ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบากับวาทะ "น้ำมันอาจมีความสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘สมอง’"

ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบากับวาทะ "น้ำมันอาจมีความสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘สมอง’"

วาทะ "สมองสำคัญกว่าน้ำมัน" ของฟิเดล คาสโตร เกิดขึ้นหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ซึ่งทำให้คิวบาเผชิญวิกฤตพลังงานรุนแรงจากการขาดแคลนน้ำมัน

KEY

POINTS

“น้ำมันอาจมีความสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘สมอง’ เพราะในความเป็นจริง มีประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีน้ำมันอยู่เลย” — ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบากล่าวในปี 1991 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

ท่ามกลางกระแสความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผู้นำหลายประเทศต่างตบเท้าออกมากล่าวถึงความมั่นคงทางพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน และให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่าประเทศนี้มีแผนสำรอง สามารถเดินหน้าไปได้แม้จะมีอีกกี่วิกฤตสาดซัดเข้ามาก็ตาม เช่นเดียวกับคิวบาที่ถูกปกครองโดย ‘ฟิเดล คาสโตร’ (Fidel Castro) ที่ครั้งหนึ่งเคยออกมาปลุกใจประชาชนว่าคิวบาจะรอดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความชะงักงันนี้ไปได้

นั่นเพราะหลังจากการสิ้นสุดยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ของสหภาพโซเวียตในปี 1991 คิวบาต้องสูญเสียแหล่งนำเข้าน้ำมันราคาถูกไปถึง 80% ในชั่วข้ามคืน จากถนนที่เคยคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์กลับเงียบสนิทลง เสียงของโรงงานน้ำตาลที่เคยอื้ออึงค่อย ๆ เงียบหายไป และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Special Period (Período especial) หรือช่วงเวลาพิเศษในยามสงบ ช่วงเวลาที่สงบเสียจนประชาชนต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เริ่มจากการใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ ต้องอาศัยเพียงแรงกายของตนในการมีชีวิตอยู่ต่อในชาติที่ไร้น้ำมัน 

และนี่คือเรื่องราวของคิวบา ประเทศที่เคยเผชิญวิกฤตพลังงานจนประชาชนต้องใช้สองขาถีบจักรยานไปทำงานแทนการขับรถยนต์ และต้องออกมาปลูกผักบนดาดฟ้าเพื่อให้มีชีวิตรอดไปอีกวัน

จุดเริ่มต้นของวิกฤต

เมื่อน้ำมันถูกตัดขาดจนโรงงานทำงานไม่ได้ รัฐบาลคิวบาภายใต้การนำของฟิเดล คาสโตรจึงตัดสินใจประกาศนโยบายที่ฟังดูเป็นไปไม่ได้ในโลกสมัยใหม่ นั่นคือการดับไฟหมุนเวียนนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อรักษาพลังงานไว้ให้ในภาคส่วนที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น 

ในเวลานั้น จีดีพีของคิวบาดิ่งลงเหวกว่า 35% ขณะที่การนำเข้าสินค้าพื้นฐานลดลงถึง 75% คิวบาไม่ได้ขาดแค่น้ำมัน แต่กำลังขาดทุกอย่าง ตั้งแต่ปุ๋ยเคมี ยารักษาโรค ไปจนถึงยาสีฟัน และสบู่ก้อน ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากระเบียบโลกใหม่ ฟิเดลจึงต้องงัดเอาทุกนโยบาย เพื่อความอยู่รอดของประชาชนและนำพาประเทศเข้าสู่ความยั่งยืนโดยเริ่มจาก

หนึ่ง - เปลี่ยนลานดาดฟ้าบนตึกให้กลายเป็น 'Organopónicos' หรือแปลงผักอินทรีย์กู้ชีพ สร้างสวนผักกว่า 8,000 แห่งในเมือง เพื่อแก้ปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรง จนทำให้ปริมาณพลังงานที่ประชาชนได้รับลดลงจาก 3,000 แคลอรี่ เหลือเพียง 1,400-2,400 แคลอรี่ต่อวัน การบริโภคโปรตีนลดลง 40% และผู้คนต้องประทังชีวิตด้วยน้ำผสมน้ำตาล

สอง - นำเข้าจักรยาน Flying Pigeon จากจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 1.2 ล้านคัน เปลี่ยนคนขับรถยนต์ให้กลายเป็นนักปั่น เพราะระบบขนส่งมวลชนหยุดชะงักเกือบทั้งหมด การรอรถเมล์หนึ่งคันเพื่อไปทำงานอาจใช้เวลานานถึง 3 ชั่วโมง 

เมื่อต้องเปลี่ยนมาเดินและปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ และต้องหันมากินผักกันมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักตัวเฉลี่ยของชาวคิวบาลดลง 9-12 ปอนด์ (4-5 กิโลกรัม) อัตราการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานลดลงครึ่งหนึ่ง และโรคหัวใจลดลงถึงหนึ่งในสาม

แต่ในทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ชาวคิวบาเริ่มตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหารทำให้เกิดโรคเส้นประสาทอักเสบ และภาวะตาบอดชั่วคราวที่นับวันก็ยิ่งลุกลามมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวในช่วงปี 2000-2010 พวกเขากลับมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปี 1995 บ้างก็ว่าเป็นเพราะผลพวงจากความอดอยากครั้งก่อน ทำให้ชาวบ้านต้องกักตุนอาหารเพื่อชดเชยช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในอดีต

แน่นอนว่าการล่มสลายของประเทศต้นแบบสังคมนิยมอย่างโซเวียต ย่อมทำให้ผู้นำคิวบาถูกตั้งข้อสงสัยถึงอุดมการณ์ที่เขายึดถือ ซึ่งในการสัมภาษณ์ของ ‘เอปิกเมนิโอ อิบาร์รา’ (Epigmenio Ibarra) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1991 ฟิเดลได้ยืนหยัดในคำตอบว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่คือการพิสูจน์คุณค่าของแนวคิด และความอยู่รอดของเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาตนเอง

“แนวคิดยิ่งใหญ่เกือบทั้งหมดล้วนเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ และโดดเดี่ยว หากเรามองย้อนกลับไปที่จุดกำเนิดของศาสนาต่าง ๆ ทุกศาสนาล้วนเริ่มจากที่ใดที่หนึ่งในโลก จากมุมเล็ก ๆ จากศาสดาคนหนึ่ง แนวคิดของคนคนหนึ่ง หรือของคนกลุ่มหนึ่ง จากนั้นก็แพร่กระจายไปทั่วโลก

“สิ่งที่สำคัญคือไม่ใช่ขนาดของประเทศที่ปกป้องแนวคิด แต่คือขนาดของแนวคิดและคุณค่าของแนวคิดนั้น และในกรณีนี้ เรา (คิวบา) คือผู้ปกป้องแนวคิด แนวคิดเรื่องความยุติธรรมทางสังคม แนวคิดเรื่องความยุติธรรมระหว่างประเทศ และเราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ปกป้องแนวคิดเหล่านี้”

ฟิเดลกล่าวถึงอุดมการณ์ที่พาให้เขามายืนจุดนี้ได้อย่างภาคภูมิ ก่อนจะเสริมถึงความสำคัญของการปรับตัวเพื่อรักษาจิตวิญญาณของสังคมนิยมเอาไว้ในโลกที่ทุนนิยมรุกคืบมาทุกขณะ

“อาจมีคนพูดถึงวิกฤตของสังคมนิยม แต่ในวันนี้ วิกฤตของทุนนิยมยิ่งใหญ่กว่า และยังไม่มีทางออกในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหามนุษย์ ปัญหาสังคม หรือปัญหาสิ่งแวดล้อม เราไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปภายใต้กฎที่มองไม่เห็นเหล่านี้ได้ มนุษย์ควรมีความสามารถในการกำหนดเส้นทางของตนเอง วางแผนชีวิตของตนเอง ใช้ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีเหตุผล แทนที่จะวิ่งแข่งกันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งไม่ได้นำเราไปไหน และจะไม่พาเราไปไหนเลย ดังนั้นผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงพูดถึงบทเพลงสุดท้ายของสังคมนิยมอยู่เรื่อย

“สำหรับผม สังคมนิยมคือแนวคิดใหม่ คือความก้าวหน้า คือพัฒนาการ คือความสามารถของมนุษย์ในการออกแบบชีวิตของตนเอง ออกแบบสังคมของตนเอง และมองไปสู่อนาคต ในขณะที่ทุนนิยมไม่ได้มอบสิ่งเหล่านี้เลย ดังนั้น แม้จะมีความถดถอยของขบวนการปฏิวัติ ผมก็ยังสรุปในทางตรงกันข้าม ผมสรุปว่า แท้จริงแล้วทุนนิยมต่างหากที่อยู่ในวิกฤตที่ไม่อาจย้อนกลับได้ และไม่มีคำตอบสำหรับปัญหาของมนุษยชาติ”

ก่อนจะย้ำอย่างชัดเจนว่า “ทุกสังคมต้องเปลี่ยนแปลง แต่คำถามคือจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด เราจะไม่เปลี่ยนแปลงไปสู่ทุนนิยม เราอาจปรับปรุง แก้ไขข้อผิดพลาด พัฒนา แต่เราจะไม่ละทิ้งหลักการของเรา เราเชื่อมั่นในสังคมนิยม และเราจะปกป้องแนวคิดนี้เอาไว้”

นกพิราบเหล็กกู้ชาติ

“ทุนนิยมก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ผมมักจะยกตัวอย่างหนึ่งอยู่เสมอ ผมอยากให้คุณลองจินตนาการว่าทุกคนในจีนมีรถยนต์ หรืออย่างน้อยก็ใฝ่ฝันที่จะมีรถยนต์ ประชากร 1.1 พันล้านคน หรือว่าประชากร 800 ล้านคนในอินเดียต่างก็ต้องการมีรถยนต์ และหากแอฟริกาทำแบบเดียวกัน และประชากรเกือบ 450 ล้านคนในลาตินอเมริกาก็ทำแบบเดียวกัน

“น้ำมันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?
ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ได้อีกนานเท่าไร?
ทรัพยากรธรรมชาติจะเหลืออีกนานแค่ไหน?
ชั้นโอโซนจะเหลืออะไร?
ออกซิเจนบนโลกจะเหลืออะไร?

แล้วก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะเป็นอย่างไร?

“และปรากฏการณ์ทั้งหมดเหล่านี้ กำลังเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของโลก กำลังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ กำลังทำให้ชีวิตบนดาวเคราะห์ของเรายากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทุนนิยมได้มอบแบบอย่างให้โลกเดินตามจริงหรือ เราควรจะมุ่งไปสู่สิ่งที่มีเหตุผลมากกว่านี้ไหม เช่น ให้การศึกษากับประชาชนทั้งหมด มอบโภชนาการที่ดีให้กับประชาชน ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และวัฒนธรรมที่ดีงาม เราควรมองหาต้นแบบแบบนี้หรือเปล่า”

เมื่อทุกสิ่งที่ฟิเดลเชื่อหลอมรวมกัน เขาจึงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการนำพาประเทศก้าวสู่ความยั่งยืน เริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคน ป่าวประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่าประชาชนต้องเปลี่ยนมาใช้จักรยาน และรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อส่งเสริมให้ทุกบ้านมีจักรยานราคาประหยัดใช้ในยามคับขัน

แน่นอนว่าการอยู่โดยไม่มีน้ำมันใช้ ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่แค่ผู้ที่มีรถยนต์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน คนที่ไม่มีรถยนต์ต้องอาศัยขนส่งสาธารณะก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ จากเดิมมีรถเมล์วิ่งให้บริการกว่า 2,400 คันต่อวัน ในปี 1991 เหลือวิ่งอยู่ไม่ถึง 200 คัน แถมแต่ละคันกว่าจะมาถึงป้ายก็รอนานจนท้อใจ

เพื่อไม่ให้เมืองเป็นอัมพาต รัฐบาลคิวบาจึงตัดสินใจทุ่มงบประมาณที่เหลืออยู่น้อยนิด หันไปหาพันธมิตรอย่างจีนเพื่อนำเข้าจักรยานแบรนด์ ‘Flying Pigeon’ รุ่น PA-02 โดยเลือกวิธีนำเข้าแบบประหยัดงบที่สุด นั่นคือถอดชิ้นส่วนทั้งหมดออกจากกัน และนำมาประกอบในประเทศแทน นอกจากลดงบประมาณแล้ว ยังช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้ชาวคิวบาอีกด้วย

ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบากับวาทะ "น้ำมันอาจมีความสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘สมอง’"

1.2 ล้านคัน คือ จำนวนจักรยานที่คิวบาตัดสินใจนำเข้ามาจากจีน ราคาอุดหนุนจากรัฐบาลเพียงคันละประมาณ 120-130 เปโซ และถูกนำมาประกอบร่างใหม่ใน 5 โรงงานที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เพื่อสร้างงานให้กับชาวคิวบาหลายพันตำแหน่งที่ตกงานจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องปิดตัวลงเพราะขาดพลังงาน

60 กิโลกรัม คือ น้ำหนักบรรทุกขั้นต่ำที่รุ่น PA-02 รับได้สบาย ๆ ด้วยโครงเหล็กกล้าที่หนักเกือบ 20 กิโลกรัม จึงกลายเป็นพาหนะขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญที่สุดแทนรถบรรทุกขนาดเล็ก

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องเลือกรุ่นนกพิราบเหิน คำตอบง่าย ๆ คือ จักรยานรุ่นนี้มีความถึกทนมากเป็นพิเศษ แถมไม่มีระบบเกียร์ซับซ้อน มีเพียงระบบเบรกแบบ Rod Brake ซึ่งง่ายต่อการดัดแปลง 

วิกฤตครั้งนี้เปลี่ยนคนขับรถให้กลายเป็นยอดนักซ่อม เกิดเครือข่ายร้านซ่อมจักรยานท้องถิ่น (Poncheras) ขึ้นทุกหัวมุมถนน ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดย่อมที่หล่อเลี้ยงครอบครัวนับหมื่น นอกจากนี้ยังเกิดนวัตกรรมการขนส่งใหม่ที่เรียกว่า 'Bicitaxi' (สามล้อถีบ) ซึ่งดัดแปลงมาจากโครงเหล็กของ Flying Pigeon กลายเป็นอาชีพหลักของชายชาวคิวบา และยังคงเป็นเสน่ห์ทางการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาลมาถึงปัจจุบัน

การนำเข้านกพิราบเหล็กจากจีนในวันนั้น ได้เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของคิวบาไปตลอดกาล แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤต แต่ผู้นำคิวบากลับมองต่าง เขามองว่าสิ่งที่เขาเริ่มทำในปี 1991 เป็นการวางรากฐานสังคมนิยมให้แกร่งกล้ามากยิ่งขึ้น

“มีผู้คนถึงสี่พันล้านคนในโลกที่อยู่ในความยากจน อยู่ในภาวะด้อยพัฒนา คำถามคือแล้วความด้อยพัฒนามาจากไหน สิ่งเหล่านี้เกิดจากลัทธิล่าอาณานิคม จากทุนนิยม จากการเอารัดเอาเปรียบและการปล้นทรัพยากรของประชาชน และสาเหตุเหล่านี้ยังคงมีอยู่มากกว่าที่เคย

“สำหรับแนวคิดที่มีความก้าวหน้าอย่างแนวคิดของสังคมนิยม เราเชื่อว่ามันจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ทรงพลังยิ่งกว่าเก่า ราวกับนกฟีนิกซ์ที่ลุกขึ้นจากเถ้าถ่านที่เรากำลังถูกโอบล้อมอยู่ในวันนี้ เพราะทุนนิยมแทบไม่ได้ช่วยกอบกู้โลกเลยแม้แต่น้อย

“ทุนนิยมไม่ได้แก้ไขปัญหาใดเลย
ทั้งปล้นโลก
ทิ้งความยากจนไว้ให้เรา
สร้างรูปแบบการใช้ชีวิตและการบริโภคที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำลายแหล่งน้ำ มหาสมุทร ซึ่งผมหมายรวมถึง แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล อากาศ และผืนดิน”

ความยากลำบากในอดีตที่ฟิเดลสร้างไว้ได้ทิ้งรอยแผลทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และชาวคิวบาในยุคปัจจุบันยังคงหวาดระแวงว่า ‘ช่วงเวลาพิเศษ’ จะหวนกลับมาอีกตอนไหน พวกเขาไม่อยากจะเห็นภาพคิวรอแถวซื้ออาหารและยาสีฟันที่ไม่มีที่สิ้นสุดกลับมาอีกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจที่ชะงักงันตั้งแต่ปี 2014 และการหดตัวของ GDP ในปี 2016 กลายเป็นสัญญาณเตือนอยู่กลาย ๆ ว่า ช่วงเวลา(ลำบาก)พิเศษในอดีตกำลังนำความยุ่งยากมาสู่คิวบาอีกครั้ง

 

อ้างอิง

- Bicycles in Cuba. A Fresh Wind From the South: Cuban Bike Revolution. 

- Castro, in Talk With U.S. Senator, Calls Fuel Crisis 'the Biggest Test'

- Cuba faces the risk of another 'special period'. 

- Interview in Guadalajara, Mexico. ​

- Revolution on Two Wheels.

- The Special Period. 

- When the flow of oil stopped: the Cuban experience.