21 ก.พ. 2569 | 09:53 น.

ใน ‘ลอดลายมังกร’ เรื่องราวเริ่มต้นจากครอบครัวจีนอพยพที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากแรงงาน วินัย และสัญชาตญาณการเอาตัวรอด โรงงานเล็ก ๆ คือจุดตั้งต้นของชีวิต และการวางตัวให้ถูกที่คือเงื่อนไขของการอยู่รอด เมื่อธุรกิจเติบโต ความสัมพันธ์กับรัฐและการเมืองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ มรดกที่ส่งต่อถึงรุ่นลูกจึงไม่ใช่แค่กิจการ หากคือเครือข่าย อำนาจ และคำถามสำคัญว่า จะเติบโตอยู่ในระบบเดิม หรือเลือกตั้งคำถามกับมัน
เรื่องเล่าลักษณะนี้ถูกบันทึกไว้ในงานวรรณกรรมของ ‘ประภัสสร เสวิกุล’ ไม่ใช่ในฐานะตำนานความสำเร็จของมังกร หากเป็นบันทึกของมนุษย์ที่ต้อง ‘ลอด’ ใต้อำนาจนั้น ก่อนจะมีปีกเป็นของตนเอง คำถามคือ ในโลกจริง การ ‘ลอด’ นั้น คือการเอาตัวรอด หรือคือการยอมรับกติกาที่ไม่เคยเท่าเทียมตั้งแต่ต้น
และในโลกความจริง นามสกุลเดียวกันก็อาจพาไปสู่ชีวิตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง บางชื่อเติบโตไปพร้อมโรงงานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก บางชื่อก้าวเข้าสู่สนามอำนาจรัฐ และบางชื่อเลือกตั้งคำถามกับโครงสร้างนั้นโดยตรง เรื่องของตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ จึงไม่ใช่เพียงประวัติครอบครัวหากเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของทุนนิยมไทย จากแรงงานอพยพ สู่ทุนอุตสาหกรรม และการเมืองร่วมสมัย
งานศึกษาประวัติศาสตร์จีนโพ้นทะเลชี้ตรงกันว่า ชาวจีนแต้จิ๋วคือหนึ่งในกลุ่มอพยพขนาดใหญ่ที่สุดที่เดินทางเข้าสู่สยามช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เส้นทางการตั้งหลักเริ่มจากแรงงานและค้าปลีก ก่อนขยับสู่การผลิต ผ่านเครือญาติและครอบครัวขยาย ‘กงสี’ ทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกสะสมทุนและกระจายความเสี่ยง ในช่วงปี พ.ศ. 2449–2460 ชาวจีนเกือบครึ่งหนึ่งที่ออกจากซัวเถามีปลายทางคือสยาม หนึ่งในนั้นคือ ‘นายโหลยช้วง แซ่จึง’ และ ‘นางบ่วยเชียง แซ่โป่ว’ ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบ จุดตั้งต้นของสายตระกูลที่ต่อมาจะเป็นที่รู้จักในนาม ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’
เยาวราช–บางรัก ปฐมบทแห่งทุนนิยมบนท้องถนน
เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ ชีวิตของอาฮงและม้วยเฮียงเริ่มต้นจากการค้าขายริมทางในย่านบางรักและเยาวราช ศูนย์กลางเศรษฐกิจของชาวจีนอพยพในยุคนั้น จากร้านก๋วยเตี๋ยวและกระเพาะปลา สู่การเลี้ยงดูบุตรธิดา 5 คน สรรเสริญ, พัฒนา, โกมล, สุริยะ และอริสดา จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อทายาทรุ่นที่สองมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกับการคมนาคม สรรเสริญและพัฒนาเริ่มต้นจากการเป็นแรงงานฝีมือในร้านซ่อมเบาะรถยนต์ ในช่วงที่รถจักรยานยนต์และรถยนต์ญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย
จากการซ่อม สู่การผลิต สองพี่น้องร่วมกันก่อตั้งบริษัท ซัมมิท ออโต อินดัสตรี ในปี พ.ศ. 2515 ก่อนที่การขยายตัวของธุรกิจและครอบครัวจะนำไปสู่การจัดโครงสร้างใหม่ ‘สรรเสริญ’ เลือกใช้นามสกุล ‘จุฬางกูร’ ขณะที่ ‘พัฒนา’ เลือกใช้นามสกุล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ เพื่อรักษารากเหง้าแซ่เดิม การแยกตัวอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2520 เมื่อพัฒนาและสมพรก่อตั้ง ‘ไทยซัมมิท’ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะที่ ‘สุริยะ’ เลือกสร้างเส้นทางของตนเอง ผ่านกลุ่มบริษัท SEC ที่ทำงานกับบรรษัทข้ามชาติอย่างโซนี่และพานาโซนิค
การแยกสายไม่ได้เกิดจากความขัดแย้ง หากเป็นการบริหารความเสี่ยงรูปแบบหนึ่งของการ ‘ลอด’ เพื่อให้แต่ละมังกรเติบโตในพื้นที่ของตน แม้ในทางหนึ่ง นี่จะถูกอธิบายได้ว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่สมเหตุสมผล แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็คือการยอมรับว่า ไม่มีพื้นที่ใดปลอดจากอำนาจอย่างแท้จริง
ทุนที่เติบโต และทางการเมืองที่เลือกต่างกัน
เมื่อทุนอุตสาหกรรมเติบโต เส้นทางชีวิตของสมาชิกในตระกูลก็เริ่มแตกแขนงชัดเจน เลือดเดียวกัน แต่เลือกเดินคนละทาง ในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกที่เข้าสู่สนามการเมืองอย่างชัดเจนมีสามคน และสะท้อนสามวิธีคิดต่ออำนาจรัฐ
เมื่อทุนเลือกข้าง เงินบริจาคกับการเมืองของตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’
หากดูเพียงบทบาททางการเมือง อาจเห็นตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจยืนอยู่คนละฟาก แต่เมื่อพิจารณาผ่านการเงินทางการเมือง ภาพจะชัดขึ้นว่า นี่คือหนึ่งในตระกูลทุนที่มีบทบาทครอบคลุมแทบทุกขั้วอำนาจ
ในสายสัมพันธ์กับเครือข่าย พรรคไทยรักไทย–พรรคเพื่อไทย
‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ เคยเป็นตัวหลักทางการเมืองของพรรค และในช่วงรุ่งเรืองของไทยรักไทย ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจเคยบริจาคเงินสนับสนุนพรรคสูงถึง 30 ล้านบาท ขณะที่ ‘สรรเสริญ จุฬางกูร’ แม้ไม่เล่นการเมืองโดยตรง แต่เป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญ โดยในเดือนมิถุนายน 2567 มีข้อมูลว่าบริจาคให้พรรคเพื่อไทยเพียงรายเดียว 8 ล้านบาท
ฝั่ง ‘โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ ก็มีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ผ่านทั้งการบริจาคส่วนตัวและธุรกิจในเครือ รวมมูลค่าหลายล้านบาท ขณะที่ ‘พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ’ เคยเป็นผู้บริจาคก้อนแรกให้ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะย้ายตามกลุ่มสามมิตรเข้าสู่พรรคเพื่อไทย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน
อีกด้านหนึ่งสายของ ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ เลือกรูปแบบการสนับสนุนที่แตกต่าง ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ธนาธร ครอบครัว และเครือญาติ บริจาคเงินให้ พรรคอนาคตใหม่ รวม 22.2 ล้านบาท และกรณีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็ยิ่งตอกย้ำบทบาทของทุนครอบครัวในสนามการเมืองเชิงโครงสร้าง
เงินบริจาคเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจไม่ได้เป็นเพียง ‘ผู้เล่นทางอุดมการณ์’ หากเป็นสายทุนที่กระจายตัวอยู่ในทุกขั้วการเมือง
ทุนในที่นี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกสรรเสริญหรือประณามโดยง่าย หากเป็นทั้งเครื่องมือที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเงื่อนไขที่สังคมจำเป็นต้องตั้งคำถาม
เลือดเดียวกัน แต่เลือกใช้ทุนเพื่อ ‘ลอด’ ใต้อำนาจรัฐด้วยวิธีที่ต่างกัน
เรื่องราวของตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ คือกรณีศึกษาที่สมบูรณ์แบบของวิวัฒนาการทุนนิยมไทย จากรุ่นบุกเบิกสู่รุ่นนวัตกรรม จากร้านซ่อมเบาะริมถนน สู่การเป็นฟันเฟืองในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าโลก และจากกงสีครอบครัว สู่บรรษัทข้ามชาติที่อยู่ภายใต้สายตาสาธารณะ ความท้าทายที่แท้จริงจึงไม่ใช่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ หากคือการประนีประนอมระหว่างบทบาททางธุรกิจและบทบาททางการเมืองของคนในสายเลือดเดียวกัน
และในสภาวะที่การเมืองไทยแตกแยกเชิงโครงสร้าง ชื่อเสียงและความมั่งคั่งของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจย่อมหลีกไม่พ้นการถูกตั้งคำถาม การดำรงอยู่ของกงสีในรุ่นถัดไปจึงต้องเปลี่ยนผ่านที่ถูกตรวจสอบโดยสังคม
ในจุดนี้เอง เรื่องของตระกูลจึงย้อนกลับไปทับซ้อนกับภาพจำจาก ‘ลอดลายมังกร’ อีกครั้ง เมื่อคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นมังกร
.
หากคือใครจะเลือก ‘ลอด’ ใต้อำนาจนั้นอย่างไร
และสำคัญกว่านั้นคือ เราในฐานะสังคม
กำลังยอมรับการ ‘ลอด’ แบบไหนเป็นเรื่องปกติ
และจะเติบโตเป็นมังกรแบบไหนในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป