16 ก.พ. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 เด็กหญิงคนหนึ่งกลายเป็นที่ถูกจับตามองในวงการสโนว์บอร์ด หลังจากคว้าแชมป์ซูเปอร์ไพพ์จากการแข่งขัน X Games และกลายเป็นผู้ชนะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยอายุเพียง 14 ปี
‘โคลอี้ คิม’ (Chloe Kim) เด็กสาวสัญชาติอเมริกันที่สืบเชื้อสายมาจากเกาหลีใต้ เธอคือนักกีฬาหญิงคนแรกที่สามารถลงท่า 1080 ได้สองครั้งติดต่อกัน พร้อมสร้างสถิติทำคะแนนถึง 96.50 ได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันฮาล์ฟไพพ์ในโอลิมปิกเยาวชน ส่งผลให้เธอเป็นนักกีฬาคนแรกที่คว้าแชมป์สโนว์บอร์ดได้ครบทั้ง 4 รายการสำคัญ และยังได้เป็นผู้ถือธงชาติสหรัฐอเมริกา
เรื่องราวของอัจฉริยะสโนว์บอร์ดคนนี้ เริ่มต้นขึ้นในปี 1982 เมื่อพ่อของโคลอี้ยอมละทิ้งบ้านเกิดเพื่อมาไล่ตาม ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ (American Dream) ประเทศแห่งอิสระเสรี ที่ยินดีต้อนรับผู้คนอยู่เสมอ กลายเป็นคำตอบสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ที่ไม่รู้จบ
โคลอี้เริ่มเล่นสโนว์บอร์ดมาตั้งแต่อายุ 4 ปี และเมื่อเวลาล่วงเลยไปได้สี่ปี พ่อของเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงาน และทุ่มเทชีวิตให้กับการผลักดันโคลอี้ไปสู่โอลิมปิก และเมื่อเธออายุได้ราว 10 ปี ก็ได้เข้าสู่สนามการแข่งขันครั้งแรก
พรสวรรค์ที่ควบคู่มากับความพยายามของเด็กหญิงอเมริกัน-เกาหลีคนนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ในวัยเพียง 13 ปี เธอมีความสามารถมากพอที่จะผ่านการคัดเลือกและได้รับเหรียญรางวัลในการแข่งขันโอลิมปิก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอายุทำให้เธอต้องพลาดการแข่งขันในปี 2014 ครั้งนั้นไป
เมื่อถึงเวลาที่ปราศจากเงื่อนไขด้านอายุ โคลอี้ก็ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวัง เธอคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้สำเร็จจากการแข่งขันสโนว์บอร์ดฮาล์ฟไพพ์ ที่พยองชางเมื่อปี 2018 และรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้ในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022 ที่ปักกิ่ง ซึ่งสร้างสถิติให้เธอเป็นนักสโนว์บอร์ดหญิงคนแรกที่คว้าเหรียญทองประเภทฮาล์ฟไพพ์สองสมัยติดต่อกัน
การเป็นดาวรุ่งของโคลอี้กลายเป็นฝันที่เป็นจริงของพ่อของเธอ ภาพที่เธอยืนบนแท่นรับรางวัลพร้อมชูธงอเมริกันอย่างภาคภูมิเปรียบเสมือนภาพตัวแทนภาพอุดมคติที่ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่เมื่อไปสหรัฐฯ ถ้าคุณทำงานหนักจะมีโอกาสประสบความสำเร็จเสมอ ซึ่งเป็นแก่นของความฝันแบบอเมริกัน
แม้จะเป็นที่น่าเสียดายว่าโคลอี้ไม่สามารถรักษาแชมป์เป็นสมัยที่สามได้จากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2026 แต่ท่าทีที่ดูมีความสุขของเธอขณะที่เหรียญสีเงินถูกแขวนอยู่บนคอ สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนของความพยายามไม่จำเป็นต้องเป็นสีทองเสมอไป
“ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำสิ่งนี้ (แข่งขันกีฬา) ตลอดไปได้” เธอให้สัมภาษณ์หลังจบการแข่งขันพร้อมรอยยิ้ม
“มันมีความหมายกับฉันมาก ที่ได้รู้ว่าฉันได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นใหม่”
ความรักที่เธอมีต่อการเล่นสโนว์บอร์ดนั้นถูกแสดงออกมาผ่านการฝึกฝนและทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก สิ่งที่โคลอี้ในวัย 25 ปี ต้องการไม่ใช่ตำแหน่งผู้ชนะ แต่เป็นความรู้สึกเพลิดเพลินขณะได้โลดแล่นลงไปท่ามกลางหิมะ และความรู้สึกตกหลุมรักที่เธอได้รับกับมาเหมือนครั้งที่เธอได้เล่นสโนว์บอร์ดในวัยเด็กคือรางวัลชิ้นสำคัญของเธอ
“ฉันแค่มาที่นี่เพื่อเล่นสโนว์บอร์ดเท่านั้น และไม่ว่าจะได้รับเหรียญอะไร มันก็ยอดเยี่ยมทั้งนั้น”
ความมุ่งมั่นประกอบกับการส่งต่อความหวังและความฝัน ทำให้นักสโนว์บอร์ดสาวคนนี้กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งโดยที่ไม่ต้องทำลายสถิติอะไรทั้งสิ้น
“ในสายตาของฉัน ฉันเป็นผู้ชนะ เพราะฉันสามารถอดทนและต่อสู้เพื่อที่จะผ่านมันไปให้ได้”
อาจเรียกได้ว่า โคลอี้เป็นตัวแทนภาพฝันแบบอเมริกันที่ยังทำให้ผู้คนเชื่อมั่นว่า หากตั้งใจจริง คนธรรมดาสามารถเป็นได้ทุกอย่าง
แต่แล้วภาพฝันนั้น กลับถูกทำลายลงด้วยคำพูดของผู้นำประเทศเอง…
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ (Donald Trump) ได้ออกมาโพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ Truth Social โจมตีนักกีฬาโอลิมปิกที่แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายและสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์ว่า “เป็นขี้แพ้ตัวจริง”
คำพูดในลักษณะนี้ไม่เพียงโจมตีนักกีฬา แต่ยังตอกย้ำวาทกรรมที่ว่า การตั้งคำถามหรือไม่เห็นด้วยต่อการปฏิบัติของรัฐคือการไม่รักชาติ อีกทั้งนโยบายตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมายของ ICE ยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความหวาดกลัวในชีวิตประจำวัน และทำลายความมั่นคงให้แก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้อพยพและลูกหลาน
“อเมริกามอบโอกาสให้ครอบครัวของฉันมาก แต่ฉันก็คิดว่าเรามีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
ความคิดเห็นจากโคลอี้เมื่อสื่อถามถึงกรณีที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เธอเป็นลูกของชาวอพยพ ทำให้เรื่องนี้กระทบต่อจิตใจเธอโดยตรง และสำหรับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกา ผู้คนควรที่จะรวมตัวกันเป็นหนึ่ง และยืนหยัดเพื่อกันและกัน
“ฉันคิดว่าพวกเราควรใช้ความรักและความเห็นใจในการนำทาง และฉันอยากจะเห็นสิ่งเหล่านั้นเพิ่มขึ้น” โคลอี้เสริม
เช่นเดียวกับโคลอี้ นักกีฬาหลายคนก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาที่กำลังเป็นอยู่ และมองว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรบกวนสมาธิของนักกีฬา บดบังคุณค่าของการแข่งขันกีฬาฤดูหนาว และขัดต่อจิตวิญญาณของโอลิมปิกโดยสิ้นเชิง
โอลิมปิกที่ถูกสร้างขึ้นบนอุดมการณ์ของสันติภาพ ความเท่าเทียม และความหลากหลาย การแสดงความเห็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง และการแสดงท่าทีการแบ่งพรรคพวกของทรัมป์ ทำให้คุณค่าเหล่านี้ถูกตั้งคำถาม
อีกทั้งสโลแกนหลักของทรัมป์อย่าง ‘MAGA’ (Make America Great Again) แนวคิดที่ต้องการทำให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยการยึดถือประโยชน์ของประเทศและ ‘คนอเมริกา’ เป็นสำคัญ จนส่งผลให้เกิดเป็นนโยบายการต่อต้านผู้อพยพนั้น ดูขัดกับหลักการความฝันแบบอเมริกันดั้งเดิม
หากอเมริกายังคงยึดมั่นในสโลแกนดังกล่าวเช่นนี้ เราก็คงต้องกลับมาตั้งคำถามกันอีกครั้งว่า ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ นั้น ยังมีอยู่จริงหรือไม่ และอีกกี่โอกาสที่สหรัฐต้องเสียไปเมื่อปราศจากคนอย่างโคลอี้ คิม
เพราะราคาที่สหรัฐต้องจ่าย ไม่ใช่เส้นทางอาชีพของนักกีฬาคนหนึ่ง หรือบรรดาผู้อพยพและลูกหลานผู้อพยพที่สร้างชื่อเสียงให้กับสหรัฐ หากแต่เป็นภาพลักษณ์ของอเมริกาในฐานะประเทศแห่งความหลากหลาย ที่เป็นจุดขายมาโดยตลอด
สุดท้ายเราก็คงต้องมารอดูกันว่าอเมริกาจะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร เมื่อความฝันที่เคยเปิดรับคนจากทั่วโลก กำลังถูกจำกัดนิยามของคำว่า ‘อเมริกัน’ ให้แคบลงทุกที
เรื่อง : สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ (The People Junior)
ภาพ : Getty Images
ที่มา:
An American story: How Chloe Kim, daughter of immigrants and social-media star, won Olympic gold.
Chloe Kim Fires Back After Trump Calls Team USA Skier a “Loser” — Calls for Unity at Olympics.
Chloe Kim Usually Crushes The Olympics. So Why Is She So Happy With Silver?
La Palma teen wins Gold Medal at Winter Youth Olympic Games.
Trump calls Hunter Hess ‘a real loser’ for skier’s ambivalence about representing US.
US snowboard star Chloe Kim calls for unity after Trump bashes teammate over immigrant crackdown.