read
thought
28 ธ.ค. 2564 | 18:17 น.
It’s a Wonderful Life: หนังคริสต์มาสที่ให้ความตายบอกความหมายของชีวิต มิตรภาพ และครอบครัว
Play
Loading...
/ บทความชิ้นนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง It’s a Wonderful Life (1946) /
กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลคริสต์มาสช่วงปลายปีที่มาพร้อมความหนาวและหิมะสีขาว (ในบางประเทศ) สำหรับช่วงเวลาอันอบอุ่นที่ครอบครัวได้กลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า ภาพยนตร์ประจำเทศกาลหลายเรื่องได้ถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นดูใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ‘How the Grinch Stole Christmas’ (2000) ‘Love Actually’ (2003) ‘The Polar Express’ (2004) หรือนานกว่านั้นหน่อยก็ ‘The Santa Clause’ (1994) หรือ ‘Home Alone’ (1990)
แต่สำหรับภาพยนตร์คลาสสิกยุค 40s คงหนีไม่พ้นภาพยนตร์ขาว-ดำ แนวแฟนตาซี-อบอุ่นหัวใจตลอดกาลอย่าง ‘It’s a Wonderful Life’ (1946) กำกับโดย ‘แฟรงก์ คาปรา’ (Frank Capra) นำแสดงโดย ‘เจมส์ สจวร์ต’ (James Stewart) ในบท ‘จอร์จ เบลีย์’ (George Bailey) นักธุรกิจหนุ่มแห่งเมืองเบดฟอร์ด ฟอลส์ (Bedford Falls) ที่ช่วยเหลือผู้คนมาตลอดชีวิตของเขา แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญปัญหาเรื่องเงินจนตัดสินใจไปที่สะพานเพื่อจบชีวิตตัวเอง
ภาพยนตร์เรื่อง It’s a Wonderful Life เริ่มต้นด้วยเสียงสวดภาวนาของมิตรสหายและคนรู้จักของจอร์จ เสียงเหล่านั้นดังไปถึงสวรรค์เพื่อขอให้พระเจ้าหยุดการกระทำของเขา เทวดาโจเซฟได้ส่งเทวดาชั้น 2 ที่ยังไม่ได้รับการประดับยศด้วย ‘ปีก’ อย่าง ‘แคลเรนซ์ ออดบอดี้’ (Clarence Odbody) ลงมาเพื่อทำให้จอร์จเปลี่ยนใจ โดยรางวัลจะเป็นปีกและการเลื่อนขั้นตามที่แคลเรนซ์ต้องการ
ครึ่งเรื่องแรกของภาพยนตร์เป็นการเล่าชีวิตของจอร์จผ่านมุมมองของเหล่าเทวดาบนสรวงสวรรค์ที่เฝ้ามองเขามาตั้งแต่เกิด แต่ความยาวของการแฟลชแบ็คนั้นก็ไม่ได้น่าเบื่อเสียทีเดียว เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชมเห็นถึงปัญหามากมายในสังคมอเมริกัน เรายังได้รู้เหตุผลด้วยว่า เหตุใดชายคนนี้จึงเป็นที่รักของคนทั้งเมือง
เบื้องหลังหนังมหัศจรรย์ที่ไม่ได้มหัศจรรย์ตั้งแต่ต้น
ภาพยนตร์เรื่อง It’s a Wonderful Life ออกฉายในปี 1946 ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ล้มเหลวด้านรายได้หลังใช้ทุนสร้างไปถึง 3.7 ล้านดอลลาร์ แต่กลับมีรายได้เพียง 3.3 ล้านดอลลาร์ กระทั่งเวลาผ่านไปหลายสิบปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กลับมาโด่งดังและกลายเป็นภาพยนตร์ขึ้นหิ้งไปโดยปริยาย
เรื่องทั้งหมดเกิดจากการที่กฎหมายลิขสิทธิ์ปี 1909 กำหนดให้งานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองเป็นเวลา 28 ปี หลังจากนั้นผู้ถือลิขสิทธิ์จะต้องดำเนินการต่ออายุ แต่ It’s a Wonderful Life ไม่ได้ดำเนินการภายในปี 1974 ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตกเป็น ‘สาธารณสมบัติ’ และสถานีโทรทัศน์สามารถนำออกมาฉายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งส่วนมากจะเป็นช่วงวันคริสต์มาส ทำให้ผู้คนได้รับรู้ถึงคุณค่าของภาพยนตร์เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง
คำยกย่องมากมาย รวมไปถึงเครื่องการันตีความคลาสสิก และเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตถูกส่งต่อผ่านการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในหลายสาขาทั้ง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม ลำดับเสียงยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม (แต่ไม่ชนะทั้ง 5 รางวัล) ส่วนรางวัลที่ได้จริง ๆ คือ Golden Globes สำหรับผู้กำกับ แฟรงก์ คาปรา รวมไปถึงได้รับคำยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 ภาพยนตร์อเมริกันที่ดีที่สุดตลอดกาลจาก ‘AFI’s 100 Years...100 Movies’
ก่อนจะกลายมาเป็นหนังที่สะท้อนชีวิตอันแสนวิเศษของจอร์จ เบลีย์ It’s a Wonderful Life อ้างอิงมาจากเรื่องสั้นของ ‘ฟิลิป แวน โดเรน สเติร์น’ (Philip Van Doren Stern) ในปี 1939 ชื่อว่า ‘The Greatest Gift’ ฟิลิปพยายามขายเรื่องสั้นของเขาให้กับสำนักพิมพ์ แต่กลับถูกปฏิเสธมาตลอดหลายปี สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจตีพิมพ์เรื่องนี้ลงในการ์ดคริสต์มาสที่มีจำนวน 21 หน้า และส่งไปตามบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตู้ไปรษณีย์ของ ‘เดวิด เฮมป์สเตด’ (David Hempstead) โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ จนมีการวางให้นักแสดงดังอย่าง ‘แครี แกรนต์’ (Cary Grant) มารับบทจอร์จ เบลีย์
แต่หลังจากนั้นโปรเจกต์ภาพยนตร์ The Greatest Gift กลับเริ่มหยุดนิ่ง จนกระทั่ง แฟรงก์ คาปรา เข้ามารับช่วงต่อและเลือกให้ เจมส์ สจวร์ต ที่ไปรับใช้ชาติในแนวหน้าของสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 20 เดือนมารับบทนำนี้แทน
ในที่สุด ‘ชีวิตที่งดงาม’ ของจอร์จก็ได้ฤกษ์ออกฉาย ประเด็นสำคัญของเรื่องตกไปอยู่ที่เทวดาแคลเรนซ์ที่ต้องทำให้จอร์จมองเห็นคุณค่าของชีวิตและล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตาย เราจะเห็นแคลเรนซ์ (ที่คิดว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์มาก่อน) ทำหน้าเศร้าอยู่เสมอเมื่อจอร์จบอกว่า ‘หากเขาไม่เกิดมาคงจะดีกว่านี้’
การปฏิเสธพรอันวิเศษของพระเจ้าอย่าง ‘การมีชีวิต’ คือสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ สังเกตจากสิ่งที่ชายผู้ช่วยจอร์จและแคลเรนซ์ขึ้นจากน้ำที่ได้บอกเอาไว้ว่า ‘มันผิดกฎหมาย ถ้าจะฆ่าตัวตาย’ ซึ่งตรงกับกฎของสวรรค์ที่แคลเรนซ์จากมาเช่นกัน หลังจากที่จอร์จบอกว่า “ผมตายยังมีค่ามากกว่ามีชีวิตอยู่” แคลเรนซ์จึงบันดาลให้เขาเห็นว่า ‘หากเขาไม่ได้เกิดมาจะเป็นอย่างไร’
จากคำสั่งสอนของคนที่เคยมีชีวิต_สู่แรงใจในการใช้ชีวิต
จอร์จ เบลีย์ เป็นเด็กที่หูข้างหนึ่งหนวกไปตั้งแต่เด็ก เนื่องจากเขาลงน้ำไปช่วยชีวิตน้องชายอย่าง ‘แฮร์รี่ เบลีย์’ ท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บ ซึ่งเมื่อแฮร์รี่โตขึ้น เขาก็ได้เข้าร่วมรบในสงครามและช่วยเหลือชาวอเมริกันไว้อีกหลายร้อยชีวิต
สมัยเด็ก จอร์จได้ทำงานอยู่ในร้านขายยาของ ‘กาวเวอร์’ ซึ่งเพิ่งสูญเสียลูกชายไปจนทำให้เขาใส่ยาลงในแคปซูลผิด โดยใส่เป็นยาพิษแทน กาวเวอร์เกือบจะต้องติดคุกเพราะสั่งให้จอร์จนำยาพิษไปส่งให้เด็กกิน แต่สุดท้ายอนาคตของกาวเวอร์ก็กลับมาสดใส เพราะจอร์จหยุดทุกความผิดพลาดได้ทัน
ตั้งแต่เด็กจนโต จอร์จมีความฝันอยากจะออกจากเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เพื่อไปผจญภัยในโลกกว้าง แต่เมื่อน้องชายของเขาไม่ยอมรับตำแหน่งต่อในบริษัทของพ่อ จอร์จจึงต้องยอมแลกความฝันของตัวเองเพื่อกลับมาประคับประคองคนในบริษัท รวมไปถึงปกป้องชีวิตชาวเมืองที่จะได้รับผลกระทบจากการเข้ายึดบริษัทโดยนายทุนหน้าเลือดอย่าง ‘พอตเตอร์’ เรียกได้ว่าจอร์จคือไม้เบื่อไม้เมา และก้างขวางคอชิ้นใหญ่ที่สุดของพอตเตอร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนเดียวที่แข็งแกร่งพอจะยืนหยัดไม่ให้นายทุนยึดทุกธุรกิจในเมืองไปครอง
ปัญหาที่ทำให้จอร์จตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองเกิดมาจากการที่ลุงของเขาทำเงินจำนวน 8,000 ดอลลาร์ของบริษัทหาย ซึ่งจะทำให้บริษัทต้องปิดตัวลง และจอร์จต้องเข้าไปนอนในคุก
นอกจากชีวิตของจอร์จที่เราต้องตามดูตั้งแต่ต้นเรื่อง จากการปะติดปะต่อคำพูดของเทวดาแคลเรนซ์ทำให้พอจะทราบว่า แคลเรนซ์เคยเป็นมนุษย์มาก่อน เขาเสียชีวิตในชุดที่ภรรยาซื้อให้ และกลายเป็นเทวดามากว่า 200 ปี เพื่อรอคอยวันจะได้รับปีกและเลื่อนขั้น ภารกิจของแคลเรนซ์จะว่ายากก็ยาก แต่เพราะคนหัวรั้นอย่างจอร์จหากไม่เห็นโลงศพ ก็คงไม่หลั่งน้ำตา วิธีที่เขาใช้แก้เผ็ดจึงเป็นการลบตัวตนของจอร์จออกไปจากโลก
หากไม่มีจอร์จ น้องชายของเขา แฮร์รี่ก็คงจะจมน้ำตาย และทหารอเมริกันอีกหลายร้อยชีวิตในสงครามก็จะไม่ได้กลับบ้าน แม่ของจอร์จหลังจากเสียแฮร์รี่ไปก็กลายเป็นคนแก่เฝ้าตึกที่ปล่อยเช่า ส่วนบริษัทของพ่อจอร์จก็ต้องปิดไปโดยไม่มีทายาท ลุงของเขาฆ่าตัวตาย ชาวบ้านที่เคยพึ่งพาเงินกู้จากบริษัทเพื่อไปสร้างบ้านก็ไม่มีบ้านอยู่อาศัย ‘แมรี่ แฮทช์’ (รับบทโดย ดอนนา รี้ด - Donna Reed) ภรรยาของเขาก็ครองตัวเป็นสาวโสดที่ไม่ดูแลตัวเอง ลูกทั้ง 4 ของจอร์จไม่ได้เกิดมา สุดท้ายเมืองเบดฟอร์ด ฟอลส์ ก็กลายเป็น ‘พอตเตอร์ วิลส์’ ตามชื่อของนายทุนที่รวยที่สุดและหน้าเลือดที่สุดในเมือง
จอร์จสติแตกกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่มีใครจดจำเขาได้ เพราะเขาไม่เคยมีตัวตน และไม่เคยได้เกิดมาด้วยซ้ำ นั่นแหละคือสิ่งที่น่าเศร้าสลดที่สุด
“ชีวิตของทุกคนเกี่ยวข้องกันไปหมด”
แคลเรนซ์บอกกับจอร์จ เมื่อเขาไม่เคยรับรู้เลยว่าการมีอยู่ของเขาสำคัญต่อคนที่ ‘มีชีวิต’ มากขนาดไหน เขาเอาแต่คิดว่า ‘หากตัวเองไม่มีชีวิต ทุกอย่างจะดีขึ้น และทุกคนจะมีความสุขมากกว่าเดิม’ ซึ่งผลลัพธ์อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป การมีชีวิตทำให้จอร์จได้ทำอะไรมากมาย ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่เขาเฝ้าฝันมาตลอดชีวิต แต่คุณค่าของมันก็มากเกินกว่าจะเอาไปเทียบกับความตาย หรือการไม่มีโอกาสเกิดมา
หลังจากที่แคลเรนซ์นำจอร์จกลับสู่ความเป็นจริง เขายืนอยู่บนสะพานที่เขาคิดจะปลิดชีวิตตัวเองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มุมมองของจอร์จเปลี่ยนไป จากที่เขาเกรี้ยวกราดต่อภรรยา ลูก และคนรอบกาย เขากลับมองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตในทุกวินาที และที่สำคัญคือ เขามองเห็นความรักที่คนรอบตัวมีให้แก่เขา
จอร์จวิ่งกลับบ้านเพื่อไปหาภรรยาและลูก ๆ ที่ทำให้เขาได้มี ‘ชีวิตที่งดงาม’ เขายอมถูกจับดีกว่าต้องกลายเป็นธาตุอากาศที่ไร้ตัวตนในสายตาคนรัก แต่ในที่สุด ความดีที่จอร์จทำมาตลอดชีวิตก็ได้แสดงพลังของมัน ผู้คนทั้งเมืองได้รวมตัวกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเขาโดยไม่สนด้วยซ้ำว่าเงินที่ให้ไปจะเกินเป้า 8,000 ดอลลาร์หรือไม่
ธารน้ำใจและผลลัพธ์ของมิตรไมตรีที่จอร์จสั่งสมมาสามารถอธิบายผ่านประโยคที่น้องชายของเขาได้พูดเอาไว้ว่า
“ตอนนี้พี่ชายของผมคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมือง”
จอร์จ เบลีย์ไม่ใช่คนที่ร่ำรวยเงินทอง แต่เขาคือชายที่รวยน้ำใจ รวยมิตรไมตรี และรวยความรักที่ได้มอบให้กับคนอื่นและได้รับจากคนอื่นทั้งสองทาง
ภาพยนตร์เรื่อง It’s a Wonderful Life ฉายภาพสังคมอเมริกันยุค 40s ที่เต็มไปด้วยปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเงิน ชาวเมืองทำงานอย่างหนัก แต่กลับไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งในชื่อของตนเอง ชีวิตของหลายคนถูกผูกขาดโดยนายทุนหน้าเลือดที่คิดจะครอบครองทุกกิจการเอาไว้ในมือ
ความเหลื่อมล้ำทั้งหลายถูกแสดงออกผ่านชีวิตของผู้คนที่รายล้อมจอร์จ เบลีย์ นอกจากนี้ การนำเสนอภาพนายทุนพอตเตอร์ที่มีแต่ความชั่วร้ายยังทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยถูกสงสัยว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ ที่ต่อต้านระบบทุนนิยม แต่ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความกล้าหาญในการคัดง้างกับนายทุนที่ถูกแสดงออกผ่านตัวเอกของเรื่องเช่นกัน
It’s a Wonderful Life ทำให้ผู้ชมได้ย้อนมองคุณค่าของการมีชีวิตและการมีคนอื่นในชีวิตไปพร้อมกัน ทุกคนมีชีวิตที่งดงามในแบบของตนเองได้ เพียงแค่บางครั้งเราอาจมองข้ามสิ่งดี ๆ เหล่านั้นไป สุดท้ายนี้ ตัวภาพยนตร์ยังบอกเราอีกว่า ชีวิตที่งดงามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเรา เพราะทุกคนสามารถทำให้ชีวิตของคนอื่นงดงามได้เช่นกัน
“ถึง จอร์จ เพื่อนรัก
จงจำไว้เสมอว่า ผู้ที่มีมิตรสหายไม่มีทางล้มเหลว
ขอบคุณสำหรับปีก
ด้วยรัก
แคลเรนซ์”
เรื่อง: วโรดม เตชศรีสุธี
ภาพ: It’s a Wonderful Life
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
“ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ปลุกตำนานความเชื่อ พร้อมชวนค้นหาความจริง ปล่อยตัวอย่างเต็ม “WHISTLE หวีดเรียกผี” ผลงานผู้กำกับ The Nun
12 ก.พ. 2569
Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 เปิดโผรายชื่อผู้เข้าชิงแบรนด์ และครีเอเตอร์รวมกว่า 300 รางวัล พร้อมยกระดับมาตรฐานวงการโซเชียลมีเดียไทย
12 ก.พ. 2569
Playwith เขย่าวงการ RPG! ส่ง 'Seal M on CROSS' ลงสนาม Web3 เปิดลงทะเบียนล่วงหน้า แล้ววันนี้
12 ก.พ. 2569
แท็กที่เกี่ยวข้อง
The People
Thought
Its a Wonderful Life