‘แสนดี สิทธิพันธุ์’ เสียงแรกที่เริ่มจาก “UP” สู่การทลายความกลัวเพื่อส่งต่อพลังแห่งอนาคต

‘แสนดี สิทธิพันธุ์’ เสียงแรกที่เริ่มจาก “UP” สู่การทลายความกลัวเพื่อส่งต่อพลังแห่งอนาคต

จากเด็กชายที่เคยยอมโดดเรียนเพื่อหลีกหนีการพูดหน้าชั้น สู่วันที่เขากล้ายืนบนเวทีและใช้ ‘เสียง’ ของตัวเองส่งต่อความหวังถึงคนรุ่นใหม่ เรื่องราวของ ‘แสนดี สิทธิพันธุ์’ คือการทลายกำแพงความกลัว และพิสูจน์ว่าเมื่อเราเริ่มกล้าสื่อสาร ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ก็อาจกลายเป็นพลังที่เปลี่ยนอนาคตได้

KEY

POINTS

“มีใครในที่นี้บ้างไหมครับที่กลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชน?... ผมคนหนึ่งครับ! มันคือความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมเลย ตอนนี้มือของผมกำลังสั่นอยู่ หัวใจเต้นแรงทะลุเพดาน ผมคงต้องไปพบแพทย์ในอีกสัก 10 นาทีข้างหน้านี้แล้วมั้งครับ”

ท่ามกลางความเงียบภายในห้องออดิทอเรียมของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ชายหนุ่มผู้นี้ยืนอยู่กลางแสงไฟสปอตไลท์ ใบหน้าของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้มแต่แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนก เสียงหัวใจที่เต้นระทึกและมือที่สั่นเทาไม่ใช่การแสดงละคร 

แต่มันคือปฏิกิริยาทางร่างกายของความกลัวที่ฝังรากลึกมาตลอด 26 ปีเต็มของชีวิต

สำหรับ ‘แสนดี สิทธิพันธุ์’ นี่ไม่ใช่เพียงแค่การสวมบทบาทผู้เปิดงานทอล์กทั่วไป แต่มันคือการเผชิญหน้ากับ ‘อสูรกาย’ ตัวใหญ่ที่สุดในใจของเขาโดยตรงเป็นครั้งแรก

‘ปุ่มปิดเสียง’ ในวัยเยาว์ และความหมายของคำว่า “UP”

เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมเวทีนี้จึงน่าหวาดหวั่นสำหรับแสนดีถึงเพียงนี้ เราต้องย้อนกลับไปในวันที่โลกของเขาไร้ซึ่งเสียงใด ๆ แสนดีเกิดมาพร้อมกับภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างรุนแรง (Severe Hearing Loss) ในวัยเพียง 2 ขวบ ครอบครัวต้องตัดสินใจครั้งใหญ่เพื่อพาเขาเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเพื่อเข้ารับการผ่าตัดครั้งสำคัญ

ระหว่างยืนบนเวทีนี้ แสนดีดึงเครื่องช่วยฟังผ่านประสาทหูเทียม (Cochlear Implant) ที่แนบชิดอยู่กับศีรษะของเขา ออกมาให้พวกเราดู อุปกรณ์ชิ้นนี้คือสะพานเทคโนโลยีเชื่อมเขาเข้ากับโลกแห่งการได้ยิน แต่เส้นทางการหัดใช้สะพานนี้ไม่ได้ง่ายดายเลย

“ผมเริ่มพูดคำแรกตอนอายุ 3-4 ขวบ คำแรกคือคำว่า up ตั้งแต่นั้นมา มันกลายเป็นคติประจำตัวของผม ให้ผมมองขึ้นข้างบนเสมอ มองโลกแง่บวก และมองหาข้อดีในทุกสถานการณ์”

ทว่ายิ่งเติบโตขึ้น ปัญหาร่างกายกลับทับซ้อนด้วยกำแพงทางจิตวิทยา แม้จะกู้การได้ยินกลับมาได้ แต่วิธีการจัดระเบียบความคิดและถ่ายทอดมันออกมากลับเป็นเรื่องยาก แสนดีเป็นคนรักการเข้าสังคม ชอบพูดคุยกับผู้คน แต่เมื่อต้องยืนพูดหน้าชั้นเรียนเขากลับแข็งทื่อ ซ้ำร้ายเขายังมีอาการติดอ่างและภาวะสมาธิสั้น ที่ทำให้ปากขยับไวกว่าความคิดอยู่เสมอ

“การพูดต่อหน้าสาธารณชนทำให้ผมกลัวมากจนผมยอมโดดเรียน เป็นเวลา 18 ปี ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย ผมจะโดดเรียนไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอผลงาน การโต้วาที เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกนั้น…”

“ผมกลัวมากเวลาคุณครูเรียกชื่อในห้องเรียน หรือแม้แต่การเข้าหาครู ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนรุ่นเดียวกันเลยครับ... ตอนเรียนมัธยมต้น ผมถึงขั้นยอมลงเรียนวิชาการแสดงเป็นเวลา 2 ปีเต็มเพื่อพยายามก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด... แต่มันไม่ได้ผลเลยครับ”

จุดเปลี่ยนข้ามทวีป และความหมายใหม่ของ ‘นโยบายสาธารณะ’

ความกลัวยังคงติดตัวแสนดีข้ามน้ำข้ามทะเลไปจนถึงสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และมหาวิทยาลัยคอร์เนล ในโลกวิชาการที่เน้นการถกเถียงและแสดงความคิดเห็น แสนดีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกระโจนเข้าใส่ความกลัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องโต้วาที พรีเซนต์งาน และการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์แบบตัวต่อตัว ความมั่นใจเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งเข้าเรียนระดับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่คอร์เนล ที่นั่นเองที่แสนดีได้ค้นพบว่าการสื่อสารไม่ใช่แค่ทักษะส่วนบุคคล แต่มันคือ ‘พลังในการเปลี่ยนโลก’

“ส่วนใหญ่ของการเรียนปริญญาของผมที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล คือการเสนอวิธีแก้ปัญหา ข้อเสนอแนะ และการมีส่วนร่วมกับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้กำหนดนโยบาย ภาคส่วนสาธารณะและเอกชน... มันทำให้ผมเริ่มตระหนักได้ว่า นโยบายสาธารณะที่ดีมันเป็นเรื่องของ 3 สิ่ง และผมยึดมันไว้ในใจเสมอ คือ ประชาชน นโยบาย และกระบวนการหรือระบบที่เชื่อมโยงพวกเราเข้าด้วยกัน”

“เพื่อที่จะบรรลุประโยชน์ส่วนรวมในสังคม สำหรับทุกคนและเพื่ออนาคต เราจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดี... มันไม่เพียงแต่สร้างความรับผิดชอบและสร้างความไว้วางใจ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันมอบพลังให้กับพวกเราในการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายที่เราต้องการอย่างแท้จริงในชีวิต”

การสื่อสารคือศิลปะแห่งความเข้าใจของมนุษย์ 

จากเด็กชายที่ยอมโดดเรียนเพื่อหนีการพรีเซนต์หน้าห้อง วันนี้แสนดียืนอยู่บนเวทีภายใต้แสงไฟ ท่ามกลางสายตาผู้ฟังนับร้อยเพื่อบอกเล่าความจริงว่า ในโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับความแตกแยกทางความคิดและช่องว่างของเจเนอเรชัน สิ่งเดียวที่จะช่วยเยียวยาพวกเราได้คือความพยายามที่จะทำความเข้าใจกันและกัน

“ในเวลานี้ เราอยู่บนทางแยกของมนุษยชาติ ที่ซึ่งเราแตกแยกมากกว่ารวมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... แต่ในท้ายที่สุด มีความจริงประการหนึ่งที่แจ่มชัดมาก คือพวกเราทุกคนคือมนุษย์ ในทางใดทางหนึ่ง เราต้องการที่จะเชื่อมโยงกันในระดับใดระดับหนึ่ง”

“การพูดต่อหน้าสาธารณชนมีพลังที่จะส่งอิทธิพล ให้ข้อมูล และเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่ ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งเดียวที่ทดแทนไม่ได้ที่เป็นตัวตัดสินอนาคต ที่เปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นความเป็นไปได้... สำหรับผม การสื่อสารเรียบง่ายมาก มันคือศิลปะแห่งความเข้าใจของมนุษย์”

การส่งต่อคบเพลิงแห่งอนาคต

ปาฐกถาพิเศษนี้ เกิดขึ้นในงาน ‘Young Speakers Championship 2026’ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Edsy, มูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-นานาชาติ (AFS Thailand) และกรุงเทพมหานคร ณ ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) งานนี้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทย 14 คน จากกว่า 80 โรงเรียนทั่วประเทศ มาประชันวิสัยทัศน์ในหัวข้อแห่งอนาคตอย่าง AI Society, Dream City และ Global Citizen

การขึ้นเวทีพูดเปิดงานครั้งนี้ของแสนดีจึงไม่ใช่แค่การทำตามภารกิจส่วนตัวในการทลาย ‘Bucket List’ ตลอด 26 ปีของตนเองเท่านั้น แต่เป็นการส่งต่อความกล้าหาญไปยังหัวใจของเด็ก ๆ เยาวชนรุ่นหลังที่กำลังรอคอยจะขึ้นเวทีใหญ่หลังจากเขาด้วย

ช่วงท้ายของปาฐกถา แสนดีกล่าวกับกลุ่มเยาวชนทั้ง 14 คน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเอ็นดู และแรงสนับสนุนอย่างล้นปรี่

“ตอนนี้ มันขึ้นอยู่กับพวกคุณแล้วที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมจากผลกระทบที่คุณแสวงหา เพราะพวกคุณทุกคนได้วาดฝันถึงความคิดทั้งหมดที่พวกเราทุกคนไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝันถึง อนาคตอยู่ในมือของพวกคุณแล้วตอนนี้ เวทีเป็นของพวกคุณ... ไม่กดดันนะครับ!”

“และถึงทุกคนที่รับชมอยู่ในวันนี้... ผมขอเชิญชวนให้คุณคำนึงถึงสิ่งหนึ่งไว้ในใจเพียงสิ่งเดียว คือ อนาคตแบบไหนที่เราต้องการสำหรับคนรุ่นต่อไป? ขอบคุณมากครับ”

เมื่อแสงไฟดับลงและเสียงปรบมืออันกึกก้องเบาลง พิธีกรเดินขึ้นมาถามเขาด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง?” แสนดีตอบกลับพร้อมกับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด 

“โอ้โห... รู้สึกสนุกและโล่งใจมาก ๆ ครับที่ได้ปลดปล่อยมันออกมาจากข้างในตัวเสียที”

ก้าวเล็ก ๆ ที่แสนดีกล้าข้ามผ่านพรมแดนแห่งความกลัวในวันนั้น ได้จุดประกายและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ไม่ว่าเสียงของเราจะเริ่มต้นด้วยคำที่แผ่วเบาขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังเชื่อมั่นในการสื่อสาร เสียงนั้นย่อมมีพลังเปลี่ยนผ่านศักยภาพในตัวเราให้กลายเป็นความเป็นไปได้อันไร้ขอบเขตของสังคมเสมอ

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า