ฟิลิปป์ เบอร์เร่: นักต้มตุ๋นผู้สวมรอยเป็น ‘วิศวกร’ เพื่อสร้างทางหลวงที่รัฐทอดทิ้งจนแล้วเสร็จภายในเวลา 90 วัน

ฟิลิปป์ เบอร์เร่: นักต้มตุ๋นผู้สวมรอยเป็น ‘วิศวกร’ เพื่อสร้างทางหลวงที่รัฐทอดทิ้งจนแล้วเสร็จภายในเวลา 90 วัน

ฟิลิปป์ เบอร์เร่ (Philippe Berre) นักต้มตุ๋นชาวฝรั่งเศสที่สวมรอยเป็นวิศวกรโยธา เพื่อรื้อฟื้นโครงการสร้างทางหลวงที่ถูกบริษัทเอกชนและรัฐทอดทิ้ง

KEY

POINTS

“ผมทำสิ่งนี้เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของทุกคน เพราะเห็นแล้วว่าทางการทำงานช้า เลยอยากจะทำตัวให้มีประโยชน์ก็เท่านั้น”

‘ฟิลิปป์ เบอร์เร่’ (Philippe Berre) นักตุ้มตุ๋นชาวฝรั่งเศสกล่าวขณะอยู่ในชั้นศาลอาญา เมืองลา โรแชลล์ ในเดือนมีนาคม 2010 หลังจากเตร็ดเตร่ไปหลอกลวงชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 1997 ชายคนนี้เคยหลอกลวงคนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ช่างเทคนิคของกรมโยธาธิการ กัปตันเรือรบ มาจนถึงวิศวกรโยธา จากบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ชื่อว่า CGI ก่อนที่ตัวตนที่แท้จริงจะถูกเปิดโปงในภายหลัง

เรื่องราวของเขาเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีให้ผู้กำกับ ‘ซาเวียร์ จิอานโนลี’ (Xavier Giannolli) นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง À l’origine (2009) ความยาว 151 นาที โดยมี ‘ฟร็องซัว คลูเซต์’ (François Cluzet) แสดงนำ

คลูเซต์รับบท ‘พอล’ (Paul) ซึ่งเป็นชื่อที่ปรากฎในภาพยนตร์ แต่ได้เปลี่ยนชื่อหลอกคนในหมู่บ้านว่าเขาคือ ‘ฟิลิปป์ มิลเลอร์’ (Phillipe Miller) ชายที่เพิ่งพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตในสังคมได้ไม่นาน

หลังจากเรื่องราวของเขาแดงออกมา และถูกควบคุมตัวในปี 2012 ชายคนนี้บอกว่าทำไปเพราะความปรารถนาดี ไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด เขาไม่ได้ร่ำรวย หรือมีทรัพย์สมบัติมหาศาลจากการเข้าไป ‘ช่วย’ ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ในทางกลับกันที่เขาทำลงไปทั้งหมด เพราะอยากให้คนที่กำลังลำบากได้ลืมตาอ้าปากได้ในช่วงเวลาอันเลวร้ายเช่นนี้

ภายในภาพยนตร์ บอกเล่าเรื่องราวการหลอกลวงของมิลเลอร์ ว่าในช่วงแรกของการหลอก เริ่มจากการคำลวงเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาขับรถไปตามชนบททางเหนือของฝรั่งเศส โดยแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัทอุปกรณ์ก่อสร้าง เข้ามาเสนอขายสินค้า รับเงินมาตลอดทาง โดยใช้เอกสารปลอม ประทับตราปลอม ทุกอย่างมีแต่ของปลอม แต่เขาก็สามารถรอดพ้นจากการถูกสงสัยมาได้ทุกครั้ง กระทั่งเดินทางไปปักหลักที่โรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ณ หมู่บ้านในแคว้นซาร์ต โดยแสร้งว่าตนเองทำงานให้กับบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ CGI

จากบทสนทนาสั้น ๆ กับแม่บ้านโรงแรมชื่อโมนิกา (รับบทโดย โซโก (Soko)) ซึ่งเธอบอกว่าก่อนจะมาลงเอยที่นี่ เธอเรียนจบด้านบัญชีมาก่อน แต่การอยู่ในชนบททำให้เธอไม่มีงานทำ เลยจำใจต้องทำงานเป็นแม่บ้านอยู่อย่างนี้

ไม่นาน ข่าวของมิลเลอร์ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ว่าวิศวกรของ CGI กำลังมาเยือนและมีแผนจะรื้อฟื้นโครงการถนนขึ้นมาใหม่ และนี่ทำให้เขากลายเป็นความหวังของคนทั้งเมือง เพราะที่แห่งนี้ตกอยู่ในสภาพการว่างงานและความทุกข์ยากมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ CGI (บริษัทที่เขาแอบอ้าง) ถอนตัวออกจากโครงการสร้างถนนสายสำคัญเมื่อสองปีก่อน เนื่องจากข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมของด้วง ซึ่งเป็นแมลงคุ้มครองหายาก

ภายในไม่กี่วัน มิลเลอร์ก็เริ่มเข้าพบกับนายกเทศมนตรีของเมือง และรับเงินใต้โต๊ะจากซัพพลายเออร์ที่ต้องการทำธุรกิจกับเขา ดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี แต่ภายในใจชายคนนี้ กลับเต็มไปด้วยความสับสน คลูเซต์ถ่ายทอดตัวละครมิลเลอร์ออกมาให้เห็นได้ว่า ถึงชายคนนี้จะหลอกคนมาแล้วหลายครั้ง แต่กลับมีบุคลิกงุ่นง่าน พูดน้อย ไร้ทักษะการเป็นผู้นำ และมักจะหลีกหนีปัญหาอยู่เสมอ อีกทั้งยังคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าจะหนีออกจากเมืองตอนไหน

เพราะหากมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่มิลเลอร์ต้องการในตอนแรก เขาแค่อยากรับเงินใต้โต๊ะ แล้วรีบออกจากเมืองไปให้เร็วที่สุด แต่กลับหยุดความคิดลง เพราะแววตาของผู้คนและความเคารพที่เขาได้รับจากชาวบ้าน รวมถึงนายกเทศมนตรีหญิงม่ายผู้ทรงเสน่ห์ (เอ็มมานูเอล เดอโวส์ - Emmanuelle Devos) ทุกคนคาดหวังว่าเขาจะเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้ ช่วยให้ชาวบ้านรอดพ้นจากความยากจน และความคาดหวังทั้งหมด ก็ได้บีบให้เขาอยู่ที่นี่ต่อ

หากไม่มีโครงการก่อสร้าง ชีวิตของชาวบ้านคงพังพินาศลงไปมากกว่านี้ พวกเขาไม่มีงาน ไม่มีเงิน ทุกอย่างหายไปในพริบตา หลังจาก CGI ถอนตัวออกจากหมู่บ้าน

เมื่อไม่สามารถหยุดยั้งโครงการได้ แถมนักต้มตุ๋นรายนี้ยังสามารถระดมคนทั้งหมู่บ้าน ทั้งชาวบ้าน ผู้แทนท้องถิ่น และบริษัทต่าง ๆ ได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่สองสัปดาห์

มิลเลอร์กลายเป็นผู้นำปฏิบัติการขนาดใหญ่ โดยไร้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ แถมยังไม่รู้ขั้นตอนการทำเอกสาร หรือเงินทุนที่ใช้ แต่ด้วยทักษะการหลอกคนมาหลายสิบเมือง ประสบการณ์ทำงานก่อสร้างในอดีต ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญมากพอที่จะรู้จริงว่ากำลังทำอะไรอยู่ มีเพียงโมนิกา (แม่บ้านโรงแรม) ที่ใช้ความรู้ด้านบัญชีที่เธอเรียนมาช่วยงานชายคนนี้ แต่ก็พบกับข้อพิรุธหลายอย่าง เอกสารการเงินที่ยื่นขอมิลเลอร์ไปก็ไม่ได้รับการตอบรับ เขามักจะบ่ายเบี่ยงไม่เซ็นให้ (เพราะกลัวถูกจับได้) และนั่นทำให้ชาวบ้าน หัวหน้าคนงาน รวมถึงแฟนหนุ่มของโมนิกาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

มิลเลอร์ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง โดยมีนาฬิกาสองเรือนแขวนอยู่เหนือโครงการ คอยนับถอยหลังอย่างช้า ๆ

เรือนหนึ่งคอยกำหนดวันที่ตกลงกันไว้สำหรับการจ่ายเงินเดือน

ส่วนอีกเรือนคือ หลังจากออกจากคุก เขาได้หลอกเพื่อนนักต้มตุ๋นด้วยกันอย่าง 'อาเบล' (Abel รับบทโดย เฌราร์ เดอปาร์ดิเยอ - Gerard Depardieu) อดีตเพื่อนร่วมก๊วนที่ออกตามหามิลเลอร์เพื่อทวงคืนบางสิ่ง

สุดท้ายทางหลวงแห่งนี้ก็สร้างเสร็จ โดยอาศัยช่องว่าง 90 วันก่อนจะถึงรอบเบิกจ่ายเงินให้กับซัพพลายเออร์รายใดก็ตาม

ในภาพยนตร์ลงลึกในทุกรายละเอียดของการหลอกลวงทุกขั้นตอน ก่อนจะเฉลยภายหลังว่าทั้งหมดคือเรื่องหลอกลวง ความจริงที่ทำให้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในอาการช็อก เมื่อมิลเลอร์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้กอบกู้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงนักลวงโลกคนหนึ่งก็เท่านั้น

ทว่า ภาพยนตร์ก็ชี้ให้เห็นว่าเขาอาจไม่ได้เป็นจอมวายร้ายขนาดนั้น เนื่องจากเขาสามารถพลิกฟื้นความหวังและความสามัคคีของคนในชุมชนให้กลับคืนมา

แก่นของเรื่องนี้ พยายามทำให้เห็นว่าแผนการหลอกลวงของนักต้มตุ๋นคนหนึ่งได้กลายเป็นชนวนจุดประกายความหวัง และคุณค่าให้กับชุมชนที่กำลังสิ้นหวังให้กลับคืนมา โดยเขาได้ใช้ความสิ้นหวัง จากปัญหาการว่างงาน หน่วยงานรัฐที่ปล่อยปละละเลยประชาชน มาปูทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ชายคนนี้จะจบลงที่ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปีก็ตาม

หลังจากเรื่องราวสุดอื้อฉาวในภาพยนตร์จบลง ในโลกแห่งความเป็นจริง ฟิลิปป์ เบอร์เร่ ไม่ได้ดูสง่างามเหมือนในแผ่นฟิล์ม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน ปี 2010 ณ ศาลอาญาเมืองลา โรแชลล์ ชายวัย 57 ปีผู้นี้ปรากฏตัวในชุดแจ็กเก็ตขนแกะสีเข้ม ผมและเครากระเซิง เขาปฏิเสธที่จะให้สื่อมวลชนถ่ายภาพในคอกผู้ต้องหา ร่างกายที่กำยำและบุคลิกที่ครั้งหนึ่งเคยดูน่าเชื่อถือ บัดนี้ดูแห้งเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเขาต้องเผชิญกับข้อหาฉ้อโกง แอบอ้างตำแหน่ง และขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต

ภาพลักษณ์ในศาลช่างห่างไกลจากสิ่งที่เขาเป็นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2010 วันนั้นเขาปรากฏตัวในฐานะผู้กอบกู้ ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองชารง (Charron) ที่เพิ่งถูกพายุซินเธีย (Xynthia) ถล่มจนย่อยยับ เบอร์เร่สวมชุดลายพราง ขับรถ 4x4 ที่ขโมยมาและตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของกรมป่าไม้ เขาแนะนำตัวต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่กำลังขวัญเสียว่าเขาคือ ‘ปิแอร์ เลอแบร์’ ผู้ประสานงานการกู้ภัยจากกระทรวงเกษตรฯ

ตลอด 4 วันที่เมืองชารง เบอร์เร่ใช้ความวุ่นวายของสถานการณ์วิกฤตเป็นเครื่องมือ เขาปลอมแปลงเอกสารคำสั่งยึดทรัพย์เพื่อจัดส่งบังกะโล รถบรรทุกน้ำมัน และเครื่องจักรหนักสำหรับเคลียร์พื้นที่มายังเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 67,000 ยูโร ความแนบเนียนของเขาถึงขั้นที่มีรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจทหารนำขบวน และเขายังเป็นผู้นำคณะผู้แทนอย่างเป็นทางการไปตรวจคันกั้นน้ำด้วยตัวเอง จนได้รับคำชื่นชมจากนายกเทศมนตรีในขณะนั้นว่าเป็นผู้ทำงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่ารัฐบาลเสียอีก

ในชั้นศาล เบอร์เร่พึมพำถึงแรงจูงใจของเขาว่า

“ผมแค่อยากช่วยคน... นายกเทศมนตรีไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะมีแต่การเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการที่ไม่มีอะไรคืบหน้า ผมเลยจัดการให้เอง”

ซึ่งประธานศาล มิเชล เลอมวน (Michel Lemoine) ได้กล่าวกลับไปว่า “ก็จริงที่การเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการไม่ได้ทำให้เรื่องคืบหน้าเร็วเท่าคุณ”

เบื้องหลังหน้ากากผู้ใจบุญ รายงานทางจิตเวชระบุว่าเบอร์เร่มีสภาวะ “หลงตนเองและมีความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะรู้สึกว่าตนมีค่า”

เส้นทางสายนักต้มตุ๋นของเขาไม่ได้เริ่มที่เมืองชารง แต่ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น เขาใช้ชื่อปลอมมานับไม่ถ้วน ทั้งเลอเบริน และเลอแบร์เรต์ เพื่อหลอกลวงเจ้าของร้านอาหาร โรงแรม และช่างซ่อมรถทั่วฝรั่งเศส จนมีประวัติอาชญากรรมยาวเหยียดถึง 24 ครั้ง และเคยถูกตัดสินจำคุกสะสมรวมกันถึง 34 ปี

อัยการ โซเนีย แบลลิเยร์ (Sonia Bellier) ปฏิเสธความเห็นที่ว่าเขาเป็นนักต้มตุ๋นผู้มีหัวใจงดงาม โดยระบุว่า

“เขาไม่ใช่นักต้มตุ๋นผู้ใจดี แต่เป็นแค่อาชญากรที่เลือกทางลัดเพื่อความอยู่รอดและสนองความต้องการการยอมรับของตัวเอง”

แม้ทนายความของเบอร์เร่จะพยายามโต้แย้งว่า ชายคนนี้ไม่เคยเบียดบังทรัพย์สินใคร และเพียงแค่เข้ามาทำหน้าที่แทนกลไกรัฐที่เชื่องช้า แต่ความจริงที่ว่าเขาใช้ความทุกข์ร้อนของคนอื่นมาเป็นบันไดสร้างความภูมิใจจอมปลอมก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้

“ผมไม่ได้ร่ำรวยขึ้น ผมทำเพื่อช่วยคน”

คือประโยคสุดท้ายที่แบร์เรกล่าวต่อศาลก่อนจะถูกพากลับไปยังห้องขุมขัง ทิ้งไว้เพียงคำถามต่อสังคมว่า เส้นแบ่งระหว่างความเอื้ออาทร กับการหลอกลวงเพื่ออุดช่องโหว่ในใจของชายคนนี้ จะจบลงตรงไหนกันแน่

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

 

อ้างอิง

Cinq ans requis contre Philippe Berre, l'arnaqueur. 

Philippe Berre, « l’escroc de l’A28 » en Sarthe, à qui un film a été consacré, est décédé. 

Procès : Philippe Berre, l'escroc qui voulait "aider les gens"