30 ม.ค. 2569 | 18:05 น.

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(BACC) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักข่าว The Reporters รายการข่าว 3 มิติ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกันเปิดเวทีดีเบต “เลือกตั้ง 69: วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” เพื่อชวนสังคมมาฟังให้ชัด ถามให้ตรง และตรวจสอบจุดยืนของพรรคการเมืองต่อประเด็นสิทธิมนุษยชน ก่อนวันที่ประชาชนจะตัดสินใจใช้สิทธิในคูหาเลือกตั้ง
เวทีครั้งนี้ตั้งต้นจากความเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เพียงการเลือกคนหรือเลือกพรรค แต่คือการเลือกทิศทางประเทศ ว่าสิทธิมนุษยชนจะเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูในนโยบาย หรือเป็นหลักการที่ถูกนำไปใช้จริงในการบริหารประเทศ ชวนประชาชนร่วมกันตั้งคำถามและใช้สิทธิอย่างมีความหมาย ภายใต้แคมเปญ #VoteForHumanRights โหวตให้ประเทศไทยเคารพศักดิ์ศรี เสรีภาพ และความเป็นธรรมของทุกคน
ในช่วงเปิดเวที เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวชย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน 7 ข้อ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่อยากเห็นพรรคการเมืองตอบให้ชัดและผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ ประกอบด้วย สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก ความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน การคุ้มครองประชาชนจากการละเมิดในความควบคุมของรัฐ ระบบการบริหารที่ยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบ สิทธิความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในพื้นที่ดิจิทัล สิทธิในที่อยู่อาศัย ทรัพยากร และการพัฒนาที่เคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน
1. พักจากการละเมิดสิทธิ คืออยากให้รัฐไทยช่วยหยุดการละเมิดสิทธิ
2. พักจากระบบเผด็จการอำนาจนิยม
3. พักจากการไม่เห็นคุณค่าของคนตัวเล็ก
4. พักจากการถูกฟ้องปิดปาก SLAAP
5. จะพักใจได้อย่างไร กับผู้แทนที่ไม่สนับสนุนประเด็นสิทธิมนุษยชน”
6. ให้ประชาชนได้พักจากความระหวาดระแวง
7. สิทธิที่จะได้พัก ถ้านักการเมืองทำงาน เราก็จะได้พักมากขึ้น”
คำกล่าวทิ้งท้ายนี้ต้องการสะท้อนความคาดหวังต่อการเมืองในช่วงเลือกตั้ง 2569 ที่ใกล้จะถึงนี้ แต่ก็ยังเป็นคำถามที่ส่งตรงถึงพรรคการเมืองทุกพรรคว่าพร้อมหรือไม่ที่จะทำให้การเมืองเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย ไว้วางใจ และทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องอยู่กับความกลัว ความระแวง และการถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าวันนี้หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายของประชาธิปไตยอีกต่อไป เพราะมีหลายสิ่งที่ถูกนำมาวัดควบคู่กัน และในหลายกรณีมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณภาพของสิทธิมนุษยชนในสังคมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ความปลอดภัยของผู้เห็นต่าง หรือระบบยุติธรรมที่คุ้มครองคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
ขณะที่ ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนภาพการเมืองไทยจากประสบการณ์เลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ว่าเหมือนมีสองโลกคู่ขนานอยู่พร้อมกัน โลกหนึ่งคือบรรยากาศของการเลือกตั้ง การแข่งขันนโยบาย และความหวังทางการเมือง แต่อีกโลกคือความจริงที่การละเมิดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น รวมถึงคดีทางการเมืองจำนวนมากยังคงเดินหน้า ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ “ใครชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “สิทธิมนุษยชนจะขยับไปทางไหนหลังจากนั้น”
“การแสดงออก การแสดงความคิดเห็น รวมถึงคดีทางการเมืองยังคงดำเนินไป ไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ เหมือนมีสองโลกที่ดำรงอยู่ แล้วสิทธิมนุษยชนจะเคลื่อนไปอย่างไร”
ดร.ปุรวิทญ์ยังย้ำด้วยว่า แม้การเลือกตั้งจะเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญ แต่สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงที่คูหา หากเป็นเรื่องของคุณค่าและมาตรฐานที่ต้องฝังอยู่ในสังคม การแก้กฎหมายอาจเป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่หลายพรรคพยายามผลักดัน แต่สิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อไปในระยะยาวคือการทำให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เป็นสิ่งที่คนรู้สึกว่า ควรเป็นและเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
“แน่นอนว่าการเลือกตั้งเป็นสารตั้งต้น แต่สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของคุณค่าและมาตรฐาน การแก้กฎหมายเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนต่อไปคือการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ”
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติเน้นเรื่องพลังงานและการชนกับทุนผูกขาดมาโดยตลอด พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติยังทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “กองทุนยุติธรรม” ที่ช่วยเหลือเรื่องค่าทนายความ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยจนถึงปลายปีที่แล้วได้ช่วยเหลือประชาชนไปแล้วกว่า 60,000 คน อรรถวิชช์ยกตัวอย่างงานที่เคยทำในอดีตโดยกล่าวว่า
“ตอนเป็นคณะกรรมการชายแดนไทย ผมทำให้ชาวบ้านในจังหวัดระนองมีโอกาสมีบัตรประชาชนและผมภูมิใจเสมอ วันนี้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น”
และย้ำจุดยืนของพรรคว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เราต้องทำ เพราะเป็นจุดยืนของพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและผมชัดเจน และอรรถวิชช์ยังได้กล่าวถึงแนวทางในอนาคตของพรรครวมไทยสร้างชาติว่าจะเดินหน้า 2 เรื่องหลัก ได้แก่
การตั้ง “ศาลที่ดิน” เพื่อใช้ระบบไต่สวนและชี้ขาดว่า ที่ดินเป็นของใคร โดยยกตัวอย่างกรณีที่ดินที่ในอดีตเป็นของชาวบ้านมาก่อน แต่ภายหลังมีการประกาศเขตที่ดินของรัฐ ทั้งที่โครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติมีอยู่แล้วในการระบุว่าเป็นที่ดินของชาวบ้าน ทว่าสุดท้ายที่ดินกลับไม่ใช่ของชาวบ้านเพราะรัฐถือครองอยู่ เช่น ที่ดินในเขตกรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้
การผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม” ซึ่งอรรถวิชช์ระบุว่าเป็นกฎหมายที่ตนเองร่างขึ้น โดยหากได้กลับไปทำงานในสภาจะผลักดันกฎหมายนี้ต่อ
ในช่วงตอบคำถามประเด็นโครงการขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษกับสิทธิมนุษยชน อรรถวิชช์มองว่าเรื่องสำคัญที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ต้องแก้คือการกำหนดผังเมือง โดยกล่าวว่าตอนที่อยู่กระทรวงอุตสาหกรรมเคยบอกให้นิคมอุตสาหกรรมและ EEC ระบุให้ชัดว่าพื้นที่สีเหลือง สีม่วง และสีเขียวอยู่ส่วนไหน เพราะเมื่อมีพื้นที่สีเขียวแทรกระหว่างพื้นที่สีม่วงหรือสีเหลือง จะเกิดปัญหากับชาวบ้านทันที
“ปัจจุบัน EEC ในภาพรวมลงทุนไปแสนกว่าล้าน แต่ปัจจุบันนี้พื้นที่ที่สามารถทำอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC มีน้อยมาก เพราะมีสีเขียวแทรก ผมบอกว่าต้องไปจบเรื่องนี้ก่อนเพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน สั่งการไปแล้วและทุกวันนี้เขาก็คุยกับมหาดไทยเพื่อปรับสี”
อรรถวิชช์ยังตอบคำถามเรื่องสิทธิในพื้นที่ทำกินของกลุ่มคนชาติพันธุ์ โดยเล่าย้อนว่า ครั้งแรกที่มีการออกกฎหมายคนไทยพลัดถิ่น ได้เป็นหนึ่งในกรรมการกิจการชายแดน และกล่าวว่า
“สิ่งที่น่าสงสารคือคนไทยหลายคนที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน แต่ไม่มีสัญชาติ พวกเขาถูกปฏิบัติเหมือนแรงงานทาส และเสี่ยงโดยตำรวจจับที่สุด เรื่องชาติพันธุ์เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราควรสร้างความชัดเจนให้เขา”
ในช่วงท้ายอรรถวิชช์ได้พูดถึงกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน เช่น พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ การ SLAPP และคดีฟ้องหมิ่นประมาทต่าง ๆ โดยระบุว่าจะต้องแก้ไขในอนาคต
กัณวีร์ สืบแสง พรรคพลวัต กล่าวว่าตัวเองเป็นนักมนุษยธรรมและขยับมาเป็นนักการเมือง ซึ่งมักถูกวิพากษ์วิจารณ์เวลามีการพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน เช่น สันติภาพปาตานี สันติภาพในเมียนมา และปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างฝุ่นหรือเหมืองแร่ในรัฐฉาน
“เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยปกติพรรคการเมืองไม่เอามาเป็นเรือธงเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เซ็กซี่ มันขายลำบาก แต่พรรคพลวัตเราน่าจะแตกต่างจากพรรคอื่น เพราะเราเริ่มต้นและมี motto หรือคติของเราที่บอกว่า ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนี่คือกระดูกสันหลังของพรรคเรา”
กัณวีร์ยังตอบคำถามถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพทางการเมืองว่า ในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกจำเป็นต้องมีอิสรภาพและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ประเทศไทยมีปัญหาอย่างชัดเจน โดยระบุว่าการแสดงออกเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีต้นทุนหรือมีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งต่อนักปกป้องสิทธิ นักมนุษยธรรม และผู้คนที่ต้องเผชิญการถูกละเมิดหรือถูกปิดปากในรูปแบบต่างๆ รวมถึงกฎหมายพิเศษในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี
“การแสดงออกเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีต้นทุน นักปกป้องสิทธิหรือนักมนุษยธรรม เรามีต้นทุนในการทำงาน การถูกละเมิด ถูกปิดปากต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายพิเศษสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานีหรือการปิดปาก”
กัณวีร์กล่าวต่อถึงมุมมองที่ถูกเรียกว่า “นักทวงสิทธิ” ว่า สิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่สิ่งที่ต้องขอร้อง เพราะมนุษย์เกิดมาพร้อมสิทธิตามธรรมชาติ การพูดเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองไม่ควรถูกปิดกั้น และประชาชนในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก
เขาเรียกเราว่านักทวงสิทธิ แต่เราไม่จำเป็นต้องขอร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ เพราะเราเกิดมาด้วยสิทธินี้ตามธรรมชาติ การพูดของพวกเราจะต้องไม่ถูกปิดปาก การพูดของพวกเราในการปกป้องสิทธิของเราเองจะต้องไม่ถูกปิดกั้น พี่น้องประชาชนคนไทยรวมถึงพี่น้องทั่วโลกที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยเรามีสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออก”
พร้อมย้ำบทบาทของรัฐว่าเป็นรัฐคือผู้ให้อำนวยความสะดวก ที่ต้องทำให้การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน
“รัฐในฐานะผู้ให้อำนวยความสะดวกจำเป็นต้องอำนวยความสะดวกให้สิทธิเสรีภาพของเราในการแสดงออกสามารถเป็นไปได้อย่างถูกต้องตามหลักการของสิทธิมนุษยชน”
ในประเด็นการผลักดันกฎหมายควบคุมมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือ NGOs กัณวีร์กล่าวว่า ความพยายามของภาครัฐในการร่างกฎหมายควบคุมมูลนิธิและภาคประชาสังคม หมายถึงรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ สส. ร่างกฎหมายขึ้นมาควบคุมภาคประชาชนและภาคประชาสังคม โดยมองว่าองค์กรเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงของคนทำงานกับฐานราก และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่สิทธิชุมชน สิทธิทางอากาศ ไปจนถึงสิทธิด้านอื่น ๆ
“เรามองว่ามูลนิธิและประชาสังคมเหล่านี้คือกระบอกเสียง คนทำงานกับฐานราก และคนทำงานให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมชน สิทธิทางอากาศและสิทธิทุกอย่าง แต่ทำไมจึงออกกฎหมายทุกอย่างที่มาควบคุมคนทำงานองค์กรที่ทำให้กับคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากเราได้เป็นรัฐบาลหรือแม้ไม่ได้เข้าไปในสภา พรรคพลวัตจะทำหน้าที่เป็นมดงาน เป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายรัฐบาลและนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะได้เข้าไปหรือไม่”
กัณวีร์ยังกล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันยังมีผู้คนจำนวนมากถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งเรื่องสิทธิในที่ดิน ผู้ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากเหมือง ประชาชนตามชายฝั่งและเกาะแก่งที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงกันคลื่น ประมงพื้นบ้าน ผู้คนภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ตลอดจนผู้ที่อยู่ในประเทศไทยแต่ไม่ใช่สัญชาติไทยและได้รับผลกระทบจากการลิดรอนสิทธิ
“เชื่อว่ามากกว่าหลายชีวิตยังถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน มีคนยังไม่ได้รับสิทธิในที่ดิน มีเจ้าของพื้นที่ที่ถูกผลกระทบในสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ประชาชนที่อยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งที่ถูกผลกระทบจากการทำกำแพงกันคลื่น ประมงพื้นบ้านยังได้รับผลกระทบต่างๆ นานา พี่น้องที่อยู่ภาคเหนือได้รับผลกระทบจากมลพิษรวมถึงคนที่อยู่ในประเทศไทยที่ไม่ใช่สัญชาติไทยแต่ได้รับผลกระทบลิดรอนสิทธิ”
หากเป็นสมัยก่อนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว นักสิทธิมนุษยชนมักอยู่ไกลจากนักการเมือง ทำงานร่วมกันในฐานะผู้ยื่นข้อเสนอให้นักการเมืองไปทำ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว นักการเมืองทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน และต้องรู้ให้มากว่าความเป็นมนุษย์คืออะไร โดยกล่าวถึงภาพที่นักสิทธิมนุษยชนและนักมนุษยธรรมถูกมองว่ามีพฤติกรรมที่เรียกว่า “สุดโต่ง” จากภาครัฐ ว่า การกระทำเช่นนี้ทำเพื่อต้องการเรียกร้องให้ประเทศเข้าใจว่า หลักสิทธิมนุษยชนควรถูกนำไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ
“นักสิทธิมนุษยชนและนักมนุษยธรรมถูกมองจากภาครัฐโดยส่วนใหญ่ว่าเราสุดโต่ง แต่นี่คือสิ่งที่เรากำลังเรียกร้องให้กับประเทศเข้าใจว่าคุณควรเอาหลักสิทธิมนุษยชนเข้าไปอยู่ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ”
พร้อมย้ำว่าแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนรับรองสิทธิเสรีภาพและสิทธิขั้นพื้นฐานไว้ชัดเจน แต่คำถามสำคัญคือ การปรับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งกัณวีร์มองว่า การเมืองต้องเข้ามาทำให้หลักสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้จริง และหากนักการเมืองเข้าใจเรื่องนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ประเทศพัฒนามากขึ้น
“ในกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกชัดเจนว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกกฎหมายรัฐธรรมนูญพูดถึงเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นมนุษย์ แต่การปรับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายโลกต่างๆ มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน การเมืองจะต้องเข้ามาทำให้หลักสิทธิมนุษยชนต้องทำให้ได้ ผมเชื่อมั่นว่าถ้านักการเมืองเข้าใจเรื่องนี้ ประเทศจะพัฒนา”
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ลอยๆ แต่ถือว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความมั่นคง สันติภาพและความเชื่อมั่นของสังคม โดยเรื่องสิทธิมนุษยชนที่พรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญและจะผลักดัน เช่น เสรีภาพในการแสดงออกการชุมนุม กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และลดการเลือกปฏิบัติ
“เราจะปรับแนวคิดความมั่นคงของรัฐเป็นความมั่นคงของประชาชน ต้องตั้งอยู่บนการคุ้มครองศักดิ์ศรีและพื้นฐานของประชาชน เอาประชาชนเป็นตัวตั้งและอยู่ในสมการเสมอ”
“เมื่อเราพูดสิทธิมนุษยชนมันต้องจับต้องได้และเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ ไม่งั้นจะเป็นอุดมการลอยๆ ไม่เป็นจริงสักที เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเงื่อนไขของพื้นฐานของความมั่นคงและเป็นเรื่องสันติภาพและความเชื่อมั่นของสังคม”
พล.ท.ภราดร กล่าวถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพและความเห็นต่างทางการเมืองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญคือจะมีองค์กรอิสระหลายแห่งที่มีอำนาจมาก เช่น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นเหมือนชื่อมีอำนาจ แต่ไม่มีอำนาจ แต่มีการทำงานในลักษณะประณามแต่ไม่สามารถชี้ว่า สิ่งนี้ขัดหลักสิทธิมนุษยชนอย่างไรและไม่มีอำนาจบังคับ
เมื่อเกิดปัญหาเรื่องของความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน แม้จะสามารถขับเคลื่อนหรือเคลื่อนไหวประเด็นได้ แต่ติดเงื่อนไขว่าต้องไม่ส่งผลความมั่นคงและความเรียบร้อย หมายความว่าหน่วยงานความมั่นคงที่เป็นหน่วยงานราชการมีน้ำหนักชี้ได้มากกว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
“เรื่องนี้ต้องพูดคุยและออกแบบว่าทำไมองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ถึงไม่เหมือนศาลรัฐธรรมมนูญ กกต. ป.ป.ช. ทั้งที่จริงๆ เป็นหัวใจพื้นฐาน ปัจจุบันต้องมาชั่งน้ำหนักว่าเราจะทำอย่างไรให้เกิดความพอดีตรงนี้ จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทยอยากให้สิทธิมนุษยชนมีน้ำหนักเด็ดขาดมากกว่าความมั่นคงและคนชี้ขาดต้องเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ที่มีอำนาจชี้ขาด“
นอกจากนี้ พล.ท.ภราดร แสดงความคิดเห็นต่อโทษประหารชีวิตที่ปรากฏอยู่ในนโยบายของบางพรรคว่า ปัจจุบันแม้แต่ประเทศที่ยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ก็เริ่มมีแนวโน้มกลับมายอมรับเรื่องการลงโทษประหารชีวิตมากขึ้นในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม พล.ท.ภราดรมองว่าหากจะพูดถึงโทษประหารชีวิต จำเป็นต้องแยกฐานความผิดให้ชัดเจนว่าความผิดประเภทใดเท่านั้นที่ควรอยู่ในกรอบของโทษประหาร และต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนด้วยว่า การกระทำผิดลักษณะใดเข้าข่ายถึงระดับที่จะใช้โทษสูงสุดได้ เพื่อไม่ให้การใช้โทษประหารเป็นเรื่องกว้างหรือคลุมเครือเกินไป
“จากที่เราถกเถียงในอดีตเรื่องการประหารชีวิตแทบจะเป็นเรื่องปกติ หลายประเทศก็ยังมีนักโทษประหารหลาย หลายประเทศเริ่มยกเลิกเรื่องนี้ไป แม้กระทั่งประเทศไทยก็ยืนยันว่าโทษประหารมีอยู่ แต่ไม่เกิดสภาพบังคับแล้ว ส่วนมากศาลจะมีเมตตาก็ลดมาเป็นใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตไปและให้อภัยกันเรียกว่าพื้นฐานสังคมพุทธ”
“ในมุมมองเรามองว่าหลักการเดิมที่ปัจจุบันมีอยู่ยังมีความสมเหตุสมผล หมายความว่าโทษมีอยู่แต่การบังคับโทษก็อยู่ที่ศาลยุติธรรม เรามองว่าน่าจะเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับได้ กติกาข้อบังคับมีอยู่บริบทสังคมโลก”
รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน พรรคประชาชน กล่าวว่าพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลในอดีต ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านมาโดยตลอด จึงทำงานในสภาเป็นหลักผ่านการเสนอแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมีทั้งส่วนที่สำเร็จและไม่สำเร็จ โดยงานที่ยังไม่สำเร็จมีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ได้แก่ การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งนำมาสู่การยุบพรรคก้าวไกลในท้ายที่สุด รวมถึงประเด็นนิรโทษกรรมทางการเมือง ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP กฎหมายกระบวนการพิจารณาคดีอาญาเรื่องการประกันตัว การแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ การปรับเรื่องอายุความดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า แม้ร่างกฎหมายที่ทำไม่สำเร็จจะต้องผลักดันต่อ แต่เรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเป็นอันดับแรกคือการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็เป็นปราการสุดท้ายในการปกป้องสิทธิมนุษยชน
“ร่างกฎหมายที่ทำไม่สำเร็จจะมีการผลักดันทำต่อ แต่เรื่องใหญ่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเรื่องแรกคือ การผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่อยู่ในรัฐธรรมนูญและสิทธิขั้นพื้นฐานที่สะท้อนขั้นพื้นฐานอยู่ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญจะเป็นปราการสุดท้ายในการป้องกันสิทธิมนุษยชน”
ในประเด็นการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยต่างชาติที่อาจมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า ไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และไทยยังเป็นสมาชิกของสนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมทรมานและการบังคับสูญหายซึ่งถือเป็นหลักการที่ชัดเจนอยู่แล้ว
สำหรับกรณีที่ไทยส่งกลับชาวอุยกูร์ รศ.ดร.มุนินทร์ระบุว่า มีข้อสงสัยต่อเหตุผลที่รัฐบาลชี้แจงว่าเป็นเรื่องความสมัครใจเพราะสังคมยังสงสัยกันมาก รวมถึงมีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ ทั้งองค์กรสิทธิในระดับนานาชาติและระดับประเทศ โดยมองว่าการอ้างความสมัครใจจำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้สังคมเชื่อมั่นได้ว่าไม่มีการจัดฉากหรือปัจจัยอื่นที่ทำให้ข้อเท็จจริงคลุมเครือ พร้อมย้ำว่ารัฐมีหน้าที่ต้องแสดงให้สังคมโลกเห็นว่าไทยปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส ยอมรับการตรวจสอบ และยอมรับที่จะถูกถามพร้อมมีคำตอบต่อประชาคมโลก
“ผมคิดว่าการอ้างเรื่องของความสมัครใจควรจะต้องมีกระบวนการตรวจสอบอย่างโปร่งใส หมายความว่าบางครั้งมีบางคนเป็นตัวแทนให้สัมภาษณ์ว่ากลับไปแล้วโอเค แต่เราไม่รู้ว่าบางทีเกิดจากการจัดฉากหรือส่วนไหนก็แล้วแต่ ตรงนี้ควรสงสัยได้และเรื่องนี้เกี่ยวกับชาติมหาอำนาจ แต่รัฐมีหน้าที่ต้องแสดงให้สังคมโลกเห็นว่าเราปฏิบัติตามพันธสัญญาและระหว่างประเทศอย่างโปร่งใส ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ และยอมรับที่จะถูกถามและมีคำตอบให้กับนานาชาติ”
รศ.ดร.มุนินทร์ยังกล่าวถึงประเด็นสแกมเมอร์ ทุนเทา และการค้ามนุษย์ว่าพรรคประชาชนมีนโยบายจัดการแบ่งเป็นหลายระยะ โดยในระยะสั้นภายในหนึ่งปีฝ่ายบริหารสามารถใช้กลไกบริหารเข้าจัดการได้ เช่น การตั้ง War room แบบ real time เพื่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจไซเบอร์ ทหาร หรือธนาคาร โดยต้องอาศัยความจริงจังของรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี
“เราสามารถใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่รัฐสามารถใช้ในการตรวจจับธุรกรรมต่างๆ ที่น่าสงสัยและระบบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทุนเทาและสแกมเมอร์เข้าไปแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ตำรวจและศาล”
เขามองด้วยว่าปัญหานี้เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและทุนเทาเป็นทุนที่มีเม็ดเงินมหาศาล จึงสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากรอยรั่วเหล่านี้ได้ ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกัน ขณะเดียวกันการเยียวยาและการให้ความรู้กับผู้เสียหายก็สำคัญเช่นเดียวกัน
“ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายเพราะกระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและทุนเทาเป็นทุนที่หนามากทำให้พวกเขาเข้าไปใช้ประโยชน์จากรอยรั่วเหล่านี้ กระบวนการยุติธรรมจึงมีความสำคัญมากต่อการป้องกัน รวมไปถึงการเยียวยาและการให้ความรู้ผู้เสียหายก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน”
รศ.ดร.มุนินทร์มองว่า พรรคประชาชนไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาความยุติธรรมหรือรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองความเป็นมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรีด้วย พร้อมกล่าวถึงความยากลำบากในสมัยรัฐบาลที่แล้วว่าการทำความเข้าใจเรื่องนิรโทษกรรมทางการเมืองเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะการทำให้ สส. และสังคมเห็นว่าต้องคุยกันให้ได้ และนิรโทษกรรมต้องรวมคดีในทุกประเภท รวมถึงมาตรา 112 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะมีคนจำนวนมากเดือดร้อนเสียหาย อยู่ในเรือนจำ และอยู่ในกระบวนการ
“สมัยรัฐบาลที่แล้วพบว่าเป็นความยากลำบากอย่างมากในการพูดคุยทำความเข้าใจกันว่าการนิรโทษกรรมทางการเมืองต้องรวมคดีในทุกประเภทรวมถึงมาตรา 112 การทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสังคมเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคุยกันให้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนมากเพราะมีคนที่เดือดร้อนเสียหายอยู่ในคุกและอยู่ในกระบวนการอย่างจำนวนมาก”
เขายังย้ำว่า SLAPP เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและโดยเฉพาะทางแพ่งที่ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก จึงเห็นว่าต้องแก้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือการดูหมิ่น อาจต้องพิจารณายกเลิกโทษทางอาญา และทบทวนรูปแบบบทลงโทษใหม่
“อีกเรื่องคือ SLAPP เป็นเรื่องใหญ่มากที่เราเห็นหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะถูกดำเนินคดีทั้งอาญา โดยเฉพาะทางแพ่งที่ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมาก ผมคิดว่าต้องแก้กฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือป้องกันการดูหมิ่นอาจต้องพิจารณายกเลิกโทษทางอาญาเหลือเพียงปรับโทษทางวินัยหรืออาจต้องกลับไปคิดกันใหม่”
รศ.ดร.มุนินทร์ยังแสดงความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง ข้าราชการทางการเมือง หรือองค์กรของรัฐ ไม่ควรมีสิทธิ์ในการฟ้องหมิ่นประมาทประชาชน เพราะรัฐไปฟ้องประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนภาคธุรกิจควรมีกลไกทำให้การฟ้องร้องประชาชนทำได้ยากขึ้น เช่น มีกลไกคณะกรรมการพิจารณาว่าสมควรให้ธุรกิจฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ และควรอยู่ที่จำนวนเท่าใด เพราะที่ผ่านมาเห็นการเรียกค่าเสียหายเป็นร้อยล้านบาทซึ่งสูงมาก และเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรทำได้แล้ว
“ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง ข้าราชการทางการเมือง หรือองค์กรของรัฐไม่ควรมีสิทธิ์ในการฟ้องหมิ่นประมาทคน เพราะผู้ที่เป็นรัฐแต่ไปฟ้องประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนภาคธุรกิจคิดว่าต้องมีกลไก ทำให้การฟ้องร้องประชาชนยากขึ้น โดยมีกลไกคณะกรรมการในการพิจารณาว่าสมควรที่จะให้องค์กรธุรกิจฟ้องร้องประชาชนเรียกค่าเสียหายจำนวนเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาเราเห็นเรียกค่าเสียหายเป็นเป็นร้อยล้านถือว่าสูงมาก เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรจะทำได้แล้ว”
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติมองว่า ชาติหมายถึงประชาชนบนฐานสังคมพหุวัฒนธรรม พรรคประชาชาติจึงให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนในการเคารพความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะต้องให้เกียรติและให้ความยุติธรรม
“ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติเตรียมตัวที่จะไปจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่แบ่งปันอำนาจ แบ่งปันทรัพยากร แบ่งปันความอยู่ดีกันดี ไม่ให้มีการผูกขาด”
“เราเห็นเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติถูกด้อยเหมือนเป็นโฆษกแทนที่จะปกป้องประชาชนและข้อหาในการกระทำผิดละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงไม่มีศาลสิทธิมนุษยชนเลย ฉะนั้นแปลว่าเจตนาในรัฐธรรมนูญยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน”
“สิ่งหนึ่งที่ต้องยกเลิกคือกฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะกฎอัยการศึกถูกใช้ใน 33 อำเภอสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพรรคประชาชาติจะส่งเสริมกฎหมายด้านสันติภาพ สันติสุขหรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาแทน เพื่อให้กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นจริงหรืออาจออกเป็นพระราชกำหนดก่อน เพื่อความรวดเร็ว”
พ.ต.อ.ทวีแสดงความเห็นต่อประเด็นการสอดแนมและการละเมิดความเป็นส่วนตัวว่า รัฐบาลที่ดีจะไม่ต้องปกครองให้ประชาชนหวาดระแวง ความมั่นคงจะต้องไม่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เรื่องการสอดแนมเช่น การแอบฟัง การแอบถ่ายภาพ การดักข้อมูลทางโทรศัพท์ทางการเงินและการสะกดรอยต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแน่นอน ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้รัฐต้องมีมาตรการผลักดันกระบวนการยุติธรรม เช่นถ้าพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบ จะต้องไม่นำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำข้อมูลไปใช้ในการข่มขู่กรรโชกหรือการเปิดเผยความลับ
“นอกจากยกระดับแล้ว ถ้ามีเหตุการณ์ละเมิดเกิดขึ้น มาตรการลงโทษทางอาญาอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องใช้มาตรการยึดทรัพย์ขยายผลและต้องสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน ต้องประจานให้สังคมได้รับรู้ด้วย ซึ่งถ้าเราหยุดไม่ได้ ประเทศเราเดินไปไม่ได้”
พ.ต.อ.ทวี เสนอหลักการสำคัญ 4 ข้อเกี่ยวกับการสอดแนมและการเฝ้าระวังเรื่องนี้ โดยย้ำว่าหากรัฐจะใช้มาตรการลักษณะนี้ ต้องมีกรอบที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ได้แก่
ต้องมีฐานกฎหมายที่ชัดเจน หากเห็นว่าบุคคลนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสังคมส่วนรวม รัฐจะสอดแนมเพื่อป้องกันได้ “ก็ต่อเมื่อ” มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ไม่ใช่ทำได้ตามดุลพินิจลอยๆ
ต้องมีความจำเป็น ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ เพราะหากไม่ถึงขั้นจำเป็น ก็ไม่ควรใช้มาตรการนี้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เช่นนั้น เราจะไม่มีข้อมูลตัวนี้
ต้องได้สัดส่วน มาตรการที่ใช้ต้องไม่เกินความจำเป็น หรือรุนแรงเกินกว่าเหตุของความเสี่ยงที่ต้องการป้องกัน
ต้องตรวจสอบได้โดยกระบวนการยุติธรรมหรือศาล พ.ต.อ.ทวีระบุว่า ตามกฎหมายรัฐสามารถขอศาลให้ตรวจสอบบุคคลได้ หากมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่ามีข้อสงสัยบางอย่าง ก่อนจะไปถึงขั้นการสอดแนม เช่น กรณีมีความผิดปกติที่ตรวจสอบได้อย่างเช่น คนนี้ร่ำรวยขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุหรือมีเหตุและพยานหลักฐานอื่นๆ ประกอบ
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังตอบคำถามเรื่องการทำแท้งของผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม โดยระบุว่าในหลักการของพรรคไม่เห็นด้วยกับการให้ทำแท้งและมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้าไปดูแลและคุ้มครองผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม เพราะหากไม่ยึดหลักการสำคัญไว้ โดยเฉพาะในภาวะเช่นนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาได้
“เราต้องเข้าไปดูแลครอบครัวที่ไม่พร้อมโดยสวัสดิการอย่างเต็มที่เหมือนกับเค้าเป็นครอบครัวที่พร้อม แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง”
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย พรรคประชาธิปัตย์มองว่า ปัจจุบันสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นมาตลอดคือการดูแลเรื่องสิทธิประชาชนในด้านต่างๆ เช่น เรื่องการคุ้มครองวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์ และการรับฟังชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผลกระทบจากโครงการใหญ่ของรัฐ
“สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ตามอุดมการณ์พรรคคือการจำกัดอำนาจของรัฐและเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนหรือประชาชนในการรองรับสิทธิของเขาให้มากขึ้น อีกเรื่องใหญ่หนึ่งคือผลกระทบจากโครงการใหญ่ของรัฐซึ่งจะมีการประเมินสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอเรื่องผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนด้วย”
สาทิตย์แสดงความเห็นต่อเรื่องการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติหรือสแกมเมอร์ว่าทุนเทาเป็นเรื่องใหญ่สุดในขณะนี้และคุกคามประเทศไทยมา รวมทั้งยังพังตลาดทุนของไทย ซึ่งการตัดวงจรสแกมเมอร์และทุนเทาก็เป็นการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ไปด้วย เช่น กรณีที่นักท่องเที่ยวจีนไม่มาเที่ยวที่ไทยเพราะเจอปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ที่มาจากสแกมเมอร์ด้วย
“ถ้าเราเป็นรัฐบาลภายใน 90 วัน สิ่งแรกที่จะทำคือย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับแสกมเมอร์ทุกคนที่มีรายชื่ออยู่แล้ว และแก้ปัญหาต้นทางและปลายทาง โดยตรวจจับการปราบปรามการฟอกเงินและป้องกันการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการก่อการร้าย”
สาทิตย์ยังเน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยของมูลอย่างโปร่งใส เช่น ข้อมูลการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสดการซื้อขาย Cryptocurrency และเรื่องสำคัญที่สุดคือการเยียวยาผู้เสียหาย นอกจากนี้สาทิตย์ยังมีข้อเสนออีกว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมืองจะไม่ใช่แต่การเปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่ต้องเปิดความเกี่ยวพันเกี่ยวกับธุรกิจทุกชนิดที่เกี่ยวพันด้วย
สาทิตย์ตอบคำถามในประเด็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น คดีตากใบ ว่าเรื่องนี้รัฐหนีไม่พ้นที่จะต้องจัดการเรื่องกฎหมายในทุกๆ เรื่อง เพราะความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับจะระบุถึงโทษของเจ้าหน้าที่กรณีที่ปฏิบัติเกินเลยกว่าขอบเขตอำนาจของกฎหมายที่ไว้อยู่แล้วและจะมีโทษกำหนดไว้
“ในหลายกรณีเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนซะเอง อย่างกรณีของตากใบหรือกรือเซะก็จะมีกระบวนการ แต่เนื่องจากผ่านมาหลายรัฐบาลกระบวนการต่างๆ กินระยะเวลายาวนานมาก ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คิดว่าเรื่องของความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด”
“กรณีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ 2553 มีความจริงสองด้านคือมีคนมาชุมนุมจริ มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. จริง และดำเนินการจริง แต่ขณะเดียวกันก็มีการใช้ความรุนแรงจากผู้ชุมนุมที่กระทำต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นจริงเช่นเดียวกัน แต่ความจริงที่เห็นในอินเตอร์เน็ตอาจเป็นความจริงที่ไม่ครบถ้วน ต้องไปอ่านรายงานของอาจารย์คณิต ณ นคร”
“คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนั้นยอมรับในกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่างเมื่อมีการฟ้องร้องก็ไปสู่ศาลซึ่งวันนี้กระบวนการกฎหมายทุกอย่างดำเนินการจบไปแล้ว”
สาทิตย์ ทิ้งท้ายว่าพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันเรื่องแนวทางของพรรคในการเป็นรัฐผู้ผลักดันและเปิดโอกาสให้กับภาคประชาชนและธุรกิจเอกชน โดยการจำกัดบทบาทอำนาจของรัฐและทำให้ภาคประชาชนและธุรกิจเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนี้ให้ก้าวหน้าด้วยกัน
ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล พรรคเพื่อไทย มองว่าสิทธิมนุษชนเป็นพื้นฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม การบริหารจะชอบธรรมได้ต้องอาศัยความไว้วางใจจากประชาชน ถ้ารัฐไม่ให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนไม่ว่าโครงสร้างภาครัฐจะแข็งแรงเพียงไหนก็ไม่สามารถสร้างรัฐที่เป็นเข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น โดยพรรคเพื่อไทยสนับสนุนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น อากาศสะอาด การจัดหาที่ดินทำกิน การลดการใช้ดุลพินิจของรัฐที่กระทบสิทธิของประชาชน การปรับปรุงโครงสร้างและการเข้าถึงข้อมูลเพื่อคนพิการ
“พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนคือการทำให้สิทธิมนุษชนจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายระบบต่างๆเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการของพรรคได้ ในภาพใหญ่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกองค์กรอิสระต่างๆ เข้าไปตรวจสอบถ่วงดุล”
ธิติวัฐแสดงความเห็นต่อเรื่องโครงการขนาดใหญ่และเขตเศรษฐกิจพิเศษกับสิทธิมนุษยชนว่าการกำหนดทิศทางของเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เพราะประชาชนคือคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำทำให้เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและเข้าวิถีชีวิตชุมชน
“เขตเศรษฐกิจพิเศษต้องระบุชัดว่าจะทำอะไร เช่น ยางพาราและสิ่งทอต่างๆ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบกับมีกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน หมายความว่าการที่เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ จะสำเร็จได้ หากไม่อาศัยคนในชุมชนก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ เราจะพัฒนาไปในทิศทางไหนต้องเคารพในพื้นที่การดำรงอยู่ของเขาเช่นเดียวกัน”
“ส่วนเรื่องแลนบริดจ์ต้องสร้างสมดุลกันระหว่างพื้นที่ สิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของคนในชุมชน ถ้าเราไม่สามารถเดินไปคู่กันได้ การจะไปพัฒนาจะลำบากในท้ายที่สุด เราเชื่อว่าเราสามารถทำให้มีโอกาสในการสร้างงานให้คนในชุมชนมากยิ่งขึ้น เราจะเดินหน้าโครงการแลนบริดจ์ต่อ”
คำถามต่อมาคือการลงทุนขนาดใหญ่และสิ่งแวดล้อมจะสร้างสมดุลกันได้อย่างไร ธิติวัฐมองว่าการลงทุนขนาดใหญ่และสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องเดินคู่กัน รวมถึงชุมชนที่เกี่ยวข้องด้วยการพัฒนาหรือการลงทุนที่มีผลกระทบในวงการต่อพื้นที่ชุมชนต่างๆ คนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
“ที่ผ่านมาเราให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางต่างๆ ในแนวทางพัฒนาจะทำอย่างไรให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ขณะเดียวกันการลงทุนต่างๆ ต้องยึดโยงกับประชาชน หมายความว่านอกจากต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ แล้ว ต้องมีการเจรจากับชุมชนต่างๆ ด้วย”
“การพัฒนาประเทศต้องสร้างสมดุลซึ่งกันและกันกับการรักษาเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชุมชน หัวใจหลักของการพัฒนาคือการที่เราต้องเข้าใจชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ว่าพื้นที่เหล่านั้นมีอะไรบ้างและมีอะไรต้องเข้าไปปกป้องบ้าง เพื่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งการลงทุนและชาวบ้านเอง เพราะทุกการลงทุนนั้นไม่ใช่แค่มีเงินอย่างเดียว แต่ปราศจากซึ่งแรงงาน ซึ่งมีความรู้ความสามารถในพื้นที่เหล่านั้นก็เป็นอุปสรรคเช่นเดียวกัน”
ช่วงสุดท้าย ธิติวัฐย้ำว่าทุกคนเกิดมาบนต้นทุนที่แตกต่างกันเพราะไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดหาโอกาสที่เท่าเทียมกันให้กับทุกคน ซึ่งเป็นพันธกิจและภารกิจของรัฐบาล นอกจากนั้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนใช้สิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการแสดงออกและการแสดงความเห็น รัฐบาลต้องรับฟังเพราะเป็นการสะท้อนปัญหาของประชาชน
“เราเชื่อว่าผู้นำไม่ได้อยู่สูงกว่าคนอื่น แต่ผู้นำคือผู้ที่ยืนอยู่หน้าแถวและนำพาคนที่อยู่ข้างหลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง”
พริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงปัญหาสำคัญลำดับแรกคือ กรณีชาวบ้านบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งถูกทำให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศของตนเอง จากพื้นที่ที่เคยเป็นจุดตั้งค่ายลี้ภัยชาวกัมพูชาหนีภัยสงครามเมื่อกว่า 40 ปีก่อน และต่อมาได้กลายเป็นพื้นที่พิพาทตามแนวชายแดน
พริษฐ์ระบุว่า ชาวบ้านบ้านหนองจานได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาแล้วหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมของตนเอง และพรรคเศรษฐกิจให้ความสนใจต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยมีจุดยืนชัดเจนว่าอยากเห็นชาวบ้านบ้านหนองจานได้กลับไปสู่บ้านของตน
“จนถึงวันนี้ชาวบ้านบ้านหนองจานยื่นเรื่องต่อ กสม. หลายครั้งมากในการกลับมาอยู่บริเวณตรงนี้ ซึ่งเรื่องนี้พรรคเศรษฐกิจให้ความสนใจและอยากให้ชาวบ้านบ้านหนองจานกลับไปสู่บ้านเขาได้”
นอกจากนี้ พริษฐ์ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ การฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยเฉพาะกรณีการปกป้องพยานและผู้แจ้งเบาะแสต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเห็นว่าควรดำเนินการเช่นเดียวกับในต่างประเทศ คือการมีกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองผู้เปิดโปงหรือเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม
พริษฐ์อธิบายว่า กฎหมายลักษณะนี้จะช่วยป้องกันการถูกฟ้องคดี ป้องกันความรุนแรงทางร่างกาย รวมถึงคุ้มครองหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงินของพยาน โดยยกตัวอย่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกา คือ Whistleblower Protection Act ที่มีมาตั้งแต่ปี 1986 และสามารถช่วยให้รัฐกู้คืนเงินจากการคอร์รัปชันกลับมาได้เป็นมูลค่าหลายล้านล้านบาท
“รัฐมีหน้าที่ปกป้องผู้บริสุทธิ์ แต่รัฐมักมองว่าความมั่นคงของตัวเองคือความมั่นคงของรัฐ เราจึงเห็นคดีที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรม นักศึกษา หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นี่คือนิยามสำคัญที่ต้องทำให้ชัดเจนว่า ความมั่นคงคือการปกป้องผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่การปกป้องอำนาจของตนเอง”
พริษฐ์ย้ำว่า พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่าการมีกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดเผยความจริงจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐโดยตรง ทั้งยังช่วยให้สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ และช่วยคุ้มครองความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ
“พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่าการมีกฎหมายแบบนี้จะช่วยให้รัฐได้ประโยชน์และสามารถทำให้สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ และช่วยปกป้องความจริงที่เป็นประโยชน์ของชาติได้”
ในช่วงท้าย พริษฐ์ยังกล่าวถึงประเด็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเสนอให้แยกอำนาจการพิสูจน์หลักฐานออกจากตำรวจ และให้หน่วยงานที่ไม่ใช่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ในหน่วยงานเดียว
“การปฏิรูปตำรวจตั้งแต่กรมราชทัณฑ์ เรามีความคิดว่าจะทำให้กรมราชทัณฑ์ไม่มีการคอร์รัปชันใดๆ เช่นการเปลี่ยนคุกให้เป็นซ่องหรือการโจ๊กว่าเข้าไปในคุกต้องถูกละเมิดทางเพศ เรื่องเหล่านี้จะต้องไม่มี”
นอกจากนี้ เขายังย้ำถึงสิทธิในเคหสถานโดยระบุว่าพรรคเศรษฐกิจจะปกป้องประชาชนไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง เช่น กรณีจรวด BM-21 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อในอำเภอกันทรลักษ์ และจะต้องไม่เกิดสถานการณ์ที่ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยจากเคหสถานของตนเอง พร้อมยืนยันว่า ความมั่นคงของรัฐและสิทธิมนุษยชนสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้
“พรรคเศรษฐกิจยืนยันว่าความมั่นคงและสิทธิมนุษยชนสามารถไปกันได้”
รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ข้อคิดเห็น 3 ประการจากดีเบตจากหลากหลายพรรคการเมืองว่า
1.ทุกคนพยายามเปิดมุมมองต่างๆ ให้เห็นว่าสิทธิมนุษยชนเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้และความจริงเป็นการกำหนดคุณภาพของประชาธิปไตย
2.สิ่งที่พูดคุยมาในอีกด้านหนึ่งจะพบว่าสิทธิมนุษยชนมีหลากหลายประเด็นและดูเหมือนเป็นเช็คลิสต์ แต่สิ่งที่กล่าวกันในเวทีถือว่าครบถ้วน ซึ่งมี 5 มิติที่เกี่ยวข้องกันคือ
สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลจะต้องได้รับการปกป้องจากบุคคลคนอื่นๆ
สิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและคนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น การฟ้องปิดปาก
สิทธิมนุษยชนที่กับการได้รับการปกป้องจากกระบวนการยุติธรรม แทนที่ความจริงควรจะเป็นกระบวนการยุติธรรมช่วยประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ ซึ่งทุกพรรคพูดถึงปัญหานี้มากขึ้นเรื่อยๆ
สิทธิมนุษยชนที่มีเงื่อนไขจากต่างประเทศว่าประชาชนได้รับความคุ้มครองจากเรื่องอื่นๆ หรือไม่
สิทธิมนุษยชนกับโครงสร้างทางอุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการขับเคลื่อนได้ง่ายๆ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว เช่น สมรสเท่าเทียม เพศหรือเรื่องสิทธิมนุษยชนที่สัมพันธ์เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาหรือการขาดแคลนเรื่องต่างๆ
3.เรื่องรัฐธรรมนูญคิดว่าถึงเวลาต้องเขียนรัฐธรรมนูญในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่แก้ไข ไม่เช่นนั้นสิทธิของประชาชนก็จะอยู่ลอยๆ
ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แสดงความเห็น 2 ประเด็นหลักคือ
สิทธิมนุษยชนมีหลายมิติทั้งพูกกล่าวถึงในแวทีและยังไม่ได้กล่าวถึง แต่หากจัดกลุ่มคิดว่ามีปัญหาหลักอยู่ 3 เรื่อง คือ 1) การออกกฎหมาย 2) การแก้ไขกฎหมาย 3) การบังคับใช้กฎหมาย
คำถามสำคัญคือเราจะส่งต่อสังคมแบบใดให้กับคนรุ่นหลังที่จะเติบโตขึ้นมา เพราะคนเหล่านี้อย่างไรต้องเติบโตขึ้น และเชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีความคาดหวังต่อสังคมการเมืองไทยที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่และเชื่อว่าจะดีกว่านี้ได้
“อยากฝากเป็นโจทย์ที่ไปไกลกว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ คือการผลักดันให้สิทธิมนุษยชนเป็นคุณค่าที่อยู่ในตัวเรา เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติและอีกเรื่องที่สำคัญคือเราจะส่งต่อสังคมแบบไหนให้ลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นไปในอนาคต”
ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า จากนโยบายพรรคการเมืองที่นำเสนอเป็นเรื่องที่ดีและที่ผ่านมาก็ทำมากันมาก แต่สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยกลับยังไม่ก้าวหนัามากนัก เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวน
“การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วๆ ไป เพื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่เป็นโอกาสยกเครื่องใหม่ของสังคมไทย วางมาตรฐานหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยใหม่ เพราะเราผ่านความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เราจะทำอย่างไรที่จะพยายามแก้ไขรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้เราตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงการปฏิเสธสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยมาเกือบสองทศวรรษ”
“เรื่องสำคัญคือจะทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ให้อำนาจประชาชน ประกันสิทธิให้ประชาชนและกำกับดูแลหน้าที่รัฐ ซึ่งแปลว่าเราต้องยกเครื่องรัฐธรรมนูญใหม่ เราไม่สามารถที่จะอยู่บนรัฐธรรมนูญที่ร่างมาจากระบบอำนาจที่ไม่เป็นธรรมและไม่ได้ฟังเสียงของประชาชนอีกต่อไป”
ดร.เบญจรัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองกล่าวถึงเรื่องกลไกตรวจสอบและประกันสิทธิมนุษยชน หลายพรรคมองว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาจไม่ใช่กลไกที่ตอบโจทย์ได้นักและต้องปรับเปลี่ยน แต่เรื่องนี้อาจต้องคิดถึงกลไกอื่นด้วย เช่น เรื่องคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่ใช่การตรวจสอบแค่เรื่องคอร์รัปชันอย่างเดียว
“อีกโจทย์ที่ชวนคิดไปไกลกว่านั้นคือสังคมไทยจะจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตอย่างไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานในอนาคต เช่น การลอยนวลพ้นผิดหรือการนิรโทษกรรมนั้นเพียงพอหรือไม่ในการขับเคลื่อนสังคมไทย”
“การตั้งมั่นสิทธิมนุษยชนคงไม่ใช่แค่การออกกฎหมายใหม่หรือการสร้างนโยบายใหม่ แต่จะทำอย่างไรให้สิทธิมนุษยชนกลายเป็นคุณค่าของสังคม เช่น นโยบายด้านการศึกษาที่จะเปลี่ยนคุณค่าตรงนี้”
เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวชย์กุล จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นงานที่ท้าทายมากว่าจะทำอย่างไรให้สังคมอยู่กับอดีต ปัจจุบันและอนาคตในรากฐานของสิทธิมนุษยชนได้ เช่น วิวัฒนาการจากอดีต อย่างกฎหมายที่ล้าหลังไปแล้ว หรือวิวัฒนาการและแนวคิดที่เพิ่มเข้ามา อย่าง เรื่อง Sex Worker, ภาษีกับสิทธิมนุษยชน เทคโนโลยีหรือธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ยังมีความท้าทายใหม่ๆ เช่น การละเมิดสิทธิข้ามชาติอย่างฝุ่นที่พัดมาในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งที่ต้องออกมาแก้ปัญหา และอีกข้อท้าทายหนึ่งคือสังคมโลกที่หันขวาที่ใช้ระบบปฏิบัติแบบอำนาจนิยม เป็นคำถามสำคัญว่าประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหนในหลักการสิทธิมนุษยชน
เพชรรัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายที่กล่าวถึงในเวทีนี้เป็นนโยบายในประเทศส่วนใหญ่ แต่คำถามสำคัญคือประเทศไทยจะทำอย่างไรให้สิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งในหลายประเทศเคยทำกันมาแล้วและส่งผลที่ดี
“สิทธิมนุษยชนเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาหรือเรื่องตายตัว แต่สุดท้ายแล้วการพูดคุยบนเวทีนี้ใกล้ตัวทั้งหมดเลย เพราะสิทธิมนุษยชนคือเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ และอนาคต นอกจากนี้ยังมีคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ เรายังคิดถึงไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, เก็ท–โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และเพื่อนๆ ในเรือนจำที่ไม่สามารถมาพูดในเวทีนี้ได้ เราหวังว่า 4 ปีข้างหน้าจะมีการพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น”