รู้จักตระกูล ‘อัล นาห์ยัน’ ราชวงศ์ที่รวยสุดในโลก ถือครองแมนฯ ซิตี้ ธุรกิจ-อสังหาฯ เพียบ

รู้จักตระกูล ‘อัล นาห์ยัน’ ราชวงศ์ที่รวยสุดในโลก ถือครองแมนฯ ซิตี้ ธุรกิจ-อสังหาฯ เพียบ

มูลค่าสินทรัพย์ของตระกูล ‘อัล นาห์ยัน’ รวมแล้วประมาณ 10 ล้านล้านบาท เกินครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยที่ในแต่ละปีมีมูลค่าประมาณ 18 ล้านล้านบาท พวกเขาถือครองธุรกิจเทคโนโลยี ชุดชั้นใน สโมสรฟุตบอล และอสังหาริมทรัพย์ ทั่วโลก

  • บลูมเบิร์ก ประเมินว่า ตระกูล อัล นาห์ยัน แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีมูลค่าทรัพย์สินมากที่สุดในโลก แซงหน้าตระกูลวอลตัน 
  • ตระกูล อัล นาห์ยัน ถือครองตั้งแต่สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยี พระราชวัง และอื่น ๆ อีกมาก

คุณคิดว่า “ครอบครัวที่รวยที่สุดในโลกจะต้องทำธุรกิจอะไร?”

แน่นอนว่าถ้าในโลกยุคก่อนหน้านี้ หลาย ๆ คนจะต้องคิดถึงเจ้าของ ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ สำคัญ อย่างเพชร ทองคำ ป่าไม้ น้ำมัน และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่พอมาถึงโลกยุคนี้ต่อให้คุณเป็น ‘ครอบครัวที่รวยที่สุดในโลก’ คุณก็ขายแค่น้ำมันไม่ได้อีกต่อไป แต่คุณจะต้องลงทุนในธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่ชุดชั้นในไปจนถึงยานอวกาศ

แล้วครอบครัวที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้อย่าง ‘ตระกูลอัล นาห์ยัน’ (Al Nahyan) ราชวงศ์ผู้ปกครองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็ลงทุนในธุรกิจที่นอกเหนือจากน้ำมัน จนพาความมั่งคั่งของตระกูลทะยานถึงขีดสุดในยุคนี้ 

ราชวงศ์ผู้มั่งคั่งแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

6% คือ สัดส่วนของแหล่งน้ำมันในโลกที่อยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จึงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ราชวงศ์แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะต้อง ‘รวย’ แน่ ๆ แต่ปกติการจะบอกว่าราชวงศ์มี  ‘ความมั่งคั่ง’ มากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะเส้นแบ่งระหว่างทรัพย์สินของราชวงศ์และรัฐมักจะไม่ชัดเจน

แต่กับ ‘ตระกูลอัล นาห์ยัน’ ที่ปกครองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่ได้รับอิสรภาพเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ทรัพย์สินบางส่วนของราชวงศ์นั้นถูกแยกออกจากทรัพย์สินของรัฐอย่างชัดเจนทำให้ความมั่งคั่งของ อัล นาห์ยัน มองเห็นได้ชัดเจนกว่าราชวงศ์อื่น ๆ รวมถึงราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียด้วย

จากดัชนีความมั่งคั่งของบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index) ที่รวบรวมข้อมูลจากรายงานบริษัท รายการอสังหาริมทรัพย์ และเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินอื่น ๆ ของตระกูล อัล นาห์ยัน ประมาณได้ว่า ปัจจุบันตระกูล อัล นาห์ยัน มีสินทรัพย์มูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของตระกูล อัล นาห์ยัน ในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 6 ธันวาคม 2022) มากกว่า ‘ตระกูลวอลตัน’ ตระกูลผู้บริหารวอลมาร์ท (Walmart) ที่ถูกยอมรับนับถือในฐานะตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมาอย่างยาวนานที่มีตัวเลขมากกว่า 2.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถ้าคิดเป็นเงินไทยมูลค่าสินทรัพย์ของตระกูล อัล นาห์ยัน จะอยู่ราว 10 ล้านล้านบาท หรือถ้าตีความง่าย ๆ คือทรัพย์สินของตระกูลอัล นาห์ยัน มีมูลค่าเกินครึ่งหนึ่งของ GDP ไทยที่ในแต่ละปีมีมูลค่าประมาณ 18 ล้านล้านบาท หรือเรียกว่า คนตระกูลเดียวมีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่าครึ่งหนึ่งของขนาดเศรษฐกิจไทย

‘อัล นาห์ยัน’ เมมเบอร์ ริช แต่ โลว์โปรไฟล์

ถ้าเทียบกับ ‘ขนาดความรวย’ ของตระกูลแล้วนั้น ผู้นำคนปัจจุบันอย่างชีค ‘ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน’ (Tahnoun bin Zayed Al Nahyan)  ถือว่าทำตัวค่อนข้าง ‘โลว์โปรไฟล์’ หรือไม่ทำตัวให้เป็นที่รู้จักที่สนใจของบุคคลทั่วไปมากนัก 

เขาคือบุคคลสำคัญที่มีส่วนอย่างยิ่งในการบริหารจัดการความมั่งคั่งมหาศาลของตระกูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ทรัพย์สินของครอบครัวอัล นาห์ยัน เติบโตถึงขีดสุด โดยทำหน้าที่ดูแลทั้งในส่วนของทรัพย์สินส่วนของครอบครัวและภาครัฐ

นอกจากชีค ‘ทาห์นูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน’ พี่คนโตในหมู่พี่น้องตระกูลอัล นาห์ยันแล้ว ตระกูลอัล นาห์ยันยังมี 6 พี่น้องที่เป็นที่รู้จักในนาม ‘the Bani Fatima’ ที่ทุกคนเป็นลูกชายของชีค ‘ซายิด บิน สุลต่าน อัล นาห์ยัน’ ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กับภรรยาคนที่ 3 ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

อีกหนึ่งสมาชิกที่มีชื่อเสียง คือ ชีคโมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน หรือ MBZ ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และผู้ปกครองอาบูดาบีก็ได้ลงทุนธุรกิจในหลายประเทศ อาทิ ตุรกี อียิปต์ หรืออย่าง ชีคมันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน น้องชายอีกคนก็ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประธานธนาคารกลาง และหัวหน้ากองทุนความมั่งคั่งของรัฐ 

เพราะความมั่งคั่งของ ‘อัล นาห์ยัน’ ทำให้อิทธิพลและชื่อเสียงของสมาชิกตระกูลเพิ่มขึ้น อย่างที่ชีค ทาห์นูนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลสำคัญของอาณาจักรอัล นาห์ยัน และทูตการเมืองคนสำคัญ

ทะยานสู่ดวงจันทร์ ไม่หยุดแค่ธุรกิจดั้งเดิม เดินหน้าสู่โลกยุคใหม่

ย้อนกลับมาที่ทรัพย์สินของราชวงศ์อัล นาห์ยัน จะพบว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ทรัพย์สินของตระกูล และทรัพย์สินของรัฐ

โดย ‘สินทรัพย์ในส่วนของรัฐ’ (state fund) ประกอบด้วย กองทุนแห่งความมั่งคั่งแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่า 8.29 แสนล้านดอลลาร์ บริษัทมูบาดาลา มูลค่า 2.84 แสนล้านดอลลาร์ และบริษัท ADQ มูลค่า 1.57 แสนล้านดอลลาร์ ที่ถือหุ้นใน Louis Dreyfus Company บริษัททางด้านการเกษตรและการแปรรูป,  Aramex บริษัทขนส่งข้ามชาติ และ Etihad สายการบินแห่งชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ขณะที่ ‘สินทรัพย์ส่วนราชวงศ์’ มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น

1. กลุ่ม Royal Group ประกอบด้วย

  • International Holding Co. (IHC) โฮลดิ้งคอมปานี มูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ลงทุนใน
    • Savage X Fenty by Rihanna ธุรกิจชุดชั้นในของริฮานน่า
    • SpaceX ธุรกิจอวกาศของอีลอน มัสก์
    • Al Reem Island เกาะใกล้ชายฝั่งอาบูดาบี
    • อื่น ๆ
  • Group 42 บริษัทเอไอและคลาวด์ มูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ 

2. เงินสดและการลงทุนอื่น ๆ 1.36 แสนล้านดอลลาร์ ประกอบด้วย

  • ธนาคาร First Abu Dhabi มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ 
  • สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และสนาม มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์
  • อสังหาริมทรัพย์ในแมนเชสเตอร์ ลอนดอน และในสหราชอาณาจักร 1 พันล้านดอลลาร์
  • บริษัทจดทะเบียน มูลค่า 900 ล้านดอลลาร์
  • เรือยอร์ช มูลค่า 780 ล้านดอลลาร์

แม้ทรัพย์สินของ ‘อัล นาห์ยัน’ จะมีตั้งแต่สโมสรฟุตบอลแมสเชสเตอร์ ซิตี้ พระราชวังหลายสิบแห่งที่รวมถึงพระราชวัง Chateau de Baillon ทางตอนเหนือของปารีส ไปจนถึง Berkeley Square สวนรูปวงรีในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 

แต่ทรัพย์สินสำคัญที่ทำให้ ‘อัล นาห์ยัน’ ก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในตอนนี้ คือ ‘Royal Group’ กลุ่มบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 27,000 คน ลงทุนในธุรกิจการเงินไปจนถึงหุ่นยนต์ ที่เติบโตจากบริษัทเล็ก ๆ ขึ้นเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์มูลค่าเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์ในตอนนี้

ใน 5 ปีที่ผ่านมา International Holding Co. (IHC) บริษัทในส่วนของ ‘Royal Group’ เติบโตสูงกว่าทุกบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในโลก โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 28,000% ใน 5 ปีที่ผ่านมา และกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่ามากที่สุดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

International Holding Co. (IHC) มีมูลค่ามากกว่าแมคโดนัลด์ ไนกี้ และแบล็คสโตนแล้ว รวมถึงมีแผนจะลงทุนหลายพันดอลลาร์ในตลาดใหม่ ๆ อย่างอินโดนีเซีย อินเดีย และตุรกี ในกลุ่มอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน และสุขภาพในอนาคต

อย่างไรก็ตาม International Holding Co. (IHC) ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติบางส่วน เพราะหลายสาเหตุหลักมาจากปัญหาความโปร่งใส อย่างงบการเงินของ IHC ถูกระบุว่าได้รับการตรวจสอบ “น้อยกว่าที่ควร” แต่ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนภายในประเทศ ทำให้หุ้นของบริษัทเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน พ.ย. 2022

ในห้วงเวลาที่กำลังจะหมดยุคของเชื้อเพลงฟอสซิลแบบนี้ หลากหลายชาติอาหรับต่างเร่งผลักดันให้เศรษฐกิจมีความหลากหลายในการขยายการลงทุนสู่ดินแดนใหม่ ๆ และ ‘ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในโลก’ ครอบครัวนี้ก็ทำแบบเดียวกัน ไม่ใช่แค่ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมัน แต่ขยายการลงทุนไปในธุรกิจแห่งอนาคต เพื่อผลักดันความมั่งคั่งของครอบครัวไปถึงขีดสุด

 

เรื่อง: The People

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

Bloomberg

Financial Times

Superyachtfan.com