โธมัส ซานการา : นักเรียนนายร้อยผู้กลายเป็น ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’

โธมัส ซานการา : นักเรียนนายร้อยผู้กลายเป็น ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’

เรื่องราวของ ‘โธมัส ซานการา’ (Thomas Sankara) ผู้นำแห่งบูร์กินาฟาโซที่ก้าวสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร แต่กลับได้รับการยกย่องจนได้ฉายา ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’

KEY

POINTS

 

ทหารที่ปราศจากการศึกษาทางการเมืองและการรักชาติ
ก็เป็นได้แค่เพียงอาชญากรที่รอวันก่อเหตุเท่านั้น

 

หากพูดถึงผู้นำที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วย ‘การรัฐประหาร’ รวบอำนาจการบริหารประเทศไว้ที่ตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจำกัดเสรีภาพของประชาชน และใช้กลไกรัฐควบคุมผู้เห็นต่างทางการเมือง ภาพจำแรกของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น ‘ผู้นำเผด็จการทหาร’ ที่ประวัติศาสตร์มักจดจำในฐานะ ‘ทรราช’ ผู้กดขี่ประชาชน เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้นานที่สุด 

ทว่ากลับมีผู้นำคนหนึ่งที่กระทำการหลายอย่างแทบไม่ต่างจากภาพจำเหล่านั้น เขาคือคนที่ดึงอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ ปิดกั้นไม่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ทั้งยังใช้อำนาจเด็ดขาดจัดการกับผู้ต่อต้านหลายกลุ่ม แต่แทนที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นเพียง ‘ทรราชผู้บ้าอำนาจ’ เขากลับได้รับการยกย่องอย่างมหาศาลจากผู้คนจำนวนมาก จนได้รับฉายาว่า ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’ 

ชื่อของเขาคือ ‘โธมัส ซานการา’ (Thomas Sankara) ผู้นำที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารแห่งบูร์กินาฟาโซ 

เบื้องหลังเรื่องราวของเขา ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘วีรบุรุษ’ ผู้กอบกู้ประเทศ หรือ ‘ทรราช’ ในคราบของเครื่องแบบทหาร แต่เป็นเรื่องราวชั้นดีที่ชวนให้เรามาสำรวจอุดมการณ์เบื้องหลังฉายา ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’ ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เขาทำเป็นเพียงอุดมการณ์อันเลื่อนลอย ที่ผู้นำเผด็จการทหารหยิบยกมาอ้าง หรือเขาคือ ‘นักปฏิวัติ’ ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างแท้จริง และยอมแลกทุกอย่างจนตัวตายไม่ต่างไปจาก เช เกวารา กันแน่? 

จุดกำเนิด ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’

 

อัปเปอร์โวลตาคือประเทศที่เป็นดั่งสรสวรรค์ของคนกลุ่มส่วนน้อย
แต่กลับเป็นนรกที่แทบจะอยู่ไม่ได้สำหรับคนส่วนใหญ่

- โธมัส ซานการา

 

ก่อนจะมาเป็นประเทศบูร์กินาฟาโซอย่างเป็นทางการ ดินแดนแห่งนี้เคยมีชื่อว่า ‘อัปเปอร์วอลตา’ (Upper Volta) ซึ่งในอดีตเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาก่อน แม้ว่าประเทศจะได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการในปี 1960 แต่อิทธิพลของมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส ก็ยังคงแผ่ขยายและครอบงำทั้งระบบเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไว้อย่างฝังรากลึก

ย้อนกลับในช่วงเวลานั้น ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนอย่างหนัก ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียงราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพราะทรัพยากรในประเทศถูกผูกขาดโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลเพียงไม่กี่กลุ่ม ส่งผลให้ประชากรกว่า 90% ของประเทศที่เป็นเกษตรกร ต้องขาดแคลนที่ดินทำกิน นอกจากนี้ โอกาสในการเลื่อนฐานะทางสังคมผ่านการศึกษาก็ยังเข้าถึงได้ยาก สะท้อนจากอัตราการรู้หนังสือของคนทั้งประเทศที่มีเพียงแค่ 13% ทำให้ประเทศที่ทั้งยากจนและไร้ทางออกนี้ ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากชาติตะวันตกอยู่เป็นประจำ และภายใต้สภาพสังคมที่บีบคั้นเช่นนี้เอง ดินแดนแห่งนี้กำลังจะให้กำเนิดผู้ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง 

โธมัส ซานการา เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ปี 1949 ในเมืองยาโก (Yako) โดยมีพ่อเป็นสารวัตรทหารในกองทัพฝรั่งเศส ส่งผลให้ครอบครัวของเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ชนชั้นกลาง’ ที่มีอยู่น้อยนิดในประเทศ ถึงแม้วัยเด็กของซานการาจะไม่ได้เผชิญกับความยากจนโดยตรง แต่ชีวิตที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองชนชั้น กลับทำให้เขาเห็นความเหลื่อมล้ำได้อย่างชัดเจน เขาเห็นทั้งภาพของเพื่อนชนชั้นล่างที่ต้องดิ้นรนกับความยากจน สวนทางกับเพื่อนจากตระกูลชนชั้นสูงที่ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ภาพสังคมที่เขาซึมซับ ผนวกกับความที่เป็นเด็กเรียนดี จนทางบ้านคาดหวังให้เข้าเรียนในโรงเรียนคาทอลิก ได้ผลักดันให้ซานการาเลือกเดินในเส้นทางที่แตกต่างที่ซึ่งไม่มีใครคาดคิด

ในปี 1966 ซานการาตัดสินใจหันหลังให้กับความคาดหวังของทางบ้าน แล้วเลือกเส้นทางเข้าสู่ ‘โรงเรียนนายร้อยทหาร’ (Prytanée Militaire de Kadiogo) ด้วยเหตุผลสำคัญอย่าง ‘การเลื่อนสถานะทางชนชั้น’ เพราะสถาบันแห่งนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เส้นทางในประเทศแห่งความเหลื่อมล้ำ ที่มอบโอกาสในการเลื่อนสถานะทางสังคมผ่านการศึกษาฟรี ทำให้คนจากทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้ พร้อมกันนั้นเขายังมีความเชื่อมั่นว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นเส้นทางที่ทำให้เขาได้มีโอกาสรับใช้สังคม และช่วยเหลือผู้คนจากความยากจนในประเทศนี้ได้ 

และที่สถาบันแห่งนี้เอง ที่ทำให้ซานการาได้พบกับ ‘คำตอบ’ ของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เขาเห็นมาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านอาจารย์พลเรือนฝ่ายซ้ายอย่าง ‘อดามา ตูเร’ (Adama Toure) ผู้เปิดโลกให้ซานการาได้รู้จักกับงานเขียนทางการเมือง แนวคิดมาร์กซิสม์-เลนิน และการต่อต้านจักรวรรดินิยม งานเขียนเหล่านี้ได้ให้คำตอบกับเด็กหนุ่ม ตระหนักได้ถึงความยากจนที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น มีรากฐานมาจากโครงสร้างสังคม ที่ชนชั้นนำและชาติตะวันตกได้ขูดรีดทรัพยากรไปผูกขาดไว้กับตน ทิ้งให้คนตาดำ ๆ ในประเทศอัปเปอร์โวลตาต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต 

การศึกษาแนวคิดเหล่านี้ ได้หล่อหลอมให้ซานการาสนับสนุนการให้ทหารต้องศึกษาการเมืองเพื่อให้มีอุดมการณ์หนุนหลัง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาผ่านคำพูดของเขาในภายหลังว่า “ทหารที่ปราศจากการศึกษาทางการเมืองและการรักชาติ ก็เป็นได้แค่เพียงอาชญากรที่รอวันก่อเหตุเท่านั้น” 

 

สองปีที่มาดากัสการ์ 

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นในปี 1970 เมื่อซานการาถูกส่งไปฝึกเพิ่มเติมที่ประเทศมาดากัสการ์ ซึ่งช่วงเวลาที่เขาประจำการอยู่ที่นั่น ดันไปตรงกับช่วงที่ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลในปี 1971-1972 พอดี ภาพของนักศึกษาและชนชั้นแรงงานที่จับมือกันลงถนน เพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการที่เป็นเพียงหุ่นเชิดของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสจนสำเร็จ ได้เข้าไปกระตุ้นความคิดของนายทหารหนุ่มไฟแรงผู้นี้เข้าอย่างจัง

ประสบการณ์ที่มาดากัสการ์ ได้กลายเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เข้ามาประกอบอุดมการณ์อันเลื่อนลอยของเขาให้สมบูรณ์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ทฤษฎีในตำราที่เขาได้เรียนมานั้น สามารถเกิดขึ้นได้จริงผ่านการเคลื่อนไหวของมวลชน มาดากัสการ์ได้มอบคำตอบอันสำคัญให้กับซานการาว่า หากประชาชนตระหนักรู้ถึงพลังของตนเอง การลุกขึ้นมาโค่นล้มโครงสร้างที่กดทับเพื่อสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝันเฉกเช่นในตำราเรียนอีกต่อไป

 

การขึ้นสู่อำนาจ
ของนายทหารหนุ่ม

หลังจากกลับมาจากมาดากัสการ์ ซานการาไม่ได้ทำหน้าที่ทหารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เขาเริ่มนำแนวคิดที่ซึมซับจากการเรียนและประสบการณ์การลุกฮือของมวลชน มาใช้ปูทางเข้าสู่เส้นทางการเมือง ซานการาเริ่มรวบรวมกลุ่มคนที่ไม่พอใจในความเหลื่อมล้ำของประเทศ พร้อมกับสร้างเครือข่ายอุดมการณ์ในหมู่ทหารรุ่นใหม่ จนเกิดเป็นการจัดตั้งกลุ่มลับของทหารฝ่ายซ้าย โดยมีคนสำคัญที่ร่วมทางกับเขาคือ ‘แบลซ กงปาโอเร’ (Blaise Compaoré) ประกอบกับบุคลิกที่มีวาทศิลป์ พูดจาชัดเจน และมีวิถีชีวิตติดดิน ในเวลาไม่นานซานการาจึงกลายเป็นขวัญใจและเป็นความหวังใหม่ของคนจำนวนมหาศาลในประเทศที่กำลังเผชิญกับความยากจน 

เส้นทางการเมืองของซานการาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 1983 โดยประธานาธิบดี ‘ฌอง-ปิแอร์ อูเอเดราโอโก’ (Jean-Baptiste Ouédraogo) เหตุผลสำคัญที่ถูกผลักดันขึ้นมารับตำแหน่งนี้ เป็นเพราะซานการามีฐานความนิยมที่ได้ใจมวลชนชนชั้นล่างอย่างมหาศาล จนรัฐบาลทหารในขณะนั้นไม่อาจมองข้ามความนิยมในตัวเขาได้ 

ทว่าด้วยอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่เด็ดขาด บวกกับจุดยืนต่อต้านการแทรกแซงจากชาติตะวันตกอย่างเปิดเผย ทำให้ซานการาไปขัดผลประโยชน์กับขั้วอำนาจเก่าและอดีตเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสเข้า ส่งผลให้เขาถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่งและถูกจับกุมตัวในที่สุด 

อย่างไรก็ตาม ผลที่ตามมาจากการจับกุมตัวครั้งนั้น กลับให้ผลลัพธ์ที่ขั้วอำนาจเก่าคาดไม่ถึง ความนิยมในตัวซานการาได้ปลุกให้นักศึกษาและสหภาพแรงงานพากันลงถนนประท้วง เพื่อกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวและคืนอำนาจแก่เขา ขณะที่เบื้องหลังของขบวนการดังกล่าวก็ไม่ได้มาจากไหนไกล เพราะกลุ่มทหารหนุ่มฝ่ายซ้ายที่นำโดยแบลซ กงปาโอเร คือผู้ที่คอยช่วยขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง พวกเขาอาศัยจังหวะความวุ่นวายนี้ นำกำลังทหารเข้าก่อรัฐประหารในเดือนสิงหาคม ปี 1983 กวาดล้างผู้นำขั้วอำนาจเก่า ปลดแอกซานการาออกจากคุก และผลักดันให้นายทหารชั้นผู้น้อยวัยเพียง 33 ปีคนนี้ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดอย่าง ‘ประธานาธิบดี’ ได้สำเร็จ 

 

การเลือกใช้อำนาจ
และราคาที่ต้องจ่าย

ทันทีที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ซานการาลงมือทำตามความคิดของตัวเองในทันที สิ่งแรกที่เขาทำและสร้างความไม่พอใจให้กับขั้วอำนาจเก่า คือการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘อัปเปอร์วอลตา’ ที่ถูกตั้งโดยฝรั่งเศส ให้กลายเป็น ‘บูร์กินาฟาโซ’ (Burkina Faso) ซึ่งมีความหมายว่า ‘ดินแดนของคนซื่อสัตย์’ เพื่อเป็นการประกาศว่า นี่คือยุคใหม่ที่ประชาชนจะกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง โดยไม่ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศสอีกต่อไป 

ในการพลิกฟื้นประเทศให้ออกจากความยากจน ซานการาขับเคลื่อนนโยบายอย่างรวดเร็วจนสามารถวัดผลทางตัวเลขได้อย่างชัดเจนภายในเวลาเพียง 4 ปี ในด้านการศึกษา เขาปฏิรูประบบครั้งใหญ่จนผลักดันอัตราการรู้หนังสือของคนทั้งประเทศจากเดิมที่มีเพียง 13% ให้พุ่งขึ้นเป็น 73% ได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน เขายังผลักดันสิทธิสตรีอย่างจริงจัง โดยเป็นผู้นำคนแรก ๆ ที่สั่งแบนการขลิบอวัยวะเพศหญิง การบังคับแต่งงานในวัยเด็ก และการมีภรรยาหลายคน พร้อมทั้งเปิดทางให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในตำแหน่งบริหารระดับสูงของรัฐบาลอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน 

นอกจากการปฏิรูปสังคมเพื่อทำให้สังคมหลุดพ้นจากความยากจนแล้ว ซานการายังเดินหน้าเปลี่ยนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเลือกที่จะพึ่งพาตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว และปฏิเสธเงินช่วยเหลือจากองค์กรต่างชาติอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะเงินจากชาติตะวันตก เพื่อตัดขาดจากการครอบงำและถูกขูดรีดตามแนวคิดของเขา 

แต่สิ่งที่กลายเป็นจุดสำคัญที่นำไปสู่การลงจากอำนาจ และเป็นต้นตอของจุดจบชีวิต คือการปฏิรูประบอบอำนาจรัฐครั้งใหญ่ ด้วยการจัดตั้งสององค์กรสำคัญขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการทำหน้าที่ ได้แก่ ‘คณะกรรมการพิทักษ์การปฏิวัติ’ (CDRs) ซึ่งกระจายกำลังอยู่ทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา ควบคุมพฤติกรรมของข้าราชการและมวลชนให้อยู่ในกรอบอุดมการณ์ที่ซานการายึดถือ และ ‘ศาลประชาชนปฏิวัติ’ (TPRs) ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อไต่สวนและลงดาบข้าราชการที่ทุจริต รวมถึงกลุ่มขั้วอำนาจเก่าอย่างเด็ดขาด โดยเขาแทบจะโละระบบยุติธรรมแบบเดิมในประเทศทิ้งไปในทันที 

การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่รวดเร็วนี้ ล้วนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี แม้ฉากหน้าอำนาจของซานการาจะดูมั่นคงเพราะได้รับการยอมรับจากประชาชน แต่เบื้องหลังการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อบังคับให้ประเทศเดินหน้าตามอุดมการณ์ ได้สร้างศัตรูจำนวนมหาศาลไว้รอบตัว ทั้งกลุ่มข้าราชการเก่า ชนชั้นกลางบางกลุ่ม ไปจนถึงกลุ่มอำนาจที่ควรจะเป็นพันธมิตรกับเขาได้อย่าง ‘สหภาพแรงงาน’ ที่กลับถูกลิดรอนสิทธิการประท้วงและถูกควบคุมโดยกลไกของรัฐ เพราะซานการามองว่าข้อเรียกร้องของหลาย ๆ กลุ่มเป็นเพียงแค่การปกป้องผลประโยชน์ต่อกลุ่มของตัวเอง ซึ่งถือเป็นการขัดขวางการปฏิวัติตามแนวคิดของเขา หรือแม้แต่ ‘ผู้นำชนเผ่าดั้งเดิม’ ที่ถูกซานการาหักดิบริบสิทธิพิเศษ ที่ใช้ในควบคุมท้องถิ่นจนหมดสิ้น เพื่อกวาดล้างระบบศักดินาดั้งเดิม และยึดที่ดินมาแจกจ่ายให้เกษตรกรที่ยากจน การสร้างศัตรูรอบทิศทางนี้ได้สร้างผลกระทบต่อทั้งชาติมหาอำนาจตะวันตกและคนสนิทใกล้ชิด โดยที่ซานการาไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อย

และสุดท้ายคลื่นของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี่เอง ที่ได้กลายเป็นต้นตอสำคัญทำให้ซานการาต้องลงจากอำนาจ เพราะในวันที่ 15 ตุลาคม 1987 ซานการาถูกลอบสังหารขณะเกิดการก่อรัฐประหารในประเทศอีกครั้ง ซึ่งผู้นำที่อยู่เบื้องหลังการก่อการครั้งนี้ก็คือ ‘แบลซ กงปาโอเร’ สหายคนสนิทและอดีตเพื่อนรักที่เคยจับมือช่วยผลักดันเขาเข้าสู่อำนาจ แต่บัดนี้เพื่อนรักได้ย้อนกลับมาโค่นล้มซานการาเสียเอง พร้อมปิดฉากชีวิตของนายทหารหนุ่มในวัย 37 ปี และถือเป็นการล่มสลายของอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างไปจากตอนที่ซานการาได้มันมา 

แม้ชีวิตของโธมัส ซานการา จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องราวของชายคนนี้กลับทิ้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจ เพราะหากดูแค่วิธีการก้าวขึ้นสู่อำนาจและรูปแบบการปกครอง สิ่งที่เขาทำลงไปนั้นแทบไม่ต่างจากเผด็จการทหารทั่วไปแม้แต่น้อย 

แต่สิ่งที่ทำให้ซานการาถูกจดจำต่างจากเผด็จการคนอื่น อาจไม่ใช่เพราะเขา “ดีกว่า” ในทางปฏิบัติ แต่เป็นเพราะภาพลักษณ์ความไม่ยึดติดในอำนาจ เขาไม่ได้ทำไปเพื่อสะสมความมั่งคั่งหรือสืบทอดตำแหน่งให้ตัวเอง แต่เลือกใช้อำนาจเพื่อผลักดันอุดมการณ์ที่เชื่อจนตัวตาย ซึ่งเห็นได้จากตอนที่เขาเสียชีวิต ที่แทบไม่มีทรัพย์สินติดตัวเหลืออยู่เลย และจากจุดนี้เองจึงทำให้เขาถูกจดจำในฐานะ ‘เช เกวาราแห่งแอฟริกา’

 

อ้างอิง 

Thomas Sankara. (n.d.). Facts about Thomas Sankara in Burkina Faso. 

Africa Is a Country. (2016, October 17). Thomas Sankara: The upright man. 

Wikipedia contributors. (n.d.). Thomas Sankara. In Wikipedia. 

Young Pioneer Tours. (n.d.). Thomas Sankara: Africa's revolutionary leader. 

Library of Congress. (n.d.). The anti-Yusin movement. South Korean Democratization Movement.