‘กุลละวณิชย์ - สิทธิพันธุ์’ เมื่อสองตระกูลใหญ่หลอมรวม กลายเป็นต้นกำเนิดบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

‘กุลละวณิชย์ - สิทธิพันธุ์’ เมื่อสองตระกูลใหญ่หลอมรวม กลายเป็นต้นกำเนิดบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกิดจากการหลอมรวมของสองตระกูลใหญ่ คือ ตระกูล 'กุลละวณิชย์' ของฝ่ายมารดา (จิตต์จรุง) และตระกูล 'สิทธิพันธุ์' ของฝ่ายบิดา (พล.ต.อ. เสน่ห์)

ภาพของชายในเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้น เดินเท้าเปล่าหิ้วถุงแกงออกจากวัด อาจเริ่มต้นจากการเป็นปรากฏการณ์บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่ผู้คนต่างพากันมอบฉายาให้เขาว่าเป็น ‘บุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’

นั่นคือภาพจำในวันวาน แต่ในวันนี้ วันที่สมรภูมิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ตลอดระยะเวลาของศึกหาเสียง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ อดีตผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ผลงานที่เขาฝากไว้ตลอดระยะเวลา 4 ปีในตำแหน่ง ทำให้คนกรุงเทพฯ จำนวนมาก ศรัทธาในการทำงานของเขามากเพียงใด

จริงอยู่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาอาจต้องเผชิญหน้ากับมรสุมคำถามและข้อกังขา โดยเฉพาะปมร้อนเรื่องการปราบปรามการทุจริต ที่ดูเหมือนจะยังเป็นบททดสอบสำคัญ แต่เมื่อหีบบัตรเลือกตั้งถูกเปิดออกและคะแนนถูกนับจนถึงใบสุดท้าย ก็ชี้ให้เห็นว่าชายที่ชื่อชัชชาติยังคงเป็นที่รักและเป็นคำตอบของคนกรุงเทพฯ เสมอมา จนสามารถคว้าชัยชนะ นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ สมัยที่สองติดต่อกันได้สำเร็จ

แต่ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจนถึงวันนี้ หากเราสืบย้อนกลับไปผ่านหน้าประวัติศาสตร์และหนังสืออนุสรณ์หลายเล่ม เราจะพบสายสัมพันธ์ระหว่าง ‘กุลละวณิชย์’ และ ‘สิทธิพันธุ์’ สองตระกูลใหญ่ชนชั้นนำไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการส่งต่อดีเอ็นเอระดับหัวกะทิ และเคี่ยวกรำวินัยสุดแกร่งหลอมรวมออกมาขับเคลื่อนสังคม

ตระกูลกุลละวณิชย์ กับชื่ออักษรเดี่ยวตัว ‘จ’ 

ตระกูลกุลละวณิชย์มีรากเหง้าดั้งเดิมอยู่ที่เมืองแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา  เริ่มต้นขึ้นในรุ่นบรรพบุรุษจาก นายปลื้ม และ นางสาย กุลละวณิชย์ แห่งบ้านคลองขวาง ตำบลตลาดขวาง อำเภอบ้านโพธิ์ สิ่งที่น่าสังเกตและถือเป็นเอกลักษณ์ประจำตระกูลในรุ่นนี้คือ บิดามารดาตั้งชื่อบุตรและธิดาทั้ง 8 คนด้วยอักษร ‘จ’ เป็นคำโดดพยางค์เดียว ซึ่งล้วนมีความหมายในตัวเองตามลำดับเรียงพี่เรียงน้องอย่างน่าสนใจ

1. นายเจิม กุลละวณิชย์ – พี่ชายคนโตผู้ปักหลักในเส้นทางเกษตรกร (19 มกราคม 2441 - 7 ธันวาคม 2530 รวมอายุ 89 ปี)

2. นางเจียน ประดิษฐ์พงษ์ – แม่บ้านและเกษตรกร (4 ธันวาคม 2443 - 1 ธันวาคม 2538 รวมอายุ 95 ปี)

3. พระพรหมคุณาภรณ์ (เจียม จิรปุญฺโญ) – อดีตเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร พระอารามหลวงสำคัญของเมืองแปดริ้ว (1 ธันวาคม 2446 - 2 มกราคม 2540 รวมอายุ 94 ปี) นามเดิมคือ นายเจียม กุลละวณิชย์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2446 (2 ปีก่อนการประกาศพระราชบัญญัติเลิกทาสในรัชสมัยรัชกาลที่ 5) ชื่อ เจียม มีความหมายอันเป็นมงคลว่า "รู้จักประมาณตัว ประพฤติตนพอสถานประมาณ" ท่านเคยรับราชการตำรวจเป็นนายดาบ ก่อนจะสละทางโลกเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์จนได้ดำรงสมณศักดิ์ชั้นสูง

4. นายจอน กุลละวณิชย์ – (ต่อมาเปลี่ยนเป็น พิชัย ตามคำแนะนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เนื่องจากชื่อเดิมคล้ายฝรั่ง) พลตำรวจเอก พิชัย กุลละวณิชย์ เป็นอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (16 พฤศจิกายน 2448 - 27 พฤศจิกายน 2536 รวมอายุ 88 ปี)

5. นายจวน กุลละวณิชย์ – อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา 2 สมัย (1 พฤษภาคม 2452 - 11 มกราคม 2534 รวมอายุ 82 ปี) สมรสกับ นางประไพ กุลละวณิชย์ (นามสกุลเดิม: โพธิภักดิ) สายนี้เป็นศูนย์รวมขุนพลกองทัพและนักวิชาการชั้นนำของประเทศ คือ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ อดีตองคมนตรีและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ดร. ผาสุข กุลละวณิชย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), นางนวลศรี กาญจนกูล อดีตข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน, ดร. ปราณี กุลละวณิชย์ อดีตคณบดีคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นางทวีวรรณ บุญญานุสาสน์ และ นายฐิระวัตร กุลละวณิชย์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

6. นางจันทร์ แก้วพิทักษ์ – แม่บ้านและเกษตรกร (6 พฤศจิกายน 2454 - 31 พฤษภาคม 2539 รวมอายุ 85 ปี)

7. พลอากาศโท จอม กุลละวณิชย์ – อดีตเจ้ากรมช่างโยธาทหารอากาศ และที่ปรึกษากองทัพอากาศ สมรสกับ นางมาลี กุลละวณิชย์ (นามสกุลเดิม: โอมะคุปต์) ผู้บุกเบิกตลาดจอมมาลี ย่านสะพานควาย มีบุตร-ธิดา 4 คน คือ นายแพทย์ ถนอมศักดิ์, นายอาจหาญ, นางมลิวัลย์ และ นายณอิศรา (เกรียงศักดิ์) กุลละวณิชย์

8. นายเจริญฤทธิ์ กุลละวณิชย์ – ชื่อเดิมคือ จุล กุลละวณิชย์ อดีตนักธุรกิจ

เบื้องหลังนามสกุลกุลละวณิชย์นั้น มีเกียรติประวัติอันยาวนานเนื่องจากเป็นนามสกุลพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ นายเจียม กุลละวณิชย์ (พระพรหมคุณาภรณ์) ในขณะที่ท่านยังรับราชการตำรวจและมียศเป็นนายดาบ

โดยคำว่า ‘วณิชย์’ หมายถึง พ่อค้า หรือการค้าขาย ซึ่งสอดคล้องกับอาชีพของ นายปลื้ม และนางสาย ผู้เป็นต้นธารที่ประกอบอาชีพค้าขายสร้างตัวขึ้นมา นามสกุลนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่ทรงพระราชทานเพื่อเชิดชูตระกูลพ่อค้า ที่มีความอุตสาหะและเป็นปึกแผ่นในลุ่มน้ำบางปะกง

บันทึกความทรงจำจากปลายปากกา ‘จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์’ สายสัมพันธ์ ‘อาจอม-อามาลี’

ความแข็งแกร่งและเป็นปึกแผ่นของตระกูลกุลละวณิชย์ ไม่ได้สร้างขึ้นจากยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ถูกถักทอผ่านระบบครอบครัวที่รักใคร่นับถือ และเกื้อกูลกันอย่างเหนียวแน่น ดังหน้าบันทึกในอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของ พลอาอากาศโท จอม กุลละวณิชย์ และ นางมาลี กุลละวณิชย์ ความทรงจำตอนหนึ่งในหัวข้อ "รักอาลัย อาจอม อามาลี" เขียนคำอาลัยโดย จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ ได้สะท้อนมิติความเป็นมนุษย์ของคนในตระกูลเอาไว้

"อาจอมเป็นน้องชายของคุณพ่อ (พล.ต.อ. พิชัย กุลละวณิชย์) รูปร่างหน้าตาของอาจอมคล้ายคุณพ่อมาก รูปร่างสูงใหญ่ พูดเสียงดังฟังชัด ซึ่งเป็นลักษณะลูก ๆ ของปู่ย่าทุกคน ที่มีรูปร่าง หน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน แม้แต่ชื่อก็คล้องจองกันทั้ง 8 คน

จิตต์จรุงเล่าว่า ในยามที่ พล.ต.อ. พิชัย ล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ นอนเจ็บและไม่รู้สึกตัวอยู่ที่บ้านซอยแจ่มจันทร์ อาจอมเป็นน้องชายที่ไม่เคยทอดทิ้ง มักจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ และทุกครั้งที่มาเห็นพี่ชายในสภาพนั้น อาจอมจะร้องไห้ด้วยความสงสารพี่ชายอย่างสุดหัวใจ

นอกจากนี้ จิตต์จรุงยังสะท้อนถึงดีเอ็นเอแห่งความเสียสละ โดยระบุว่า อาจอมเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนยาวถึง 92 ปี ก่อนจากไปท่านได้ทำบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ด้วยการ "มอบร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ให้วิทยาทานแก่นักเรียนแพทย์" นับเป็นมหากุศลของชีวิตครั้งสุดท้ายอย่างแท้จริง ขณะที่ ‘อามาลี’ อาสะใภ้ผู้ล่วงลับในวัย 90 ปี ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้หญิงเก่งที่ช่วยสร้างฐานะครอบครัวจนเป็นปึกแผ่น และเป็นคุณแม่ คุณย่า ที่ประเสริฐที่สุด

เบ้าหลอมและแบบอย่างของความรักในหมู่พี่น้องตระกูลกุลละวณิชย์นี้เอง ที่จิตต์จรุงนำมาใช้เป็นคติสอนใจในการเลี้ยงดูทายาทรุ่นต่อมาอย่าง ‘ปรีชญา-ฉันชาย-ชัชชาติ’ ให้อยู่บนพื้นฐานของการดูแลครอบครัว รักใคร่สามัคคี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอ จนกลายมาเป็นรากฐานของครอบครัวสิทธิพันธุ์ที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน

พล.ต.อ. พิชัย กุลละวณิชย์ : ต้นธารแห่งวินัยและผู้อุปถัมภ์วงการมวยไทย

สายสัมพันธ์หลักที่กลายมาเป็นจุดตัดสำคัญ สู่การให้กำเนิดบุรุษผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี เกิดขึ้นจากบุตรคนที่ 4 ของตระกูล คือ พล.ต.อ. พิชัย กุลละวณิชย์ อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้มีบุคลิกเด็ดขาด มีระเบียบวินัย ขยันหมั่นเพียร และขึ้นชื่อเรื่องความเป็นคนดุ เสียงดัง จนใคร ๆ ที่เข้าใกล้ต่างพากันเกรงกลัว แต่ในอีกมุมหนึ่ง ท่านกลับเป็นคุณพ่อที่รักและห่วงใยลูกหลานอย่างที่สุด ทั้งยังยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และชอบช่วยเหลือสละทรัพย์ส่วนตัวอนุเคราะห์เด็กยากจนที่เรียนดีจนจบมหาวิทยาลัยมาแล้วมากมาย

ในอดีต ยามที่ พล.ต.อ. พิชัย ยังดำรงยศเป็นร้อยตำรวจตรี ประจำการอยู่ที่สถานีตำรวจบางรัก ท่านได้พบรักและสมรสกับ ‘นางสมาน สุนทรฉาย’ ธิดาของขุนสัณห์สำรวจกิจ (สุลี สุนทรฉาย) และนางอุ่นเรือน สุนทรฉาย (นามสกุลเดิม: ห์ลีละเมียร) แห่งบ้านสี่พระยา ทั้งคู่มีบุตร-ธิดารวมกัน 4 คน 

พล.ต.ท. พิบูลย์ กุลละวณิชย์ คู่สมรส เมทนี ปุณโณทก มีบุตร 5 คน คือ 1) สุรสีห์ กุลละวณิชย์ แต่งงานกับ ธัญญา สิริปูชะกร 2) สินีธร กุลละวณิชย์ แต่งงานกับ เทพสิทธิ์ ประภาวิวัฒน มีลูก 1 คน คือ ปัญชิกา ประภาวิวัฒน 3) พรภินันท์ กุลละวณิชย์ แต่งงานกับ โชติวุฒิ โชติช่วง มีลูก 1 คน คือ ศุภิสรา โชติช่วง 4) กัญญรัศม์ กุลละวณิชย์  และ 5) เพียงพิรุณ กุลละวณิชย์

นางจิตต์จรุง กุลละวณิชย์ (สมรสกับ พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์) ผู้ซึ่งต่อมาคือคุณแม่ของชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายพิทักษ์ กุลละวณิชย์ คู่สมรส นันทรัตน์ พันธุ์กระวี มีบุตร 2 คน คือ ทักษชัย กุลละวณิชย์ และไวธยางค์ กุลละวณิชย์

รศ. นพ. พินิจ กุลละวณิชย์ คู่สมรส พญ. ปรียา ปุณโณทก มีบุตร 2 คน คือ พลสัตน์ กุลละวณิชย์ และ ปฤศณา กุลละวณิชย์

หลังจากนางสมานเสียชีวิต พล.ต.อ. พิชัย ได้เข้าพิธีสมรสอีกครั้งกับ ‘คุณหญิงสมจิตต์ กุลละวณิชย์’ (ธรรมศาสตร์บัณฑิต รุ่นปี 2488 อดีตข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม) ผู้เป็นน้องสาวของนางสมาน มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน คือ นายจิระชัย กุลละวณิชย์

นอกจากบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว หน้าประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งคือ พล.ต.อ. พิชัย เป็นผู้ที่ชื่นชอบกีฬาหมัดมวยเป็นชีวิตจิตใจ และได้ก้าวเข้าไปคลุกคลีในวงการมวยไทยและมวยสากลอาชีพยาวนานร่วม 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ประธานสหพันธ์มวยไทย และยังเคยนั่งเก้าอี้รองประธานสมาคมมวยโลก (WBA)

บารมีในวงการมวยของท่านถึงขั้นเคยจัดศึกมวยชิงแชมป์โลกมาแล้วถึง 2 รุ่น ครั้งแรกคือรุ่นแบนตั้มเวท โดยส่ง ‘จำเริญ ทรงกิตรัตน์’ ขึ้นชิงแชมป์ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แม้ครั้งนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในครั้งที่ 2 ท่านได้เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญผลักดันให้ ‘โผน กิ่งเพชร’ ขึ้นชิงแชมป์โลกในรุ่นฟลายเวท ณ เวทีมวยราชดำเนิน จนโผนสามารถคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จเป็นประวัติศาสตร์ และหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านก็ยังคงดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท เวทีราชดำเนิน จำกัด เรื่อยมา

ในด้านบทบาททางการเมืองและฝ่ายบริหาร พล.ต.อ. พิชัย ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา, ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐการ และตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึง 3 สมัย โดยท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศขึ้นเป็นพลตำรวจเอก ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นี้เอง นอกจากนี้ยังได้ทำงานในภาคเอกชนในตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท สยามกลการ จำกัด และประธานกรรมการบริษัท ประกันภัยสากล จำกัด (พ.ศ. 2517 - 2535) รวมถึงกรรมการบริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด, กรรมการธนาคารนครหลวงไทย และนายกสมาคมโรงเรียนปทุมคงคา

ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ. พิชัย ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัว และมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลกกับคุณหญิงสมจิตต์ ซึ่งตลอดเวลาที่รับราชการนั้นท่านไม่เคยได้ไปต่างประเทศเลยเนื่องจากภารกิจที่รัดตัว ในระหว่างการเดินทาง ท่านได้เขียนจดหมายเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ส่งกลับมาให้ลูก ๆ ทราบทุกระยะ สะท้อนให้เห็นมุมมองอันอบอุ่นและเรียบง่ายผ่านลายลักษณ์อักษรตอนหนึ่งว่า

"พ่อว่าที่ไหน ๆ ก็สู้บ้านเราไม่ได้ ไปไกลบ้านแล้วคิดถึง อาหารพ่อก็ชอบน้ำพริกปลาทู แกงส้ม บ้านเรามากกว่า"

ช่วงบั้นปลายชีวิต พล.ต.อ. พิชัย มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบเมื่ออายุได้ 80 ปีเศษ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมมิตรตลอดระยะเวลา 8 ปี ก่อนจะถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 รวมอายุได้ 88 ปี 11 วัน ฝากไว้เพียงตำนานชีวิตอันเกรียงไกรที่เป็นดั่งต้นธารแห่งวินัยและความแกร่งของตระกูล

เส้นทางแห่งเกียรติยศ 'ตระกูลสิทธิพันธุ์' 

เมื่อตัดภาพมาที่ฝั่งตระกูลสิทธิพันธุ์ บรรพบุรุษรุ่นแรกคือ นายชื้น และนางถนอม สิทธิพันธุ์ มีบุตรชายรวมกัน 6 คน คือ พลตำรวจเอก เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ (บุตรคนโต), ประสาร, ถนัด, มาโนช, ทวีป และ ปรีชา สิทธิพันธุ์

ตามบันทึกประวัติอย่างเป็นทางการจากหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2474 ที่ตำบลนาเกลือ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ตลอดช่วงชีวิตท่านได้สร้างเกียรติประวัติในฐานะข้าราชการระดับมันสมองของกรมตำรวจอย่างแท้จริง ผ่านประวัติการศึกษาและการรับราชการที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยความสามารถ

หลังจากจบโรงเรียนสตรีและประถมประจำจังหวัดสุมทรปราการ ท่านเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เข้าเรียนโรงเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก (พ.ศ. 2497 - 2498) ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (พ.ศ. 2499 - 2492) และสร้างเกียรติประวัติสูงสุดโดยการสอบได้อันดับที่ 1 ของนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 13 นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมวิชาอาวุธพิเศษ ณ ค่ายเอราวัณ อบรมวิชานายทหารสารวัตรชั้นสูงจากฟอร์ทกอร์ดอน รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ผ่านหลักสูตรฝ่ายอำนวยการสงครามจิตวิทยา รุ่นที่ 9 และสำเร็จการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 22

บรรจุเข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ. 2492 มียศเป็น ว่าที่ ร.ต.ต. ผ่านตำแหน่งสำคัญมากมายในนครบาล อาทิ รองสารวัตร สน.สามเสน สน.ชนะสงคราม สารวัตรปกครองป้องกัน สน.พระโขนง สน.ลุมพินี และก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับการตำรวจนครบาลที่ 7 ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จนกระทั่งดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี พ.ศ. 2522 ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจในปี พ.ศ. 2524 และขึ้นเป็น รองอธิบดีกรมตำรวจ ในปี พ.ศ. 2526 นอกจากนี้ยังเคยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อ พ.ศ. 2528 และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)

ในยามที่บ้านเมืองก้าวผ่านจุดหักเหอันวิกฤต พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ (ขณะดำรงยศพลตำรวจตรี) มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเป็นผู้บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นบาดแผลลึกที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

ในด้านชีวิตส่วนตัว พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ ได้เข้าพิธีสมรสกับ ‘นางจิตต์จรุง กุลละวณิชย์’ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2501 เมื่อดีเอ็นเอของนายตำรวจระดับเกียรตินิยมอันดับ 1 โคจรมาพบกับลูกสาวตระกูลข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อย่างกุลละวณิชย์ ผลลัพธ์คือการกำเนิดของสามพี่น้องสุดแกร่ง คือ รศ.ดร.ปรีชญา, รศ.นพ.ฉันชาย (ทัวร์) และ รศ.ดร.ชัชชาติ (ทริป)

แต่บ้านสิทธิพันธุ์ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยความตามใจ ตรงกันข้าม ความแข็งแกร่งนั้นถูกเคี่ยวกรำผ่านวินัยอันเข้มงวดของคุณแม่จิตต์จรุง ในวัยเด็ก ขณะที่เด็กคนอื่นออกไปวิ่งเล่นตามใจชอบ สองแฝด ‘ทัวร์-ทริป’ จะต้องถูกจัดสรรเวลาให้นั่ง "หันหลังชนกันอ่านหนังสือวันละ 2 ชั่วโมง" หลังเลิกเรียนทุกวันอย่างไม่มีข้อยกเว้น วินัยที่คุณแม่ฝากฝังไว้ในวัยเยาว์ กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่สอบได้คะแนนระดับท็อปและเติบโตมาเป็นยอดคน

แม้ในเวลาต่อมา ชัชชาติจะกลายเป็นไอคอนแห่งความแข็งแกร่ง แต่ในวัยเด็ก เด็กชายคนนี้เคยเป็นเด็กขี้โรคที่แพ้กุ้งและปูอย่างรุนแรง จนถึงขั้นต้องหามส่งโรงพยาบาลมาแล้ว ส่วนชื่อ ‘ฉันชาย’ และ ‘ชัชชาติ’ นั้น เป็นชื่ออันเป็นมงคลยิ่งที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและออกกำลังกายสม่ำเสมอมาตลอดชีวิต แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต่อสู้กับโรคร้ายที่เข้ามาเบียดเบียนได้ ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 รวมอายุได้ 73 ปี 10 เดือน 25 วัน ทิ้งไว้เพียงความภาคภูมิใจสูงสุดของครอบครัวในฐานะนายตำรวจผู้รับราชการด้วยความเที่ยงธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต และใจซื่อมือสะอาด

"พ่อผู้มีแต่ให้" : คำไว้อาลัยจากหัวใจของลูกชายคนเล็ก ถึง พล.ต.อ. เสน่ห์ สิทธิพันธุ์

ในหนังสืออนุสรณ์งานศพ ชัชชาติเขียนคำอาลัยถึงพ่อผู้จากไป และลงท้ายชื่อว่า ทริพ-เบิร์ด-แสน คำอาลัยที่ทำให้เห็นถึงความรักและตัวตนของ พล.ต.อ. เสน่ห์ ในฐานะ ‘พ่อ’ ไว้อย่างเรียบง่ายและอบอุ่นใจ

"พ่อครับ เมื่อลูกนึกถึงพ่อ คิดถึงสิ่งต่าง ๆ ที่พ่อทำ อยากจะบอกพ่อว่า ตลอดชีวิตของลูกที่ผ่านมา พ่อเป็นผู้ที่มีแต่ให้ให้กับลูกมาตลอด ให้ความรัก ให้กำลังใจ ให้แนวทางในการดำเนินชีวิต ให้ความช่วยเหลือลูกในทุก ๆ ด้าน ไม่เคยเลยในชีวิตที่พ่อจะทำให้ลูกไม่สบายใจ แม้แต่ในเวลาที่พ่อไม่สบายในช่วงสุดท้ายของชีวิต พ่อก็ไม่เคยปริปากบ่นให้ลูกเป็นกังวล พ่อทำหน้าที่ของพ่อได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด"

หลายคนอาจมีคำถามคาใจว่า ครอบครัวสิทธิพันธุ์มีแนวทางอย่างไรในการบ่มเพาะให้ลูก ๆ ทั้ง 3 คนเติบโตมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและประสบความสำเร็จระดับแนวหน้าของประเทศ คำตอบถูกเปิดเผยผ่านบันทึกหน้านี้ว่า พล.ต.อ. เสน่ห์ ‘ไม่เคยบังคับ’ ลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"พ่อเป็นตัวอย่างที่เรายึดปฏิบัติตาม พ่อไม่เคยบังคับให้เราดูหนังสือ หรือ ทำการบ้าน พ่อไม่เคยดุหรือว่าถ้าเราสอบได้คะแนนไม่ดี พ่อไม่เคยบังคับว่าเราต้องเรียนแพทย์ วิศวะ หรือ สถาปัตย์ แต่พ่อจะแสดงให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเรียน เห็นถึงคุณค่าของการทำงานหนัก พ่อจะเอาใจใส่กับรายละเอียดทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับการเรียนของลูก คอยช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุน และให้กำลังใจอยู่ตลอดเวลา ในชีวิตลูกพ่อเป็นเหมือนฝ่ายกำลังหนุนที่เข้มแข็งที่สุด ที่ช่วยให้ลูกมาถึงจุดนี้ในชีวิตได้"

นอกจากหน้าที่ของพ่อแล้ว พล.ต.อ. เสน่ห์ ยังทำหน้าที่ ‘คู่ชีวิต’ อย่างดีเยี่ยม บันทึกเล่าว่าท่านรักและผูกพันกับคุณแม่จิตต์จรุงมาก ตลอดเวลาที่พ่อไม่สบาย คุณแม่จะคอยดูแลอยู่ข้างเตียงอย่างดีที่สุดจนไม่ยอมให้ลูก ๆ มานอนเฝ้าแทนเพราะความเป็นห่วงและรู้ใจสามีดีที่สุด

"วันนี้…ถึงร่างของพ่อจะจากไป ลูกก็ยังรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าพ่อยังอยู่ใกล้ ๆ เพราะลูกรู้ว่าความรักและความเป็นห่วงของพ่อที่มีต่อพวกเรานั้น มันยิ่งใหญ่และไม่มีทางที่จะจางหายไปได้ พ่อยังคงอยู่ในใจลูกเสมอ เป็นกำลังใจ เป็นสติ เป็นแนวทาง ให้ลูกก้าวเดินต่อไป ถ้าชาติภพหน้ามีจริง ได้แต่หวังว่าลูกจะมีบุญพอที่จะเกิดเป็นลูกของพ่ออีก"

 

สามพี่น้องสิทธิพันธุ์ และการส่งต่อถึง ‘แสนดี’

สามพี่น้องสิทธิพันธุ์ต่างเคยเป็นอาจารย์ประจำที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้นำความรู้ไปขับเคลื่อนสังคมไทยใน 3 คณะเสาหลักที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รศ.ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ (พี่สาวคนโต) – คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (สมรสกับ Mr. James Herman Ferry มีบุตรชายคือ จอน-พิชญะ เฟรี่) ท่านคือแรงบันดาลใจและหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ชัชชาติฮึดเรียนหนังสืออย่างหนัก เพื่อจะเดินทางไปคว้าปริญญา จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ให้ได้ตามรอยเท้าพี่สาว

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ (แฝดผู้พี่) – คณะแพทยศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (สมรสกับ ร.อ.หญิง ทันตแพทย์ ภัทรพร สิทธิพันธุ์ นามสกุลเดิม: สุภเทพ มีบุตรสาวคือ ทีค-สิวาภรณ์ สิทธิพันธุ์)

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (แฝดผู้น้อง) – คณะวิศวกรรมศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีและผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 เคยสมรสกับ นางปิยดา สิทธิพันธุ์ (นามสกุลเดิมคือ อัศวฤทธิภูมิ) ในวันที่ 23 สิงหาคม 2541 ก่อนจะหย่าร้างกันในปี 2560)

หากเราตั้งคำถามว่า อะไรคือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของชายที่ชื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คำตอบอาจไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง หรือความนิยมในผลโพล เพราะเขายังทำหน้าที่ในฐานะ ‘พ่อ’ ของ ‘แสนดี - แสนปิติ สิทธิพันธุ์’ บุตรชายเพียงคนเดียว ได้อย่างน่าภาคภูมิใจไม่แพ้กัน

แสนดีต้องต่อสู้กับภาวะบกพร่องทางการได้ยินมาตั้งแต่กำเนิด ผู้เป็นพ่ออย่างชัชชาติเลยต้องพาลูกชายคนนี้บินไปไกลถึงประเทศออสเตรเลีย เพื่อเข้ารับการผ่าตัดรักษาใส่ประสาทหูเทียม และเรียนรู้วิธีการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ชัชชาติเคยเปิดเผยว่า เหตุผลสำคัญที่เขาออกกำลังกายในทุกวัน เพราะต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรงที่สุด เพื่อจะอยู่ดูแลลูกชายคนนี้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

นี่คือเบ้าหลอมแห่งความรักและวินัยที่ถอดแบบมาจากรุ่นคุณย่า ส่งต่อมายังรุ่นคุณพ่อ จนทำให้แสนดี สามารถข้ามขีดจำกัดทางร่างกาย สื่อสาร ทุ่มเท จนเรียนจบปริญญาโทในสาขาพัฒนารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (Masters of Public Administration) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลกที่อยู่ในกลุ่ม Ivy League

และนี่คือเรื่องราวของตระกูล ‘สิทธิพันธุ์’ และ ‘กุลละวณิชย์’ ที่ไม่ได้ส่งต่อเพียงแค่ชื่อเสียง ยศถาบรรดาศักดิ์ คอนเนกชัน หรือความได้เปรียบในสังคม แต่พวกเขาส่งต่อความไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา วินัยที่เข้มงวด และความแกร่งที่พร้อมจะทุบทำลายทุกข้อจำกัดของตนเอง เพื่อก้าวออกมาขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างในทุกวันนี้

 

รวบรวมข้อมูล : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : ชนิกา แซ่จาง

 

อ้างอิง

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลตำรวจเอก พิชัย กุลละวณิชย์

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงสมจิตต์ กุลละวณิชย์ 

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลอากาศโท จอม กุลละวณิชย์ ม.ว.ม., ป.ช. และ นางมาลี กุลละวณิชย์ 

อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายจวน กุลละวณิชย์

ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี.​ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1289842.pdf