ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

กลุ่ม 'ปายฟ้าใส' คือการรวมตัวของคนรักปาย นำโดย 'เม่น-จักรกฤษณ์ ตาฬวัฒน์' เพื่อต่อสู้กับปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่

หากกวาดตามองสถิติอุณหภูมิในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าหน้าร้อนไทยโหดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ไม่ได้เจอแค่ลมร้อน แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าเข้ามาแบบแพ็คคู่ เพิ่มดีกรีความร้อนแสบผิว-แสบปอดเข้าไปอีกเท่าตัว ซึ่งหากดูจากตัวเลขจากกรมอุตุนิยมวิทยาจะเห็นได้เลยว่าภาคเหนือมีอุณหภูมิอยู่ราว 42-43 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่น่าหวั่นใจกว่านั้นคือ ‘ฤดูฝุ่น’ ที่วนลูปกลับมาทำร้ายพี่น้องชาวเหนือในช่วงเวลาเดิมของทุกปีราวกับนัดหมายกันมา และมีอีกหนึ่งนัดที่มาตามติดกันคงหนีไม่พ้นพื้นที่ป่าที่ถูกเผาซ้ำซาก

ก่อนที่ความร้อนและแล้งจัดจะลามมาถึงคนในเมือง ยังมีอำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ต้องปะทะกับเปลวไฟและควันพิษก่อนใครเพื่อน นั่นคือชุมชนแห่งหุบเขาที่มีพิกัดตั้งอยู่แนบชิดติดป่าต้นน้ำอย่าง ‘ปาย’ เมืองท่องเที่ยวที่เคยถูกนิยามด้วยสายหมอก แต่ในฤดูร้อนเช่นนี้สายหมอกถูกแปรเปลี่ยนเป็นควันพิษ ที่พร้อมทำลายทัศนียภาพอันงามงดของเมืองแห่งนี้ให้หม่นลง

The People พูดคุยกับ ‘เม่น-จักรกฤษณ์ ตาฬวัฒน์’ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ปายฟ้าใส’ นักออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่เลือกปักหลักใช้ชีวิตในเมืองปายมาเป็นเวลา 15 ปี เพราะหลงใหลในเสน่ห์ของเมืองและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร จนทำให้คนที่ทำงานด้านไอทีอย่างเขาหลงรักจนหมดใจ แต่นานวันเข้าอากาศที่ควรจะบริสุทธิ์กลับกลายเป็นพิษ และท้องฟ้าที่ควรจะใสกลับถูกฉาบด้วยหมอกควัน เขาจึงไม่อาจยอมนั่งอยู่หน้าจอเพื่อทำงานในโลกเสมือนได้อีกต่อไป

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

01 - หุบเขาที่เป็นดั่งสวรรค์ของคนทำงานไอที

จักรกฤษณ์เป็นคนพิษณุโลกแต่กำเนิด มีชีวิตไม่ต่างจากเด็กต่างจังหวัดทั่วไปคือพยายามเฝ้ามองหาโอกาสทางการศึกษา เพื่อคว้าเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาครอง และเขาก็ทำสำเร็จ เริ่มจากสอบเข้าโรงเรียนในกรุงเทพฯ ตกตะกอนความชอบจนเลือกสอบเข้าคณะคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนั่นก็ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่เมืองแห่งแสงสีมาโดยตลอด แม้ในใจจะพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่าเขาไม่เหมาะกับความวุ่นวายในเมือง

หลังจากเรียนจบ จักรกฤษณ์ในฐานะนักศึกษาจบใหม่ ใช้ชีวิตตามที่ใครต่อใครเลือกเดิน ทำงานในองค์กรใหญ่ ใช้ชีวิตวนลูปไปเรื่อย ๆ ก่อนจะรู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับการทำงานที่ไร้อิสระเช่นนี้ เขาลาออกหลังจากทำงานได้ไม่กี่ปี เพื่อผันตัวมาเป็นฟรีแลนช์เต็มตัว แน่นอนเส้นทางนี้ตอบโจทย์เด็กหนุ่มอย่างเขาที่สุด กระทั่งสามารถเปิด บริษัท สามย่าน จำกัด ได้สำเร็จ 

นอกจากนี้ จักรกฤษณ์ยังเคยเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือให้เด็กนักเรียนในโครงการ ไอทีวัลเลย์  ที่แม่ฮ่องสอน จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกของเขาเปิดกว้างมากขึ้น เด็กพิษณุโลกคนนี้จึงเริ่มวางแผนชีวิตเงียบ ๆ เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย จึงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในหุบเขากลางป่า พร้อมกับสร้าง บริษัท ซี้ด เว็บส์ จำกัด พร้อมกับเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริษัทหลายแห่งในกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน

“ผมว่าปายเป็นจุดลงตัวที่ความเจริญกับความเป็นธรรมชาติมาเจอกัน ส่วนตัวผมมองที่อินเทอร์เน็ตเป็นหลักนะ เพราะตั้งแต่ 10-20 ปีก่อนตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมก็วางแผนแล้วว่าจะไม่อยู่กรุงเทพฯ แล้วแน่ ๆ ก็คิดว่าที่ไหนจะไปอยู่ได้บ้าง แน่นอนว่าต้องมีอินเทอร์เน็ตที่ดี อากาศที่ดี ก็เลยพยายามตัดช้อยส์ไปเรื่อย ๆ ซึ่งตั้งแต่ตอนที่ผมย้ายมาปายใหม่ ๆ อินเทอร์เน็ตดีกว่าเชียงใหม่ ดีกว่ากรุงเทพฯ อีก ขนาดประชุมกับลูกค้าที่กรุงเทพฯ กลายเป็นเน็ตเราเสถียรกว่า 

“อาจจะเป็นเพราะว่าเรามี Expat มาอยู่ปายเยอะ แล้วในแม่ฮ่องสอนก็มีโครงข่ายที่สนับสนุนจาก NECTEC ตั้งแต่สมัยโน้นที่เขาพยายามวางรากฐานอินเทอร์เน็ตไว้นานแล้ว เลยกลายเป็นว่าอินเทอร์เน็ตที่นี่ดี ถามว่าเราประทับใจอะไรไหม คือเราประทับใจธรรมชาติแน่นอนอยู่แล้ว ประทับใจอินเทอร์เน็ตที่ดี ทำงานได้ง่าย แล้วเราก็อยู่ได้อย่างแฮปปี้ ก็เลยเป็นที่มาว่าเรายังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้”

คำตอบแสนเรียบง่ายของจักรกฤษณ์ยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่า ชีวิตในวัย 47 ปีของเขามีความสุขมากเพียงใด แม้จะไม่ได้เป็นคนในพื้นที่แต่กำเนิด แต่เขาก็รักปายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร 

02 - วิกฤตหมอกควัน

ครั้งแรกที่เขามาเยือนปาย มีสิ่งไหนที่เปลี่ยนไปบ้าง - เราถาม

เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่าทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องไฟป่าที่โหมกระหน่ำรุนแรงมากขึ้นทุกปี

“ผมมาอยู่ปายตอนปี 2557 เห็นว่ามีปัญหาไฟป่าอยู่ทุกปี แล้วมันก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าอะไร พอไปหาในเน็ตก็จะเห็นว่าตอนปี 2550 มีการเปิดเสรีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ภาคเหนือมีไฟป่าเยอะ เพราะว่าพอเปิดเสรีขึ้นมาคนก็สวมรอยว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูกข้าวโพด แถวนี้ก็ปลูกข้าวโพด ก็มีการขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เยอะ ที่นี่ก็ปลูกเยอะขึ้นเรื่อย ๆ 

“แต่เนื่องจากผมเอง ก็เข้าใจคนพื้นที่ เราอยู่ตรงนี้ อย่างคนที่ผมรู้จัก เขาก็เปลี่ยนจากที่เคยปลูกกระเทียมมาเป็นปลูกข้าวโพด เพราะว่าตัวเงินจับต้องได้ชัดเจนกว่า มีการการันตีว่าถ้าเกิดคุณปลูกนะ เอาเมล็ดมาให้ แล้วก็มารับซื้อให้เรียบร้อย ราคาก็เท่านี้ ปลูกกระเทียมยังมีราคาผันผวนอยู่ เลยกลายเป็นว่ามีคนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เยอะขึ้น อันนี้จะเป็นปัญหาของภาคเหนือช่วงนี้เลย 

“พอปลูกข้าวโพดด้วยทุนต่ำ ๆ เขาไม่มีแรงเอาน้ำมันมาเติมเพื่อไปไถกลบอยู่แล้ว เขาก็เผา อันนี้ก็เลยกลายเป็นว่าเป็นปัญหาเรื้อรังต่อมา ตั้งแต่ผมอยู่มาปี 57 มันก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ไหนจะกลิ่นควันที่มาจากพวกสารเคมี ควันมันจะไม่เหมือนเมื่อก่อน ถ้าช่วงแรก ๆ ผมไม่อยู่มันก็จะไปป่าไม้เยอะ จะเป็นกลิ่นควันจากใบไม้ไหม้ ป่า ต้นไม้ไหม้ แต่หลัง ๆ มันคือสารเคมีไหม้ เพราะฉะนั้นฝุ่นควันก็จะเป็นคนละระดับกัน”

จากรายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ เดือนมีนาคม 2550 เขียนโดย ทวีศักดิ์ ใจคำสืบ เศรษฐกรอาวุโส ส่วนวิชาการ ได้รายงานสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันของภาคเหนือตอนบน ว่า “ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมของทุกปีพื้นที่ในภาคเหนือตอนบนมักประสบปัญหาหมอกควันปกคลุม โดยเฉพาะในเดือน มีนาคม 2550 พบว่ามีปริมาณฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ไมครอน) (Particulate Matter 10 : PM 10) สูงกว่าปีก่อนหน้ามากและเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 120 ไมครอน เป็นระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยค่า PM 10 เดือนมีนาคม 2550 ที่สามารถวัดได้ในพื้นที่ 4 จังหวัดมีค่าสูงสุด ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ 383 ไมครอน แม่ฮ่องสอน 340 ไมครอน ลำปาง 259 ไมครอน และเชียงราย 212 ไมครอน”

ในรายงานฉบับนี้ได้มีการชี้ชัดให้เห็นภาพว่าภาคเหนือเกิดไฟป่าขึ้นอีกกี่ครั้ง โดยนำข้อมูลของสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาประกอบ ระบุว่าในปีงบประมาณ 2550 (ข้อมูลเพียงเดือนตุลาคม 2549-วันที่ 22 เมษายน 2550) ในเขตภาคเหนือ เกิดไฟไหม้ป่าจำนวน 4,771 ครั้ง มีพื้นที่เสียหาย 54,580.3 ไร่เทียบกับปีงบประมาณ 2549 (เดือนตุลาคม 2548-กันยายน 2549) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 52.5 และ 1.3 เท่าตัว ตามลำดับ

ใช่ว่าปี 2550 จะเกิดไฟป่าหนักกว่าปีก่อน ๆ บางปีก็มีเหตุที่รุนแรงกว่า เช่น ปีงบประมาณ 2545 ที่เกิดขึ้นจำนวน 7,387 ครั้ง พื้นที่เสียหาย 99,397 ไร่และปีงบประมาณ 2547 มีจำนวน 6,847 ครั้ง มีพื้นที่เสียหาย 115,683 ไร่เป็นต้น นอกจากนี้การเผาป่าในแถบประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมากนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้มีปริมาณฝุ่นละอองในบรรยากาศ ของภาคเหนือตอนบนเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ในภูมิภาคอินโดจีนเพิ่มขึ้นมากในเดือน กุมภาพันธ์และมีนาคม 2550 โดยเฉพาะในสหภาพพม่ามีจำนวนมากถึง 1,282 จุด ในวันที่ 8 มีนาคม 2550 (จากสรุปผลการประชุม คณะรัฐมนตรีวันที่13 มีนาคม 2550)

นี่คือข้อความเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สามารถอ่านรายงานต่อได้ที่นี่ https://www.tei.or.th/thaicityclimate/public/document-36.pdf

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI ได้ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าปัญหาหมอกควันภาคเหนือ เป็นปัญหาที่เกิดจากความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง โดยระบุข้อความว่า

“เมื่อปี 2540 ที่ปัญหา ‘หมอกควัน’ กลายเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคใต้จากการเผาไหม้ในพื้นที่ปลูกปาล์มที่อินโดนีเซีย

“ในช่วงปี 2540-2549 การพูดถึงปัญหาหมอกควันในระดับนโยบายของไทย ไม่ได้โฟกัสที่ภาคเหนือแต่ประการใด

“ปัญหา ‘ฝุ่นพิษ’ ภาคเหนือกลายเป็นเรื่องใหญ่เมื่อปี 2550 นี่เอง ที่การเผาในพื้นที่ภาคเหนือถูกบรรจุในวาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

“การทำการเกษตรในวิถีแบบเดิม การหาผักหวาน เห็ดเผาะ ไข่มดแดง ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาระดับชาติ แต่ความต้องการข้าวโพดอาหารสัตว์ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผลักดันให้มีการเปิดเสรีการนำเข้าข้าวโพดผ่านความตกลง "ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง" หรือ ACMECS ที่เกิดขึ้นในปี 2546-2547 ต่างหากที่เป็นต้นตอของฝุ่นพิษ จากการขยายพื้นที่การปลูกข้าวโพดอย่างขนานใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพม่า

“ในช่วงเริ่มต้นนำเข้าข้าวโพดโดยไม่เสียภาษี ส่งผลให้เกษตรกรไทยขายข้าวโพดได้ในราคาต่ำ พื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยลดลงในช่วงปี 2546-2550 เกือบล้านไร่ แต่พื้นที่ปลูกข้าวโพดกลับไปเพิ่มในประเทศเพื่อนบ้านแทน

“การเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไทย ที่กลายเป็นบริษัทผลิตอาหารสัตว์อันดับ 1 ของโลก ทำให้ความต้องการข้าวโพดเพิ่มมากขึ้น (นั่นทำให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดของไทยเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2551-2553 และแกว่งขึ้นๆลงๆหลังจากนั้น) ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่เติบโตเร็วที่สุดคือ การปลูกข้าวโพดในประเทศพม่าซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านไร่ระหว่างปี 2547-2564 และมีแนวโน้มแซงพื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยภายในไม่ช้า นั่นทำให้ฝุ่นพิษภาคเหนือกลายเป็นปัญหาร้ายแรงระดับชาติมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

“หมายเหตุ : มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 เมษายน 2547 เรื่องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากกัมพูชา ลาว และพม่า ตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สรุปดังนี้

"คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอการกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากกัมพูชา ลาว และพม่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการกำกับดูแลวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2547 เสนอให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากกัมพูชา ลาว และพม่า ได้เสรีไม่จำกัดปริมาณ และช่วงเวลานำเข้า "

ข้อมูลดังกล่าวค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่จักรกฤษณ์รับรู้มา จึงไม่แปลกที่ในวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เขาเลือกเปิดเพจเฟซบุ๊กขึ้นมาใหม่ ร่วมกับผู้ดูแลเพจอีก 3 คน คือ กัน - นนทรักษ์ เกื้ออนุกุลพงศ์, บาส - พรศักดิ์ พงศ์ไพรกุล และ เต้ย - สุภกิณห์ ติปะละ โดยใช้ชื่อว่า ‘ปายฟ้าใส’ ขึ้นมา พร้อมเขียนบรรยายถึงจุดประสงค์ของการเปิดเพจว่า 

สนับสนุนชุมชนลดการเผา ซื้อโดรนความร้อนและอุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่ 

• Fund community burning reduction initiatives: Thermal drones and gear for staff.

แน่นอนว่าหลายครั้งการออกมาขับเคลื่อนอะไรบางอย่าง คงเกิดจากความกังวลว่าอนาคตลูกหลานจะเจอกับสิ่งนั้น แต่สำหรับจักรกฤษณ์แล้ว เขาและภรรยาไม่มีลูกให้เป็นห่วง การออกมาครั้งนี้จึงเป็นเพียงการลงมือทำ เพื่อส่งต่อเมืองที่ดีกว่าให้อนาคตลูกหลานคนอื่นเสียมากกว่า

“ผมกับภรรยาไม่มีลูก เลยแซวกับเพื่อนว่าผมไม่เจอปัญหาหรอก (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นปัญหาเหล่านี้รุ่นลูกของพวกคุณน่ะจะเจอ ผมไม่เจอหรอก ผมมาช่วยตรงนี้สบายใจกว่า

“เราทำงานในออฟฟิศ อยู่ในบ้านที่มีเครื่องฟอกอากาศ มีห้องแรงดันบวก ไม่ได้กระทบเยอะเหมือนคนอื่น ผมก็ถือว่าผมไม่ได้กระทบเยอะละกัน แต่คนที่เขาอย่างแฟนผมเขาเป็นพยาบาล ก็คือโรงพยาบาลมันก็ไม่ได้ว่าปิดได้ทุกที่อยู่แล้ว ก็จะกระทบเยอะเลย ทั้งคนป่วย ทั้งเจ้าหน้าที่ คนทั่วไปที่เขาที่เขาไม่ได้อยู่ห้องแอร์ตลอดยังไงก็กระทบตามที่เราเห็นค่าฝุ่นกัน 

“แต่ต้องบอกว่าในตัวเมืองปาย ผมว่าค่าส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 300-400 AQI ก็ถือว่าเยอะละ แต่ที่บอกว่าเป็น 1,000-2,000 ผมคิดว่าเป็นตรงริมขอบที่ฝรั่งหลาย ๆ คนเขาก็ไปทำบ้านอยู่ตรงนั้นน่ะ ทำบ้านอยู่ตีนเขา แล้วก็ติดเครื่องวัดไว้ด้วย แต่ส่วนใหญ่แก๊งฝรั่งช่วงนี้ (ฤดูฝุ่น)​เขาก็ไม่อยู่บ้านหรอก แต่ตัวเครื่องวัดมันยังทำงานอยู่ เลยทำให้ค่าเป็นสูงระดับนั้น ซึ่งผมเชื่อว่าคนปกติไปอยู่ไม่ได้นะ มันหายใจเข้าไปก็ไม่รอดแล้ว เลยคิดว่าคนทั่วไปจะประมาณที่เราเห็นนี่แหละ ในเชียงใหม่ ในปาย จะอยู่ประมาณ 300-400 AQI”

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

03 - ปายฟ้าใส

จุดเริ่มต้นของปายฟ้าใสได้รับการจุดประกายมาจากสภาลมหายใจภาคเหนือ ที่ได้มีการจัดวงคุยกลุ่มผู้ประกอบการในปาย ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ จนเริ่มพบทางออกที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน นั่นคือการสนับสนุนชุมชนและเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นจักรกฤษณ์จึงเริ่มสอบถามกับผู้ประกอบการในปาย เฟ้นหาทีมงานที่จะร่วมเดินทางแก้ปัญหาหมอกควันไปด้วยกัน จนเจอกับเพชรเม็ดงามนั่นคือน้อง ๆ ในทีมทั้ง 3 คน

“ผมคุยกับน้อง ๆ และผู้ประกอบการในปายว่างั้นเราตั้งเป็นกลุ่มปายฟ้าใสก่อน มีเพจ มีการสื่อสารเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจปัญหาและเห็นภาพการทำงาน โดยจุดประสงค์ใหญ่คือการแก้ปัญหาฝุ่นควัน เท่าที่เรามีกำลังทำได้ โดยตอนนั้นคิดถึงเรื่องโดรนความร้อนและแผนที่จุดเผาเป็นหลัก

“พอได้แนวทางว่า เราต้องสื่อสารในวงกว้าง เลยตั้งชื่อกลุ่มและทำเพจ เราเชื่อในแนวทางที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่าย โปร่งใส เห็นความคืบหน้าในการทำงาน เพราะเราคิดว่าปัญหาใหญ่ขนาดนี้คงไม่ได้แก้ได้โดยเร็ว เราจะเน้นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อย ๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้นมากกว่า

นอกจากกลุ่มคนในพื้นที่ที่แล้ว จักรกฤษณ์เล่าให้ฟังว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน มีกลุ่มชาวต่างชาติที่มาตั้งรกรากอยู่ปาย ก็ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาไฟป่ามาโดยตลอด ทำการระดมทุนเพื่อส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็ไม่เกิดผลเป็นรูปเป็นร่าง

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

“ผมคิดว่ามีความช่วยเหลือนะทุกปีเลย ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน จะเป็นการช่วยคนหน้างาน เช่น เรื่องน้ำ เครื่องดื่ม อาหาร ก็เลยเป็นเรื่องนั้นไปว่าความพยายามเนี่ยมีมานานแล้ว แต่ว่าไม่ได้รวมกลุ่มกันอย่างชัดเจน เพราะไม่มีทิศทาง ไม่มีเป้าหมายว่าจะทำอะไร ก็เลยเป็นที่มาว่าก่อนหน้านี้เรารวม แต่มันรวมไม่ติดมากกว่า

“และอีกอย่างต้องบอกว่าผู้ประกอบการในปายค่อนข้างหลากหลาย ถ้าผมจะแบ่งคนที่ส่วนร่วมเยอะกับส่วนร่วมน้อย จะเห็นว่าคนที่มีส่วนร่วมเยอะ คือผู้ประกอบการที่เขาอยู่ในปายจริง ๆ คือคนพื้นที่บ้าง หรือคนที่ย้ายมาอยู่เป็น 5 - 10 ปี คนพวกนี้เขาก็จะอยู่ยาว พอเขาเจอปัญหาฝุ่นควันบางทีเขาอาจจะไปที่อื่นได้บ้าง แต่สุดท้ายเขาก็กลับมา เลยกลายเป็นว่าคนตัวเล็กตัวน้อย ถ้าเขาแก้ปัญหานี้ได้เขาก็จะแฮปปี้กว่า 

“ในขณะที่กลุ่มโรงแรมรีสอร์ทขนาดใหญ่ พอช่วงหน้าร้อนเขาก็ไม่อยู่แล้ว ก็เลยทำให้เขาอาจจะไม่ได้ใส่ใจเยอะว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ ความช่วยเหลือก็เลยจากสองกลุ่มนี้ก็จะต่างกันเยอะ กลุ่มที่เป็นคนพื้นที่ เป็นธุรกิจในท้องถิ่น ขายคนพื้นที่ ก็จะมีความช่วยเหลือเยอะมากเลย ในขณะที่กลุ่มทุนใหญ่ก็อาจจะไม่ไม่มีทิศทางชัดเจน ก็เลยไม่ได้ลงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาขนาดนั้น” เขาสรุป

04 - ส่งต่อความช่วยเหลือ และเงินบริจาคโปร่งใส ตรวจสอบได้

หากเข้าไปในเพจเฟซบุ๊กปายฟ้าใส จะเห็นได้เลยว่าทุกครั้งที่มีคนนำสิ่งของมาบริจาคจะมีการโพสต์ลงหน้าเพจอยู่เสมอ เพราะนี่คือความตั้งใจของจักรกฤษณ์และทีมงานในการสร้างความโปร่งใสให้คนทั่วไปเห็นถึงเส้นทางการเงินและของบริจาค 

นอกจากรูปภาพแล้ว เขายังทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนบริจาคตรวจสอบได้ว่ายอดเงินบริจาค ณ เวลานี้อยู่ที่เท่าไหร่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ https://pai.fahsai.co/donate

ทุกอย่างคือความโปร่งใส

โปร่งและใสเสียจนมียอดบริจาคเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะหลายคนเชื่อว่าเงินทั้งหมดเหล่านี้ จะไม่เข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่งแน่นอน

“ผมเป็นบริษัทไอที สนใจเรื่องไอที เรื่องค่าอากาศ เรื่องอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว กลุ่มฝรั่งที่เขาอยู่ในปายเขาก็สนใจเรื่องนี้ ก็มีตัวชี้วัดที่ซื้อกันเต็มเลย บ้านฝรั่งก็มี บ้านเราก็มี จะเห็นว่าในปายมีจุดชี้วัดเยอะมาก พอเราเห็นค่าปุ๊บมันก็เลยรู้สึกเออมันน่าจะทำอะไรสักอย่าง ซึ่งการเริ่มต้น ผมรู้สึกว่าถ้าเรารู้ว่ามันมีที่ไหนเผา ที่ไหนกำลังแก้ปัญหาอยู่ ก็คงดี หรือหลัง ๆ เราเริ่มเห็นว่ามีคนที่เขาเอาโดรนความร้อนมาช่วยวางแผน ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าทีมงานเขามีไหม พอคุยกับเขา เขาก็บอกว่าเขาอยากได้ ซึ่งโดรนก็มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาท ถ้าเกิดเราตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วก็ระดมทุนสักนิดนึงก็คงดี

“แต่ในตัวงบประมาณตั้งต้น เราก็พอจะหาจากเพื่อน ๆ ได้ เพราะผมก็มีเพื่อน ๆ ลูกค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯ เขาก็มีงบประมาณอยู่ เราก็โอเค งั้นอย่างน้อยที่เราตั้งเป้าแล้วว่าเอาโดรนความร้อนให้คนหน้างานให้ได้ ทำแพลตฟอร์มที่มีจุดความร้อนให้เขาเห็น มันน่าจะเริ่มต้นจากไอทีได้ไม่ยากเท่าไหร่ อันนี้คือเป้าหมายแรก แต่พอทำจริงปุ๊บ เราลงพื้นที่งาน เราเห็นว่าหน้างานเขาต้องการของแบบไหน เราก็เลยพยายามไปหาของอื่น ๆ ที่เขาต้องการไปด้วย

“ส่วนความโปร่งใส อันดับแรกผมไม่เอาบัญชีผมมายุ่งเลย ก็หมายความว่าเราพยายามไปเปิดแคมเปญผ่าน ‘เทใจ’ ก่อน แต่พอองค์กรมันใหญ่ ทุกอย่างต้องเป๊ะ พอจะซื้อของเนี่ย โอ้โห บิลมันจะเบิกยากมากเลย แล้วก็กระบวนการก็ใช้เวลานาน พอผมเปิดรัยบริจาคไปสักพักหนึ่ง มีคนบริจาคมาประมาณ 2 หมื่นแล้วนะ ก็รู้สึกว่าโอ้โห มันค่อนข้างยาก ผมก็เลยเปิดระบบขึ้นมาใหม่ เพราะเราทำให้ลูกค้าอยู่แล้ว พวกตัดบัตรเครดิต จ่ายพร้อมเพย์ 

“ถ้าศัพท์เทคนิคเรียกว่า Payment Gateway เหมือนเราเปิดขึ้นมาเพื่อให้เว็บมันรับตัดบัตรเครดิตได้ แล้วก็รับ QR Code ได้ แล้วเงินก็จะไปซุกอยู่ที่หนึ่งก่อน แล้วหลังจากนั้น 7 วันเขาถึงจะเคลียร์กลับมาที่ยังบัญชี พอเป็นอย่างนี้กลายเป็นว่ามันก็สะดวกขึ้น คือเราให้คนตัดบัตรเครดิตบริจาคมาเลย หรือว่าคนจ่าย QR Code บริจาคมาเลย แล้ววินาทีที่บริจาคเราจะให้ใส่ชื่อด้วย ใครไม่อยากใส่ชื่อก็มันก็จะขึ้นว่าไม่ประสงค์ออกนามไป มีทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ ก็เลยทำให้คนเห็นรายได้ทุกบาทที่อยู่ในนี้ 

“แม้กระทั่งรายได้ที่มาจากคนมาบริจาคที่เป็นซอง เราก็เอามาใส่ในนี้ คือถ้าใครไม่อยากจะออกชื่ออะไรเราก็อาจจะใส่ตัวย่อลงไป หรือใส่ไม่ประสงค์ออกนามก็ได้ ถ้ามีการจัดระดมทุนเงินที่อยู่ในกล่องก็จะอยู่ในนี้หมด”

นี่คือขั้นตอนการรวบรวมเงินบริจาคที่จักรกฤษณ์ตั้งใจทำ เพราะเชื่อว่าหากทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ สุดท้ายก็จะเกิดผลดีกับทุกฝ่าย ก่อนที่เขาจะสรุปให้เข้าใจในเวอร์ชันย่นย่อว่า รายได้ทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาจะอยู่ในหน้าเว็บนี้ทั้งหมด ไม่ต้องกลัวว่าเงินบริจาคจะหายไประหว่างทาง

“พูดง่าย ๆ คือรายได้ทุกบาทจะอยู่ในนี้หมด ทีนี้ตอนนี้รายจ่ายของเรา มันเป็นบิลกระจายกระจายอยู่ เดี๋ยวเราก็จะเอารายจ่ายของเราใส่เข้าไปในระบบนี้ด้วย เพื่อจะได้เทียบกันว่ารายได้กี่บาท รายจ่ายกี่บาท สิ่งที่ผมรู้สึกดีคือ ไม่มีใครขอเลขบัญชีแล้วโอน ไม่มีเลย ผมจะส่งลิงก์นี้ไปแล้วก็ไปโอนผ่านลิงก์นี้เท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มประมาณ 3 เปอร์เซนต์ อันนี้ผมออกให้เลยจะได้สบายใจว่าไม่ต้องมาคิดเล็กคิดน้อย แล้วก็ทำให้เรารู้สึกโปร่งใสด้วย ทุกคนก็จะเห็นว่าตัวเองบริจาคแล้วขึ้นมันก็ขึ้นเรียลไทม์เลย”

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

เงินบริจาคเหล่านี้นำไปส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่สู้ไฟป่า ส่งมอบทั้งโดรนตรวจจับความร้อน อาหาร เครื่องดื่ม อุปกรณ์ป้องกันไฟ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกความต้องการของคนด่านหน้าอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งเพราะเขาเข้าร่วมพูดคุยถึงปัญหาในพื้นที่มาโดยตลอด รู้หน้าค่าตาของเหล่าคนทำงาน ทำให้สามารถส่งต่ออุปกรณ์ถึงมือได้อย่างรวดเร็ว

“เราได้อยู่ในกลุ่มของเจ้าหน้าที่และชุมชนที่ช่วยดับไฟ เลยพยายามช่วยเป็นสื่อกลาง มีเงินพวกเราเองส่วนหนึ่ง เงินและสิ่งของบริจาคอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ช่วยแก้ปัญหาคนหน้างานได้เร็วกว่าผ่านระบบของรัฐ

“ส่วนของที่จำเป็นต่อคนหน้างาน ผมคิดว่าของหลักๆ ก็จะเป็นอุปกรณ์ เช่นโดรนความร้อน เครื่องเป่าลม วิทยุสื่อสาร อย่างวิทยุสื่อสารเราซื้อให้ประมาณ 64 ตัวเลยที่เขาลิสต์มาให้ พอเขาได้วอไป ก็สามารถวางแผนงานกันง่ายขึ้น ชาวบ้านหรือว่าผู้นำชุมชนเขาก็แฮปปี้ ของพวกนี้จริง ๆ ถ้านับเป็นเงินมันไม่ได้แพงมากนะ ถ้าเทียบแล้วโดรนนี่แพงจริง แต่ว่าวอเขาจะมาขออนุญาตให้ใช้ยากมากเลย เพราะพวกนี้เอาเข้าจริง ๆ เขาเรียกว่าวอดำ มันจะไม่ได้แบบไม่ได้ผ่าน กสทช. มา ไม่ได้ผ่านอะไรมา เขาใช้ในป่ากันเฉย ๆ

“แต่ถ้าใช้ในเมืองก็ถือว่าผิดกฎหมาย เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่เราซื้อให้ได้ บางทีเอามาทำงบรัฐก็ทำไม่ได้อีก หรืแถ้าเราซื้อของสเปกสูงก็ไม่ได้ ราคากลางมันเกิน เราซื้อเครื่องเป่าลมดี ๆ เครื่องละสองหมื่นกว่า แต่ว่าของรัฐถ้าซื้อต้องห้าพัน แต่ห้าพันใช้ไปแป๊บนึง พัง พอพังปุ๊บไม่มีงบซ่อมอีก ปัญหามันก็คาราคาซัง เราเห็นว่าปัญหาพวกนี้ ช่วยได้ก็เข้าไปช่วย ถ้าเป็นพวกอุปกรณ์ ของเล็กน้อย เราก็ได้รับความช่วยเหลือจากหลายฝ่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม อาหารแห้ง ซึ่งอันนี้มีมาเยอะเลย”

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

ส่วนต้นเหตุของการเกิดไฟป่านั้น จักรกฤษณ์บอกว่าเขาเรียนรู้มาจากการลงไปพูดคุยกับคนที่คลุกคลีอยู่กับปัญหานี้ ควบคู่กับหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ตามความเชี่ยวชาญของเขาเอง

“ในทางปฏิบัติการหยุดเผาเลยแบบ Zero Burning เป็นไปได้ยาก เพราะเกษตรกรเขาก็อยากจะหาจังหวะเผา เบื้องบนเขาก็หาทางอะลุ่มอล่วยกัน คือให้เผาในช่วงที่อากาศมันเปิด กลายเป็นว่าปายก็จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ตกลงร่วมกันได้ว่าโอเคเผา แต่ว่ามีเจ้าภาพรับผิดชอบนะ แล้วก็ทางราชการก็สนับสนุนไปเลยว่าคุณจะชิงเผาก็ชิงเผา แต่ว่าเจ้าหน้าที่ต้องไปดับภายในเท่าไหร่ แล้วก็ส่งความคืบหน้ามา เพราะว่าก่อนหน้านี้มีปัญหาที่ว่าเจ้าหน้าที่เขาต้องการเผาใช่ไหมก็เผา พอเจ้าหน้าที่เผากลางวันปุ๊บ ตอนเย็นชาวบ้านก็เริ่มแอบเผา หรือจะเป็นคนที่เขาอยากจะล่าสัตว์ คนที่เขาอยากได้พื้นที่เพิ่ม เขาก็แอบอ้างไปว่า ‘นี่คือการชิงเผาของรัฐไง’ 

“แต่พอปายเริ่มประกาศว่า โอเคการชิงเผาทุกครั้งจะต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ แล้วต้องดับภายในวันนั้น คราวนี้จะชัดเจนแล้วว่ามีขีดเส้นละ เลยทำให้ที่ผ่านมามันเริ่มดีขึ้น ปีที่แล้วก็คือกลุ่มที่ผมรู้สึกว่าเขาแอ็กทีฟก็คือ อบต. ของเมืองแปง เป็นอำเภอที่ใหญ่มาก แล้วเผอิญว่าเป็นจุดเผา 52% ของปายมาจากตำบลเมืองแปง ที่ผ่านมากลุ่มทั้งหลายที่คุยกันก็พยายามจะโฟกัสว่าเอองั้นเราเริ่มที่เมืองแปงก่อน เผื่อว่ามันจะเห็นผล แล้วพอมันเห็นผลเราก็เลยเห็นภาพว่างั้นกลุ่มเขาเป็นรูปเป็นร่างขนาดนี้ เราก็พยายามจะไปช่วย เช่น เจ้าหน้าที่เขาอยากได้โดรน ชุมชนอยากได้เครื่องเป่าลม เอาแบบสเปกดีหน่อย มันไม่พังง่าย ๆ เราก็เข้าไปสนับสนุน

“พอเราได้คุยกับคนที่เขาเริ่มเกาะกลุ่มกันอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถสนับสนุนเขาได้ตรงความต้องการ จริง ๆ มีอีกตัวหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าประทับใจ คือเขามีไอเดียว่าถ้าเอากล้องวงจรปิดไปติดในป่าจะดีไหม เพราะว่าที่ขอบป่ายังมีสัญญาณอินเทอร์เน็ตอยู่ มีซิมอยู่ แต่ถ้าในป่าลึกยังไม่มี ทีนี้ขอบป่านี่มันเต็มไปหมดเลย จะให้ชาวบ้านตั้งจุดตลอดมันตั้งไม่ไหว เขาก็เลยว่าถ้าเรามีกล้องวงจรปิดสัก 10-20 ตัวไปวาง ซึ่งก็กลายเป็นว่าเราก็เริ่มจับคนได้จริง ๆ ที่อาจจะแอบเข้าไป พอมีหลักฐานปุ๊บ เขาก็จะเถียงไม่ออก ซึ่งหลาย ๆ คนยังไม่ได้ทำอะไรรุนแรงหรอก แต่ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ตักเตือนได้แล้ว แล้วมันก็ทำให้คนเกรงกลัวแล้วว่าเขาไม่ควรที่จะเข้าป่าช่วงนี้ ตรงนั้นก็จะจุดเผาก็แทบไม่มีเลย หลังจากนั้นก็มีหลาย อบต. ที่เขาเห็นภาพว่าเราช่วยเหลือได้ เราก็ยิ่งอยากสนับสนุนเข้าไปใหญ่ ตอนนี้ก็เลยเป็นทุก อบต. เลย”

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา การเข้ามามีบทบาทของกล้องวงจรปิดแนวขอบป่า นอกจากจะช่วยเฝ้าระวังไฟป่าได้แล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับคนที่เกือบกระทำผิดอีกด้วย

“ต้องบอกว่าเจ้าหน้าที่เขาเก่งนะ เขาเป็นปลัด เขาไม่มีงบ ไม่มีอะไรเลย แต่เขาก็สามารถหาวิธีประนีประนอมกับชาวบ้านได้ เพราะโดยกฎหมายอาจจะสามารถมีสิทธิ์จับได้เลย เข้ามาปุ๊บ จับแล้วก็รอลงโทษ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ปรับตังค์เขาก็ไม่มีตังค์ จะให้เข้าคุกก็ต้องรอลงอาญาอีก สุดท้ายปลัดเขาก็เลยใช้วิธีว่าเอาอย่างนี้ ก็คุยกับชาวบ้านว่าใครที่โดนจับคุณก็มาช่วยแก้ปัญหาที่คุณก่อแล้วกัน ก็คือมาช่วยคนอื่นเขาดับไฟ เขาก็จะแซวกันว่า ‘วันนี้ผมหาคนดับไฟเพิ่มได้อีกคนแล้วครับ’ อารมณ์แบบทำสาธารณประโยชน์ ก็ใช้วิธีนี้ไป 

“ส่วนชาวบ้านพอเขาเป็นคนเผาเอง เขารู้เส้นทางอยู่แล้ว เขารู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะเข้าไปในแต่ละพื้นที่ พอเข้ามาช่วยดับก็เลยได้กำลังที่ดีมาด้วย กลายเป็นคนเผามาเป็นคนดับที่ใช้ได้ แล้วผมคิดว่าพอมันเริ่มทำแบบนี้หลาย ๆ รอบ คนเผาก็จะเริ่มไม่อยากจะไปเผาละ ถูกไหม เดี๋ยวโดนจับก็ลำบากอีกไม่คุ้มกัน 

“กับอีกส่วนหนึ่งก็คือพอเขามาเป็นคนดับ ก็จะมีเบี้ยเลี้ยงนิดหน่อยด้วยส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ช่วยบริจาค อย่างน้อยเขาไม่อด แล้วก็พอคุยกับชุมชนมากขึ้น ส่วนใหญ่ที่ทำเพราะเขายากจน เขาเลยต้องไปเผา เลยพยายามหาทางให้เขาไปอยู่จุดเฝ้าระวัง เพื่อจะได้มีรายได้ เพราะถ้าเขาไม่มีอะไรกินก็จะเข้าไปในป่าอีก ดังนั้นเราใช้วิธีว่าเรามีจุดเฝ้าระวังให้ อย่าง อบต. ทางปลัดเขาก็ไปหาเบี้ยเลี้ยงมาให้ได้นิดหน่อย อาจจะร้อยนึง หรือบางทีเราก็บริจาคของกินแทน ชาวบ้านก็ไม่ต้องเข้าไปป่า ให้อยู่จุดเฝ้าระวัง เพื่อที่จะกันไม่ให้คนอื่นเข้าไป อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนนี้ พอแก้แบบนี้เราก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นตัวที่คอนเวิร์ตจากคนที่เผา มาเป็นคนที่ช่วยดับได้ด้วย แล้วมันก็วิน-วิน ทุกฝ่าย”

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา จากนั้นจักรกฤษณ์ก็ได้อธิบายหน้าที่ของกลุ่มปายฟ้าใสเพิ่มเติมว่า เขาทำหน้าที่อยู่กึ่งกลางคอยเฝ้าสังเกตการณ์ และส่งมอบความช่วยเหลือผ่านเจ้าหน้าที่รัฐไปถึงมือชาวบ้านมากกว่า

“เราจะไปเจอกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก่อน ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเป็นปากเสียงให้กับชาวบ้าน แม้กระทั่งเราอยู่ในวงประชุมที่เอากล้องวงจรปิดเพื่อไปดูว่าใครเผา โอเคในฝั่งเจ้าหน้าที่เขาแฮปปี้อยู่แล้ว ในฝั่งชาวบ้านก็รู้สึกว่าถูกรุกราน เพราะป่าตรงนี้ใครก็เข้าได้ แล้วจู่ ๆ ทำไมเจ้าหน้าที่เอากล้องมาติด เขาก็จะรู้สึกรู้สึกอึดอัด คราวนี้เขาก็จะสะท้อนมากับผู้นำชุมชน ผู้นำชุมชนก็สะท้อนกับเรา แต่สุดท้ายเราก็ต้องหาทางออกร่วมกันว่า ถ้าคุณไม่ทำอะไรผิด เราก็ไม่ว่านะ แม้ว่าบางที รัฐบาลจะบอกว่าห้ามเข้าป่าเลยในช่วงนี้ แต่สุดท้ายในทางปฏิบัติเราก็จะอนุโลม เพราะชาวบ้านเขาไม่มีเงินไม่มีอะไรเขาก็เข้าป่า บางทีไปหาของป่า ไปเก็บผัก ไปหาสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ถ้าเห็นตามข่าวก็มีไปเผาเอารังต่อ รังผึ้ง 

“เพราะฉะนั้นพวกนี้เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาเข้าป่าอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีว่าถ้าเกิดคุณไม่ได้ทำอะไรร้ายแรง เราอนุโลมให้เข้า เลยเป็นการพบกันครึ่งทาง ซึ่งเราก็ไม่ถึงกับเป็นตัวกลางหรอก เราก็ไปรับรู้ มีการคุย แล้วก็พยายามหาจุดที่ช่วยได้มากกว่า อย่างเช่นเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้างาน ถ้าเขาส่งรูปมา แล้วเราเอาไปโพสต์ ก็จะมีคนรู้ว่าเจ้าหน้าที่เขาขาดเรื่องพวกนี้ เขาก็อยากจะช่วยบริจาค จะเป็นแนวนั้นมากกว่า หรือชาวบ้านเขาก็ไปดับไฟ แต่เขาไม่มีของ ไม่มีอะไรใช่ไหม ทั้งรองเท้า ถุงเท้า หรืออะไรต่อมิอะไรอย่างนี้ พอคนรู้ว่า มีคนที่เขาดับอยู่นะ แล้วเขาดับด้วยจิตอาสาด้วย เขาไม่ได้ไม่ได้ดับด้วยด้วยงบประมาณอะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราช่วยเขาได้ มันก็คงทำให้ไฟป่าดับได้ง่ายขึ้น กลายเป็นว่าเราก็เหมือนเป็นสื่อกลางนิดหนึ่งละกัน อะไรที่ส่งผ่านความช่วยเหลือได้เราก็ส่งไป”

หลังจากคุยกันมาได้ระยะหนึ่งเราถามคำถามสุดท้ายกับเขาว่า หากสามารถฝากถึงผู้มีอำนาจได้ เขาอยากจะบอกอะไรกับคนคนนั้น 

จักรกฤษณ์ยิ้มออกมาเบา ๆ

ก่อนจะตอบว่าองค์ความรู้จากต่างประเทศมีมากมาย หากรัฐไทยสามารถนำมาปรับใช้ดูแลสถานการณ์ภายในประเทศได้ก็คงดี

“ผมคิดว่าของพวกนี้ต่างประเทศเขามีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น เราไม่ต้องคิดใหม่ก็ได้ ถ้าเกิดคุณมีภัยพิบัติที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี แปลว่าเราก็ควรจะต้องจัดอะไรมาจัดการ ใช่ไหม จะเป็นงบประมาณพิเศษ หรือจะเป็นยูนิตพิเศษขึ้นมา มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่พิเศษขึ้นมา ผมคิดว่าในระดับคนที่มีอำนาจ เขาก็ควรจะวางแผนที่เป็นระยะยาวแบบนั้น เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจจะยากเพราะเดี๋ยวอีกแป๊บเดียวฝนก็ตกละ คนก็ลืมกันไป ก็สู้กันอยู่เฉย ๆ ดีกว่า แต่ถ้าคนมีอำนาจมองเห้นว่า เดี๋ยวปัญหาก็จะกลับมา มาร่วมกันวางแผนให้ยั่งยืน จะได้ไม่เกิดปัญหาแบบนี้ทุกๆ ปีดีกว่า ก็คงจะดี

“ซึ่งจริง ๆ มันก็ยากนะ เพราะอย่างที่บอกปัญหามันใหญ่เกินที่กลุ่มของเราจะแก้ได้ แต่ว่าผมคิดว่าถ้าเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อนว่ามีคนทำงานอยู่หน้างานอยู่ตรงนี้ คนที่เขาเผาเขาก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใหญ่ สำหรับชาวบ้านนะ แต่สำหรับคนที่ทำผิดกฎหมายเลยก็อีกเรื่องหนึ่ง 

“สำหรับชาวบ้านหลัง ๆ ก็จะเริ่มรู้สึกมากขึ้นแล้วว่า ลูกหลานเขาได้รับผลกระทบ หรือคนอื่น ๆ ในสังคมได้รับผลกระทบ แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดเป็นมุมเล็ก ๆ ที่สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ มันก็คงดีขึ้นไปอีก เพราะถ้าสุดท้ายจะแก้ได้มันต้องเป็นระดับนโยบาย อย่างน้อยคือกลุ่มของเราสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้เขาดับได้เร็วขึ้น เรามีกล้องวงจรปิดเยอะขึ้นหน่อย ถ้าเกิดดูแล้วมันเวิร์กเราก็กระจายไปทั่วปายเลยก็ได้ อย่างน้อยคนก็รู้สึกเกรงกลัวหน่อยก็พอจะลดปัญหาไฟป่าไปได้บ้าง ซึ่งมันก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอขนาดนั้น แต่โดยรวมผมมองในแง่ดีนะ ผมว่ามันดีขึ้น แต่ว่ามันยังไม่เป็นปัญหาที่แก้ได้เร็ว

“เพราะถ้าหากรัฐบาลทำได้ดี เราก็คงไม่ต้องทำ แต่ก็เพราะเราเห็นว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่แล้วมันแก้ไม่ได้สักที ก็เลยรู้สึกว่าใครช่วยอะไรได้นิดหน่อยก็ช่วยแหละ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเงื่อนไขที่เผอิญว่าเราไม่ได้เสียอะไรเยอะ เรารู้สึกว่ามีช่องที่ช่วยแล้วมันมีผลลัพธ์ออกมา อย่างน้อยเราก็ได้ช่วยให้กลุ่มหนึ่งเขาดับไฟได้ดีขึ้นอีกนิดนึง อย่างน้อยก็มีผลงานอยู่เล็กน้อย แล้วค่อยดูต่อว่าสามารถต่อยอดได้อีกไหม ปีหน้าสถานการณ์จะดีขึ้นไหม แต่แน่นอนว่าถ้าภาครัฐเข้ามา เขามีกำลังเยอะกว่า ยิ่งตอนนี้ประกาศให้เป็นเขตประสบสาธารณภัยไฟป่า ก็แปลว่าเขาจะดึงทหารมาช่วยก็ได้ จะดึงงบฉุกเฉินมาช่วยก็ได้ เราก็คาดหวังเหมือนกันว่ารัฐจะจัดการให้ได้”

ปายฟ้าใส : การรวมกลุ่มของคนรักปาย สู้ 'ไฟป่า' เพื่อทวงคืนอากาศสะอาดให้กลับคืนมา

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : ปายฟ้าใส