ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

คุยกับ ‘ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์’ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร พร้อมผลักดันการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นและรัฐบาลเพื่อพัฒนาเมือง

KEY

POINTS

จากลูกสาวนักการเมืองท้องถิ่น สู่รัฐมนตรีและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘อิ่ม’ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ คือหนึ่งในนักการเมืองหญิงที่เติบโตมาพร้อมกับพื้นที่ลาดกระบัง และการเมืองแบบลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชนมาตั้งแต่วัยเด็ก

ท่ามกลางศึกเลือกตั้ง ส.ก. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เลือกใช้ยุทธศาสตร์การทำงานแบบยืดหยุ่น พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครขับเคลื่อนงานในแบบของตัวเอง บทบาทของ ‘ธีรรัตน์’ ในฐานะผู้กำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ให้กับพรรค จึงถูกจับตามองไม่น้อย ทั้งในฐานะแกนนำพรรค นักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ และทายาทตระกูลการเมือง ‘สำเร็จวาณิชย์’

แต่เบื้องหลังเกมการเมืองและการแข่งขันเลือกตั้ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือมุมมองต่อการทำงาน การรับใช้ประชาชน บทเรียนจากครอบครัว และความหมายของคำว่าความสำเร็จ ในสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนยันว่า ตำแหน่งไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากแต่เป็นโอกาสในการสร้างประโยชน์ให้กับผู้คน

ในบทสนทนานี้ พาไปพูดคุยกับ ‘อิ่ม’ ธีรรัตน์ เปิดใจถึงเส้นทางชีวิตทางการเมือง ความผูกพันกับ พท. บทเรียนจากคุณพ่อ ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ตลอดจนความหวังต่อการเมืองท้องถิ่นและอนาคตของกรุงเทพมหานคร

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

The People: เป็นที่รู้กันว่า คุณอิ่มโตมาในครอบครัวการเมือง คุณพ่อ (วิบูล สำเร็จวาณิชย์) เป็น ส.ก. และตัวเองได้รับเลือกตั้งมา 3 สมัย ได้เรียนรู้อะไรบนเส้นทางนี้

ธีรรัตน์: ได้เห็นถึงความทุ่มเทของคุณพ่อ การที่ท่านได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกโอกาสที่ทำได้ เป็นจุดหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจว่า เมื่อคุณพ่อได้ช่วยเหลือคน ชาวบ้านพ้นจากความทุกข์ได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้คุณพ่อมีความสุข ถ้าเรามีโอกาสเราก็อยากที่จะให้ได้แบบนั้น และก็มีโอกาสมาทำงานจริง ๆ ซึ่งก็ทำได้ประสบความสำเร็จด้วย ได้รับการตอบรับที่ดีด้วย อิ่มอยู่ พท. รู้ว่าพวกเราทำงานจริงและก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องได้จริงๆ ส่วนคุณพ่อเองท่านก็ให้อิสระในการคิดเหมือนกันว่าอยากที่จะทำตรงส่วนไหน ท่านเป็นเหมือนผู้ที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับพวกเรามาก ๆ เป็นแบบอย่างที่ดี จึงอยากที่จะสานต่อสิ่งที่เคยทำไว้ตรงนั้นต่อไปด้วย

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลาดกระบัง คุณพ่อออกช่วยเหลือประชาชน ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ เป็นประชาชนคนหนึ่งที่รู้ปัญหาในพื้นที่ ได้ไปสร้างคันกั้นน้ำ ตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อให้รถสัญจรได้ นักเรียนสามารถไปเรียน ไปทำงานได้ตามปกติ พ่อจะออกไปทำงานตั้งแต่เช้า แม้ตอนนั้นจะรู้สึกว่าเหนื่อยแทนเหมือนกัน แต่สิ่งที่พ่อทำ ทำให้เขามีความสุข 

พ่อจะเล่าเรื่องนั้นด้วยความภาคภูมิใจ ที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนและกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น  นอกจากนี้เวลาที่อยู่บ้านก็จะมีคนมาหาคุณพ่ออยู่เสมอ เพื่อขอคำแนะนำในเรื่องต่างๆ คุณพ่อพยายามช่วยแก้ไขปัญหาให้ พ่อจะบอกว่า “ให้ในหม้อข้าวมีข้าวอยู่เสมอ ทำกับข้าวไว้ เผื่อใครหิวข้าว มาหาเราได้อิ่มท้อง”

The People: มีคำสอนอะไรจากคุณพ่อที่จดจำขึ้นใจ

ธีรรัตน์: ความจริงมีหลายเรื่อง แต่อันหนึ่งที่เคยใช้ในบัตรแนะนำตัวของตัวเอง ก็คือคำที่คุณพ่อเคยพูดว่า “เราเกิดเป็นคนไทยก็ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน อะไรที่เราทำได้ มันก็เหมือนเราได้ส่งต่อโอกาสให้คนอื่นด้วย”  คุณพ่อเคยเป็นคนที่ยากจนมาก่อน แต่เมื่อมีโอกาสก็พร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ ท่านจึงสอนเรื่องความกตัญญูกตเวทีด้วย และมองว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น

The People: จากเคยเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เพียงคนเดียวของ พท. เมื่อปี 2566 จนล่าสุด พรรคประชาชนกวาด ส.ส.กรุงเทพฯ ยกจังหวัด ในปี 2569 มองว่าวันนี้ “การเมืองกรุงเทพฯ” เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ธีรรัตน์:ความจริงแล้วในกรุงเทพฯ มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยมาก คือหลายครั้งที่เหลือผู้สมัครจากพรรคการเมืองเดียว ขึ้นอยู่กับว่ากระแสของพรรคไหนมา แต่ทุกครั้งที่เพื่อไทยลงสมัคร ก็ยังมีคนได้รับเลือกตั้งกลับมา 9 คนบ้าง 10 คนบ้าง อยู่ตลอด อันนี้คือจุดแข็งที่พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า ถ้าเป็น ส.ส.ของเพื่อไทย คือคนที่ทำงานจริงและประชาชนให้ความไว้วางใจจริง

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

ในปี 2566 ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวในการเลือกตั้ง ส.ส. จุดหนึ่งที่พูดหลายครั้งก็คือ เราทำงานหนักมาก  เพื่อไทยไม่เคยมีกระแสในกรุงเทพฯ เลย แต่ทุกครั้งก็ยังได้กลับมา ขณะที่ปี 2569  ต้องยอมรับว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้คนทำงานจริงๆ ของ เพื่อไทยไม่ได้รับคะแนนที่เพียงพอ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการใช้เงินในการทำงานซื้อเสียงเยอะมาก และมีการใช้อำนาจรัฐเยอะมากเช่นเดียวกัน

แม้ที่ผ่านมาเราจะยังสามารถชนะใจประชาชนและกลับมายืนได้ แต่ครั้งนี้มันหนักหนามากจริงๆ บ้านเมืองถูกทำให้เกิดสิ่งแปลกๆ อย่างที่ไม่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือการโหวตพรรคอันดับ 3 ให้ได้ขึ้นมามีอำนาจในการรักษาการเลือกตั้ง  มันเป็นความผิดพลาดของการเมืองไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราเดินมาถึงจุดที่ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแอแบบนี้

The People: ตอนที่ได้เป็น ส.ส. แค่คนเดียวของพรรค เมื่อปี 2566 คิดว่าอะไรในตัวเราที่ชนะใจประชาชน และเหตุใดถึงสอบตกในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ผ่านมา 

ธีรรัตน์: หลังจากเราถูกผลักไปเป็นฝ่ายค้านเมื่อการเลือกตั้งในปี 2562 ทำงานในสภาฯ อยู่ 4 ปี ทั้งตรวจสอบรัฐบาล ออกกฎหมาย และดูแลประชาชนในพื้นที่ ทำให้ปี 2566 ได้รับความไว้วางใจกลับมา บวกกับความเสมอต้นเสมอปลาย เวลาที่เรารับปัญหามา เรามีความกระตือรือร้นที่จะแก้ไข ตัวอย่างในปี 2554  ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ครั้งแรก เราลงพื้นที่ รู้ปัญหา และดำเนินการแก้ไขได้ทันที เช่น เรื่องสะพานลอยที่อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง ตอนนั้นเราเป็นรัฐบาล ได้ประสานกระทรวงคมนาคมให้มาสำรวจและสร้างสะพานลอยให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รอคอยกันมานานหลายสิบปี

ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 เรากลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อหวังสร้างผลงาน และผลักดันนโยบายที่เราประกาศออกไปให้สำเร็จ เราสร้างผลงานเยอะมาก จากการทำงานในสภาฯ การเป็นรัฐมนตรี และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงมาดูแลพื้นที่และจัดสรรงบประมาณ แต่ด้วยเวลาในการทำหน้าที่ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ต้องเลือกตั้งใหม่ ทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายการเมือง รัฐบาลอ่อนแอจากรัฐธรรมนูญที่เกิดจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 

เหตุผลในการเลือก ส.ส. ในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ คือความใกล้ชิดกับประชาชน ดังนั้นข้อผิดพลาดในพื้นที่คือ ประชาชนไม่ทราบถึงผลงานที่เราเป็นผู้ดำเนินการ เช่น การผลักดันการสร้างถนนเชื่อมพัฒนาชนบท 4 และศรีนครินทร์- ร่มเกล้า จนประสบความสำเร็จ แต่เราไม่ได้ประชาสัมพันธ์ตัวเอง เราให้ทีมงานท้องถิ่นของเราเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งอาจไม่ทราบว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการทำงานที่รัฐมนตรีเป็นผู้ผลักดัน 

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

The People: โจทย์การเลือกตั้ง ส.ก. รอบนี้ เหมือนหรือว่าต่างกับครั้งก่อนอย่างไรบ้าง 

ธีรรัตน์: ในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นั่นคือความท้าทาย อย่างการเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2565 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ตอนนั้นเราอยู่ในส่วนของฝ่ายค้าน โครงการต่าง ๆ ที่เราคิดว่าเป็นนโยบายก็อยากให้เกิดขึ้นได้จริง หลังการเลือกตั้งครั้งนั้น พท. ได้ ส.ก. มากที่สุด (20 ที่นั่ง จากทั้งหมด 50 ที่นั่ง) ทำให้สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ได้สำเร็จเกือบครบทุกข้อ หรืออย่างน้อยก็มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนประชาชนรู้สึกได้ว่ามีสิ่งที่เป็นประโยชน์และอยากเห็นเกิดขึ้นในบ้านเมือง

สิ่งที่เราอยากนำเสนอจริงๆ ก็คือวันนี้ พท. ได้เข้าไปร่วมในรัฐบาล และเรายังมีความมั่นใจว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดความสำเร็จได้ คือการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น เพราะจะทำให้ได้รับการสนับสนุนในเรื่องของโครงการใหญ่ ๆ เช่นเมื่อสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร ได้อนุมัติงบประมาณในการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม การอนุมัติงบประมาณเพิ่มพื้นที่สาธารณะ ให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง หรือการกำหนดนโยบาย การปรับเปลี่ยนกฎหมายและข้อบัญญัติให้เหมาะสม

The People: หากเทียบแล้ว สนามเลือกตั้ง ส.ก. ปีนี้ ยากหรือง่ายกว่า 4 ปีที่แล้ว?

ธีรรัตน์: ภาพรวมคิดว่าไม่ต่างกัน มันอาจจะยากสำหรับผู้ที่เป็นผู้สมัครใหม่  และมันก็อาจจะไม่ยากมากสำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว เพราะว่าผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว เขาก็จะสามารถที่จะฉายภาพให้ประชาชนเห็นได้ว่า เขาไปพูดเรื่องอะไรในสภาบ้าง จริงไม่จริงนี่คืออีกเรื่องนึงนะคะ แต่ว่าอย่างน้อยเขาก็ได้มีบทบาทในสภาผู้แทนของกรุงเทพฯ แต่ว่าในส่วนของผู้สมัครใหม่จะต้องพิสูจน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้เห็นว่า ตัวเองเนี่ยขอเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะสร้างความมั่นใจด้วยความจริงใจที่จะทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนอาจใช้หลายเหตุผลประกอบ เช่นความพร้อมของทีมงานในการช่วยเหลือประชาชน หรือการให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อป้องกันการทุจริตที่เป็นปัญหาในอดีตได้

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

The People: การที่ พท. ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ในนามพรรค แต่ยังให้ใช้โลโก้ได้ มันคือความยืดหยุ่นทางการเมือง หรือสะท้อนว่าพรรคกำลังอยู่ในช่วงตั้งหลัก

ธีรรัตน์: ตามข้อบังคับการลงสมัคร ส.ก. ไม่ต้องสังกัดพรรค แม้ในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งที่ผ่านมา เรามองแล้วว่าคะแนนในส่วนของพรรค มันอาจจะมีหายไปบ้าง หรือว่าถูกแบ่งไปบ้าง ก็ต้องอยู่ในช่วงที่เราได้มารวบรวมข้อมูลและก็มาประเมินสถานการณ์ เพื่อที่จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งใหญ่ต่อไปด้วย

ซึ่งพรรคก็มองว่าจุดสำคัญที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น นั่นก็คือเมื่อเราลงเลือกตั้งแล้วเนี่ย เรามีเสียงมากเพียงพอที่จะไปเสนอแนะทิศทางในการทำงานของฝ่ายบริหาร เรามีเสียงมากพอในการที่จะนำเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ และเราก็มั่นใจว่าในส่วนของผู้สมัคร ส.ก. ที่ใช้สัญลักษณ์พรรค เขาจะได้รับความไว้วางใจ สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชนได้

The People: อยากให้อธิบายเบื้องหลังแคมเปญ 'เพื่อไทย Life ลงตัว : เมืองที่เข้าใจคน ไว้ใจคนที่เข้าใจเมือง'

ธีรรัตน์: นโยบายที่เราเคยนำเสนอมามีหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่นกองทุนพัฒนาเมือง  โรงเรียนฝึกอาชีพที่ใช้โรงเรียนของ กทม. มาสร้าง Soft Power ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกีฬา หรือว่าในเรื่องของสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ให้โรงเรียนเป็นสถานที่ฝึกสอนผู้สูงอายุด้วย 

และก็ในเรื่องของ 50 เขต 50 โรงพยาบาล ตอนนี้ก็มีโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นมาจากเดิมแล้ว และก็การยกระดับศูนย์สาธารณสุขให้สามารถรักษาและก็ดูแลผู้ป่วยได้ จากสิ่งที่เราได้เคยนำเสนอไปนี้ เราก็รู้สึกว่ากรุงเทพฯ มันได้รับการยกระดับในการดูแลพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น และมันก็เลยจะเป็นอะไรที่ลงตัวว่าถ้าเราสามารถทำงานต่อไปได้  สิ่งที่เราประกาศให้เกิดขึ้นกับประชาชน มันก็จะสามารถทำได้สำเร็จ เป็นความลงตัวของผู้ที่เข้ามาทำงานที่มีความเข้าใจพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนก็ได้ให้ความไว้วางใจคนที่เข้ามาทำงาน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

The People: ในมุมของคนที่ทำงานการเมืองสนามนี้มานาน มองว่าสนาม ส.ส. กับ ส.ก. เหมือนหรือต่างกัน

ธีรรัตน์: ต่างนะคะ แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกัน อย่างเช่น ส.ก. เค้าก็คือมีความผูกพันกับพี่น้องประชาชนและก็คือเค้าอยู่ยาว เค้าอยู่ครบวาระ 4 ปี สามารถที่จะทำได้ต่อเนื่อง แต่อย่าง ส.ส. เนี่ย มันขึ้นอยู่กับเรื่องของวาระที่ได้อยู่ในตำแหน่ง อาจจะแค่ 2 ปีเท่านั้น อย่างเช่นที่อิ่มได้รับเลือกตั้งมาตอนปี 2566 เนี่ย ก็อยู่ได้แค่ปี 2568 ใช่ไหมคะ ก็แค่ 2 ปีเศษ ๆ ต้องเลือกใหม่อีกแล้ว 

เรื่องกระแสจึงสำคัญ และจุดที่สองนั่นก็คือในเรื่องของการที่เราได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนที่เขามีความใกล้ชิดกับเรา ผูกพันกับเรา ให้ความไว้วางใจกับเรา ก็จะได้คะแนนนั้นกลับมา แต่อย่างผู้สมัครพรรคอื่นๆ คะแนนพรรคเขาอาจจะแบบเยอะกระโดดไปเลย แต่ตัวบุคคลเขาก็อาจจะได้น้อย นั่นก็เป็นเรื่องของพรรคเขาได้รับความนิยม…เขาจึงได้รับการเลือกตั้ง

The People: ในฐานะหัวหน้าทีมกรุงเทพฯ การทำงานครั้งนี้ยากแค่ไหน ในวันที่พรรคไม่ได้ส่งลงเต็มรูปแบบ

ธีรรัตน์: ขอใช้คำว่าเป็น 'พี่เลี้ยง' หรือ 'ที่ปรึกษา' ดีกว่าค่ะ เพราะคำว่าหัวหน้าทีมอาจจะหมายถึงการลงไปเต็มตัวและพาทั้ง 50 เขตลงสมัคร แต่วันนี้พรรคให้อิสระกับผู้ที่ลงรับสมัคร ให้ได้คิดและนำเสนอสิ่งที่ตนเองเห็นว่า เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่ เราก็อาจจะเป็นที่ปรึกษาให้ได้ ในจุดที่เพื่อนสมาชิกที่ลงเลือกตั้งอยากขอความคิดเห็น หรืออยากเชื่อมโยงนโยบายกับรัฐบาลว่าจะทำได้อย่างไรบ้าง เราก็ให้คำเสนอแนะไป

ความจริงเรารับทราบข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ทำให้มีงานเพิ่มขึ้น เช่น การติดต่อประสานงานกับ กกต. แม้ กกต. จะมีการแจ้งผู้สมัครแต่ละเขตอยู่แล้ว แต่ในฐานะพรรคการเมือง เราก็อยากให้ผู้สมัครมีความพร้อมมากที่สุด จึงคอยช่วยเตือนว่าช่วงไหนต้องทำอะไร ต้องดูแลเรื่องใด เพื่อให้ทุกคนดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบและข้อบังคับ เพราะมันก็หมายถึงพรรคของเราเหมือนกันที่ได้ให้ใช้โลโก้ไป

The People: อะไรยากที่สุด?

ธีรรัตน์: ตอนนี้คิดว่าไม่ได้มีอะไรยาก นอกเหนือจากการเดินหน้าหาพี่น้องประชาชน และก็ให้เขาได้ให้ความไว้วางใจเราให้ได้มากที่สุด อะไรที่มันเป็นปัญหาที่เขาอาจจะไม่เข้าใจ ก็ต้องใช้เวลาในการอธิบาย สิ่งที่ยากอาจจะเป็นเรื่องของเวลาที่มันมีจำกัด เพราะ ส.ก. ให้เวลาเพียงแค่ 1 เดือน หรือ 30 วันเท่านั้น ในการลงพื้นที่หาเสียง

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

The People: จุดแข็งของ พท. ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่พรรคอื่นไม่มี

ธีรรัตน์: ถ้าพูดถึงเรื่องของคนที่ทำงาน คนทำงานคือ พท. ที่ผ่านมาเราเป็นพรรคที่พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า แม้ไม่มีกระแสเลยในกรุงเทพฯ ก็ยังได้รับการเลือกตั้งกลับมาทุกครั้ง นั่นเป็นเพราะเราใกล้ชิดประชาชน แม้ว่าวันนี้หลายเขตจะมีการปรับเปลี่ยน แต่เราก็คิดว่าหากสามารถสร้างผลงานให้พี่น้องประชาชนได้เห็นและได้รับทราบ ความเข้มแข็งของ พท. ในกรุงเทพฯ ก็จะกลับมาสร้างความไว้วางใจให้กับพี่น้องประชาชนได้อีกครั้ง

เพราะฉะนั้นจุดเด่นของเราจริง ๆ ถ้าถามพี่ก็คือเรื่องของคนทำงานที่ทำงานจริง ใส่ใจทุกปัญหา และดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเท่าเทียมให้ดีที่สุด

The People: อะไรคือเป้าหมายในการลงแข่งสนามกรุงเทพฯ ครั้งนี้

ธีรรัตน์: ถ้าเราดูจากผู้สมัคร ส.ก. ของเรา คือที่ผ่าน ชนะก็เป็นหมื่น ชนะเยอะมาก และก็ยังมีการทำงานอย่างต่อเนื่องใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน มันก็เลยทำให้พวกเขามั่นใจว่าเขาจะได้รับการตอบรับกลับเข้ามาอีก ได้มาเป็น ส.ก. ทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนอีก เพราะเรามั่นใจว่าเราสามารถที่จะเป็นผู้ดูแลพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นในพื้นที่ได้ดีที่สุดกว่าคนอื่น ๆ 

เราก็ยังหวังว่าเราจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ให้พี่น้องประชาชนได้มีคนที่มาดูแล เพราะไม่อย่างนั้นแล้วพี่น้องประชาชนก็จะเคว้งคว้างเหมือนกัน ถ้าหากว่า ส.ส. ก็ทำหน้าที่แต่ฝ่ายนิติบัญญัติ ส.ก. ก็ทำแต่นิติบัญญัติในสภา แต่ไม่มีใครที่มารับฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนเลย และวันหนึ่งที่มันเกิดปัญหา คนที่เขาคิดถึงก็คือ ส.ก. จาก พท. เราก็อยากที่จะให้มีตรงส่วนนั้นไว้ เพื่อที่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง  

ยังคาดหวังค่ะ คาดหวังทุก ๆ ที่นั่งเลย เพราะว่าเราก็รู้ว่าที่ผ่านมาเราตั้งใจทำงานเต็มที่ เราก็อยากที่จะให้ผลนั้นกลับมาเป็นคะแนนในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

The People: การพาทีมลงพื้นที่หาเสียง เป็นความยากหรือความท้าทายแค่ไหน เมื่อคู่แข่งบางพื้นที่เป็นคนที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะเขตลาดกระบัง

ธีรรัตน์: ทุกเขตต้องแข่งขันกับตัวเองค่ะ ทำให้ดีที่สุด ผู้ที่ได้เปรียบอาจเป็นอดีต ส.ก. ที่ประชาชนคุ้นชื่อ คุ้นหน้า  ซึ่งผู้สมัครท่านใหม่ก็ต้องพยายามพิสูจน์ตนเองมากขึ้น ขณะที่พี่น้องประชาชนบางคนอาจมองว่า ถ้ามี ส.ส. อยู่พรรคนี้ ก็เลือก ส.ก. พรรคเดียวกันเพื่อจะได้ช่วยกันทำงาน แต่จริง ๆ แล้วต้องมองลึกไปกว่านั้น ต่อให้เป็น ส.ส. หรือ ส.ก. ก็ตาม แต่ถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาจริง ๆ โอกาสสำเร็จอาจจะน้อย จึงอยากให้พี่น้องประชาชนเลือก ส.ก. ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ ในสี่ปีต่อจากนี้ เลือกคนที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง มีทีมงานที่เข้มแข็ง มีศักยภาพ ให้ได้มาเป็นผู้แทนของพวกเขา

The People: พท. แทบไม่เคยขายได้ในกรุงเทพฯ ทำไมยังอยู่กับพรรคนี้ต่อ แทนที่จะย้ายไปยังพรรคอื่นที่ได้รับความนิยมมากกว่า

ธีรรัตน์: อย่างที่บอกไปว่า พท. ไม่เคยมีกระแสในกรุงเทพฯ แต่ที่เคยได้รับการเลือกตั้งกลับมา เพราะพี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในตัวเรา และเชื่อมั่นในนโยบายของพรรคที่ทำได้จริง อย่างนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีประชาชนบอกว่า ทำให้เขาเข้าถึงการรักษาโดยไม่ต้องเป็นหนี้สิน ในวันที่ชนะเลือกตั้ง ส.ส. พรรคก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง เพราะฉะนั้นเมื่อวันนี้พรรคมีคะแนนน้อยลง เราก็ต้องกลับมาดูว่าพรรคผิดพลาดตรงไหนและช่วยกันทำให้พรรคดีขึ้น มากกว่าการย้ายไปพรรคนู้นพรรคนี้ ถามว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพรรคไหม เวลาสุขเนี่ยมันคงยังไม่สุข เพราะว่ามันก็มีหน้าของประชาชนลอยมาให้เราเห็นอยู่ว่าเขายังทุกข์อยู่  เราอยากที่จะอยู่เคียงข้างประชาชนที่ยังสนับสนุนพรรคนี้

ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์: เมื่อการเมืองไม่ใช่อำนาจ แต่คือการเดินไปกับประชาชน

ส่วนตัวไม่เชื่อว่า ทุกพรรคจะตอบโจทย์ประชาชนได้เหมือนกันหมด เพราะบางคนภาพดี พูดดี แต่ทำจริงไม่ได้ก็มี ซึ่งก็ไม่ได้เกิดประโยชน์กับประชาชน สิ่งที่เราต้องมองคือจะทำอย่างไรให้นโยบายที่ดีไปถึงมือประชาชนได้จริง เหมือนที่ พท. เคยผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือมอบทุนการศึกษาให้เด็กที่ขาดโอกาส

The People: อะไรคือเป้าหมายสูงสุดบนเส้นทางของคุณอิ่ม เมื่อเคยได้เป็นทั้ง ส.ส. และรัฐมนตรีมาแล้ว 

ธีรรัตน์: คือความต่อเนื่องนะคะ ความต่อเนื่องที่ยังสามารถได้กลับมาดำรงตำแหน่งและก็ดูแลพี่น้องประชาชนต่อ ไม่ว่าจะในตำแหน่งใดก็ตาม 

The People: ถ้ามีโอกาสได้พูดกับตัวเองเมื่อ 20 ปีก่อน อยากจะบอกอะไรกับตัวเอง

ธีรรัตน์: อยากขอบคุณตัวเองที่มีความตั้งใจในการทำงาน ขอบคุณตัวเองที่ทำให้บ้านเมืองได้รับการพัฒนา และก็ให้ได้เป็นตัวอย่างของหลาย ๆ คนในการที่อาสาเข้ามาทำงานให้พี่น้องประชาชน ขอบคุณตัวเองในวันนั้นที่เดินมาทางนี้ จนทำให้หลายๆ อย่างประสบความสำเร็จได้ จนลาดกระบังของเราดีขึ้นได้