เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

เวทีดีเบต "เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน" จัดขึ้นเพื่อให้ตัวแทน 8 พรรคการเมืองได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนก่อนการเลือกตั้ง โดยแอมเนสตี้ ชู #VoteForHumanRights โหวตให้ประเทศไทยต้องเคารพสิทธิของทุกคน

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(BACC) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักข่าว The Reporters รายการข่าว 3 มิติ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกันเปิดเวทีดีเบต “เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” เพื่อชวนสังคมมาฟังให้ชัด ถามให้ตรง และตรวจสอบจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน ก่อนวันที่ประชาชนจะตัดสินใจใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้ง

เวทีครั้งนี้ตั้งต้นจากความเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการเลือกคนหรือเลือกพรรค แต่คือการเลือกทิศทางประเทศ ว่าสิทธิมนุษยชนจะเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูในนโยบาย หรือเป็นหลักการที่ถูกนำไปใช้จริงในการบริหารประเทศ ชวนประชาชนร่วมกันตั้งคำถามและใช้สิทธิอย่างมีความหมาย ภายใต้แคมเปญ #VoteForHumanRights โหวตให้ประเทศไทยเคารพศักดิ์ศรี เสรีภาพ และความเป็นธรรมของทุกคน

ในช่วงเปิดเวที เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวชย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน 7 ข้อ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่อยากเห็นพรรคการเมืองตอบให้ชัดและผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ ประกอบด้วย สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน การคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดในความควบคุมของรัฐ ระบบการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบ สิทธิความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในพื้นที่ดิจิทัล สิทธิในที่อยู่อาศัย ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน ก่อนทิ้งท้าย เพชรรัตน์ได้ชวนผู้เข้าร่วมเวทีและพรรคการเมืองมองภาพการเมืองไทยผ่านแนวคิดที่เรียบง่าย แต่สะท้อนความรู้สึกร่วมของประชาชนจำนวนมาก นั่นคือ “การเมืองที่อยากพักได้จริง” โดยกล่าวว่า

1.      พักจากการละเมิดสิทธิ คืออยากให้รัฐไทยช่วยหยุดการละเมิดสิทธิ

2.      พักจากระบบเผด็จการอำนาจนิยม

3.      พักจากการไม่เห็นคุณค่าของคนตัวเล็ก

4.      พักจากการถูกฟ้องปิดปาก SLAAP

5.      จะพักใจได้อย่างไร กับผู้แทนที่ไม่สนับสนุนประเด็นสิทธิมนุษยชน”

6.      ให้ประชาชนได้พักจากความระหวาดระแวง

7.      สิทธิที่จะได้พัก ถ้านักการเมืองทำงาน เราก็จะได้พักมากขึ้น”

คำกล่าวทิ้งท้ายนี้ต้องการสะท้อนความคาดหวังต่อการเมืองในช่วงเลือกตั้ง 2569 ที่ใกล้จะถึงนี้ แต่ก็ยังเป็นคำถามที่ส่งตรงถึงพรรคการเมืองทุกพรรคว่าพร้อมหรือไม่ที่จะทำให้การเมืองเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไว้วางใจ และทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องอยู่กับความกลัว ความระแวง และการถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าวันนี้หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายของประชาธิปไตยอีกต่อไป เพราะมีหลายสิ่งที่ถูกนำมาวัดควบคู่กัน และในหลายกรณีมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณภาพของสิทธิมนุษยชนในสังคมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ความปลอดภัยของผู้เห็นต่าง หรือระบบยุติธรรมที่คุ้มครองคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน “คุณภาพประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งวัดจากคุณภาพสิทธิมนุษยชน”

ขณะที่ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนภาพการเมืองไทยจากประสบการณ์เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ว่าเหมือนมีสองโลกคู่ขนานอยู่พร้อมกัน โลกหนึ่งคือบรรยากาศของการเลือกตั้ง การแข่งขันนโยบาย และความหวังทางการเมือง แต่อีกโลกคือความจริงที่การละเมิดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น รวมถึงคดีทางการเมืองจำนวนมากยังคงเดินหน้า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ “ใครชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “สิทธิมนุษยชนจะขยับไปทางไหนหลังจากนั้น”

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

“การแสดงออก การแสดงความคิดเห็น รวมถึงคดีทางการเมืองยังคงดำเนินไป ไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ เหมือนมีสองโลกที่ดำรงอยู่ แล้วสิทธิมนุษยชนจะเคลื่อนไปอย่างไร”

ดร.ปุรวิทญ์ยังย้ำด้วยว่า แม้การเลือกตั้งจะเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญ แต่สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงที่คูหา หากเป็นเรื่องของคุณค่าและมาตรฐานที่ต้องฝังอยู่ในสังคม การแก้กฎหมายอาจเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่หลายพรรคพยายามผลักดัน แต่สิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อไปในระยะยาวคือการทำให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เป็นสิ่งที่คนรู้สึกว่า ควรเป็นและเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน

“แน่นอนว่าการเลือกตั้งเป็นสารตั้งต้น แต่สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของคุณค่าและมาตรฐาน การแก้กฎหมายเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนต่อไปคือการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ”

พลังงาน – ที่ดิน – สิทธิ: รวมไทยสร้างชาติกับโจทย์สิทธิมนุษยชน

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเน้นเรื่องพลังงานและการชนกับทุนผูกขาดมาโดยตลอด พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติยังทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “กองทุนยุติธรรม” ที่ช่วยเหลือเรื่องค่าทนายความ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยจนถึงปลายปีที่แล้วได้ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 60,000 คน อรรถวิชช์ยกตัวอย่างงานที่เคยทำในอดีตโดยกล่าวว่า

“ตอนเป็นคณะกรรมการชายแดนไทย ผมทำให้ชาวบ้านในจังหวัดระนองมีโอกาสมีบัตรประชาชนและผมภูมิใจเสมอ วันนี้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น”

และย้ำจุดยืนของพรรคว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เราต้องทำ เพราะเป็นจุดยืนของพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและผมชัดเจน และอรรถวิชช์ยังได้กล่าวถึงแนวทางในอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติว่าจะเดินหน้า 2 เรื่องหลัก ได้แก่

การตั้ง “ศาลที่ดิน” เพื่อใช้ระบบไต่สวนและชี้ขาดว่า ที่ดินเป็นของใคร โดยยกตัวอย่างกรณีที่ดินที่ในอดีตเป็นของชาวบ้านมาก่อน แต่ภายหลังมีการประกาศเขตที่ดินของรัฐ ทั้งที่โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติมีอยู่แล้วในการระบุว่าเป็นที่ดินของชาวบ้าน ทว่าสุดท้ายที่ดินกลับไม่ใช่ของชาวบ้านเพราะรัฐถือครองอยู่ เช่น ที่ดินในเขตกรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้

การผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม” ซึ่งอรรถวิชช์ระบุว่าเป็นกฎหมายที่ตนเองร่างขึ้น โดยหากได้กลับไปทำงานในสภาจะผลักดันกฎหมายนี้ต่อ

ในช่วงตอบคำถามประเด็นโครงการขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษกับสิทธิมนุษยชน อรรถวิชช์มองว่าเรื่องสำคัญที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ต้องแก้คือการกำหนดผังเมือง โดยกล่าวว่าตอนที่อยู่กระทรวงอุตสาหกรรมเคยบอกให้นิคมอุตสาหกรรมและ EEC ระบุให้ชัดว่าพื้นที่สีเหลือง สีม่วง และสีเขียวอยู่ส่วนไหน เพราะเมื่อมีพื้นที่สีเขียวแทรกระหว่างพื้นที่สีม่วงหรือสีเหลือง จะเกิดปัญหากับชาวบ้านทันที

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

“ปัจจุบัน EEC ในภาพรวมลงทุนไปแสนกว่าล้าน แต่ปัจจุบันนี้พื้นที่ที่สามารถทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC มีน้อยมาก เพราะมีสีเขียวแทรก ผมบอกว่าต้องไปจบเรื่องนี้ก่อนเพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน สั่งการไปแล้วและทุกวันนี้เขาก็คุยกับมหาดไทยเพื่อปรับสี”

อรรถวิชช์ยังตอบคำถามเรื่องสิทธิในพื้นที่ทำกินของกลุ่มคนชาติพันธุ์ โดยเล่าย้อนว่า ครั้งแรกที่มีการออกกฎหมายคนไทยพลัดถิ่น ได้เป็นหนึ่งในกรรมการกิจการชายแดน และกล่าวว่า

“สิ่งที่น่าสงสารคือคนไทยหลายคนที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน แต่ไม่มีสัญชาติ พวกเขาถูกปฏิบัติเหมือนแรงงานทาส และเสี่ยงโดยตำรวจจับที่สุด เรื่องชาติพันธุ์เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราควรสร้างความชัดเจนให้เขา”

ในช่วงท้ายอรรถวิชช์ได้พูดถึงกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน เช่น พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ การ SLAPP และคดีฟ้องหมิ่นประมาทต่าง ๆ โดยระบุว่าจะต้องแก้ไขในอนาคต

เรื่องสิทธิที่ไม่เซ็กซี่แต่จำเป็น: พรรคพลวัตกับเรื่องสิทธิมนุษยชนในการเมือง

กัณวีร์ สืบแสง พรรคพลวัต กล่าวว่าตัวเองเป็นนักมนุษยธรรมและขยับมาเป็นนักการเมือง ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เวลามีการพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน เช่น สันติภาพปาตานี สันติภาพในเมียนมา และปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างฝุ่นหรือเหมืองแร่ในรัฐฉาน

“เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยปกติพรรคการเมืองไม่เอามาเป็นเรือธงเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เซ็กซี่ มันขายลำบาก แต่พรรคพลวัตเราน่าจะแตกต่างจากพรรคอื่น เพราะเราเริ่มต้นและมี motto หรือคติของเราที่บอกว่า ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนี่คือกระดูกสันหลังของพรรคเรา”

กัณวีร์ยังตอบคำถามถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพทางการเมืองว่า ในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกจำเป็นต้องมีอิสรภาพและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ประเทศไทยมีปัญหาอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการแสดงออกเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีต้นทุนหรือมีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งต่อนักปกป้องสิทธิ นักมนุษยธรรม และผู้คนที่ต้องเผชิญการถูกละเมิดหรือถูกปิดปากในรูปแบบต่างๆ รวมถึงกฎหมายพิเศษในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี

“การแสดงออกเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีต้นทุน นักปกป้องสิทธิหรือนักมนุษยธรรม เรามีต้นทุนในการทำงาน การถูกละเมิด ถูกปิดปากต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานีหรือการปิดปาก”

กัณวีร์กล่าวต่อถึงมุมมองที่ถูกเรียกว่า “นักทวงสิทธิ” ว่า สิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอร้อง เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมสิทธิตามธรรมชาติ การพูดเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองไม่ควรถูกปิดกั้น และประชาชนในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

เขาเรียกเราว่านักทวงสิทธิ แต่เราไม่จำเป็นต้องขอร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ เพราะเราเกิดมาด้วยสิทธินี้ตามธรรมชาติ การพูดของพวกเราจะต้องไม่ถูกปิดปาก การพูดของพวกเราในการปกป้องสิทธิของเราเองจะต้องไม่ถูกปิดกั้น พี่น้องประชาชนคนไทยรวมถึงพี่น้องทั่วโลกที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยเรามีสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก”

พร้อมย้ำบทบาทของรัฐว่าเป็นรัฐคือผู้ให้อำนวยความสะดวก ที่ต้องทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน

“รัฐในฐานะผู้ให้อำนวยความสะดวกจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้สิทธิเสรีภาพของเราในการแสดงออกสามารถเป็นไปได้อย่างถูกต้องตามหลักการของสิทธิมนุษยชน”

ในประเด็นการผลักดันกฎหมายควบคุมมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือ NGOs กัณวีร์กล่าวว่า ความพยายามของภาครัฐในการร่างกฎหมายควบคุมมูลนิธิและภาคประชาสังคม หมายถึงรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ สส. ร่างกฎหมายขึ้นมาควบคุมภาคประชาชนและภาคประชาสังคม โดยมองว่าองค์กรเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงของคนทำงานกับฐานราก และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่สิทธิชุมชน สิทธิทางอากาศ ไปจนถึงสิทธิด้านอื่น ๆ

“เรามองว่ามูลนิธิและประชาสังคมเหล่านี้คือกระบอกเสียง คนทำงานกับฐานราก และคนทำงานให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมชน สิทธิทางอากาศและสิทธิทุกอย่าง แต่ทำไมจึงออกกฎหมายทุกอย่างที่มาควบคุมคนทำงานองค์กรที่ทำให้กับคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากเราได้เป็นรัฐบาลหรือแม้ไม่ได้เข้าไปในสภา พรรคพลวัตจะทำหน้าที่เป็นมดงาน เป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายรัฐบาลและนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะได้เข้าไปหรือไม่”

กัณวีร์ยังกล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันยังมีผู้คนจำนวนมากถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งเรื่องสิทธิในที่ดิน ผู้ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากเหมือง ประชาชนตามชายฝั่งและเกาะแก่งที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงกันคลื่น ประมงพื้นบ้าน ผู้คนภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ตลอดจนผู้ที่อยู่ในประเทศไทยแต่ไม่ใช่สัญชาติไทยและได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิ

“เชื่อว่ามากกว่าหลายชีวิตยังถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน มีคนยังไม่ได้รับสิทธิในที่ดิน มีเจ้าของพื้นที่ที่ถูกผลกระทบในสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ประชาชนที่อยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งที่ถูกผลกระทบจากการทำกำแพงกันคลื่น ประมงพื้นบ้านยังได้รับผลกระทบต่างๆ นานา พี่น้องที่อยู่ภาคเหนือได้รับผลกระทบจากมลพิษรวมถึงคนที่อยู่ในประเทศไทยที่ไม่ใช่สัญชาติไทยแต่ได้รับผลกระทบลิดรอนสิทธิ”

หากเป็นสมัยก่อนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว นักสิทธิมนุษยชนมักอยู่ไกลจากนักการเมือง ทำงานร่วมกันในฐานะผู้ยื่นข้อเสนอให้นักการเมืองไปทำ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว นักการเมืองทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และต้องรู้ให้มากว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร โดยกล่าวถึงภาพที่นักสิทธิมนุษยชนและนักมนุษยธรรมถูกมองว่ามีพฤติกรรมที่เรียกว่า “สุดโต่ง” จากภาครัฐ ว่า การกระทำเช่นนี้ทำเพื่อต้องการเรียกร้องให้ประเทศเข้าใจว่า หลักสิทธิมนุษยชนควรถูกนำไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

“นักสิทธิมนุษยชนและนักมนุษยธรรมถูกมองจากภาครัฐโดยส่วนใหญ่ว่าเราสุดโต่ง แต่นี่คือสิ่งที่เรากำลังเรียกร้องให้กับประเทศเข้าใจว่าคุณควรเอาหลักสิทธิมนุษยชนเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ”

พร้อมย้ำว่าแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนรับรองสิทธิเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานไว้ชัดเจน แต่คำถามสำคัญคือ การปรับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งกัณวีร์มองว่า การเมืองต้องเข้ามาทำให้หลักสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้จริง และหากนักการเมืองเข้าใจเรื่องนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ประเทศพัฒนามากขึ้น

“ในกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกชัดเจนว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกกฎหมายรัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นมนุษย์ แต่การปรับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายโลกต่างๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน การเมืองจะต้องเข้ามาทำให้หลักสิทธิมนุษยชนต้องทำให้ได้ ผมเชื่อมั่นว่าถ้านักการเมืองเข้าใจเรื่องนี้ ประเทศจะพัฒนา”

สิทธิมนุษยชนไม่ใช่อุดมการณ์ลอยๆ: พรรคไทยสร้างไทยกับสิทธิมนุษยชนในความมั่นคง

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ลอยๆ แต่ถือว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและความเชื่อมั่นของสังคม โดยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่พรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญและจะผลักดัน เช่น เสรีภาพในการแสดงออกการชุมนุม กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และลดการเลือกปฏิบัติ

“เราจะปรับแนวคิดความมั่นคงของรัฐเป็นความมั่นคงของประชาชน ต้องตั้งอยู่บนการคุ้มครองศักดิ์ศรีและพื้นฐานของประชาชน เอาประชาชนเป็นตัวตั้งและอยู่ในสมการเสมอ”

“เมื่อเราพูดสิทธิมนุษยชนมันต้องจับต้องได้และเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ ไม่งั้นจะเป็นอุดมการลอยๆ ไม่เป็นจริงสักที เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเงื่อนไขของพื้นฐานของความมั่นคงและเป็นเรื่องสันติภาพและความเชื่อมั่นของสังคม”

พล.ท.ภราดร กล่าวถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพและความเห็นต่างทางการเมืองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญคือจะมีองค์กรอิสระหลายแห่งที่มีอำนาจมาก เช่น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นเหมือนชื่อมีอำนาจ แต่ไม่มีอำนาจ แต่มีการทำงานในลักษณะประณามแต่ไม่สามารถชี้ว่า สิ่งนี้ขัดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างไรและไม่มีอำนาจบังคับ 

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

เมื่อเกิดปัญหาเรื่องของความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน แม้จะสามารถขับเคลื่อนหรือเคลื่อนไหวประเด็นได้ แต่ติดเงื่อนไขว่าต้องไม่ส่งผลความมั่นคงและความเรียบร้อย หมายความว่าหน่วยงานความมั่นคงที่เป็นหน่วยงานราชการมีน้ำหนักชี้ได้มากกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ

“เรื่องนี้ต้องพูดคุยและออกแบบว่าทำไมองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ถึงไม่เหมือนศาลรัฐธรรมมนูญ กกต. ป.ป.ช. ทั้งที่จริงๆ เป็นหัวใจพื้นฐาน ปัจจุบันต้องมาชั่งน้ำหนักว่าเราจะทำอย่างไรให้เกิดความพอดีตรงนี้ จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทยอยากให้สิทธิมนุษยชนมีน้ำหนักเด็ดขาดมากกว่าความมั่นคงและคนชี้ขาดต้องเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ที่มีอำนาจชี้ขาด“

นอกจากนี้ พล.ท.ภราดร แสดงความคิดเห็นต่อโทษประหารชีวิตที่ปรากฏอยู่ในนโยบายของบางพรรคว่า ปัจจุบันแม้แต่ประเทศที่ยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ก็เริ่มมีแนวโน้มกลับมายอมรับเรื่องการลงโทษประหารชีวิตมากขึ้นในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม พล.ท.ภราดรมองว่าหากจะพูดถึงโทษประหารชีวิต จำเป็นต้องแยกฐานความผิดให้ชัดเจนว่าความผิดประเภทใดเท่านั้นที่ควรอยู่ในกรอบของโทษประหาร และต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนด้วยว่า การกระทำผิดลักษณะใดเข้าข่ายถึงระดับที่จะใช้โทษสูงสุดได้ เพื่อไม่ให้การใช้โทษประหารเป็นเรื่องกว้างหรือคลุมเครือเกินไป

“จากที่เราถกเถียงในอดีตเรื่องการประหารชีวิตแทบจะเป็นเรื่องปกติ หลายประเทศก็ยังมีนักโทษประหารหลาย หลายประเทศเริ่มยกเลิกเรื่องนี้ไป แม้กระทั่งประเทศไทยก็ยืนยันว่าโทษประหารมีอยู่ แต่ไม่เกิดสภาพบังคับแล้ว ส่วนมากศาลจะมีเมตตาก็ลดมาเป็นใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตไปและให้อภัยกันเรียกว่าพื้นฐานสังคมพุทธ” 

“ในมุมมองเรามองว่าหลักการเดิมที่ปัจจุบันมีอยู่ยังมีความสมเหตุสมผล หมายความว่าโทษมีอยู่แต่การบังคับโทษก็อยู่ที่ศาลยุติธรรม เรามองว่าน่าจะเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับได้ กติกาข้อบังคับมีอยู่บริบทสังคมโลก”

กฎหมายต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น: พรรคประชาชนกับสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน พรรคประชาชน กล่าวว่าพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลในอดีต ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาโดยตลอด จึงทำงานในสภาเป็นหลักผ่านการเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีทั้งส่วนที่สำเร็จและไม่สำเร็จ โดยงานที่ยังไม่สำเร็จมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ได้แก่ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งนำมาสู่การยุบพรรคก้าวไกลในท้ายที่สุด รวมถึงประเด็นนิรโทษกรรมทางการเมือง ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP กฎหมายกระบวนการพิจารณาคดีอาญาเรื่องการประกันตัว การแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ การปรับเรื่องอายุความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า แม้ร่างกฎหมายที่ทำไม่สำเร็จจะต้องผลักดันต่อ แต่เรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเป็นอันดับแรกคือการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็เป็นปราการสุดท้ายในการปกป้องสิทธิมนุษยชน

“ร่างกฎหมายที่ทำไม่สำเร็จจะมีการผลักดันทำต่อ แต่เรื่องใหญ่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเรื่องแรกคือ การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่อยู่ในรัฐธรรมนูญและสิทธิขั้นพื้นฐานที่สะท้อนขั้นพื้นฐานอยู่ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญจะเป็นปราการสุดท้ายในการป้องกันสิทธิมนุษยชน”

ในประเด็นการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยต่างชาติที่อาจมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า ไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และไทยยังเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและการบังคับสูญหายซึ่งถือเป็นหลักการที่ชัดเจนอยู่แล้ว

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

สำหรับกรณีที่ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ รศ.ดร.มุนินทร์ระบุว่า มีข้อสงสัยต่อเหตุผลที่รัฐบาลชี้แจงว่าเป็นเรื่องความสมัครใจเพราะสังคมยังสงสัยกันมาก รวมถึงมีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ ทั้งองค์กรสิทธิในระดับนานาชาติและระดับประเทศ โดยมองว่าการอ้างความสมัครใจจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีการจัดฉากหรือปัจจัยอื่นที่ทำให้ข้อเท็จจริงคลุมเครือ พร้อมย้ำว่ารัฐมีหน้าที่ต้องแสดงให้สังคมโลกเห็นว่าไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส ยอมรับการตรวจสอบ และยอมรับที่จะถูกถามพร้อมมีคำตอบต่อประชาคมโลก

“ผมคิดว่าการอ้างเรื่องของความสมัครใจควรจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใส หมายความว่าบางครั้งมีบางคนเป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ว่ากลับไปแล้วโอเค แต่เราไม่รู้ว่าบางทีเกิดจากการจัดฉากหรือส่วนไหนก็แล้วแต่ ตรงนี้ควรสงสัยได้และเรื่องนี้เกี่ยวกับชาติมหาอำนาจ แต่รัฐมีหน้าที่ต้องแสดงให้สังคมโลกเห็นว่าเราปฏิบัติตามพันธสัญญาและระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ และยอมรับที่จะถูกถามและมีคำตอบให้กับนานาชาติ”

รศ.ดร.มุนินทร์ยังกล่าวถึงประเด็นสแกมเมอร์ ทุนเทา และการค้ามนุษย์ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการแบ่งเป็นหลายระยะ โดยในระยะสั้นภายในหนึ่งปีฝ่ายบริหารสามารถใช้กลไกบริหารเข้าจัดการได้ เช่น การตั้ง War room แบบ real time เพื่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจไซเบอร์ ทหาร หรือธนาคาร โดยต้องอาศัยความจริงจังของรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี

“เราสามารถใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่รัฐสามารถใช้ในการตรวจจับธุรกรรมต่างๆ ที่น่าสงสัยและระบบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทุนเทาและสแกมเมอร์เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจและศาล”

เขามองด้วยว่าปัญหานี้เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและทุนเทาเป็นทุนที่มีเม็ดเงินมหาศาล จึงสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากรอยรั่วเหล่านี้ได้ ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกัน ขณะเดียวกันการเยียวยาและการให้ความรู้กับผู้เสียหายก็สำคัญเช่นเดียวกัน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและทุนเทาเป็นทุนที่หนามากทำให้พวกเขาเข้าไปใช้ประโยชน์จากรอยรั่วเหล่านี้ กระบวนการยุติธรรมจึงมีความสำคัญมากต่อการป้องกัน รวมไปถึงการเยียวยาและการให้ความรู้ผู้เสียหายก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน”

รศ.ดร.มุนินทร์มองว่า พรรคประชาชนไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาความยุติธรรมหรือรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองความเป็นมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรีด้วย พร้อมกล่าวถึงความยากลำบากในสมัยรัฐบาลที่แล้วว่าการทำความเข้าใจเรื่องนิรโทษกรรมทางการเมืองเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะการทำให้ สส. และสังคมเห็นว่าต้องคุยกันให้ได้ และนิรโทษกรรมต้องรวมคดีในทุกประเภท รวมถึงมาตรา 112 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะมีคนจำนวนมากเดือดร้อนเสียหาย อยู่ในเรือนจำ และอยู่ในกระบวนการ

“สมัยรัฐบาลที่แล้วพบว่าเป็นความยากลำบากอย่างมากในการพูดคุยทำความเข้าใจกันว่าการนิรโทษกรรมทางการเมืองต้องรวมคดีในทุกประเภทรวมถึงมาตรา 112 การทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสังคมเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคุยกันให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนมากเพราะมีคนที่เดือดร้อนเสียหายอยู่ในคุกและอยู่ในกระบวนการอย่างจำนวนมาก”

เขายังย้ำว่า SLAPP เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและโดยเฉพาะทางแพ่งที่ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก จึงเห็นว่าต้องแก้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือการดูหมิ่น อาจต้องพิจารณายกเลิกโทษทางอาญา และทบทวนรูปแบบบทลงโทษใหม่

“อีกเรื่องคือ SLAPP เป็นเรื่องใหญ่มากที่เราเห็นหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะถูกดำเนินคดีทั้งอาญา โดยเฉพาะทางแพ่งที่ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก ผมคิดว่าต้องแก้กฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือป้องกันการดูหมิ่นอาจต้องพิจารณายกเลิกโทษทางอาญาเหลือเพียงปรับโทษทางวินัยหรืออาจต้องกลับไปคิดกันใหม่”

รศ.ดร.มุนินทร์ยังแสดงความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง ข้าราชการทางการเมือง หรือองค์กรของรัฐ ไม่ควรมีสิทธิ์ในการฟ้องหมิ่นประมาทประชาชน เพราะรัฐไปฟ้องประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนภาคธุรกิจควรมีกลไกทำให้การฟ้องร้องประชาชนทำได้ยากขึ้น เช่น มีกลไกคณะกรรมการพิจารณาว่าสมควรให้ธุรกิจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ และควรอยู่ที่จำนวนเท่าใด เพราะที่ผ่านมาเห็นการเรียกค่าเสียหายเป็นร้อยล้านบาทซึ่งสูงมาก และเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรทำได้แล้ว

“ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง ข้าราชการทางการเมือง หรือองค์กรของรัฐไม่ควรมีสิทธิ์ในการฟ้องหมิ่นประมาทคน เพราะผู้ที่เป็นรัฐแต่ไปฟ้องประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนภาคธุรกิจคิดว่าต้องมีกลไก ทำให้การฟ้องร้องประชาชนยากขึ้น โดยมีกลไกคณะกรรมการในการพิจารณาว่าสมควรที่จะให้องค์กรธุรกิจฟ้องร้องประชาชนเรียกค่าเสียหายจำนวนเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาเราเห็นเรียกค่าเสียหายเป็นเป็นร้อยล้านถือว่าสูงมาก เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะทำได้แล้ว”

ความยุติธรรม ความเชื่อและสิทธิ: พรรคประชาชาติกับสิทธิในสังคมพหุวัฒนธรรม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติมองว่า ชาติหมายถึงประชาชนบนฐานสังคมพหุวัฒนธรรม พรรคประชาชาติจึงให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนในการเคารพความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องให้เกียรติและให้ความยุติธรรม

“ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติเตรียมตัวที่จะไปจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่แบ่งปันอำนาจ แบ่งปันทรัพยากร แบ่งปันความอยู่ดีกันดี ไม่ให้มีการผูกขาด”

“เราเห็นเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถูกด้อยเหมือนเป็นโฆษกแทนที่จะปกป้องประชาชนและข้อหาในการกระทำผิดละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่มีศาลสิทธิมนุษยชนเลย ฉะนั้นแปลว่าเจตนาในรัฐธรรมนูญยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน”

“สิ่งหนึ่งที่ต้องยกเลิกคือกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะกฎอัยการศึกถูกใช้ใน 33 อำเภอสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาชาติจะส่งเสริมกฎหมายด้านสันติภาพ สันติสุขหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาแทน เพื่อให้กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นจริงหรืออาจออกเป็นพระราชกำหนดก่อน เพื่อความรวดเร็ว”

พ.ต.อ.ทวีแสดงความเห็นต่อประเด็นการสอดแนมและการละเมิดความเป็นส่วนตัวว่า รัฐบาลที่ดีจะไม่ต้องปกครองให้ประชาชนหวาดระแวง ความมั่นคงจะต้องไม่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรื่องการสอดแนมเช่น การแอบฟัง การแอบถ่ายภาพ การดักข้อมูลทางโทรศัพท์ทางการเงินและการสะกดรอยต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแน่นอน ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้รัฐต้องมีมาตรการผลักดันกระบวนการยุติธรรม เช่นถ้าพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบ จะต้องไม่นำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำข้อมูลไปใช้ในการข่มขู่กรรโชกหรือการเปิดเผยความลับ

“นอกจากยกระดับแล้ว ถ้ามีเหตุการณ์ละเมิดเกิดขึ้น มาตรการลงโทษทางอาญาอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องใช้มาตรการยึดทรัพย์ขยายผลและต้องสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน ต้องประจานให้สังคมได้รับรู้ด้วย ซึ่งถ้าเราหยุดไม่ได้ ประเทศเราเดินไปไม่ได้”

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

พ.ต.อ.ทวี เสนอหลักการสำคัญ 4 ข้อเกี่ยวกับการสอดแนมและการเฝ้าระวังเรื่องนี้ โดยย้ำว่าหากรัฐจะใช้มาตรการลักษณะนี้ ต้องมีกรอบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ได้แก่

ต้องมีฐานกฎหมายที่ชัดเจน  หากเห็นว่าบุคคลนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสังคมส่วนรวม รัฐจะสอดแนมเพื่อป้องกันได้ “ก็ต่อเมื่อ” มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ไม่ใช่ทำได้ตามดุลพินิจลอยๆ

ต้องมีความจำเป็น ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ เพราะหากไม่ถึงขั้นจำเป็น ก็ไม่ควรใช้มาตรการนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เช่นนั้น เราจะไม่มีข้อมูลตัวนี้

ต้องได้สัดส่วน มาตรการที่ใช้ต้องไม่เกินความจำเป็น หรือรุนแรงเกินกว่าเหตุของความเสี่ยงที่ต้องการป้องกัน

ต้องตรวจสอบได้โดยกระบวนการยุติธรรมหรือศาล พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ตามกฎหมายรัฐสามารถขอศาลให้ตรวจสอบบุคคลได้ หากมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่ามีข้อสงสัยบางอย่าง ก่อนจะไปถึงขั้นการสอดแนม เช่น กรณีมีความผิดปกติที่ตรวจสอบได้อย่างเช่น คนนี้ร่ำรวยขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุหรือมีเหตุและพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบ

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังตอบคำถามเรื่องการทำแท้งของผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม โดยระบุว่าในหลักการของพรรคไม่เห็นด้วยกับการให้ทำแท้งและมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้าไปดูแลและคุ้มครองผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม เพราะหากไม่ยึดหลักการสำคัญไว้ โดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาได้

“เราต้องเข้าไปดูแลครอบครัวที่ไม่พร้อมโดยสวัสดิการอย่างเต็มที่เหมือนกับเค้าเป็นครอบครัวที่พร้อม แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง”

โครงการใหญ่ ทุนเทาและการลอยนวลพ้นผิด: พรรคประชาธิปัตย์กับการจำกัดอำนาจรัฐ

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พรรคประชาธิปัตย์มองว่า ปัจจุบันสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นมาตลอดคือการดูแลเรื่องสิทธิประชาชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องการคุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์ และการรับฟังชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผลกระทบจากโครงการใหญ่ของรัฐ

“สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ตามอุดมการณ์พรรคคือการจำกัดอำนาจของรัฐและเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนหรือประชาชนในการรองรับสิทธิของเขาให้มากขึ้น อีกเรื่องใหญ่หนึ่งคือผลกระทบจากโครงการใหญ่ของรัฐซึ่งจะมีการประเมินสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอเรื่องผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนด้วย”

สาทิตย์แสดงความเห็นต่อเรื่องการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติหรือสแกมเมอร์ว่าทุนเทาเป็นเรื่องใหญ่สุดในขณะนี้และคุกคามประเทศไทยมา รวมทั้งยังพังตลาดทุนของไทย ซึ่งการตัดวงจรสแกมเมอร์และทุนเทาก็เป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ไปด้วย เช่น กรณีที่นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเที่ยวที่ไทยเพราะเจอปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ที่มาจากสแกมเมอร์ด้วย

“ถ้าเราเป็นรัฐบาลภายใน 90 วัน สิ่งแรกที่จะทำคือย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับแสกมเมอร์ทุกคนที่มีรายชื่ออยู่แล้ว และแก้ปัญหาต้นทางและปลายทาง โดยตรวจจับการปราบปรามการฟอกเงินและป้องกันการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการก่อการร้าย” 

สาทิตย์ยังเน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยของมูลอย่างโปร่งใส เช่น ข้อมูลการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดการซื้อขาย Cryptocurrency และเรื่องสำคัญที่สุดคือการเยียวยาผู้เสียหาย นอกจากนี้สาทิตย์ยังมีข้อเสนออีกว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมืองจะไม่ใช่แต่การเปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่ต้องเปิดความเกี่ยวพันเกี่ยวกับธุรกิจทุกชนิดที่เกี่ยวพันด้วย 

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

สาทิตย์ตอบคำถามในประเด็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น คดีตากใบ ว่าเรื่องนี้รัฐหนีไม่พ้นที่จะต้องจัดการเรื่องกฎหมายในทุกๆ เรื่อง เพราะความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับจะระบุถึงโทษของเจ้าหน้าที่กรณีที่ปฏิบัติเกินเลยกว่าขอบเขตอำนาจของกฎหมายที่ไว้อยู่แล้วและจะมีโทษกำหนดไว้ 

“ในหลายกรณีเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนซะเอง อย่างกรณีของตากใบหรือกรือเซะก็จะมีกระบวนการ แต่เนื่องจากผ่านมาหลายรัฐบาลกระบวนการต่างๆ กินระยะเวลายาวนานมาก ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คิดว่าเรื่องของความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด”

“กรณีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 2553 มีความจริงสองด้านคือมีคนมาชุมนุมจริ มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. จริง และดำเนินการจริง แต่ขณะเดียวกันก็มีการใช้ความรุนแรงจากผู้ชุมนุมที่กระทำต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นจริงเช่นเดียวกัน แต่ความจริงที่เห็นในอินเตอร์เน็ตอาจเป็นความจริงที่ไม่ครบถ้วน ต้องไปอ่านรายงานของอาจารย์คณิต ณ นคร”

“คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนั้นยอมรับในกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่างเมื่อมีการฟ้องร้องก็ไปสู่ศาลซึ่งวันนี้กระบวนการกฎหมายทุกอย่างดำเนินการจบไปแล้ว”

สาทิตย์ ทิ้งท้ายว่าพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันเรื่องแนวทางของพรรคในการเป็นรัฐผู้ผลักดันและเปิดโอกาสให้กับภาคประชาชนและธุรกิจเอกชน โดยการจำกัดบทบาทอำนาจของรัฐและทำให้ภาคประชาชนและธุรกิจเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนี้ให้ก้าวหน้าด้วยกัน 

สิทธิมนุษยชนจับต้องได้: พรรคเพื่อไทยกับสิทธิมนุษยชนในการบริหาร

ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล พรรคเพื่อไทย มองว่าสิทธิมนุษชนเป็นพื้นฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม การบริหารจะชอบธรรมได้ต้องอาศัยความไว้วางใจจากประชาชน ถ้ารัฐไม่ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนไม่ว่าโครงสร้างภาครัฐจะแข็งแรงเพียงไหนก็ไม่สามารถสร้างรัฐที่เป็นเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น โดยพรรคเพื่อไทยสนับสนุนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น อากาศสะอาด การจัดหาที่ดินทำกิน การลดการใช้ดุลพินิจของรัฐที่กระทบสิทธิของประชาชน การปรับปรุงโครงสร้างและการเข้าถึงข้อมูลเพื่อคนพิการ

“พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนคือการทำให้สิทธิมนุษชนจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายระบบต่างๆเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการของพรรคได้ ในภาพใหญ่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกองค์กรอิสระต่างๆ เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุล”

ธิติวัฐแสดงความเห็นต่อเรื่องโครงการขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษกับสิทธิมนุษยชนว่าการกำหนดทิศทางของเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เพราะประชาชนคือคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำทำให้เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและเข้าวิถีชีวิตชุมชน 

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

“เขตเศรษฐกิจพิเศษต้องระบุชัดว่าจะทำอะไร เช่น ยางพาราและสิ่งทอต่างๆ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบกับมีกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน หมายความว่าการที่เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ จะสำเร็จได้ หากไม่อาศัยคนในชุมชนก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เราจะพัฒนาไปในทิศทางไหนต้องเคารพในพื้นที่การดำรงอยู่ของเขาเช่นเดียวกัน”

“ส่วนเรื่องแลนบริดจ์ต้องสร้างสมดุลกันระหว่างพื้นที่ สิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของคนในชุมชน ถ้าเราไม่สามารถเดินไปคู่กันได้ การจะไปพัฒนาจะลำบากในท้ายที่สุด เราเชื่อว่าเราสามารถทำให้มีโอกาสในการสร้างงานให้คนในชุมชนมากยิ่งขึ้น เราจะเดินหน้าโครงการแลนบริดจ์ต่อ”

คำถามต่อมาคือการลงทุนขนาดใหญ่และสิ่งแวดล้อมจะสร้างสมดุลกันได้อย่างไร ธิติวัฐมองว่าการลงทุนขนาดใหญ่และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องเดินคู่กัน รวมถึงชุมชนที่เกี่ยวข้องด้วยการพัฒนาหรือการลงทุนที่มีผลกระทบในวงการต่อพื้นที่ชุมชนต่างๆ คนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ 

“ที่ผ่านมาเราให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางต่างๆ ในแนวทางพัฒนาจะทำอย่างไรให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ขณะเดียวกันการลงทุนต่างๆ ต้องยึดโยงกับประชาชน หมายความว่านอกจากต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ แล้ว ต้องมีการเจรจากับชุมชนต่างๆ ด้วย” 

“การพัฒนาประเทศต้องสร้างสมดุลซึ่งกันและกันกับการรักษาเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชุมชน หัวใจหลักของการพัฒนาคือการที่เราต้องเข้าใจชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ว่าพื้นที่เหล่านั้นมีอะไรบ้างและมีอะไรต้องเข้าไปปกป้องบ้าง เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งการลงทุนและชาวบ้านเอง เพราะทุกการลงทุนนั้นไม่ใช่แค่มีเงินอย่างเดียว แต่ปราศจากซึ่งแรงงาน ซึ่งมีความรู้ความสามารถในพื้นที่เหล่านั้นก็เป็นอุปสรรคเช่นเดียวกัน”

ช่วงสุดท้าย ธิติวัฐย้ำว่าทุกคนเกิดมาบนต้นทุนที่แตกต่างกันเพราะไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดหาโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับทุกคน ซึ่งเป็นพันธกิจและภารกิจของรัฐบาล นอกจากนั้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนใช้สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการแสดงออกและการแสดงความเห็น รัฐบาลต้องรับฟังเพราะเป็นการสะท้อนปัญหาของประชาชน

“เราเชื่อว่าผู้นำไม่ได้อยู่สูงกว่าคนอื่น แต่ผู้นำคือผู้ที่ยืนอยู่หน้าแถวและนำพาคนที่อยู่ข้างหลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

รัฐมีหน้าที่ปกป้องผู้บริสุทธิ์: พรรคเศรษฐกิจกับการฟ้องปิดปาก (SLAPP)

พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงปัญหาสำคัญลำดับแรกคือ กรณีชาวบ้านบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศของตนเอง จากพื้นที่ที่เคยเป็นจุดตั้งค่ายลี้ภัยชาวกัมพูชาหนีภัยสงครามเมื่อกว่า 40 ปีก่อน และต่อมาได้กลายเป็นพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดน

พริษฐ์ระบุว่า ชาวบ้านบ้านหนองจานได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาแล้วหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมของตนเอง และพรรคเศรษฐกิจให้ความสนใจต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยมีจุดยืนชัดเจนว่าอยากเห็นชาวบ้านบ้านหนองจานได้กลับไปสู่บ้านของตน

“จนถึงวันนี้ชาวบ้านบ้านหนองจานยื่นเรื่องต่อ กสม. หลายครั้งมากในการกลับมาอยู่บริเวณตรงนี้ ซึ่งเรื่องนี้พรรคเศรษฐกิจให้ความสนใจและอยากให้ชาวบ้านบ้านหนองจานกลับไปสู่บ้านเขาได้”

นอกจากนี้ พริษฐ์ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ การฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยเฉพาะกรณีการปกป้องพยานและผู้แจ้งเบาะแสต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเห็นว่าควรดำเนินการเช่นเดียวกับในต่างประเทศ คือการมีกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองผู้เปิดโปงหรือเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

พริษฐ์อธิบายว่า กฎหมายลักษณะนี้จะช่วยป้องกันการถูกฟ้องคดี ป้องกันความรุนแรงทางร่างกาย รวมถึงคุ้มครองหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงินของพยาน โดยยกตัวอย่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกา คือ Whistleblower Protection Act ที่มีมาตั้งแต่ปี 1986 และสามารถช่วยให้รัฐกู้คืนเงินจากการคอร์รัปชันกลับมาได้เป็นมูลค่าหลายล้านล้านบาท

“รัฐมีหน้าที่ปกป้องผู้บริสุทธิ์ แต่รัฐมักมองว่าความมั่นคงของตัวเองคือความมั่นคงของรัฐ เราจึงเห็นคดีที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรม นักศึกษา หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นี่คือนิยามสำคัญที่ต้องทำให้ชัดเจนว่า ความมั่นคงคือการปกป้องผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่การปกป้องอำนาจของตนเอง”

พริษฐ์ย้ำว่า พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่าการมีกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดเผยความจริงจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐโดยตรง ทั้งยังช่วยให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ และช่วยคุ้มครองความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

“พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่าการมีกฎหมายแบบนี้จะช่วยให้รัฐได้ประโยชน์และสามารถทำให้สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ และช่วยปกป้องความจริงที่เป็นประโยชน์ของชาติได้”

ในช่วงท้าย พริษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้แยกอำนาจการพิสูจน์หลักฐานออกจากตำรวจ และให้หน่วยงานที่ไม่ใช่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ในหน่วยงานเดียว

“การปฏิรูปตำรวจตั้งแต่กรมราชทัณฑ์ เรามีความคิดว่าจะทำให้กรมราชทัณฑ์ไม่มีการคอร์รัปชันใดๆ เช่นการเปลี่ยนคุกให้เป็นซ่องหรือการโจ๊กว่าเข้าไปในคุกต้องถูกละเมิดทางเพศ เรื่องเหล่านี้จะต้องไม่มี”

นอกจากนี้ เขายังย้ำถึงสิทธิในเคหสถานโดยระบุว่าพรรคเศรษฐกิจจะปกป้องประชาชนไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง เช่น กรณีจรวด BM-21 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อในอำเภอกันทรลักษ์ และจะต้องไม่เกิดสถานการณ์ที่ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากเคหสถานของตนเอง พร้อมยืนยันว่า ความมั่นคงของรัฐและสิทธิมนุษยชนสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้

“พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่าความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนสามารถไปกันได้”

ข้อสังเกตพรรคการเมืองและอนาคตสิทธิมนุษยชนไทย 

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ข้อคิดเห็น 3 ประการจากดีเบตจากหลากหลายพรรคการเมืองว่า

1.ทุกคนพยายามเปิดมุมมองต่างๆ ให้เห็นว่าสิทธิมนุษยชนเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้และความจริงเป็นการกำหนดคุณภาพของประชาธิปไตย 

2.สิ่งที่พูดคุยมาในอีกด้านหนึ่งจะพบว่าสิทธิมนุษยชนมีหลากหลายประเด็นและดูเหมือนเป็นเช็คลิสต์ แต่สิ่งที่กล่าวกันในเวทีถือว่าครบถ้วน ซึ่งมี 5 มิติที่เกี่ยวข้องกันคือ 

สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจะต้องได้รับการปกป้องจากบุคคลคนอื่นๆ 

สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น การฟ้องปิดปาก

สิทธิมนุษยชนที่กับการได้รับการปกป้องจากกระบวนการยุติธรรม แทนที่ความจริงควรจะเป็นกระบวนการยุติธรรมช่วยประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ ซึ่งทุกพรรคพูดถึงปัญหานี้มากขึ้นเรื่อยๆ

สิทธิมนุษยชนที่มีเงื่อนไขจากต่างประเทศว่าประชาชนได้รับความคุ้มครองจากเรื่องอื่นๆ หรือไม่ 

สิทธิมนุษยชนกับโครงสร้างทางอุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการขับเคลื่อนได้ง่ายๆ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว เช่น สมรสเท่าเทียม เพศหรือเรื่องสิทธิมนุษยชนที่สัมพันธ์เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือการขาดแคลนเรื่องต่างๆ 

3.เรื่องรัฐธรรมนูญคิดว่าถึงเวลาต้องเขียนรัฐธรรมนูญในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่แก้ไข ไม่เช่นนั้นสิทธิของประชาชนก็จะอยู่ลอยๆ

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงความเห็น 2 ประเด็นหลักคือ

สิทธิมนุษยชนมีหลายมิติทั้งพูกกล่าวถึงในแวทีและยังไม่ได้กล่าวถึง แต่หากจัดกลุ่มคิดว่ามีปัญหาหลักอยู่ 3 เรื่อง คือ 1) การออกกฎหมาย 2) การแก้ไขกฎหมาย 3) การบังคับใช้กฎหมาย 

คำถามสำคัญคือเราจะส่งต่อสังคมแบบใดให้กับคนรุ่นหลังที่จะเติบโตขึ้นมา เพราะคนเหล่านี้อย่างไรต้องเติบโตขึ้น และเชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีความคาดหวังต่อสังคมการเมืองไทยที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่และเชื่อว่าจะดีกว่านี้ได้

“อยากฝากเป็นโจทย์ที่ไปไกลกว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ คือการผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติและอีกเรื่องที่สำคัญคือเราจะส่งต่อสังคมแบบไหนให้ลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นไปในอนาคต”

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า จากนโยบายพรรคการเมืองที่นำเสนอเป็นเรื่องที่ดีและที่ผ่านมาก็ทำมากันมาก แต่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยกลับยังไม่ก้าวหนัามากนัก เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวน

“การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วๆ ไป เพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่เป็นโอกาสยกเครื่องใหม่ของสังคมไทย วางมาตรฐานหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยใหม่ เพราะเราผ่านความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เราจะทำอย่างไรที่จะพยายามแก้ไขรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เราตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงการปฏิเสธสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมาเกือบสองทศวรรษ”

“เรื่องสำคัญคือจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ให้อำนาจประชาชน ประกันสิทธิให้ประชาชนและกำกับดูแลหน้าที่รัฐ ซึ่งแปลว่าเราต้องยกเครื่องรัฐธรรมนูญใหม่ เราไม่สามารถที่จะอยู่บนรัฐธรรมนูญที่ร่างมาจากระบบอำนาจที่ไม่เป็นธรรมและไม่ได้ฟังเสียงของประชาชนอีกต่อไป”

ดร.เบญจรัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองกล่าวถึงเรื่องกลไกตรวจสอบและประกันสิทธิมนุษยชน หลายพรรคมองว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาจไม่ใช่กลไกที่ตอบโจทย์ได้นักและต้องปรับเปลี่ยน แต่เรื่องนี้อาจต้องคิดถึงกลไกอื่นด้วย เช่น เรื่องคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่การตรวจสอบแค่เรื่องคอร์รัปชันอย่างเดียว

“อีกโจทย์ที่ชวนคิดไปไกลกว่านั้นคือสังคมไทยจะจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานในอนาคต เช่น การลอยนวลพ้นผิดหรือการนิรโทษกรรมนั้นเพียงพอหรือไม่ในการขับเคลื่อนสังคมไทย”

“การตั้งมั่นสิทธิมนุษยชนคงไม่ใช่แค่การออกกฎหมายใหม่หรือการสร้างนโยบายใหม่ แต่จะทำอย่างไรให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นคุณค่าของสังคม เช่น นโยบายด้านการศึกษาที่จะเปลี่ยนคุณค่าตรงนี้”

เลือกตั้ง 69 : ฟัง 8 พรรคขึ้นเวทีดีเบตนโยบายสิทธิมนุษยชน

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวชย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นงานที่ท้าทายมากว่าจะทำอย่างไรให้สังคมอยู่กับอดีต ปัจจุบันและอนาคตในรากฐานของสิทธิมนุษยชนได้ เช่น วิวัฒนาการจากอดีต อย่างกฎหมายที่ล้าหลังไปแล้ว หรือวิวัฒนาการและแนวคิดที่เพิ่มเข้ามา อย่าง เรื่อง Sex Worker, ภาษีกับสิทธิมนุษยชน เทคโนโลยีหรือธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ยังมีความท้าทายใหม่ๆ เช่น การละเมิดสิทธิข้ามชาติอย่างฝุ่นที่พัดมาในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งที่ต้องออกมาแก้ปัญหา และอีกข้อท้าทายหนึ่งคือสังคมโลกที่หันขวาที่ใช้ระบบปฏิบัติแบบอำนาจนิยม เป็นคำถามสำคัญว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในหลักการสิทธิมนุษยชน

เพชรรัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายที่กล่าวถึงในเวทีนี้เป็นนโยบายในประเทศส่วนใหญ่ แต่คำถามสำคัญคือประเทศไทยจะทำอย่างไรให้สิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งในหลายประเทศเคยทำกันมาแล้วและส่งผลที่ดี

“สิทธิมนุษยชนเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาหรือเรื่องตายตัว แต่สุดท้ายแล้วการพูดคุยบนเวทีนี้ใกล้ตัวทั้งหมดเลย เพราะสิทธิมนุษยชนคือเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ และอนาคต นอกจากนี้ยังมีคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ เรายังคิดถึงไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, เก็ท–โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และเพื่อนๆ ในเรือนจำที่ไม่สามารถมาพูดในเวทีนี้ได้ เราหวังว่า 4 ปีข้างหน้าจะมีการพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น”