svasdssvasds
logo-pwa

เพิ่ม Thepeople

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด

เปียโนคลาสสิก, แร็ปเปอร์, Linkin Park และทุกสิ่งอย่างที่รวมมาเป็น ‘ไมค์ ชิโนดะ’

เปียโนคลาสสิก, แร็ปเปอร์, Linkin Park และทุกสิ่งอย่างที่รวมมาเป็น ‘ไมค์ ชิโนดะ’
Hey, at least in my mind I’m feeling like I’m the hero that saves me There I hold my head high Get everything right, delusional maybe (เฮ้ อย่างน้อยข้างในใจของฉัน ฉันรู้สึกว่าฉันนี่แหละที่เป็นฮีโรที่ช่วยชีวิตตัวฉันไว้ ฉันเงยหน้าขึ้น ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง แม้มันอาจจะเป็นแค่ภาพหลอนก็ตาม - เนื้อเพลง Happy Ending: Mike Shinoda) ปี 1996 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เด็กหนุ่มเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกันและเพื่อนร่วมห้องกำลังวิ่งออกกำลังกายในวิชาพละ แทบทุกคนใส่หูฟังเพื่อฟังเพลง ในระหว่างทางที่ต้องวิ่งทำเวลา พอถึงจุดหมายทุกคนต่างเหนื่อยหอบ เขาและเธอพากันหยุดพัก พลางถอดหูฟังออกแล้วถามกันและกัน “นายฟังเพลงอะไรอยู่?” เพื่อนร่วมชั้นต่างก็ฟังป็อปบ้าง ฟังเพลงร็อกบ้าง มีเพียงหนุ่มเชื้อสายญี่ปุ่น-อเมริกันคนนี้คนเดียวในห้องที่บอกเพื่อน ๆ ว่า เขาฟังวง Public Enemy (วงฮิปฮอปที่เรียกตัวเองว่าเป็น The Rolling Stones แห่งวงการเพลงแร็ป) ณ วินาทีนั้นเพื่อนในห้องต่างสงสัยปนประหลาดใจว่า หนุ่มญี่ปุ่น-อเมริกันคนนี้ฟังเพลงอะไร เด็กหนุ่มคนนี้ก็เริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ! นี่เราฟังเพลงแตกต่างจากคนอื่นเขาหรือเปล่านะ? อย่างไรก็ตาม หนุ่มน้อยคนนั้นหาได้สนใจ เขาและเพื่อนชาวอเมริกันที่รักในเสียงดนตรีอย่าง มาร์ค เวคฟิลด์ (Mark Wakefield) (ผู้ทำหน้าที่นักร้องนำวงในเวลาต่อมา) แบรด เดลสัน (Brad Delson) - กีตาร์ขาร็อกผู้เติบโตมากับเพลงของ Gun N’ Roses และ Metallica ร็อบ บอร์ดอน (Rob Bourdon)- มือกลองผู้ได้แรงบันดาลใจในการเล่นกลองจากวง Aerosmith พากันตั้งวงดนตรีขึ้นมา และพวกเขาก็เรียกตัวเองว่า SuperXero (ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Xero)   ธรรมดาของการตั้งวงก็ต้องมีการออกแสดงโชว์ หนุ่มๆ วง Xero พาตัวเองออกโชว์ตามที่ต่าง ๆ ที่พวกเขาพอจะไปพูดคุยกับเจ้าของสถานที่ได้ ตั้งแต่ไนต์คลับในย่าน West Hollywood ไปจนถึงร้านขายเทปที่ Burbank ที่ที่มีคนมายืนดูพวกเขาโชว์อยู่แค่ 20 คน นอกจากไปขอแสดงโชว์ตามที่ต่าง ๆ สี่หนุ่มก็ฝันใฝ่อยากจะออกอัลบั้มเป็นของตัวเองสักครั้ง ว่าแล้วหนุ่มอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นคนนี้ก็จัดแจงเปลี่ยนห้องนอนของตัวเองให้กลายเป็นสตูดิโอขนาดย่อม ๆ เขาเอาเงินเก็บของตัวเองออกไปหาซื้อ mixing board มือสองในราคาไม่กี่ร้อยเหรียญ พร้อมกับไมโครโฟน และอุปกรณ์ในการทำเพลงต่าง ๆ ที่พอจะหาได้ในงบประมาณที่เขามี แล้วเอามาจัดวางบนชั้นวางตู้เสื้อผ้า เขากับมาร์ค (นักร้องนำของวง) ช่วยกันก่อร่างสร้างเดโมของตัวเองขึ้นมาด้วยการทำเพลงทีละเพลงสองเพลง ตอนนั้นใครเลยจะคิดว่า จุดเริ่มต้นจาก bedroom studio ที่หนุ่มน้อยญี่ปุ่น-อเมริกันคนนี้กำลังทำอยู่จะนำพาเขาไปสู่เส้นทางของการเป็นวงร็อกระดับตำนานบนแผนที่ของโลกดนตรีจนถึงขนาดที่ New York Times เคยขนานนามวงนี้ว่าเป็นวงร็อกที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากที่สุดวงหนึ่งของโลก เรากำลังพูดถึง…ไมค์ ชิโนดะ (Mike Shinoda) นักร้อง แร็ปเปอร์ โปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงหลักของวงร็อกก้องโลก Linkin Park นั่งไทม์แมชชีนย้อนไปสำรวจชีวิตของไมค์ในวัยเด็กกันสักนิด   ชีวิตเด็กญี่ปุ่นอเมริกันในดินแดนแห่งเสรีภาพ ไมเคิล เคนจิ ชิโนดะ (Michael Kenji Shinoda) หรือไมค์ ชิโนดะ เกิดในปี 1977 ที่เมืองลอสแอนเจลิส ไมค์ถือเป็นชาวญี่ปุ่น-อเมริกันรุ่นที่ 3 ที่อาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เด็กชายไมค์เป็นเด็กที่มีความรักในศิลปะ เขาชอบที่จะวาดรูป เล่นดนตรี จนคุณแม่ของเขาเห็นว่าควรจะต้องสนับสนุนลูกชายให้ได้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง ไมค์จึงได้เริ่มเส้นทางดนตรีด้วยการเรียนเปียโนคลาสสิก จากนั้นไม่นานโลกทางด้านดนตรีของไมค์ก็เริ่มเปิดกว้างขึ้น นอกจากแนวเพลงคลาสสิกแล้ว ไมค์เริ่มสนใจดนตรีแนวอื่น ทั้งแจ๊ส บลูส์ และฮิปฮอป ก่อนจะหันไปจับกีตาร์ที่กลายเป็นเครื่องดนตรีคู่ใจของเขาอีกชิ้นในการแสดงบนเวทีในเวลาต่อมา ถึงตรงนี้จักรวาลเพลงของไมค์เริ่มกว้างขึ้น เขาเริ่มสนใจเพลงแร็ป และร็อก (ซึ่งต่อมาได้มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการทำเพลงให้กับ Linkin Park) จนเกิดความคิดอยากจะตั้งวงดนตรีขึ้นมาจนกลายเป็นวง Xero ในปี 1996 อ่านถึงตรงนี้ น่าสนใจตรงที่ว่า ไมค์ ผู้ซึ่งเริ่มต้นเส้นทางดนตรีจากการเล่นเปียโนคลาสสิก แต่ภายหลังกลับผันตัวไปสนใจเพลงร็อกและแร็ปจนได้ออกอัลบั้มและทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วการเล่นเปียโนคลาสสิกของเขาในวัยเด็กมีอิทธิพลอย่างไรต่อการทำดนตรีของเขาในวันนี้? The People มีโอกาสสัมภาษณ์ ไมค์ ชิโนดะ ทางออนไลน์ (12 มีนาคม 2021) จึงถามคำถามนี้ไป ไมค์ตอบว่า “ทุกครั้งที่ผมทำเพลงกับนักดนตรีคนอื่น ๆ ผมจะถามเขาเสมอว่า เครื่องดนตรีหลัก (ที่คุณถนัด) คืออะไร....อย่างแบรด มือกีตาร์ของ Linkin Park มีอยู่ช่วงหนึ่งเขาเคยเรียนเปียโน และเขาก็ชอบเล่นเปียโนมากเลย แต่พอเป็นเรื่องของการแต่งเพลง ผมจะบอกเขาว่า เฮ้...เวลาแต่งเพลงน่ะ ขอร้องละ แต่งโดยใช้กีตาร์นะ เพราะเมื่อคุณรู้จักเครื่องดนตรีชิ้นนั้น ๆ ดี คุณจะไม่ต้องกังวลในเรื่องของการเล่นมากนัก หรือพูดง่าย ๆ ครับ ตัวอย่าง ก็อย่างเช่น คุณจะรู้ทางคอร์ด (ในเครื่องดนตรีชิ้นนั้น ๆ มากกว่า) ผมว่านั่นคือสิ่งสำคัญเลย อย่างผม ผมจะรู้ทางเปียโนมากกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น...ผมจะรู้สึกสบายใจกว่าครับ (ในการแต่งเพลง)” สรุปก็คือ การเรียนเปียโนในวันนั้นของไมค์มันทำให้เขาใช้มันในการแต่งเพลงให้ทั้งตัวเองและ Linkin Park ตัดภาพกลับมาที่ไมค์และผองเพื่อนกับเส้นทางของการเป็นซูเปอร์ร็อกแบนด์ชื่อดัง   การปรากฏตัวของเชสเตอร์และกำเนิดซูเปอร์ร็อกแบนด์ พอเรียนจบมัธยมฯ ปลาย ไมค์ก็สมัครเข้าเรียนสาขา Graphic Design และ Illustration ที่ Pasadena’s Art Center College of Design ที่วิทยาลัยแห่งนี้เอง ไมค์ได้พบกับศิลปินและนักดนตรีคนหนึ่งที่ชื่อ โจเซฟ ฮาห์น (Joseph Hanh) หรือที่ใคร ๆ เรียกเขาว่า มิสเตอร์ฮาห์น (Mr. Hanh) ด้วยแนวทางดนตรีและรสนิยมทางศิลปะที่ตรงกันเป็นสิ่งที่ชักนำทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอ จนชักชวนกันเข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนของวง Xero ในขณะที่ไมค์ได้ชวนมิสเตอร์ฮาห์นมาเป็นสมาชิกใหม่ของวง มือกีตาร์ของวงอย่างแบรด ก็ชวนเดฟ ฟาเรล (Dave Farrell) รูมเมทของตัวเองมาเป็นมือเบสของวง Xero เหมือนกัน หลังจากเรียนจบไมค์ใช้มือข้างหนึ่งวาดรูปเพื่อหาเลี้ยงตัวเองในงานกราฟิกดีไซเนอร์ ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งก็ทำงานเพลง และพยายามหาทางผลักดันให้วง Xero ได้ออกอัลบั้มสักที เขาและเพื่อน ๆ ยังคงตระเวนเล่นดนตรีตามที่ต่าง ๆ แต่เส้นทางสำหรับวงร็อกหน้าใหม่ของพวกเขาดูจะไม่ง่ายเลย ตระเวนไปโชว์ที่ไหน ๆ ก็แล้ว ได้เล่นเป็นวงเปิดให้ Cypress Hill (วงฮิปฮอปละตินที่มียอดขายหลายล้านแผ่น) ก็แล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่ดังเสียที มาร์ค นักร้องนำของวงก็เลยถอดใจและขอลาออกจากวงไป จนวงต้องไปตามหานักร้องนำคนใหม่มาแทนที่มาร์ค เขาคนนั้นคือ...เชสเตอร์ เบนนิงตัน (Chester Bennington) นั่นเอง (เรื่องราวของเขาจะปรากฏในส่วนสุดท้ายของบทความนี้) และเมื่อเปลี่ยนนักร้องนำคนใหม่ ทางวงก็เลยคิดอยากจะเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเริ่มใหม่ของวง ทีแรกพวกเขาคิดว่าจะเปลี่ยนเป็นชื่อ Hybrid Theory แต่เอาเป็นว่าไป ๆ มา ๆ ชื่อนี้ก็ตกไป เชสเตอร์จึงเสนอชื่อ ‘Linkin Park’ ให้กับวง ซึ่งจริง ๆ แล้วชื่อ Linkin Park เป็นชื่อที่แผลงมาจากคำว่า Lincoln Park สวนสาธารณะที่ตั้งตามชื่อประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา-อับราฮัม ลินคอล์น เชสเตอร์เสนอว่าให้แผลงเป็นคำว่า Linkin Park และสมาชิกในทีมก็ชอบชื่อนี้  ณ ตอนนั้น Linkin Park ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยสมบูรณ์พร้อมสมาชิกทั้ง 6 ถ้าเป็นของจริง เมื่อถึงเวลาที่ใช่ วันหนึ่งก็จะมีคนมองเห็น หลังจากที่ต่อสู้ทำเพลง และตระเวนโชว์ตามที่ต่าง ๆ แบบไม่มีถอย โชคชะตาก็ยืนอยู่ข้างไมค์และสมาชิกของ Linkin Park เพราะทางวงได้เซ็นสัญญากับบริษัท Warner Records ในปี 2000 พวกเขาก็ได้ออกอัลบั้มแรก ‘Hybrid Theory’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล อัลบั้มนี้เองเป็นอัลบั้มแจ้งเกิดและเป็นใบเบิกทางให้ทุกคนในวงมีที่ยืนในวงการดนตรีอย่างภาคภูมิกับยอดขายถึง 20.8 ล้านก๊อบปี้ (สถิติถึงปี 2020) ติดอันดับ 50 อัลบั้มขายดีที่สุดตลอดกาล นอกจากจะขายดีแล้วก็ยังได้กล่องอีกต่างหาก อัลบั้ม Hybrid Theory ชนะรางวัล Grammy Awards (2001) สาขาอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม (Best Rock Album) และการแสดงดนตรีฮาร์ดร็อกยอดเยี่ยม (Best Hard Rock Performance) และเพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักเขาตลอดมาและตลอดไปคือเพลง In The End   I tried so hard and got so far But in the end it doesn’t even matter I had to fall to lose it all But in the end it doesn’t even matter (ฉันพยายามอย่างหนักและฉันมาได้ไกล แต่ท้ายที่สุดเหมือนมันจะไม่มีค่าอะไร ฉันต้องล้มเพื่อที่จะต้องเสียมันไป แต่ท้ายที่สุดเหมือนว่ามันจะไม่มีค่าอะไร - เนื้อเพลง In The End: Linkin Park ) เพลงที่ชวนให้เราคิดถึง Linkin Park และเชสเตอร์นั้นมีมากมาย แต่หนึ่งในเพลงที่ทำใหเราคิดถึงเขา นั่นคือเพลง ‘In The End’ ที่ท่อนร้องร้องโดยเชสเตอร์ จากปลายปากกาของไมค์ เขาล็อกตัวเองในห้องซ้อมดนตรีไร้หน้าต่างที่ไมค์และเพื่อน ๆ รวมเงินกันไปเช่าไว้เพื่อซ้อมดนตรีในย่าน West Hollywood นอกจากจะเป็นห้องทึบไม่มีหน้าต่างแล้ว ห้องซ้อมนั้นยังไม่มีเก้าอี้อีกต่างหาก ไมค์นั่งกับพื้นพร้อมกับคอมพิวเตอร์จอตู้ กระดาษและปากกา เขาเค้นให้ตัวเองเขียนเพลงออกมาให้เสร็จให้จงได้ แล้วโลกก็ได้รู้จักกับ In The End  

 

มิวสิกวิดีโอทางการเพลง Happy Endings ของ Mike Shinoda ถูกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2021

  ฝันอยากเป็นแร็ปเปอร์ แม้จะประสบความสำเร็จแล้ว หากแต่ไมค์เอง เขาไม่ได้มีความสนใจเพียงแค่การทำดนตรีร็อกปนแร็ปให้กับ Linkin Park เพียงอย่างเดียว เขาเองมีจิตวิญญาณของความเป็นฮิปฮอปและแร็ปเปอร์อยู่ ในปี 2005 ไมค์จึงเริ่มโปรเจกต์พิเศษ Fort Minor ที่จะถือว่าเป็นการทำอัลบั้มเดี่ยวให้ตัวเองก็ได้ แต่การที่ไม่ได้ใช้ชื่อของตัวเองเป็นด่านหน้า ก็มาจากการที่ไมค์เองเคยบอกไว้ว่าเขาอยากจะให้คนโฟกัสที่ตัวเพลง ไม่ใช่มาโฟกัสที่ ‘ชื่อ’ ของเขา “ตั้งแต่เด็ก ผมฝันอยากจะโตขึ้นมาเป็นแร็ปเปอร์” การได้ทำ Fort Minor อนุญาตให้ไมค์สามารถใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปได้แบบไม่ยั้ง อะไรที่เขาอยากจะเขียน อะไรที่เขาอยากจะพูด เขาใส่มันลงไปในงานนี้ได้ทั้งหมด เขาอยากจะดีไซน์ให้ซาวนด์ออกมาเป็นยังไง อยากจะแร็ปแบบไหน เขาสร้างสรรค์มันได้อย่างเต็มที่กับ Fort Minor และในปี 2006 Fort Minor ขึ้นสูงสุดในบิลบอร์ดชาร์ตถึงอันดับที่ 6   ไมค์กับประตูที่เปิดกว้างต้อนรับทุกคน ครั้งหนึ่งไมค์ คือหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่ฝันอยากจะออกอัลบั้ม เขาเพียรทำเพลง ซ้อมดนตรี ออกโชว์อยู่นานจนประตูแห่งโอกาสได้เปิดรับเขาและสมาชิกคนอื่นในวง Linkin Park มาถึงวันนี้ วันที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งตำนานวงดนตรีร็อกอันยิ่งใหญ่และเป็นหลักไมล์หนึ่งของวงการเพลงร็อกของโลกในสหัสวรรษนี้ เขาสร้างประตูบานใหม่เพื่อเปิดรับคนที่มีฝันอยากจะเป็นศิลปินเหมือนกับเขาเมื่อ 20 ปีที่แล้วโดยการทำโปรเจกต์ Open Door ความเป็นมาของโปรเจกต์นี้ช่างเรียบง่าย เริ่มจากช่วงล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ไมค์ต้องอยู่ที่บ้านและนั่งทำเพลง จนวันหนึ่งเขาเกิดไอเดียว่า “ทำไมไม่ Live การทำเพลงของตัวเองล่ะ?” พอเริ่มได้ลอง Live ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากฟอลโลเวอร์ เขาจึงเกิดไอเดียใหม่ขึ้นมาอีกว่า เอ...เขาก็มีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่ทำไว้แล้ว ทั้งเนื้อ ทั้งทำนอง ดนตรี เขียนไว้เสร็จสรรพ ขาดก็แต่นักร้อง “แล้วทำไมเราไม่ลองหานักร้องจากฟอลโลเวอร์ซะเลยล่ะ” ว่าแล้วพี่ไมค์ของเราก็ประกาศใน Instagram ว่าเขากำลังตามหาคนมาร้องเพลง ‘Open Door’ ที่เขาแต่งไว้แล้ว ข่าวการตามหานักร้องสำหรับเพลง Open Door ก็เริ่มกระจายออกไปในวงกว้างขึ้นเหมือนกับก้อนหิมะที่ก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดไมค์ก็ได้เลือกนักร้องมาทั้งหมดถึง 7 คนที่เขารู้สึกคลิกมากที่สุดในการมาร้องเพลง Open Door ซึ่งตรงนี้เอง ไมค์บอกไว้ว่า “จริง ๆ แล้วมีคนสมัครมาหลายร้อยคน ผมแยกแยะได้เลยว่า ใครเป็นนักร้องอาชีพ ใครเป็นนักร้องที่ร้องเพลงทุกคืนเพื่อใช้เสียงเพลงหาเลี้ยงชีพ (ตอนแรก) ผมตั้งใจจะเลือกแค่คนเดียว แต่ผมเลือกไม่ได้ เพราะเขาร้องดีกันหมดทุกคน และแต่ละคนก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง ผมเลยเลือกมา 7 คนเสียเลย” และเพลง Open Door ถูกปล่อยออกมาในเดือนกรกฎาคม 2020 และได้รับยอดวิวไปถึงกว่า 1 ล้านวิวแล้ว (ณ วันที่ 12 มีนาคม 2021)   #shinodaproduceme นอกจากจะเปิดโอกาสให้แฟนเพลงของตัวเองมาร่วมแจมในการร้องเพลงที่ตัวเองแต่ง และถือเป็นการส่งสปอตไลท์ไปที่แฟนเพลงของตัวเองทั้ง 7 ให้ได้มีโอกาสเขียนลงไปใน portfolio ของตัวเองว่าเคยได้ร่วมงานกับคนดนตรีระดับโลกอย่างไมค์ ชิโนดะแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา (วันที่ 5 มกราคม 2021) ไมค์โพสต์ในอินสตาแกรมของเขาอีกครั้งว่า เขากำลังมองหาศิลปินใหม่ที่สนใจจะมาทำงานร่วมกับเขา และอยากจะให้เขาโปรดิวซ์งานให้ กติกาก็ไม่มีอะไรมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ถ้าคุณไม่มีโอกาสเข้าถึงการทำเพลง (ไปจ้างคนอื่นช่วยทำเพลง) หรืออาจจะยังไม่มีความรู้เรื่องการทำเพลง และคุณสนใจอยากจะให้ไมค์โปรดิวซ์เพลงให้ ขอให้ติดแฮชแท็ก #shinodaproduceme แล้วไมค์จะโปรดิวซ์เพลงให้คุณแบบ Live ใน Twitch (แพลตฟอร์มการถ่ายทอดสดอย่างหนึ่งที่ไมค์ใช้) การสัมภาษณ์ไมค์ ชิโนดะ ทางออนไลน์จากสื่อเอเชีย (รวมถึง The People ในวันที่ 12 มีนาคม 2021) ไมค์เล่าถึง #shinodaproduceme อย่างตื่นเต้น เล่าไปยิ้มไปว่า เขาจะทำการโปรดิวซ์เพลงให้กับคนที่เขาและฟอลโลเวอร์ของเขาช่วยกันเลือกมาจากการติด #shinodaproduceme แบบสด ๆ ผ่านทาง Twitch ทั้งโปรดิวซ์ ทั้ง mixing and mastering เสร็จสรรพแล้วส่งไฟล์เพลงกลับไปให้เจ้าของผลงาน และให้เขานำไปปล่อยในช่องทางต่าง ๆ “...หลาย ๆ คนตอนนี้มีฟอลโลเวอร์ไปตามเพียบแล้วนะครับ” ไมค์พูดปิดท้ายพร้อมรอยยิ้ม   Linkin Park ในวันที่ไม่มีเชสเตอร์ ส่วนสุดท้ายของบทความนี้ ขอย้อนกลับไปที่จุดที่แสนเจ็บปวดของทั้งสมาชิกและแฟนคลับของวง Linkin Park นั่นคือการจากไปของ…เชสเตอร์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2017 หลังการจากไปของนักร้องนำของวง Linkin Park ไมค์ ชิโนดะเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องจมอยู่กับความเศร้าของการจากไปของคนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ของเขา “ส่วนหนึ่งของตัวตนผมคือดนตรี ส่วนหนึ่งของตัวตนผมคือ Linkin Park (ตอนที่เชสเตอร์จากไป) ผมก็กลัวนะ ผมกลัวว่ามัน (ความเป็นตัวตนของผมและ Linkin Park) จะจากไปตลอดกาลด้วย ผมกลัวว่านี่ผมจะขึ้นเวทีแล้วร้องเพลง Linkin Park ได้อีกหรือเปล่า... แต่พอเวลามันผ่านไป ผมก็ได้รู้ว่า (เชสเตอร์) ไม่ได้หายไปไหน ตำนานยังไงก็เป็นตำนาน เพลงที่เราทำด้วยกันก็ยังไม่หายไปไหน เรายังกลับมาฟังเพลงของพวกเราได้ เรายังกลับไปดูเทปการแสดงสดของพวกเราได้ และผมยังคงแต่งเพลงได้ ผมยังขึ้นเวทีไปร้องเพลงได้ (จริง ๆ แล้ว) มันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนเดิม” ... เดือนมิถุนายน 2018 ไมค์ ชิโนดะออกอัลบั้มใหม่ ‘Post- traumatic’ ที่ถ้าแปลเป็นไทยก็น่าจะหมายความได้ว่า ภาวะหลังอาการบอบช้ำทางจิตใจ อัลบั้มนี้ไมค์รับบทเป็นโปรดิวเซอร์หลักแถมเขียนเนื้อและทำนองเองเป็นส่วนใหญ่ เขาเขียนเรื่องราวส่วนตัวทั้งความเศร้า ความเสียใจ ความมืดมิดไว้มากมายในหลายต่อหลายเพลงในอัลบั้มนี้   ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป... 11 มีนาคม 2021 ไมค์เพิ่งปล่อยมิวสิกวิดีโอทางการของเพลง Happy Ending ในนามของตัวเขาเอง ส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงนี้มาจากการเขียนถึงตอนจบแบบ Happy Ending ซึ่งไมค์เองก็เล่าไว้ในสัมภาษณ์ (12 มีนาคม 2021) ว่า หลาย ๆ คนพูดถึงปีที่แล้ว (2020- ปีที่มีการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก) เขียนถึงปีที่แล้วว่ามันเป็นการจบปีที่แย่ แต่ไมค์เองกลับบอกไว้ว่า “ผมรู้สึกดีนะ คือแบบโอเค มันก็ (เป็นปีที่แย่แหละ) แต่พวกเราก็ผ่านมันมาได้แล้วไม่ใช่หรือ มันไม่ได้สิ้นหวังมืดมน ไม่มีทางออก คือเดี๋ยว (สักวันหนึ่ง) มันก็จะจบลง...” แล้วคุณล่ะ คิดว่าอย่างไร ถ้าไมค์คิดว่าปีที่คนทั้งโลกคิดว่าเป็นปีที่แย่ที่สุดปีหนึ่ง และเราสามารถเลือกตอนจบให้มันได้ ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่เลือกที่จะข้ามผ่านทุกเรื่องไม่ว่าจะดีจะร้ายที่ผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตเรา และเขียนตอนจบให้วันทุกวันของเรา หรือปีทุกปีของเราให้มันจบแบบ Happy Ending ล่ะ   ที่มา: บทสัมภาษณ์ออนไลน์ของไมค์ ชิโนดะกับสื่อฝั่งเอเชีย วันที่ 12 มีนาคม 2021 https://www.allmusic.com/artist/mike-shinoda-mn0000485118/biography https://linkinpark.fandom.com/wiki/Mark_Wakefield https://www.instagram.com/p/CGXsuhughsA/ https://linkinpark.fandom.com/wiki/Xero http://www.hiphopscriptures.com/cypress-hill https://www.last.fm/music/Mark+Wakefield/+wiki https://www.nytimes.com/2005/12/28/arts/music/linkin-park https://www.kerrang.com/features/linkin-park-the-inside-story-of-hybrid-theory/ https://www.billboard.com/articles/news/billboard-lists/ https://www.rocksound.tv/news/read/linkin-parks-hybrid-theory https://www.youtube.com/watch?v=duOrvQEuDoA https://www.billboard.com/music/fort-minor/chart-history https://www.youtube.com/watch?v=PAm90_eBnVA https://www.youtube.com/watch?v=XcQ8TKwJKXo https://www.loudersound.com/features/linkin-park-in-the-end https://www.theguardian.com/music/musicblog/2016/dec/07/public-enemy-10-of-the-best