ไจล์ส ดูลีย์: ช่างภาพแขนเดียว ผู้ตีแผ่ความโหดร้ายของสงคราม

ไจล์ส ดูลีย์: ช่างภาพแขนเดียว ผู้ตีแผ่ความโหดร้ายของสงคราม

ชวนสำรวจเรื่องราวของช่างภาพอย่าง ‘ไจล์ส ดูลีย์’ คนที่ยอมเสียแขนและขาทั้ง 2 ข้างเพื่อแลกกับการบอกเล่าเรื่องราวความจริงของสงคราม

KEY

POINTS

ภาพถ่ายสงครามมีความสำคัญกับโลกเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ ‘บันทึกประวัติศาสตร์’ ที่ทำให้โลกได้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นแบบจริง ๆ แต่ทำหน้าที่เป็นภาพที่เปลี่ยนได้ทั้งอารมณ์ เปลี่ยนความคิดของผู้คน หรือแม้แต่กระทั่งพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของโลกไปอย่างสิ้นเชิง

ภาพ ‘Napalm Girl’ คือภาพที่บ่งบอกหน้าที่เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้ความคิดของผู้คน ที่อาจเคยคิดว่าเหยื่อของสงครามเป็นเพียงแค่ชายชาติทหารที่สูญเสียชีวิต ได้เปลี่ยนไปตระหนักว่าผลกระทบของสงครามไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่ ‘เด็กหญิง’ ตัวน้อยผู้บริสุทธิ์ยังคงวิ่งหนีตายจากพิษของสงคราม

Napalm girl is a photograph taken by Nick Ut in Vietnam in 1972.

หรือจะเป็นภาพ ‘Saigon Execution’ ภาพจังหวะการลั่นไกจ่อศีรษะสังหารนักโทษกลางถนนในเมืองใหญ่  ที่ทำให้ผู้คนได้เห็นและเข้าใจว่าสงคราม สามารถเปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นเรื่องปกติ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ถึงขนาดไหน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพประวัติศาสตร์ ที่ช่างภาพต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปแลก บางคนอาจแลกมาด้วยชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้กลับมาเห็นผลงานของตัวเอง หรือบางคนอาจต้องแลกมาด้วยจิตใจที่ผิดปกติ จากที่ได้เห็นความโหดร้ายของสงคราม

แต่ท่ามกลางราคาแสนแพงที่ต้องจ่ายเหล่านั้นของช่างภาพ กลับมีช่างภาพอยู่คนหนึ่งที่ถึงแม้เขาจะต้องสูญเสียอวัยวะไปถึง 3 ข้าง สูญเสียความปกติของชีวิตไปให้กับอาชีพนี้ แต่เขาก็ยังจะเลือกพิสูจน์สิ่งที่อยากเป็น เพื่อบอกให้โลกได้รับรู้อีกมุมหนึ่ง ที่พวกเราหลายคนอาจจะมองข้าม 

เขาคือ ‘ไจล์ส ดูลีย์’ (Giles Duley) ช่างภาพผู้สูญเสียอวัยวะถึง 3 ข้าง แต่กลับเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายของสงครามให้โลกได้รับรู้ต่อไป 

ไจล์ส ดูลีย์: ช่างภาพแขนเดียว ผู้ตีแผ่ความโหดร้ายของสงคราม

มรสุมของชีวิตที่แลกมากับเส้นทางของอนาคต

ไจล์ส ดูลีย์ เกิดที่กรุงลอนดอน ปี 1971 ช่วงเวลาท่ามกลางกระแสสงครามเย็น ที่เหล่าช่างภาพได้เข้าไปมีบทบาทหลักในการถ่ายทอดเรื่องราวของสงคราม แต่ชีวิตในวัยเด็กของเขากลับเติบโตโดยไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเป็นช่างภาพแม้แต่น้อย เขาเติบโตตามชีวิตเด็กภายในเมืองใหญ่ทั่วไป ที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของสงครามแบบห่าง ๆ 

แต่แล้วชีวิตของเขาก็ได้มาเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะในตอนอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ดูลีย์กลับประสบอุบัติเหตุจนหัวเข่าได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส และเส้นทางอนาคตที่อยู่ในจุดตัดสำคัญก็ตกอยู่ในอันตราย เพราะเขาไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนวัยรุ่นในช่วงเดียวกันได้

ทว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับชีวิต เพราะภายใต้ช่วงเวลาที่อนาคตของดูลีย์ที่กำลังเจอกับความมืดมิด คุณพ่อที่เป็นคนที่สนิทที่สุด ก็ได้มาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ทำให้ภายใต้ช่วงเวลานี้ นอกจากต้องแบกรับความกดดันกับความรู้สึกอันไร้อนาคตแล้ว เขายังต้องมาสูญเสียเสาหลักที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไปอีกด้วย

แต่ภายใต้ช่วงเวลาที่ดูเหมือนมรสุมของชีวิตจะซัดเข้าหน้าของเขานั้น พ่อผู้ล่วงลับก็ได้ทิ้งของดูต่างหน้าไว้ 2 ชิ้น นั่นคือ กล้อง ‘Olympus OM-10’ และหนังสือภาพถ่ายสงครามของ 'ดอน แมคคูลลิน' (Don McCullin) ของขวัญสองชิ้นนี้จึงไม่ใช่ของดูต่างหน้าธรรมดา ที่ได้รับมาจากผู้เป็นพ่อ แต่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในยามลำบาก ที่ได้มอบให้ทั้ง ‘ตัวตน’ และ ‘อนาคต’ ของเขาไปตลอดชีวิต

ชีวิตที่ว่างเปล่า

หลังจากที่ได้รับการพักฟื้นหัวเข่าและได้เรียนรู้การใช้กล้องเป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตของเขาจึงก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นช่างภาพอย่างเต็มตัว กล้องที่ Olympus ตัวนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่มรดกตกทอดจากผู้เป็นพ่อ ที่เอาไว้บันทึกความทรงจำหรือถ่ายทอดเรื่องราวเพียงแค่อย่างเดียว แต่คือกล้องที่ให้ ‘แสงสว่าง’ นำทางเขาเข้าสู่เส้นทางอาชีพช่างภาพนักดนตรี ในวัย 18 ปี ซึ่งได้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย

ผลงานของเขาในฐานะช่างภาพนักดนตรีนั้น นับว่ามีอนาคตที่มั่นคงอย่างมาก เพราะในฐานะเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งหัดจับกล้องได้ไม่นาน ดูลีย์ได้มีโอกาสไปร่วมงานกับศิลปินดัง ๆ ไว้มากมายไม่ว่าจะเป็น โอเอซิส (Oasis) เลนนี คราวิทซ์ (Lenny Kravitz)  อีกทั้งยังฝากผลงานภาพถ่ายลงในนิตยสารแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Vogue, GQ และ Arena สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องการันตีถึง ‘อนาคต’ จากที่เคยดูเหมือนจะไม่เห็นทาง แต่มาในวันนี้กลับสว่างจนเห็นได้ชัดเจน

แต่ภายใต้แสงสว่างของอนาคตเหล่านั้น  ความรู้สึกข้างในของไจล์สกลับเต็มไปด้วย ‘ความว่างเปล่า’ ที่มีความรู้สึกบางอย่างในชีวิตได้ขาดหายไป ความรู้สึกเกี่ยวกับภาพของแมคคูลลิน ที่เขาเคยเปิดดูอย่างตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความสงสัยในเรื่องราวของสงคราม ได้เรียกร้องให้เขาออกไปค้นหาคำตอบเพื่อเติมเต็มความรู้สึกอันว่างเปล่าท่ามกลางอนาคตที่กำลังถูกสร้างขึ้น

การเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบ

ด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่ากับสายงานช่างภาพนักดนตรี เขาจึงตัดสินใจเริ่มออกตามหาคำตอบให้กับความรู้สึกเหล่านั้น ในปี 2004 ด้วยการเปลี่ยนสายงานจากช่างภาพนักดนตรี ไปสู่ช่างภาพเชิงสารคดีอย่างเต็มตัว ภายใต้อาชีพนี้ทำให้เขาได้ร่วมงานกับผู้คนมากมาย และองค์กรระดับโลกไม่ว่าจะเป็น องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่เขาได้ลงพื้นที่ทำสารคดีตีแผ่เรื่องราวการพลัดถิ่นของผู้คนในตะวันออกกลางและยุโรป และรวมไปถึง EMERGENCY องค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่เหยื่อในสงคราม ซึ่งท่ามกลางเพื่อนร่วมงานมากมายที่เขาพบเจอ กลับมีบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่จะทำให้ความหมายของอาชีพ ‘ช่างภาพ’ ของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล  

‘จีโน่ สตราดา’ (Gino Strada) คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้กับไจล์ส เพราะเขาได้พาไจล์สไปพบความจริงอีกมุมของสงคราม ที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราวการสูญเสียของทหาร หรือการสูญเสียของบ้านเรือน แต่คือเรื่องราวของสงครามที่เกิดขึ้นกับ ‘ผู้บริสุทธิ์’ ให้เขาได้เห็นกับตาของตัวเอง ภาพของเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ ภาพของหญิงสาวและชายหนุ่มที่สูญเสียร่างกาย ได้กระตุ้นให้ความหมายของการถ่ายรูปของเขาเปลี่ยนไปในทันที จากคนที่อยากเข้ามาในพื้นที่สงคราม เพื่อถ่ายรูปตอบสนองความอยากรู้ของตัวเอง บัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นคนที่อยากถ่ายรูปของสงคราม เพื่อเล่าถึงความโหดร้ายและผลกระทบที่เกิดกับผู้บริสุทธิ์ให้กับโลกได้รับรู้ ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็น ‘ตัวตน’ และสไตล์งานถ่ายรูปของเขาไปโดยปริยาย

เหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนถึงความคิดที่เปลี่ยนไปได้อย่างทรงพลัง คือตอนที่เขาลงพื้นที่ค่ายลี้ภัยชาวซีเรีย ไจล์สปฏิเสธที่จะถ่ายภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเพียงลำพัง โดยให้เหตุผลว่า “ผมไม่เคยอยากนำเสนอผู้คนในฐานะเหยื่อ การถ่ายภาพแบบนี้มันผิด และไม่สะท้อนตัวตนของเธออย่างที่ควรจะเป็น” ก่อนที่เขาจะได้รู้ความจริงจากครอบครัวในภายหลังว่า แท้จริงแล้ว ‘อิมาน’ (Iman) พี่สาววัย 12 ปี คือคนที่อุ้มน้องสาวหนีตายจากบ้านที่กำลังถูกระเบิด พวกเธอต้องหลบไปซ่อนในห้องใต้ดินถึง 3 วันโดยไม่มีอาหารตกถึงท้อง และหลังจากเหตุการณ์สงบ พวกเธอต้องออกเดินทางลี้ภัยมายังเลบานอนอย่างยากลำบากยาวนานถึง 3 เดือน ภาพถ่ายของไจล์สในวันนั้นจึงไม่ได้ถูกบันทึกเพื่อเรียกความสงสาร แต่ทุกครั้งที่กดชัตเตอร์ ภาพต้องแสดงให้โลกได้เห็นถึง ‘ความรัก’ และ ‘ความเข้มแข็ง’ ของผู้รอดชีวิตที่ผ่านเรื่องราวอันยากลำบากมาได้ 

และจากจุดเริ่มต้นที่จีโน่ได้พาเขามาเปิดมุมมองใหม่จนเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากยิ่งขึ้นนี้เอง ได้ทำให้ทั้งคู่สร้าง ‘คำสัญญา’ ระหว่างกัน เป็นคำสัญญาที่ไม่ได้มีข้อผูกมัดด้านอาชีพการงาน หรือมีรายได้มาเกี่ยวข้อง แต่เป็นคำสัญญาที่มีศักดิ์ศรีของการเป็นช่างภาพเป็นเดิมพัน และเป็นคำสัญญาที่ไม่ว่ายังไงเขาจะต้องทำให้สำเร็จ  คือการไปถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบสงครามในประเทศอัฟกานิสถานให้กับโลกได้รับรู้

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

ในปี 2011 เขาตัดสินใจเดินทางไปอัฟกานิสถาน เพื่อกลับไปทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับจีโน่ ซึ่งถึงแม้สำหรับช่างภาพสงคราม จะรู้กันเป็นอย่างดีว่าอัฟกานิสถานคือสถานที่ยอดนิยมที่สามารถพบเห็นช่างภาพเหล่านี้ได้ทั่วไป แต่สำหรับไจล์ส ปัจจัยเหล่านั้นล้วนไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกของเขาอีกต่อไป แต่ก่อนจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ไจล์สกลับเจอจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต คือเขาได้ไปเหยียบกับระเบิด จนทำให้ร่างกายสูญเสียอวัยวะไปถึง 3 ข้าง

ไจล์ส ดูลีย์: ช่างภาพแขนเดียว ผู้ตีแผ่ความโหดร้ายของสงคราม

การสูญเสียแขนซ้ายและขาทั้งสองข้างของเขา ไม่ได้ส่งผลเฉพาะการทำให้เขากลายเป็น ‘คนพิการ’ ตลอดชีวิต แต่ได้ส่งผลกระทบต่ออาชีพช่างภาพของเขาเข้าอย่างจัง เพราะในอาชีพที่ต้องเล่นกับความรู้สึกอันซับซ้อนของมนุษย์ ปัจจัยแวดล้อมของสถานที่ ‘เวลา’ คือตัวที่จะเข้าควบคุม 2 สิ่งนั้นให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้

การขาดขาทั้งสองข้างในการเดิน ย่อมหมายถึงเขาจะเข้าถึงสถานที่นั้นได้ยากขึ้นหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อภาพถ่ายของเขาแทบทั้งสิ้น เขาอาจพลาดโมเมนต์สำคัญของประวัติศาสตร์จากเพียงแค่การเดินช้ากว่าคนอื่น หรืออาจกดชัตเตอร์ไม่ทันเพียงเพราะไม่มีแขนอีกข้างมาช่วยประคับประคองกล้อง สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนนอกมองว่าอาชีพช่างภาพของเขานั้น ‘คงจบลงแล้ว’ 

แต่ด้วยปัญหาอุปสรรคของชีวิตที่เคยเกิดขึ้นมามากมาย ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยผ่านมาได้ด้วยการมีของดูต่างหน้าของคุณพ่อ มาช่วยประคับประคองจนทำให้เขาได้เจอกับ ‘อนาคต’ ที่เปิดเส้นทางสู่การเป็นช่างภาพ และเจอเข้ากับ ‘ตัวตน’ ของชีวิตที่เขาอยากเล่าเรื่องของสงครามให้กับผู้คนได้รับรู้ สิ่งเหล่านี้ล้วนกลับมาเป็นแรงผลักดันสำคัญอีกครั้ง

เพราะในช่วงที่เขากำลังเผชิญกับความตาย ในขณะกำลังนอนอยู่ในห้อง ICU และมีครอบครัวมาเยี่ยมเพื่อให้เขาได้สั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย 2 สิ่งที่เคยขับเคลื่อนเขาในอดีต บัดนี้ได้กลับมาช่วยเหลือชีวิตเขาอีกครั้ง ด้วยการสั่งให้เขารวบรวมแรงสุดท้ายในสภาพปางตาย ไปกระซิบกับน้องสาวด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่กลับหนักแน่นว่า 

“ฉันยังคงเป็นช่างภาพอยู่”

ความพยายามกับการพิสูจน์ตัวตน

หลังจากที่อยู่รักษาตัวในสภาพปางตายภายในห้อง ICU นานเป็นเวลาถึง 2 เดือน เขาก็ได้รอดพ้นจากวิกฤตนั้นมาได้  แต่ชีวิตของเขากลับมีความรู้สึกไม่ต่างจากตอนเป็นวัยรุ่นช่วงอายุ 18 ปี แม้แต่น้อย เพราะด้วยแขนขาที่ถูกตัดออกไป ทำให้เขาต้องคอยพึ่งพาคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเขาน่ากลัวกว่า ‘การไร้อนาคต’ เพราะเหมือนกับเขากำลังสูญเสีย ‘การควบคุมชีวิต’ ของตัวเองแทบทั้งหมด ทั้งการลุกขึ้นไปห้องน้ำ การอยากออกไปสูดอากาศ หรือแม้แต่กระทั่งกิจกรรมพื้นฐาน เขากลับไม่สามารถทำได้แม้แต่น้อย

แต่ท่ามกลางความสูญเสีย ดูลีย์กลับพบว่าข้อจำกัดทางร่างกายที่เกิดขึ้นนั้น อาจเป็น ‘ข้อได้เปรียบ’ ในการกลับมาจับกล้องอีกครั้ง โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า “

แม้ผมจะเคลื่อนไหวไม่ได้เหมือนเดิม แต่ร่างกายที่เปลี่ยนไปได้สอนให้ผมเข้าใจคำว่าความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งผมต้องเชื่อมโยงกับผู้คนให้มากขึ้น และมั่นใจว่าจะทำได้ดีกว่าที่เคย”

ด้วยเหตุนี้เอง สำหรับคนอย่างเขาที่เคยผ่านความตายมาได้ แต่ยังคงคิดถึงการเป็นช่างภาพอยู่ในหัวตลอดเวลา กลับเลือกจะไม่ยอมแพ้ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น และยังคงแน่วแน่จะกลับไปทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับจีโน่อย่างมั่นคง

โดยสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากตระหนักถึงความคิดนี้ได้ คือการทำความเข้าใจตัวเองและยอมรับสภาพร่างกายแบบที่เป็น เพื่อจะกำหนดได้ว่าเขาจะเป็นเขาในรูปแบบใหม่อย่างไร แบบที่การเป็นช่างภาพกับร่างกายใหม่จะสามารถเดินไปด้วยกันได้  โดยหลังจากที่ใช้เวลาทำความเข้าใจกับร่างกายใหม่อยู่นาน เขาก็ได้เริ่มสั่งทำแขนและขาเทียมขึ้นโดยมีการปรับเปลี่ยนเฉพาะ เพื่อให้สามารถกลับไปถ่ายรูปได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง  ความพยายามจะปรับเปลี่ยนนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง ซึ่งเขาต้องเผชิญกับความเจ็บปวดนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อต้องเจอกับการปรับเปลี่ยนร่างกายของตัวเอง 

ไจล์ส ดูลีย์: ช่างภาพแขนเดียว ผู้ตีแผ่ความโหดร้ายของสงคราม

สุดท้ายหลังจากพยายามปรับเปลี่ยนและฝึกการควบคุมมาเป็นเวลานาน ร่างกายใหม่และการเป็นช่างภาพก็สามารถกลายเป็นกิจกรรมหลักที่ทำได้โดยไม่ต้องฝืนอีกต่อไป โดยเขาได้ลองใช้ร่างกายใหม่นี้ ผ่านพื้นที่ทดลองการถ่ายรูปอย่างจริงจังและเป็นอาชีพผ่านงาน ‘พาราลิมปิกปี 2012’ 

และในปีเดียวกันนั้นเอง ช่วงเดือนตุลาคม 2012 ไจล์สตัดสินใจกลับเข้าสู่อัฟกานิสถานอีกครั้ง เพื่อทำตาม ‘คำสัญญา’ ที่ให้ไว้กับจีโน่ และในครั้งนี้เขาไม่ได้กลับมาในฐานะคนที่อยากบอกเล่าเรื่องสงครามให้กับโลกได้รับรู้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่การกลับมาครั้งนี้เขากลับมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมีอุปสรรคมาขัดขวางมากมายในชีวิต แม้สถานที่แห่งนี้ได้ทำให้เขากลัวจนแทบไม่กล้าเดิน เขาก็เลือกจะทำสิ่งที่เขารัก โดยไม่มีความคิดที่จะลังเลแม้แต่น้อย

เรื่องราวของไจล์ส ดูลีย์จึงอาจพยายามบอกกับเราว่า ตัวตนและคุณค่าของตัวเรา อาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยสิ่งที่เรา ‘สูญเสีย’ ไป แต่ถูกกำหนดและพิสูจน์ให้เห็นผ่านสิ่งที่เรายังคงเลือกจะเป็นหลังจากนั้นต่างหาก 

เพราะไม่ว่าความโหดร้ายของสงครามจะพรากร่างกายของเขามากเพียงใด แต่สิ่งที่จะไม่มีวันพรากไปจากเขาได้คือจิตวิญญาณของการเป็น ‘ช่างภาพ’ ที่แท้จริง 

 

เรื่อง : รัฐศาสตร์ สรรพกุล (The People Junior)

ภาพ : gilesduley / Instagram

 

อ้างอิง

https://www.wexphotovideo.com/blog/news-articles/street-documentary/giles-duley-and-the-healing-power-of-photography/

https://www.bbc.com/news/magazine-19490805

https://www.theguardian.com/artanddesign/2013/feb/10/giles-duley-photography-amputee-afghanistan

https://thewardrobecrisis.com/podcast/2020/7/9/podcast-121-anti-war-photographer-giles-duley