28 เม.ย. 2569 | 16:31 น.

KEY
POINTS
สำหรับ ‘เว่ยเจีย เจียง’ หน้าที่ของนักข่าวคือ ‘การตั้งคำถามที่ถูกต้อง’
เว่ยเจีย เจียงเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวของสื่อ CBS เธอคือคนที่นั่งอยู่ข้าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในงาน White House Correspondents' Dinner เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026 ซึ่งมีเสียงปืนดังขึ้นระหว่างงาน และทำให้งานเลี้ยงสื่อสารมวลชนเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินในทันที
ท่ามกลางความวุ่นวาย เธอแสดงบทบาทอย่างมืออาชีพในการสื่อสารและควบคุมข้อมูล จนได้รับทั้งคำชื่นชมจากผู้บริหารสื่อและผู้นำสหรัฐฯ อย่างโดนัลด์ ทรัมป์
แต่ถ้ามองในบทบาทของสื่อมวลชน แนวคิดที่เธอยึดถือมาตลอด คือ นักข่าวเป็นตัวแทนประชาชน กล้าตั้งคำถาม กล้าทักท้วง และรายงานทุกเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา
เพราะในยุคข่าวสาร ความจริงมีสองด้านเสมอ เธอจึงจำเป็นต้องมองทุกเรื่องราวอย่างรอบด้าน และไม่ปล่อยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกตีความหรือกำหนดโดยอำนาจของใครเพียงฝ่ายเดียว
เจียงเกิดที่เซียเหมิน ประเทศจีน ย้ายเข้ามาในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เพราะพ่อได้รับทุนเรียนต่อที่ West Virginia University ครอบครัวของเธอจึงเลือกปักหลักตั้งรกรากและเปิดร้านอาหารจีนเล็ก ๆ ที่เมืองบัคแคนนอน (Buckhannon) ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย (West Virginia)
บัคแคนนอนอยู่ภายใต้การปกครองของ Upshur County ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ชนบท แต่สวยงาม เนื่องจากถนนต่าง ๆ ถูกประดับด้วยงานศิลปะ เจียงเลยมักจะออกไปเล่นนอกบ้าน เล่นโคลน และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
“ฉันใช้ชีวิตนอกบ้านเต็มที่ การเติบโตแบบนั้นทำให้ตัวตนของฉันชัดเจน เพราะมันสำคัญที่เรียนรู้ว่าโลกข้างนอกเป็นอย่างไร และ West Virginia ก็มีสิ่งเหล่านั้นให้มากมาย ซึ่งทำให้ฉันมีความสุขมากที่ได้โตที่นี่”
ถ้าถามว่าเธอเริ่มสนใจงานสื่อตั้งแต่เมื่อไร คำตอบต้องย้อนกลับไปถึงห้องเรียนวิชาถ่ายวิดีโอในช่วงมัธยมต้น เมื่อครูมองเห็นแววและศักยภาพ จึงคอยผลักดันลูกศิษย์คนนี้อย่างเต็มที่
หนึ่งในรายการที่จุดประกายความฝันการเป็นนักข่าวให้เจียง คือ วันที่เธอสามารถเอาชนะเด็กทั่วประเทศจนได้เข้าไปเป็นโปรดิวเซอร์นักเรียนของบริษัท Channel One News ผู้ผลิตรายการข่าวสำหรับนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย พร้อมได้โอกาสบินไปดูงานจริงที่ลอสแอนเจลิสเป็นเวลา 2 สัปดาห์
“หลังจากเห็นว่าการทำงานข่าวในโลกความจริงเป็นอย่างไร ฉันก็รู้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่ฉันอยากทำ ถึงตอนนั้นฉันจะอายุแค่ 13 ปีก็ตาม”
ความฝันที่ถือกำเนิดก็มาพร้อมกับเพื่อน ๆ ชาวอเมริกันที่เริ่มยอมรับตัวตนของเธอมากขึ้น ไม่ได้มองว่าเว่ย เจีย เจียงเป็นคนนอกหรือแตกต่างเหมือนวันแรก ๆ
“ฉันจะไม่พูดให้ดูเกินจริงนะ มีหลายช่วงในชีวิต โดยเฉพาะตอนเป็นเด็กและเติบโตใน West Virginia เด็กคนอื่นทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง พวกเขาบอกให้ฉันกลับไปที่ที่ฉันมา และถามว่าฉันมองเห็นหรือเปล่า เพราะตาของฉันเล็ก
“ฉันคิดว่านั่นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผู้คนไม่รู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างมากพอ แล้วเด็กก็สามารถเป็นคนที่รังแกคนอื่นได้เหมือนกัน ซึ่งน่าเสียดายที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม”
นี่เป็นเพียงบททดสอบแรก ก่อนที่ชีวิตของเจียงจะเข้าสู่บทต่อไป บทที่เธอเริ่มทำตามความฝันของตัวเองและได้เป็น ‘นักข่าว’ ตามที่เคยฝันไว้
แทนที่จะเรียนสายวารสารศาสตร์โดยตรง เจียงเลือกที่จะสอบเข้าคณะสาย ‘liberal arts’ เพื่อฝึกฝนวิธีคิดและการตั้งคำถาม
“จริง ๆ แล้วฉันคิดว่าการศึกษาแบบ liberal arts คือการศึกษาที่ดีที่สุดที่คุณควรมีติดตัวไว้ หากคุณกำลังพยายามเข้าสู่วงการวารสารศาสตร์ เพราะสำหรับฉัน คุณสมบัติอันดับหนึ่งที่นักข่าวควรมีคือ ความอยากรู้อยากเห็นในการเรียนรู้”
อีกทั้งเธอยังได้ทุนการศึกษาเต็มจำนวน ชีวิตรั้วมหาวิทยาลัยเจียงจึงเป็นนักศึกษา Liberal Arts สาขาปรัชญาที่มหาวิทยาลัย William & Mary แล้วเรียนต่อปริญญาโทคณะ Broadcast Journalism ที่มหาวิทยาลัย Syracuse เติมทักษะการเขียนข่าว การรายงานข่าว การเป็นผู้ประกาศข่าว การผลิตข่าวโทรทัศน์
นอกจากนี้ตอนเรียน เธอยังเคยเป็นนักข่าวประจำเมืองวอชิงตัน หลังจากบ่มเพาะความรู้ทางด้านเทคนิคและแนวคิดมาอย่างเต็มที่ ก็ถึงเวลาที่เธอจะลงมือทำงานจริง
เจียงเริ่มจากการเป็นนักข่าวภาคสนามที่ ‘WBOC-TV’ แม้จะเป็นงานแรก แต่เธอก็ได้รับรางวัล Edward R. Murrow Award และ Associated Press Award จากงานข่าวเชิงสารคดี แล้วเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวอยู่ที่ ‘WJZ-TV’ ประมาณ 4 ปี แล้วค่อยเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวภาคสนามเต็มตัวและผู้ประกาศข่าวสำรองที่ CBS ในเมืองนิวยอร์ก
ระหว่างนั้น เธอคือผู้ประกาศข่าวที่มีความสามารถโดดเด่นและเป็นนักข่าวที่รายงานเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ยกตัวอย่างเช่น การเคลื่อนตัวของ ‘Hurricane Sandy’ พายุเฮอริเคนครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เมื่อปี 2012 และ เหตุการณ์กราดยิงโรงเรียนประถม Sandy Hook ที่เมือง Newtown รัฐ Connecticut สหรัฐอเมริกา ในปีเดียวกัน
รวมถึงเหตุการณ์สูญเสียระดับโลกอย่างการระเบิดที่งานบอสตัน มาราธอนปี 2013 ที่เธอรายงาน ถึงวินาทีการจับกุมคนร้ายและช่วงเวลาที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยแล้วเริ่มเดินลงกลับมาบนถนน
เธอบอกว่า “หลังการจับกุม Dzhokhar Tsarnaev (คนร้าย) ผู้คนในบอสตันหลั่งไหลออกมาบนท้องถนน ราวกับได้รับอิสรภาพจากความหวาดกลัว”
เจียงตั้งใจรายงานข่าวให้ทุกความจริงส่งถึงประชาชนมาถึงปี 2015 เธอเข้ามาทำงานที่วอชิงตัน ดีซีด้วยตำแหน่ง CBS Newspath Correspondent หรือนักข่าวสายการเมือง คอยรายงานความเคลื่อนไหวช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2016 และยังคงรายงานข่าวภัยพิบัติและเหตุกราดยิงเหมือนเดิม
ผ่านไปอีก 3 ปี CBS ก็แต่งตั้งให้เธอเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาวของ ของ CBS มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งบางคนอาจคุ้นชื่อเธอจากคำถามอันตรงไปตรงมาระหว่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังแถลงข่าวแพร่ระบาดโควิด 19 ในสหรัฐฯ
วันนั้นเธอถามทรัมป์ว่า “ทำไมสำหรับคุณ การป้องกันโรคโควิด 19 ถึงกลายเป็นการแข่งขันระดับโลก ในเมืองยังมีชาวอเมริกันเสียชีวิตอยู่ทุกวัน”
แล้วทรัมป์ตอบว่า “บางที คำถามนั้นคุณควรไปถามจีน”
ซึ่งเธอตอบกลับไปว่า “ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้นโดยเฉพาะ”
เหตุการณ์เดียวที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นคำตอบที่มีนัยเหยียดเชื้อชาติ และยังทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของนักข่าวที่ยืนหยัดถามคำถามแทนประชาชน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากผู้นำประเทศโดยตรง
เจียงเคยให้สัมภาษณ์เรื่องบทบาทหน้าที่การเป็นนักข่าวที่กล้าประชันหน้าต่อผู้นำในปี 2020 ว่า นักข่าวคือคนกลางและไม่ปล่อยให้คำพูดที่ดูห่างไกลจากความจริงผ่านไปโดยไม่มีการตรวจสอบ
“ฉันคิดว่าการกล้าพูดคือการตั้งคำถามที่ถูกต้อง และมองออกว่าเรื่องใดไม่เป็นความจริง แล้วกล้าที่จะทักท้วง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐบาลจะนำเสนอเรื่องราวในแบบที่เขาต้องการ แต่คุณต้องระวังตัวเพื่อไม่ให้สิ่งนั้นผ่านไป โดยไม่มีการตรวจสอบ”
ปี 2026 ชื่อของ ‘เว่ยเจีย เจียง’ ถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อเธอกลายเป็นผู้ควบคุมเหตุการณ์ฉุกเฉิน หลังชายคนหนึ่งบุกเข้ามาในงาน White House Correspondents' Dinner งานเลี้ยงเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์กับสื่อมวลชน พร้อมอาวุธปืน ทั้งที่งานดังกล่าวเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่เธอทุ่มเทจัดเตรียมมานานกว่า 8 เดือน
แต่ด้วยสถานการณ์ไม่คาดคิด โดนัลด์ ทรัมป์และภรรยาถูกพาตัวไปยังพื้นที่ปลอดภัยในโรงแรม และถึงจะอยากให้งานดำเนินต่อไป แต่สุดท้ายงานก็ต้องยุติลง
“เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้ขอให้เราทุกคนออกจากสถานที่ตามมาตรการความปลอดภัย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการความมั่นใจว่า ไม่มีใครบาดเจ็บ ทั้งเขา สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง คณะรัฐมนตรี รวมถึงทุกคนปลอดภัย” เธอบอกกับเพื่อนร่วมงานหลังจากเหตุการณ์สงบลง
เธอได้รับคำชื่นชมจากคนในงานและประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในความนิ่งและความเป็นผู้นำของเจียงที่ทำให้ทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ท่ามกลางความวุ่นวายในคืนนั้น
ทรัมป์ชมนักข่าวเอเชียคนนี้ว่า “ผมอยากบอกประธานจัดงานว่า คุณทำได้ยอดเยี่ยมมาก เป็นค่ำคืนที่งดงามมาก หลังจากนี้ คงยากหน่อยที่เธอจะกลับมาถามคำถามกดดันผมแรง ๆ ใช่ไหม? แต่คุณทำได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ”
ส่วนผู้บริหาร CBS บอกว่า “เธอรับมือกับสถานการณ์ทั้งหมดด้วยความสุขุมและสง่างาม และจากบนเวที เธอก็ตรงไปยังสนามหญ้าหน้าทำเนียบขาวเพื่อรายงานข่าวทันที”
และยังบอกให้เจียงจัดงานใหม่ภายใน 30 วันและไว้ใจให้เธอเป็นคนสื่อสารกับสาธารณะเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
แต่ในฐานะนักข่าว เธอเห็นเพื่อนร่วมอาชีพร่วมกันรายงานข่าว ซึ่งสะท้อนชีวิตของการเป็นสื่อมวลชนได้ดี คือ ‘การรายงานความจริง’
“ฉันเลื่อนโทรศัพท์ดูว่า ผู้คนกำลังรายงานอะไรกันอยู่ ฉันเห็นนักข่าวหลายคนกำลังรายงานสด กำลังทวีตจากในห้องนั้น ทั้งที่พวกเขาเองก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตของตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าภัยคุกคามนั้นยังดำเนินอยู่หรือเปล่า
และนั่นคือสิ่งที่นักข่าวทำ ทำไมเราถึงยังทำแบบนั้น แม้ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงที่สุด? ก็เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้ข่าวสาร เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวเราเอง”
ตั้งแต่วันแรกของการเป็นสื่อมวลชน ‘เว่ยเจีย เจียง’ เชื่อเสมอว่า นักข่าวคือตัวแทนของประชาชนที่มีหน้าตั้งคำถามที่ถูกต้อง ตรวจสอบความจริง ไม่ให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกบิดไปตามอำนาจของใครหรือสถานการณ์ใด
เพราะท้ายที่สุด การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารไม่ใช่ความพิเศษของใครบางคน แต่เป็นสิทธิของประชาชนทุกคน
อ้างอิง
On the Record: W&M alumni break news from the Wren to the White House / William & Marry
'Responsible coverage': Trump praises media post shooting / rediff