read
business
02 มี.ค. 2565 | 16:47 น.
หมอบุญ - นพ.บุญ วนาสิน แพทย์ผู้เตรียมนำเข้าวัคซีนก่อนกาล เพราะโควิด-19 รอไม่ได้
Play
Loading...
“
ในฐานะเป็นเอกชนนี่ยาก อย่างผมยิ่งยากใหญ่ เพราะสังคมจะ question mark ตลอดเวลา เพราะผมอยู่ใน 0.1% ของประเทศ เขาจะสงสัยตลอดเวลาว่า เราพูดเพื่อตัวเองซึ่งว่าไม่ได้ เราก็ทำเท่าที่ทำได้
”
ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2562 ก่อนที่ชื่อของโควิด-19 จะปรากฏอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์โลก และกลายเป็นวิกฤตที่คนทั่วโลกต้องเผชิญมาเนิ่นนานกว่า 3 ปี ‘นายแพทย์บุญ วนาสิน’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘หมอบุญ’ ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) คือหนึ่งในผู้ที่เล็งเห็นถึงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และหาทางป้องกันล่วงหน้า เพราะสักวันโควิดอาจกลายเป็นวิกฤตที่รอไม่ได้
หากใครรู้จักชื่อของ หมอบุญ เขาคือผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกในฝั่งธนบุรี ปัจจุบันขยายเป็นเครือธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจด้านสุขภาพอื่น ๆ อีกภายใต้การบริหารงานของบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG
อีกหนึ่งผลงานหมอบุญคือการเป็นผู้ร่วมผลักดันการก่อตั้ง ‘โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์’ ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่เน้นการเรียนการสอนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (STEM ED) ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปลาย เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา หมอบุญมีปณิธานว่า ‘สุขภาพของประชาชนสำคัญ
ทำให้โรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลธนบุรีของหมอบุญเตรียมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดตั้งแต่เนิ่นๆ นำมาซึ่งการสร้างโรงพยาบาลสนาม เตรียมหน้ากากอนามัย รวมถึงสั่งจองเครื่องช่วยหายใจมาจากทั่วเอเชีย และวางแผนนำเข้าวัคซีนล่วงหน้า เพราะ ‘วัคซีนคือหัวใจสำคัญ’ ในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้
The People : อะไรคือจุดเริ่มต้นในการเตรียมตัวป้องกันโควิด-19
หมอบุญ :
ทางกลุ่ม THG เรามีโรงพยาบาลที่เมืองจีน แล้วเราก็สนิทกับมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตอนที่อู่ฮั่นเกิดเคส 12 คนแรก ดร.ลี เป็นคนรายงานมา แล้วก็ปรึกษาไปที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งว่า เจอไวรัสตัวใหม่ที่ติดต่อและมันกลายพันธุ์เร็วมาก ทางเราก็เริ่มสนใจ แล้วพออีกสักเดือนสองเดือน มันแพร่กระจายอู่ฮั่นค่อนข้างเร็ว คนตายค่อนข้างเยอะ ถึงแม้จะเป็นสายพันธุ์ที่เราเรียกสายพันธุ์ G ก็ตาม
แล้วเรารู้ว่าเมืองไทยพึ่งต่างประเทศ 95% การท่องเที่ยว 12% นำเข้าและส่งออก 51% แรงงานต่างประเทศอีก รวมกันเข้า เราพึ่งต่างประเทศเกือบ 90% เพราะฉะนั้นถ้าเราป้องกันไม่ดี มันส่งผลหมดเลย ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม เราไม่เหมือนประเทศจีนซึ่งเขาพึ่งท่องเที่ยวแค่ 12% เพราะฉะนั้นเขาไม่แคร์ เขาปิดประเทศเลย แต่ประเทศไทยเราเหมือนกรีซ ศรีลังกา เขมรที่พึ่งการท่องเที่ยวเป็นหลัก อันนี้หนัก ถ้าเราไม่สามารถควบคุมโควิด-19 ได้ ประเทศเราจะเข้าสู่ Failed State คือรัฐล้มเหลว ตอนนั้น ถ้าคนจีนมาที่นี่มากมาย โอกาสที่เราจะหลุดจากไวรัสตัวนี้คงยาก เพราะฉะนั้นเมื่อต้นมีนาคม 2563 เราก็เปิดที่นี่ เพราะต้องเตรียมตัว
The People : แรกเริ่มมีการสั่งเตรียมอะไรเพื่อป้องกันบ้าง
หมอบุญ :
ก็ต้องรีบหาวัคซีน ตอนนั้นวัคซีนยังไม่มี แต่ต้องเตรียมตัวโรงพยาบาล เราสั่งชุด PPE และหน้ากากอนามัยมาเก็บไว้ เราสั่ง Aspirator เครื่องหายใจทุกเครื่องที่มีอยู่ในเอเชีย เราก็จองไว้หมด เพื่อจะเตรียมตัว หมายความว่า เราดูความรุนแรงของจีน เราก็คิดว่า ถ้ามาเมืองไทย เราคงเอาไม่อยู่ ในขณะนั้นก็เตรียมรพ. สนาม กทม. ไว้ให้ด้วยในปี 2563 แต่โชคดีที่ว่า การระบาดประเทศไทยตอนนั้น เมืองไทยเราทำได้ดีมาก
The People : ความหวังที่ฝากไว้กับวัคซีนในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร
หมอบุญ :
ทุกคนหวังว่าวัคซีนจะออกมา แต่การคิดวัคซีนในโลกนี้ปกติใช้เวลา 5-8 ปีนะ ตัวหนึ่ง แต่พอโควิด-19 มา ทางอเมริกา ยุโรป แม้กระทั่งจีนเองก็ทุ่มเทเพื่อจะผลิตวัคซีนมา แน่นอนไวรัสรักษาไม่ได้ เพราะฉะนั้นตัวที่สำคัญที่สุดคือวัคซีน
แต่วัคซีนกว่าจะออกมาก็ปลายปี 2563 พอถึงตอนนั้นทางเราก็ขอจองวัคซีนไปทั้ง ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม รวมทั้งสปุตนิก ไฟเซอร์ โนวาแวกซ์ คือจองไป 5 ชนิดด้วยกัน เพราะถ้าเป็นแพทย์จะรู้ว่า การที่เป็นไวรัส อันที่ช่วยได้คือวัคซีน คือหัวใจสำคัญที่สุด แต่รัฐบาลบอกว่า เขาได้จองวัคซีนแล้ว ถ้าทุกคนจำได้ ที่ว่ามาผลิตในเมืองไทย แต่ว่าผมบอกมันไม่ไหว เพราะโดสแรกกว่าจะได้มันพฤษภาคม มันช้าไปนิดนึง
พอระบาดครั้งที่ 1 เราทำได้ดี แต่เสียหายทางเศรษฐกิจเยอะ พอมาอันที่ 2 คนเป็นกันเยอะ แล้วก็ตายพอสมควร ตอนนั้นที่ดีที่สุดก็เป็น mRNA เราก็อยากจะนำเข้ามา แต่ปัญหาคือ เราสั่งซื้อไป 30 ล้านโดสเมื่อเดือนมีนาคม 2564 แต่รัฐบาลบอกเราเอกชนสั่งไม่ได้
กว่าแอสตร้าเซนเนก้าจะเข้ามาได้ก็พฤษภาคมแล้วดีเลย์ไปอีก หลังจากที่มีคนตายมากมาย รัฐบาลก็บอกให้เอกชนนำเข้ามา
เราจึงสั่งโมเดอร์นาเข้ามา
The People : THG วางแผนการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างไรบ้าง
หมอบุญ :
ที่เราห่วงที่สุดตอนนี้คือเด็ก เพราะเด็กนี่ไม่มีภูมิ แล้วไม่ได้รับวัคซีน หรือคนที่มีกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย รวมทั้งแพทย์ด้วยที่เราต้องป้องกันกลุ่มนี้
เพราะฉะนั้น ผมจึง insist มาตลอดว่า เราจะต้องฉีดให้ได้ 85-90% กลุ่มเสี่ยงต้องฉีด แต่ว่าพวกเราที่ต้องออกไปทำงานทุกวันก็ต้องฉีดด้วย เพราะว่าคนเหล่านี้เขาอยู่บ้านไม่ได้ โดยเฉพาะประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ถ้าเขาไม่ออกไปทำงานเขาก็อดตาย ผมต้อง insist ตลอดว่าจะต้องฉีดพร้อมกันอย่างน้อย 130 ล้านโดส รวมทั้งแรงงาน เพราะแรงงานเจอคนตลอดเวลา
ผมพูดตั้งแต่ 2 ปีแล้วว่า อยากจะฉีดคนกรุงเทพ เชียงใหม่ กระบี่ ภูเก็ต เมืองชล แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ให้ได้ 100% ในขณะนี้ เราก็ตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนช่วย กทม. 5 แห่งด้วยกัน หนึ่งแห่งใช้งบประมาณ 200,000 กว่าบาท ที่เราช่วยรัฐบาลฉีดให้ครบ 80-90% ให้ได้
อย่างที่นี่ (โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง) ก็ฉีดวันละ 500 คน ที่โซน 1 เราก็ไปตั้งที่การยางฯ แล้วก็ที่ ThaiPBS ฉีดได้วันละ 1,000 คน ตอนนี้เรามีวัคซีนเหลือเฟือ เพราะฉะนั้นวิธีการก็คือ คนที่ไม่มาฉีด เช่น เด็กและผู้ป่วยติดเตียง เราส่งรถไปฉีดที่บ้าน เมื่อขอมา ตอนนี้เราก็ส่งรถไปวันละหลายคัน
เราคิดตลอดเวลาว่า ไม่ว่าเราทำอะไรก็ตาม เราต้องเอาประชาชนเป็นหลัก เพราะกลุ่มธนบุรี เราคิดถึงสุขภาพของประชาชน
The People : THG มีการเตรียมพร้อมหรือปรับเปลี่ยนการให้บริการทางการแพทย์ในช่วงโควิด-19 อย่างไรบ้าง
หมอบุญ :
ตอนนั้นที่โรงพยาบาลมันเต็ม คนรอเตียง เตียงหนึ่งมีคนรออยู่ 5 คน เราก็ไม่สบายใจที่เห็นคนไข้ตาย ตายต่อหน้า โดยที่เราช่วยไม่ได้ ทางการแพทย์เรารับไม่ได้ สำคัญที่สุด ผู้ป่วยจะต้องได้รับออกซิเจนให้เร็วที่สุด
ธนบุรีเป็นที่แรกที่ทำโรงพยาบาลสีแดงสำหรับคนไข้หนัก 500 เตียง ซึ่งทำได้ภายใน 2 เดือน ถือเป็นประวัติศาสตร์เลยว่า innovation ของเราได้รับการชมเชยจากทั่วโลก อันที่ 2 คนไข้สีเหลืองที่ต้องการ overflow เราก็มี 400 เตียง ส่วนสีเขียวมีอาการนิดหน่อย เราก็มี 3,000 กว่าเตียง เพราะฉะนั้นภายใน 3 เดือน เราสามารถสร้างพวกนี้ได้
ส่วนในการป้องกันโควิด-19 บุคลากรทางแพทย์สำคัญที่สุด เพราะถ้าเป็นเยอะๆ แบบเมืองนอก มันไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาลคนทำงาน เราก็ใช้ ‘Telemedicine’ ในการติดต่อผู้ป่วย แล้วก็พยายามลดจำนวนผู้ป่วยนอกให้หลงเหลือครึ่งนึง หรือ 1 ใน 4 อันที่ 2 ก็ใช้ robot ร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยที่จะส่งข้าว ส่งน้ำ ส่งยา
การที่เข้าไปเยี่ยมคนไข้มันต้องเปลี่ยนชุด PPE ลำบากมาก อย่างผมเข้าไปทีเสียเวลาตั้ง 10 นาที กว่าจะใส่รองเท้า ใส่ถุงมือ ใส่หน้ากาก การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยจะช่วยได้เยอะและเป็นการป้องกันบุคลากรทางแพทย์ด้วย
The People : คิดว่าสถานการณ์โอไมครอนในอนาคตจะเป็นอย่างไร
หมอบุญ :
มันเปลี่ยนไปเรื่อย แต่ว่าถ้าคุณสามารถที่จะทำ ‘Achieve Herd Immunity’ หรือภูมิคุ้มกันหมู่ได้ มันจะค่อย ๆ หายไปเอง จนกระทั่งเป็นเขาเรียกว่า โรคประจำถิ่นไปเหมือนไข้หวัดใหญ่
ตอนนี้อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส หลายประเทศโอไมครอนขึ้นมา 95% แล้ว สำหรับเมืองไทย ผมคิดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์โอไมครอนคงจะเกิน 90% ถ้ามันเป็นโรคประจำถิ่น หรือที่เราเรียกว่า endemic แล้ว เราก็ต้องอยู่กับมัน แต่หัวใจสำคัญที่สุดต้องฉีดวัคซีน อาจจะต้องฉีดทุกปีตอนนี้นะครับ
The People : หมอบุญมีความเห็นอย่างไรต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และอะไรคือสิ่งที่อยากทำต่อในอนาคต
หมอบุญ :
เมืองไทยผมต้องยอมรับว่า สาธารณสุขเราถือว่าดีเกือบที่สุดในโลก ไม่มีชาติไหนในโลกที่เอาคนไม่มีอาการเข้ามาดูแล มันแพงมาก มีเมืองไทยเท่านั้นเอง สีเขียวก็เข้า Hospitel ส่วนใหญ่ที่เมืองนอกเขาจะเป็น Home Isolation
เราสามารถที่จะทำ Hospitel ให้เกิดทีนึง 20,000-30,000 ภายในเดือนเดียว แล้ว Home Isolation ก็ทำได้ดี Community Isolation ก็ทำได้ดี เพราะฉะนั้นสาธารณสุขไทย เราถือว่าดีเกือบที่สุดในโลกแล้ว
เราเป็นแพทย์ เราต้องให้ความเห็นเขาไปว่า อะไรที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ทุกคนก็รู้วัคซีนสำคัญที่สุด
คนไทยเรา stress มา 2 ปีเต็มนี่ลำบาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีเงิน เขาเดือดร้อนมากนะ ไม่มีงาน ทุกคนไม่อยากแบมือขอจากรัฐบาล อยากจะทำงานหาเงินเอง เพราะฉะนั้น คนของเราประมาณ 15 ล้านคนเดือดร้อน เมื่อต้นมีนาคม 2563 เราก็เปิดที่นี่ต้องรีบหาวัคซีน เราจะเน้นโควิด-19 เพราะว่าเราต้องป้องกัน มันมีความจำเป็นสำหรับเมืองไทย
ในฐานะเป็นเอกชนนี่ยาก อย่างผมยิ่งยากใหญ่ เพราะสังคมจะ question mark ตลอดเวลา เพราะผมอยู่ใน 0.1% ของประเทศ เขาจะสงสัยตลอดเวลาว่า เราพูดเพื่อตัวเองซึ่งว่าไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาผมพูด ผมเจียมตัว ผมไม่อยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำทางความคิด เราก็ทำเท่าที่เราทำได้
Brief
โรงพยาบาลธนบุรีเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และ
ICU สนาม ร่วมกับ
กทม. ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์การรักษา จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ รพ. สนาม มทบ.11 จำนวน 494 เตียง รพ. ราชพิพัฒน์ 2 จำนวน 168 เตียง และรพ. ผู้สูงอายุบางขุนเทียน จำนวน 177 เตียง สร้างฮอสพิเทลอีก 10 แห่ง สามารถรองรับผู้ป่วยในกลุ่มสีเขียว เหลือง และแดง รวมกันได้มากกว่า 4,000 เตียง ควบคู่กับการดึงบุคลากรวิชาชีพอื่น เช่น สจ๊วต แอร์โฮสเตส แพทย์ พยาบาลจากคลินิกความงาม ฯลฯ ที่ได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพเข้ามาช่วยทำงานในรพ.
ปัจจุบัน หมอบุญและเครือ THG ยังคงมีบทบาทในการขับเคลื่อนสาธารณสุขไทยส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา แต่เหนือสิ่งอื่นใด หมอบุญและเครือ THG ยังคงเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพประชาชนเสมอ และพร้อมจะเดินหน้าขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุดเพื่อคนไทยต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รู้จักรางวัล Corporate of the Year 2026: รางวัลแด่องค์กรธุรกิจที่เปล่งประกายด้วยการสร้างสรรค์ และเปลี่ยนสังคม ชุมชนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
29 พ.ย. 2568
11
AIS PLAY ผนึก PGA TOUR ยกระดับคอนเทนต์กีฬาโลก ชูครบจบในแพลตฟอร์มเดียว
28 พ.ย. 2568
12
แสงแห่งแรงบันดาลใจเริ่มต้นแล้วกับ ‘5th The People Awards’ ภายใต้แนวคิด ‘Shine Your Path เปล่งประกายบนเส้นทางของตัวเอง
28 พ.ย. 2568
12
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ThePeople
THG
หมอบุญ
ผลงานหมอบุญ
หมอบุญกับโควิด19
รพสนาม
สาธารณสุขไทย
โรงพยาบาลธนบุรี