16 มิ.ย. 2569 | 17:38 น.

KEY
POINTS
ท่ามกลางความปรารถนาของมนุษย์ยุคใหม่ที่พยายามค้นหานวัตกรรมเพื่อยืดอายุขัยให้ยาวนานที่สุด เวทีเสวนา ‘มนุษย์ต่างวัย Fest 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ได้มอบคำตอบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเทคโนโลยีใด ๆ ผ่านการปรากฏตัวของบุรุษผู้ผ่านกาลเวลามาอย่างโชกโชน
บนเวทีวันนั้น ‘คุณชวน หลีกภัย’ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา ในวัย 87 ปีที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัย 88 ปีเต็มในเดือนหน้า ได้มานั่งพูดคุยด้วยรอยยิ้มละมุนและบุคลิกที่ยังคงสง่างาม ท่านวางความตึงเครียดทางการเมืองลงชั่วคราว เพื่อถ่ายทอดศิลปะแห่งการใช้ชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีคุณค่าและเปี่ยมด้วยความหมาย
บทสนทนาเริ่มต้นด้วยการเปลือยสัจธรรมว่า มนุษย์เราล้วนไม่ได้กำหนดมาหรอกว่าจะต้องมีอายุขัยเท่าไหร่ เพราะเมื่อเกิดมาเข็มนาฬิกาก็เดินหน้าไล่เรียงไปตามธรรมชาติ สำหรับผู้ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางนักการเมืองมาตั้งแต่ยังหนุ่มอย่างท่าน คำว่า ‘เกษียณอายุ’ จึงไม่เคยมีอยู่จริง เพราะการทำงานเพื่อประชาชนคือวาระที่ดำเนินคู่ขนานไปกับลมหายใจ
เมื่อกาลเวลาพัดพาชีวิตเข้าสู่วัยชรา สิ่งที่หลงเหลือเป็นสมบัติล้ำค่าคือ ‘ความทรงจำ’ ท่านชี้ให้เห็นว่าผู้สูงวัยที่ยังจำอะไรได้ดี จะเป็นผู้ที่แบกรับทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว ความดีใจ และความเสียใจไว้ในคราวเดียวกัน ผิดกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่อาจไม่มีความทุกข์หลงเหลืออยู่เลย แต่ความทุกข์เหล่านั้นจะตกไปอยู่กับผู้ดูแลแทน
ด้วยเหตุนี้ หากผู้สูงวัยปล่อยชีวิตให้ว่างเปล่าไร้จุดหมาย ความทรงจำที่เจ็บปวดอาจย้อนกลับมาทำร้ายจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า เคล็ดลับสำคัญในการพยุงจิตใจคือการมี ‘ภารกิจ’ หรือมีงานให้ทำ เพื่อให้วันเวลาที่ผ่านพ้นได้ก้าวเดินไปพร้อมกับสิ่งที่มีคุณค่าให้คอยดูแล
จากเรื่องของความทรงจำ คุณชวนได้กระตุ้นผู้คนจำนวนมากที่มารอฟัง ด้วยปรัชญาเรื่องกาลเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับ ท่านย้ำเตือนอย่างหนักแน่นว่า “วันเวลาที่ผ่านไปไม่กลับมาอีกแล้ว เพราะฉะนั้นวัยที่เราทำอะไรได้ ใช้โอกาสนั้นทำแล้ว ไม่มีย้อนกลับ”
เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพความเสียดายที่แจ่มชัด ท่านเล่าถึงอดีตเมื่อครั้งเป็นนักเรียนที่หลงใหลในเสียงดนตรีและอยากเป่าแซกโซโฟน แต่ด้วยความยากจน จึงต้องพับความฝันนั้นไว้พร้อมกับคำปลอบใจตัวเองว่า เอาไว้มีเงินเมื่อไหร่ค่อยซื้อมาเล่นก็ยังไม่สาย
ทว่าเมื่อถึงวันที่พร้อมทางการเงิน สามารถซื้อเครื่องดนตรีและจ้างครูที่เก่งที่สุดมาสอนได้ สัจธรรมอันโหดร้ายก็ปรากฏขึ้น นั่นคือวัยที่ล่วงเลยได้พรากเอาความแม่นยำและความเฉียบคมของสมองไปเสียแล้ว โอกาสที่เฝ้ารอจึงหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย
บทเรียนจากแซกโซโฟนถูกกลั่นกรองเป็นคำพูดที่ชวนคิดว่า “พวกเราอยากเก่งอะไร เอาวัยนี้นะ ถ้าคุณอยากเก่งอะไร คุณต้องทำวัยนี้... ทำอะไรที่ทำได้รีบทำ เพราะมันไม่กลับมาอีกแล้ว วันพรุ่งนี้ก็แก่ไปอีก 1 วัน”
โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง การดิ้นรนไขว่คว้ายิ่งต้องมีมากกว่าคนอื่น คุณชวนเล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์ที่มาจากครอบครัวที่มีลูก 8-9 คน ความขัดสนถึงขั้นที่ไข่ไก่ 2 ฟองต้องถูกนำมาแบ่งปันกันในสัดส่วนที่เล็กยิ่งกว่าซีกหรือเสี้ยว การต้องอาศัยข้าวก้นบาตรเพื่อเรียนหนังสือ ได้หล่อหลอมให้ท่านเรียนรู้ที่จะไม่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ท่านฝากข้อคิดไว้อย่างคมคายว่า “มันมีอะไรที่เราดิ้นรนได้ต้องดิ้นรนในภาวะที่เราสามารถดิ้นรนได้ แล้วจะทำให้เรามีสิ่งนั้น พอถึงวัยหนึ่งเราไม่มีโอกาสย้อนกลับมาอีก”
นอกจากจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว บุคลิกภาพที่ยังคงเดินหลังตรงและก้าวย่างอย่างมั่นคงในวัย 87 ปี ก็เป็นประจักษ์พยานแห่งการมีวินัย ท่านยกความดีให้บิดาผู้เป็นครู ที่คอยพร่ำสอนและเข้มงวดไม่ให้ลูกเดินหรือนั่งหลังค่อมมาตั้งแต่เด็ก
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่า คือความฉับไวของสมอง ซึ่งคุณชวนรักษามันไว้ด้วยสัจจะลูกผู้ชายที่รับปากกับบิดาว่าจะไม่แตะต้องเครื่องดองของเมาก่อนอายุ 30 ปีเด็ดขาด ประกอบกับคำเตือนของศาสตราจารย์พิเศษ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ชี้ให้เห็นว่าแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลายเซลล์สมองให้ตายไปนับล้านตัวได้
ภาพจำเรื่องสมองถูกขยายความให้แหลมคมยิ่งขึ้น เมื่อรุ่นพี่ทนายความที่ท่านเคารพเคยสอนเคล็ดวิชาไว้ว่า การจะสืบพยานและจับโกหกคนให้ได้นั้น สมองจะต้องสว่างวาบและรวดเร็วประดุจ ‘ฟ้าแลบ’ และยาวิเศษที่จะรักษาฟ้าแลบนี้ไว้ได้ คือการหลีกหนีจากน้ำเมาทุกชนิด ซึ่งท่านยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาจนถึงปัจจุบัน
ในมิติของโภชนาการ หลังจากต้องเผชิญกับการผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่วเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ท่านปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างมีวินัย ด้วยการลดโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และหันมาทานไข่ต้มวันละ 2 ฟอง โดยมีกฎเหล็กที่หมอย้ำเสมอว่าไข่ขาวต้องสุก
ความเด็ดขาดในการรักษาชีวิต ยังสะท้อนผ่านการเอาชนะกิเลสทางรสชาติ เมื่อต้องควบคุมความหวาน ท่านยอมตัดใจเลิกรับประทานของโปรดที่สุดในชีวิตอย่าง ‘ทุเรียนกวน’ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีข้อแม้หรือการต่อรองใด ๆ
ถึงกระนั้น ท่านก็มองความร่วงโรยของสังขารด้วยสายตาที่เข้าใจสัจธรรม อวัยวะอย่างหู ตา และจมูก ย่อมเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะดวงตาที่เคยใช้อ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงมาตั้งแต่เด็ก วันนี้ต้องเผชิญกับโรคต้อกระจกจนต้องอาศัยแว่นขยายเข้าช่วย
จากความเสื่อมถอยนี้ ท่านได้แปรเปลี่ยนเป็นข้อคิดเตือนใจว่า “พวกเราที่วัยที่ตายังมีประโยชน์อยู่ ก็ใช้ตาให้เป็นประโยชน์ อ่านให้มาก... เพราะวันหนึ่งตาจะมีปัญหาครับ”
ส่วนวิธีรักษามวลกล้ามเนื้อและกระดูกไม่ให้หดสั้นลงมากตามวัยชรา ท่านใช้วิธีออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน และยังคงทำท่ายากอย่างการ ‘ห้อยหัว’ ซึ่งผลลัพธ์ทางการแพทย์ยืนยันว่า วิธีนี้ช่วยพยุงโครงสร้างร่างกายให้ส่วนสูงของท่านลดลงน้อยกว่าเพื่อนในวัยเดียวกันถึงครึ่งหนึ่ง
แต่สุขภาพกายที่แข็งแกร่ง ย่อมไม่อาจค้ำจุนมนุษย์ให้อยู่รอดท่ามกลางคลื่นลมการเมืองมาได้ยาวนานถึง 57 ปี หากปราศจากความสงบในจิตใจ เมื่อถูกถามถึงวิธีรับมือกับความเครียด ท่านเผยว่ายาวิเศษที่ทำให้หลับสนิทในทุกค่ำคืน คือความสุจริต
ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ถ้าเราไปทำอะไรที่ไม่สุจริตนะครับ ผมว่ามันจะทำให้เรานอนไม่หลับ” การไม่เบียดบังผลประโยชน์หรือทุจริตคดโกงแม้แต่สลึงเดียว ทำให้ชีวิตปราศจากชนักติดหลัง และไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าจะมีใครมาขุดคุ้ยประวัติ
วีรกรรมที่ยืนยันความสัตย์ซื่อนี้ คือตอนที่ท่านพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านยืนกรานสั่งให้ปลัดกระทรวงฯคืนเงินราชการลับที่เหลือกว่า 7 ล้านบาทให้แก่ 5 หน่วยงานของกองทัพ ทั้งที่ไม่มีระเบียบบังคับให้คืนและสามารถเก็บไว้เป็นของส่วนตัวได้
จากมโนธรรมอันบริสุทธิ์ส่วนบุคคล คุณชวนได้ขยายภาพให้เห็นถึงบาดแผลของโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะพฤติกรรมทางการเมืองที่ใช้เงินตราเป็นเครื่องมือ ท่านเล่าถึงความเสื่อมถอยที่น่าใจหาย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเต็มไปด้วยการซื้อตัว สส. ที่มีราคาประมูลกันสูงเพื่อแลกกับการย้ายพรรค
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ทะลุปรุโปร่ง ท่านยังได้ฝากข้อคิดอันเฉียบขาดถึงกติกาบ้านเมืองและกฎหมายสูงสุดไว้ว่า “รัฐธรรมนูญเป็นหลักของประเทศก็จริง... แต่รัฐธรรมนูญดียังไงก็ตามนะครับ แต่ว่าถ้าคนเลว ยากครับที่จะพาบ้านเมืองไปได้” ประโยคนี้คือการตอกย้ำว่า ต่อให้เรามีสถาปัตยกรรมทางกฎหมายที่วิจิตรตระการตาเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานความฉ้อฉลของมนุษย์ที่ไร้ศีลธรรมได้ การมุ่งมั่นรักษาคนดีจึงเป็นหัวใจหลักเหนือสิ่งอื่นใด
แม้ในวัยใกล้ 88 ปี เป้าหมายการตื่นขึ้นมาในทุกเช้าของคุณชวนก็ยังคงเป็นการทำงานเพื่อส่วนรวม ท่านยังคงยื่นกระทู้ถามรัฐบาลในสภา เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน ตั้งแต่วิกฤตการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในภาคใต้ ไปจนถึงการติดตามการเยียวยาผู้สูญเสียจากเหตุความไม่สงบกว่า 8,000 คน รวมถึงการเป็นกระบอกเสียงให้กับวัดวาอารามที่กำลังเดือดร้อนเรื่องค่าน้ำค่าไฟ อันเป็นผลพวงมาจากข่าวฉาวของพระบางรูปที่ทำให้พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธาจนหยุดทำบุญ การได้ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เหล่านี้ คือออกซิเจนที่หล่อเลี้ยงหัวใจของท่าน
นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้บุกเบิกรากฐานสวัสดิการสังคม ด้วยการผลักดันนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จากจุดเริ่มต้นเพียง 200 บาท จนได้รับการพัฒนาต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เพราะท่านตระหนักดีว่า คนทุกกลุ่มอาชีพล้วนมีส่วนเสียภาษีและสร้างบ้านเมืองมาด้วยกัน รัฐจึงควรดูแลพวกเขาในบั้นปลายชีวิตไม่ให้ต้องถูกทอดทิ้ง
อีกหนึ่งมรดกแห่งชีวิตที่ท่านทุ่มเทสร้างไว้ คือการปลูกต้นไม้สายพันธุ์ยืนต้น ทั้งยาง ยางนา และตะเคียนทอง ทั่วจังหวัดตรัง “ต้นไม้เหล่านี้จะอายุมากกว่าเรา... ให้กำเนิดออกซิเจน นี่คือเรื่องใหญ่”
ความรักในธรรมชาติ ทำให้ท่านสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็นการตัดแต่งกิ่งไม้ของหน่วยงานรัฐที่บั่นทอนจนเสียโฉม ท่านจึงลงมือผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลรักษาร่มไม้เหล่านี้ให้เติบโตอย่างสง่างาม เพื่อส่งมอบลมหายใจอันบริสุทธิ์ไว้ให้ลูกหลานต่อไป
ในช่วงท้ายของการสนทนา ท่านได้เตือนสติให้ทุกคนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของความตาย โดยยกตัวอย่างอดีตรัฐมนตรีที่กำลังทานอาหารแล้วช้อนร่วงหลุดมือจากไปอย่างกะทันหัน ความตายเป็นสิ่งที่เราไม่อาจประเมินหรือรู้ล่วงหน้าได้เลย
ท่านได้หยิบยกวาระสุดท้ายของ ‘แม่ถ้วน’ ผู้เป็นมารดา ที่จากโลกนี้ไปอย่างสงบในวัย 99 ปี โดยหลับไปเฉย ๆ ไม่ต้องนอนทนทุกข์ทรมาน
บทสรุปอันสั่นสะเทือนอารมณ์ ที่กลายเป็นเข็มทิศให้กับผู้คนในงานวันนั้น คือปณิธานที่ว่า “อายุยืน มันไม่ควรจะยืนอยู่บนเตียง”
เรื่องราวของคุณชวน หลีกภัย เป็นดั่งงานศิลปะที่สลักเสลาด้วยวินัย ความสุจริต และการอุทิศตน เป็นแรงบันดาลใจที่กระซิบเตือนเราว่า จงเร่งดิ้นรนและทำในสิ่งที่ควรทำในวันที่ร่างกายยังไหว ไม่ทอดทิ้งความถูกต้องของบ้านเมือง เพื่อที่วันหนึ่งเราจะจากโลกนี้ไปอย่างสง่างามและไร้ซึ่งความเสียดายใด ๆ
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: มนุษย์ต่างวัย