28 ส.ค. 2569 | 13:23 น.

KEY
POINTS
ทุกวันนี้ การส่งข้อความหาเพื่อน โอนเงินให้ครอบครัว หรือส่งของขวัญให้คนรักที่อยู่ไกลกันเพียงอยู่เพียงปลายนิ้ว
แต่ที่หมู่บ้านฮิรโปรา (Hirpora) ในดินแดนจัมมูและแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย จดหมายยังเป็นวิธีติดต่อสื่อสารสำคัญและรับส่งสิ่งของจำเป็น ซึ่งการนำจดหมายไปถึงผู้รับนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฮิรโปราตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย ดังนั้นเมื่อฤดูหนาวมาถึง หิมะที่ตกหนักอาจปกคลุมเส้นทางจนทำให้การเดินทางเข้าไปเป็นเรื่องยาก
ทว่าท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยข้อจำกัดนี้ ยังมีหญิงคนหนึ่งที่เดินทางผ่านมันเป็นประจำเพื่อทำหน้าที่ส่งจดหมายให้ถึงมือผู้รับ เธอคนนั้นคือ อุลฟัต บาโน (Ulfat Bano) ไปรษณีย์หญิงชาวอินเดียวัย 50 กลาง ๆ ที่ยังไปส่งจดหมายและกล่องพัสดุถึงมือผู้รับที่อยู่ในหมู่บ้านทุกวันด้วยความสุขมาตลอด 30 ปี
อุลฟัต บาโน เป็นพนักงานไปรษณีย์หญิงคนแรกของหมู่บ้าน เธอทำงานตั้งแต่ยุคที่ไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึงพื้นที่ห่างไกลนี้ จนปัจจุบันเธอเป็นผู้จัดการไปรษณีย์สาขาย่อย (Branch Postamaster) ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 22,000 รูปีต่อเดือน (ประมาณ 7,500 บาท)
กิจวัตรประจำวันของบาโน คือการตื่นเช้าไปส่งจดหมายและกองพัสดุ 20-25 ชิ้นต่อวัน ทำให้คนแถวนั้นเห็นหญิงสาวคนหนึ่งใส่ผ้าคลุมเดินขึ้นเขา มือทั้งสองถือซองจดหมายหลายฉบับ และพัสดุจำนวนหนึ่งเป็นประจำ
และบางครั้ง ถ้าต้องส่งของหลายชิ้น เธอก็จะใช้ถุงกระสอบหรือถุงกระดาษเพื่อจุของทั้งหมดแทน
เธอทำงานหนักพอ ๆ กับพนักงานผู้ชายในออฟฟิศ ยิ่งในยุคที่คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีพิกัด GPS การส่งจดหมายของบาโนเต็มไปด้วยอุปสรรคนานับประการ
ตลอดเส้นทางอันยาวไกล เธอต้องเดินขึ้นเขา ข้ามแม่น้ำ ฝ่ากองก้อนหินระเกะระกะ เมื่อไปถึงหมู่บ้านก็ต้องเคาะตามประตูบ้านทีละหลัง เพื่อหาที่อยู่ของผู้รับให้ถูกต้อง กว่าจะปรับตัวให้คุ้นชินกับเส้นทางขนส่งก็ใช้เวลาพอสมควร
อุปสรรคไม่ได้มีแค่สภาพพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากหมู่บ้านที่บาโนต้องไปส่งจดหมายยังอยู่ใกล้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เธออาจจะเจอกับสัตว์ดุร้ายอย่างเสือดาว หมี หรือหมาป่าได้ทุกเมื่อ โชคดีที่บาโนยังเดินไปส่งจดหมายได้โดยที่ไม่เคยประจันหน้ากับสัตว์ป่าพวกนี้เลยสักครั้ง
“พวกสัตว์ป่าเข้ามาในหมู่บ้านของเราเพื่อหาอาหาร เพราะหิมะในพื้นที่ตอนบนยังท่วมหนาอยู่ พวกมันเลยต้องลงมาหาใกล้กับบ้านคนมากขึ้น”
ทว่าบาโนยังคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ เธอไม่ได้รีบเร่ง และไม่ได้พึ่งพายานพาหนะใด ๆ เพื่อไปถึงที่หมายโดยเร็ว หลายครั้งที่ลูกชายของเธอเคยขอขับรถไปส่ง ซึ่งอาจพอย่นระยะทางได้บ้าง บาโนก็ยังยืนกรานที่จะเดินไปด้วยสองเท้าของเธอเอง
“การเดินฝ่าหิมะที่สูงถึง 4–5 ฟุตไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งตอนนี้ฉันอายุมากแล้ว แต่ฉันก็ยังเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบและตั้งใจที่จะทำมันให้ดีที่สุด”
“ฉันทำงานไปรษณีย์มานานกว่า 30 ปีแล้ว ในช่วงฤดูหนาวที่สภาพอากาศรุนแรง หิมะจะท่วมลึกถึง 3–4 ฟุต และอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ฉันก็ยังต้องเอาจดหมายไปส่งให้ถึงผู้รับ บางบ้านถูกตัดขาดจากพื้นที่อื่นเพราะหิมะที่ตกสะสม ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ฉันต้องเดินต่อไปอีกหลายกิโลเมตร”
“การเดินวันละหลายกิโลเมตรช่วยให้ฉันมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ถึงจะลำบากอยู่บ้าง แต่หน้าที่การงานก็บังคับให้ฉันต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้” เธอกล่าว
ความทุ่มเทในงานไปรษณีย์ของแม่ทำให้ลูก ๆ อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่โมฮัมเหม็ด ชาฟี ชาห์ สามีของบาโน ซึ่งเคยทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์นั้นเข้าใจถึงความอุตสาหะของภรรยาเป็นอย่างดี
“งานของภรรยาผมเป็นงานที่หนัก ยิ่งช่วงหน้าหนาว คนหนุ่มสาวเดินบนกองหิมะหนา 3-4 ฟุต ยังไม่ค่อยไหวเลย แต่ภรรยาของผมรับมือกับสิ่งนั้นได้ด้วยการใส่รองเท้าบูธ มือข้างหนึ่งถือร่ม อีกข้างหอบข้าวของพัสดุไว้ ต่อให้หิมะหรือฝนจะตกหนักจนทางลำบากแค่ไหน เธอก็ยังจะออกไปส่งของให้ถึงมือชาวบ้านอยู่ดี” สามีเล่า
แน่นอนว่า อายุที่มากขึ้น และภาระงานที่สร้างความเหนื่อยล้าให้ร่างกายไม่น้อย แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้อุลฟัต บาโนยืนหยัดในหน้าที่นี้มาตลอด?
คำตอบนั้นคงเป็น “รอยยิ้มและความสุข” ที่เธอสัมผัสได้จากผู้รับจดหมายกว่าร้อยชีวิตที่รอคอยข่าวจากญาติพี่น้องที่เดินทางไปทำงานไกลบ้าน หยาดเหงื่อจากการเดินทางของเธอแลกกับการได้ส่งต่อสารทุกข์สุขดิบให้คนในครอบครัวได้คลายความคิดถึง
วันเวลาผ่านไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็เริ่มขยายเข้ามาในชุมชน สิ่งของที่เธอต้องนำส่งก็เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตของผู้คนในยุคใหม่ จากจดหมายและพัสดุแบบเดิม ๆ เหลือเพียงเอกสารสำคัญ และสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน
“เมื่อก่อน ฉันมักจะส่งจดหมายเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้ของส่วนใหญ่ที่ส่งทางไปรษณีย์มักจะเป็นบัตรประชาชน บัตรผู้เสียภาษี ไม่ก็บัตรธนาคารกับยารักษาโรค”
บาโนมองว่าเทคโนโลยีไม่ได้ทำให้หน้าที่ของเธอหายไป เธอกลับรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำที่ช่วยลดภาระบางอย่างไป และเธอก็ทำงานได้สะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน
“ทุกวันนี้พวกเรามีโทรศัพท์มือถือกันแล้ว ฉันจะโทรหาผู้รับก่อนที่จะเดินทางไปส่งของถึงหน้าบ้านของพวกเขา”
นอกจากนี้ งานของบาโนยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโอกาสทางการศึกษา เพราะเธอต้องลุยเส้นทางทุรกันดารเพื่อเอาหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ มาส่งถึงมือเด็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลนี้อยู่เสมอ การได้เห็นรอยยิ้มและคำขอบคุณของผู้รับนี้ จึงเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ทำให้เธอยังคงรักงานนี้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี
“มีครอบครัวหนึ่งได้รับจดหมายจากลูกชายที่อยู่กาฐัว พอฉันเอาจดหมายไปส่งให้ พวกเขาก็จูบที่มือของฉัน เพราะฉันเป็นคนนำข่าวดีจากลูกชายมาให้ถึงบ้าน”
ความตั้งใจในการทำหน้าที่ของอุลฟัต บาโน ไม่เพียงทำให้เธอเป็นที่พึ่งของผู้คนในพื้นที่ แต่ยังกลายเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงเห็นว่า เพศไม่ได้เป็นข้อจำกัดความสามารถของพวกเธอ เธอยังคงสนับสนุนให้ผู้หญิงรุ่นใหม่กล้าที่จะก้าวเข้ามาทำงานที่เคยถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ชาย
“เรา (หญิงและชาย) มีความสามารถเท่าเทียมกัน หากทำงานด้วยความซื่อสัตย์และทุ่มเท ผู้หญิงก็สามารถทำงานนี้ได้ดีเยี่ยมไม่ต่างจากผู้ชาย”
เรื่องราวของ “อุลฟัต บาโน” บอกให้เรารู้ว่า อาชีพที่อาจดูธรรมดา แต่เมื่อคนคนหนึ่งทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความใส่ใจ และก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างไม่ย่อท้อ งานเล็ก ๆ นั้นก็สามารถสิ่งสำคัญต่อชีวิตของผู้คนได้ และสุดท้าย สิ่งที่ย้อนกลับมาเติมเต็มหัวใจของผู้ให้ ก็คือความสุขอันเรียบง่ายที่เงินทองมากมายก็ไม่อาจมอบให้ได้
อ้างอิง:
For 30 Years, This Kashmiri Postwoman Walked Through Snow to Keep Her Village Connected
Kashmir: Postwoman braves weather for doorstep delivery
You've got mail: J&K's first postwoman clocks 25 letters a day, 30 years on foot
Ulfat Bano: Connecting remote Hirpora with dedication and delivering hop