอยู่ใกล้เรา หรือผลักเราไปไกลกว่าเดิม?

ความสัมพันธ์ของ ‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ และ ‘จู๊ด เบลลิงแฮม’ หลังเกมฟุตบอลโลกที่อังกฤษชนะนอร์เวย์ ที่นำมาสู่คำถามว่า เพื่อนที่ดี... ควรอยู่ใกล้เรา หรือผลักเราไปไกลกว่าเดิม?

KEY

POINTS

"จู๊ดน่าทึ่งมาก เขาเพิ่งอายุ 18 ปี อายุน้อยกว่าผมตั้งสามปี มันบ้ามาก... เขาช่างวิเศษจริง ๆ"

‘เออร์ลิง ฮาลันด์’ กำลังให้สัมภาษณ์หลังเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ บุกชนะเบซิกตัส 2-1 เกมที่ ‘จู๊ด เบลลิงแฮม’ ยิงหนึ่ง จ่ายหนึ่ง พาทีมเก็บชัยชนะได้สำเร็จ ระหว่างที่ฮาลันด์กำลังเอ่ยปากชื่นชมเพื่อนร่วมทีม จู่ ๆ เบลลิงแฮมก็เดินเข้ามาในเฟรม คว้าตัวกองหน้าชาวนอร์เวย์ หอมแก้มหนึ่งที ก่อนเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้ฮาลันด์ได้แต่กลั้นยิ้ม แล้วหันกลับไปให้สัมภาษณ์ต่อท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนทั้งสนาม

หลายคนจำโมเมนต์นั้นได้ในฐานะคลิปน่ารักของนักฟุตบอลสองคน แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับกลายเป็นภาพแทนของมิตรภาพที่น่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการฟุตบอล

ย้อนกลับไปในปี 2020 เด็กวัยรุ่นสองคนเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คนหนึ่งชื่อ เออร์ลิง ฮาลันด์ อีกคนชื่อ จู๊ด เบลลิงแฮม ตอนนั้นพวกเขาเป็นเพียงเด็กสองคนที่กำลังไล่ตามความฝันเดียวกัน มีอยู่เกมหนึ่งในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เมื่อเบลลิงแฮมเข้าไปโต้เถียงผู้ตัดสินก่อนถูก ‘อิลคาย กุนโดกัน’ ผลักออกมา คนแรกที่วิ่งเข้ามายืนขวางไม่ใช่กรรมการ แต่คือฮาลันด์ บางครั้งมิตรภาพก็ไม่ได้เริ่มต้นจากคำพูด แต่มาจากการที่ใครสักคนเลือกยืนอยู่ข้างเราในวินาทีที่ไม่มีใครขอให้เขาทำ

ไม่นานหลังจากนั้น ฮาลันด์ย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนเบลลิงแฮมย้ายไปเรอัล มาดริด จากเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นคู่แข่ง โลกฟุตบอลไม่ค่อยเอื้อให้คนเป็นเพื่อนกัน ยิ่งเก่งมากเท่าไร ยิ่งต้องแย่งแชมป์ แย่งรางวัล และแย่งการยอมรับ ทุกเหตุผลบนโลกดูเหมือนจะผลักให้ทั้งคู่เดินห่างกัน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ทุกครั้งที่ถูกถามถึงฮาลันด์ เบลลิงแฮมมักตอบเหมือนเดิมว่า 

"ผมยืนอยู่ตรงนี้ทุกสัปดาห์เพื่อบอกพวกคุณว่าเขาเก่งแค่ไหน ผู้เล่นที่คุณเห็นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาทำงานหนักในทุก ๆ วัน และเขาเป็นคนที่ดีมากยิ่งกว่าการเป็นกองหน้าที่ยอดเยี่ยมเสียอีก" สิ่งแรกที่เบลลิงแฮมเลือกพูดไม่ใช่จำนวนประตู ไม่ใช่ความเร็ว หรือความแข็งแกร่ง แต่คือ "เขาเป็นคนที่ดีมาก..."

ฮาลันด์เองก็ไม่ต่างกัน เมื่อเบลลิงแฮมย้ายไปเรอัล มาดริด เขาส่งข้อความอวยพรก่อนเกมแรก และส่งข้อความแสดงความยินดีหลังจบเกม เมื่อถูกถามถึงเพื่อน เขาตอบเพียงสั้น ๆ ว่า 

"ผมมีความสุขแทนเขาจริง ๆ"

ก่อนฟุตบอลโลก 2026 ทั้งคู่หยุดติดต่อกัน ไม่ใช่เพราะทะเลาะ แต่เพราะต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเอง อังกฤษต้องเจอกับนอร์เวย์ เพื่อนสองคนต้องกลายเป็นคู่แข่งอีกครั้ง เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น อังกฤษผ่านเข้ารอบ ส่วนนอร์เวย์ต้องยุติเส้นทางฟุตบอลโลก แต่ภาพที่ผู้คนจดจำกลับไม่ใช่ผลการแข่งขัน หากเป็นภาพของทั้งคู่ที่เดินเข้าหากัน โอบกอด แลกเสื้อ และพูดคุยกันเหมือนทุกครั้ง ราวกับว่าตลอด 90 นาทีที่ผ่านมา ไม่มีใครเพิ่งพยายามเขี่ยอีกฝ่ายตกรอบฟุตบอลโลก

มีนักวิเคราะห์คนหนึ่งเรียกมิตรภาพของทั้งคู่ว่า ‘ยาถอนพิษของ Toxic Masculinity’ เพราะในโลกที่ผู้ชายมักถูกสอนให้แข่งกัน พวกเขากลับกล้าแสดงความชื่นชมกันอย่างเปิดเผยโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยลง ผมชอบคำอธิบายนั้น แต่ผมกลับชอบสิ่งที่ทั้งคู่ ‘ทำ’ มากกว่าสิ่งที่ใครสักคน ‘อธิบาย’

เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ เพื่อนเรียนเก่งกว่า เพื่อนเลื่อนตำแหน่งก่อน เพื่อนแต่งงานก่อน เพื่อนมีบ้านก่อน หลายครั้งความสำเร็จของเพื่อน กลายเป็นเหตุผลให้เราตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง แต่เบลลิงแฮมกับฮาลันด์เลือกตอบคำถามนี้อีกแบบ พวกเขาไม่เคยใช้ความสำเร็จของอีกฝ่ายเป็นเหตุผลในการรู้สึกด้อยกว่า ตรงกันข้าม พวกเขาใช้มันเป็นเหตุผลที่จะพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อนคนนั้นไม่เคยเดินมาบอกว่า "นายต้องพัฒนาตัวเองนะ" แต่การใช้ชีวิตของเขา พูดประโยคนั้นแทนทุกวัน

ตอนเด็กเราถูกสอนให้เลือกคบเพื่อนที่ดี เพื่อนที่อยู่ข้างเราในวันที่ล้ม แต่เมื่อโตขึ้น ผมกลับเริ่มสงสัยว่า บางทีเพื่อนที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เดินอยู่ข้างเราเสมอไป แต่อาจเป็นคนที่เดินอยู่ข้างหน้าจนทำให้เราอยากก้าวตาม ไม่ใช่เพื่อเอาชนะเขา แต่เพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีกว่าเมื่อวาน

และบางทีคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เพื่อนคนหนึ่งจะมอบให้อีกคน อาจไม่ใช่การบอกว่า "เขาเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก" แต่อาจเป็นประโยคที่ จู๊ด เบลลิงแฮม เลือกใช้มาตลอด

"เขาเป็นคนที่ดีมาก... ยิ่งกว่าการเป็นกองหน้าที่ยอดเยี่ยมเสียอีก"