20 มิ.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“ผมเป็นบุตรแห่งยุคสมัยสตาลิน”
— ยูริ วาเลนติโนวิช คโนโรซอฟ (Yuri Valentinovich Knorozov) ถอดรหัสอักษรมายาสำเร็จคนแรกของโลก โดยได้รับความช่วยเหลือจากแมว
ชายใบหน้าบึ้งตึง อุ้มแมววิเชียรมาศแนบอก กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ชื่อของเขายังคงถูกยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เป็นระยะ ราวกับว่าการจากไปของเขาในปี ค.ศ. 1999 เป็นเพียงเรื่องลวง เพราะทุกวันนี้ภาพใบหน้าขึงขังของเขา ทำให้หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วเบื้องหลังภาพถ่ายใบนี้คืออะไร
คโรโนซอฟ คือ นักประวัติศาสตร์ นักชาติพันธุ์วิทยา นักภาษาศาสตร์ นักอักษรศาสตร์ (Epigrapher) และนักแปลชาวโซเวียตและรัสเซีย อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งสำนักวิชามายาศึกษาแห่งสหภาพโซเวียตอีกด้วย ตำแหน่งยาวเหยียดนี้ไม่ได้มาง่าย ๆ ช่วงแรกเขาต้องเผชิญกับการถูกต่อต้านจากแวดวงนักวิชาการด้วยกัน (โดยเฉพาะตะวันตก) เพราะเขา ‘ฉลาด’ เกินไป
ฉลาดทั้งที่ต้องอยู่ในประเทศที่ถูกจำกัดข้อมูล
ฉลาดทั้งที่ไม่เคยเห็นตัวอักษรมายาของจริงเลยสักครั้งในชีวิต แต่กลับถอดรหัสได้ แถมยังใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยวิเคราะห์ระบบอักษรโบราณตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960
และยังฉลาดที่จะกล้าเสี่ยงกับโชคชะตาในยุคสมัยอันโหดร้ายของสตาลิน เพราะหากพลาดเพียงนิดเดียว ชื่อของเขาจะถูกส่งไป ‘กูลัค’ และทำให้เลือนหายไปตลอดกาล
คโนโรซอฟเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 (บางแหล่งระบุว่าวันที่ 22 พฤศจิกายน) ในแคว้นคาร์คิฟ (Kharkiv) สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือยูเครน) เขามักจะบอกทุกคนเสมอว่าวันเกิดที่แท้จริงของตนคือวันที่ 31 สิงหาคม ส่วนข้อมูลที่ปรากฎอยู่ในเอกสารราชการเป็นความผิดพลาดของสำนักงานทะเบียนราษฎร
รูปร่างหน้าตาของคโนโรซอฟค่อนข้างต่างจากชาวรัสเซียส่วนใหญ่ ละหม้ายไปทางคุณย่าซึ่งเป็นศิลปินชาวอาร์เมเนียเสียมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงมักจะบอกคนอื่นอยู่เสมอว่า เขาเป็นคนรัสเซียแท้ ๆ และภาคภูมิใจที่เกิดมาบนแผ่นดินนี้ โดยความรักชาติส่วนใหญ่จะถูกส่งผ่านมาทางพ่อ ผู้เป็นวิศวกรและพันเอกที่ร่วมฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการปฏิวัติเดือนตุลาคม (October Revolution) ส่วนแม่ก็โยกย้ายตามพ่อจากกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มายังคาร์คิฟตามแต่หน้าที่การงานจะพัดพาไป
พ่อของคโรโนซอฟรับใช้ชาติมาหลายยุคหลายสมัย จนได้รับยศพันเอก ผ่านมาแล้วทั้งในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น สงครามโลกครั้งที่ 1 ไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการอพยพวิสาหกิจทางอุตสาหกรรมทั้งหมดในภูมิภาคคาร์คอฟ เพื่อหลบหนีการทิ้งระเบิดของกองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาทุ่มเทกับการทำงานอย่างหนัก จนไม่มีเวลากลับไปดูแลครอบครัว ไม่รู้ชะตากรรมของภรรยาและลูก ๆ ด้วยซ้ำว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร
พ่อของคโรโนซอฟยังเป็นผู้เดินทางไปกับขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย ที่ขนย้ายอุปกรณ์และเครื่องจักรไปยังแนวหลังช่วงสงคราม เมื่อเดินทางถึงมอสโก พ่อคนนี้ก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานผลิตอาวุธแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในระบบเศรษฐกิจยุคสงคราม เพื่อสนับสนุนกองทัพในเวลาต่อมา
นอกจากผู้เป็นพ่อและแม่ที่น่าเคารพแล้ว คโนโรซอฟยังเติบโตท่ามกลางพี่น้อง 5 คน โดยพี่ชาย-น้องชายทั้ง 3 คน น้องสาวอีก 1 คน และตัวเขา บรรดาพี่น้องต่างเติบโตมาเป็นนักวิชาการ นายทหาร นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และอาจารย์
ส่วนพรสวรรค์ด้านภาษาของคโนโรซอฟเริ่มขึ้นในวัยเด็ก เมื่อเขาอายุเพียง 5 ขวบ เด็กน้อยคนนี้เริ่มอ่านหนังสืออก แถมยังเขียนเรื่องสั้นเกี่ยวกับแมวขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง ต่อมาเขาถูกส่งไปเรียนไวโอลิน แต่งบทกวี วาดภาพ และอีกสารพัดอย่าง จนกลายเป็นนักเล่าเรื่องชั้นเยี่ยมมานับจากนั้น
ผลงานชิ้นแรกสุดในชีวิตของเขาในวัยหนุ่มคือบทกวีถึงสตาลิน (Poem about Stalin) ที่เขาแต่งร่วมกับพี่ ๆ ในปี 1945 หลังสิ้นสุดสงคราม งานประพันธ์บันทึกความรู้สึกอันบริสุทธิ์ของเด็กหนุ่มผู้เติบโตมาในระบอบนี้ และนี่คือเนื้อหาบางส่วนของบทกวีที่แต่งร่วมกับพี่ชายด้วยความภาคภูมิ
"ผ่านไปเพียงไม่กี่ปี แผ่นดินก็เปลี่ยนโฉมหน้า โรงงานอันทรงพลังผุดขึ้น ทุ่งนาของคอลโคซ (นารวม) เบ่งบาน ในดินแดนที่เคยยากจนและล้าหลัง ที่เคยไร้กำลังมานานนับร้อยปี ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ความรุ่งเรืองที่ไม่เคยเห็นได้ปรากฏขึ้นแล้ว
"จงภูมิใจเถิด มาตุภูมิของฉัน จงรำลึกถึงหยาดเหงื่อแรงงานเยี่ยงวีรกรรม! บ้านเกิด! พื้นที่หนึ่งในหกของโลก ดินแดนแห่งแสงสว่างของสังคมนิยม!
"ชัยชนะไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่แลกมาด้วยแรงงานมหาศาล ในเหล็กทุกๆ ตัน และในข้าวปุ้ด (หน่วยน้ำหนัก) แรกที่เก็บเกี่ยว
"ในวันคืนที่วุ่นวายของชีวิตประจำวันอันยิ่งใหญ่ ความยากลำบากมากมายได้ผ่านเข้ามา ทุกย่างก้าวเป็นไปอย่างยากลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทุกย่างก้าว คือการก้าวไปข้างหน้า!"
ทว่าความเป็นนักประวัติศาสตร์จอมขวางโลกก็ฉายแววมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะโครงสร้างกลอนของเขา ดันไปแบ่งยุคสมัยสงครามโดยใส่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของกองทัพแดงช่วงต้นสงครามลงไปด้วย ซึ่งถือเป็นการหักหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลักที่สตาลินพยายามโฆษณาชวนเชื่อในขณะนั้น
นอกจากความคิดที่เป็นอิสระเกินไปจนเกือบถูกไล่ออกจากโรงเรียนประถม บุคลิกของเขายังแปลกแยกจากคนทั่วไปอย่างสุดขั้ว ซึ่งคโนโรซอฟมักเล่าถึงความเพี้ยนนี้แบบติดตลกว่า ตอนอายุ 5 ขวบ เขาโดนลูกบอลโครเกต์ที่พี่ชายโยนพลาดมากระแทกหน้าผากเข้าอย่างจัง แม้จะไม่มีแผลร้ายแรง แต่เขาเชื่อว่ามันช่วยเปิดประสาทสัมผัสพิเศษ และเขามักแนะนํานักภาษาศาสตร์รุ่นใหม่เสมอว่า
“ผมมีคำแนะนำสำหรับนักถอดรหัสในอนาคต คือให้ตีหัวพวกเขาสักที เพียงแต่ผมยังไม่รู้ว่าจะตีอย่างไรให้ได้ผลแบบผม”
ในปี ค.ศ. 1940 คโรโนซอฟในวัย 17 ปีเข้าเรียนคณะประวัติศาสตร์ที่เมืองคาร์คิฟ และเริ่มสนใจการศึกษาความเชื่อแบบหมอผี (Shamanism) ยังไม่ทันจะดำดิ่งเข้าไปในศาสตร์นี้มากนัก สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เปิดฉากขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาจึงทำได้เพียงรอคอยวันที่ถูกเรียกเข้ากองทัพแดง แต่จนแล้วจนรอดก็ไร้ซึ่งสัญญาณใด ๆ จากส่วนกลาง ทั้งที่เป็นการระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ
ว่ากันว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่เขาไม่ถูกเรียกลงสนามรบ แต่ถูกส่งไปสร้างแนวป้องกันทางทหารแทน เป็นเพราะติดอยู่ในดินแดนที่ถูกศัตรูยึดครอง ขณะที่พ่อของเขาก็ยุ่งอยู่กับการอพยพโรงงานอุตสาหกรรมในภูมิภาคคาร์คอฟไปยังแนวหลัง จนไม่มีเวลาให้กับครอบครัวที่ติดอยู่เบื้องหลังแนวรบ
เมื่อไม่มีหัวหน้าครอบครัวลูก ๆ จึงต้องดูแลแม่ด้วยตนเอง หาอาหารหยูกยาเพื่อมีชีวิตรอดไปอีกวัน ซึ่งการไม่ถูกเรียกเป็นทหารในครานั้น กลายเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตของคโรโนซอฟมาตราบชั่วชีวิต เช่น การถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาในช่วงแรก และยังต้องยื่นเอกสารยืนยันความบริสุทธิ์ใจหลายครั้ง เพื่อขออนุญาตสอบป้องวิทยานิพนธ์
ใช่ว่าเขาจะรอคอยชะตากรรมเพียงอย่างเดียว ในปี ค.ศ. 1943 ก่อนการโต้กลับของกองทัพโซเวียต เขาพาแม่ไปยังแคว้นวอโรเนช พยายามสมัครเข้าร่วมกองทัพ แต่ก็ไม่ผ่าน เนื่องจากภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง จากนั้นจึงใช้เวลาประมาณครึ่งปีสอนหนังสือในโรงเรียนตามชนบท ก่อนย้ายไปมอสโกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยอาศัยสมุดผลการเรียนที่ยังเก็บรักษาไว้ สมัครเข้าเรียนต่อชั้นปีที่สองของคณะประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมอสโก (MGU)
ต่อมาในปี ค.ศ. 1944 เขาถูกเรียกเข้ากองทัพอีกครั้ง คราวนี้สุขภาพดีขึ้นพอสมควร เขาถูกมอบหมายงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์ก่อน และต่อมาย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่โทรศัพท์ในกรมทหารปืนใหญ่สำรองใกล้มอสโก
เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง เขากลับมาเรียนต่อ เพื่อนร่วมชั้นเล่าว่า คโรโนซอฟใช้เงินทุนการศึกษาทั้งหมดซื้อหนังสือ แล้วต้องยืมเงินเพื่อนเพื่อซื้ออาหาร เขากินน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นขนมปังกับน้ำ แต่สูบบุหรี่จัดโดยมียี่ห้อบุหรี่คู่ใจคือ เฮอร์เซโกวินา ฟลอร์ (Герцеговина Флор) และดื่มแอลกอฮอล์หนักในทุกวัน
ช่วงมหา’ลัย ความสนใจทางด้านภาษาของเขาแทบจะรอบด้าน ศึกษาทั้งอักษรจีนโบราณ อักษรอียิปต์โบราณ วรรณกรรมญี่ปุ่น และเอเชียกลาง ระหว่างฝึกภาคสนามในคาซัคสถาน เขาได้เข้าร่วมพิธีกรรมหมอผีจริง ๆ และวิทยานิพนธ์ของเขาก็เกี่ยวกับพิธีกรรมหมอผีในเอเชียกลาง
ส่วนความสนใจต่อชาวมายา เริ่มขึ้นเมื่อเขาอ่านบทความของนักภาษาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ ‘เปาล์ เชลล์ฮาส’ (Paul Schellhas) ซึ่งบอกอย่างชัดเจนว่าอักษรมายาไม่สามารถถอดรหัสได้!
ดูเหมือนว่าคำว่า ‘ไม่ได้’ จะไม่อยู่ในพจนานุกรมของคโรโนซอฟ เขาเลือกตอบโต้ด้วยประโยคที่ต่อมากลายเป็นคำกล่าวอันโด่งดังว่า “ทุกสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยสติปัญญา ย่อมสามารถถูกไขความลับได้ด้วยสติปัญญาของมนุษย์เช่นกัน”
และประโยคนี้ก็ได้กลายเป็นเสมือนปรัชญาในการทำงานของเขาตลอดทั้งชีวิต
หลังสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1948 ทางเดินในแวดวงวิชาการถูกปิดตายชั่วคราว อาจารย์ที่ปรึกษาคนแรก ‘เซอร์เกย์ ปาฟโลวิช ตอลสตอฟ’ (Sergey Pavlovich Tolstov) ไม่สนับสนุนเพราะต้องการให้ทำวิจัยเรื่องเอเชียกลางต่อ จึงปฏิเสธการออกจดหมายรับรอง (แต่ก็แอบช่วยเขาให้ได้ทำงานในพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในเลนินกราดอย่างลับ ๆ) ผนวกกับตราบาปเรื่องประวัติครอบครัวในยุคสงคราม ทำให้เขาไร้ที่ไป โชคดีที่นักชาติพันธุ์วิทยาชื่อ ‘เซอร์เกย์ อเล็กซานโดรวิช โตคาเรฟ’ (Sergei Alexandrovich Tokarev) เห็นถึงความอัจฉริยะของนักศึกษาหนุ่มรายนี้ จึงช่วยส่งไปทำงานที่พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยาในเลนินกราด (ปัจจุบันคือคุนสท์คาเมรา - Kunstkamera) และเขาก็ได้อุทิศทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ เพื่อแกะรอยอักษรภาพมายาอยู่เงียบ ๆ นานหลายทศวรรษ
เครื่องมือในการถอดรหัสหลัก ๆ มีเพียงสองเล่ม คือ ‘บันทึกเรื่องราวแห่งยูกาตัน’ (Relación de las Cosas de Yucatán) ของบาทหลวง ดิเอโก เด ลันดา (Diego de Landa) จากศตวรรษที่ 16 และภาพสำเนาต้นฉบับคัมภีร์โบราณ (Codex) ของชาวมายา คโนโรซอฟเฝ้าสังเกตและพัฒนาวิธีวิเคราะห์ที่เรียกว่า สถิติเชิงตำแหน่ง (Positional Statistics) จนค้นพบว่า อักษรมายาไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แทนภาพ (Logogram) อย่างที่โลกตะวันตกเข้าใจ นี่คือระบบอักษรที่สอดแทรกค่าเสียงในระดับพยางค์ (Syllabic)
ข้อค้นพบนี้ทำให้ย้อนกลับไปยังงานวิจัยของเขา และดันไปหักล้างทฤษฎีของ ‘ฟรีดริช เองเกลส์’ (Friedrich Engels) บิดาแห่งมาร์กซิสต์ที่เคยเคลมไว้ว่า "ทวีปอเมริกาโบราณไม่มีการสร้างรัฐ" การค้านคำสอนของลัทธิมาร์กซ์ในระบอบโซเวียตยุคนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก ในวันที่ต้องไปสอบปกป้องวิทยานิพนธ์ในปี ค.ศ. 1955 คโนโรซอฟสารภาพกับเพื่อนด้วยความกังวลว่า
“ผมเดินเข้าห้องสอบโดยไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะจบลงด้วยการได้รับปริญญาเอก หรือการถูกจับกุมส่งค่ายกักกัน”
แต่ความอัจฉริยะก็พิสูจน์ทุกสิ่ง คโนโรซอฟใช้เวลาบรรยายผลงานเพียง 3 นาทีครึ่ง จนประกาศข้ามขั้นมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้ในทันที โดยไม่ต้องผ่านระดับผู้สมัครตามระบบปกติ
ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ได้รับฉายาว่า ฌ็อง-ฟร็องซัว ช็องปอลียง (Jean-François Champollion) แห่งรัสเซีย (เปรียบกับผู้ถอดรหัสอักษรอียิปต์โบราณ) แม้ช่วงแรก ‘เจ.อีริค เอส. ทอมป์สัน’ (J. Eric S. Thompson) นักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลชาวอังกฤษจะปฏิเสธงานวิจัย เพราะอคติทางการเมืองช่วงสงครามเย็น โดยทอมป์สันโจมตีเขาโดยใช้ประเด็นเรื่องวิธีคิดแบบมาร์กซิสต์มาเป็นข้ออ้างเพื่อด้อยค่าผลงานของเขาในช่วงสงครามเย็น
ท้ายที่สุด วงการโบราณคดีโลกก็ต้องยอมรับว่าคโนโรซอฟ คือผู้เปิดประตูให้อารยธรรมมายาโบราณกลับมาสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ทั้งชื่อกษัตริย์ เมือง และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นปริศนาต่างค่อย ๆ ถูกไขกระจ่าง ‘ไมเคิล โค’ (Michael Coe) นักวิชาการชื่อดังบอกว่า “ตอนนี้พวกเราทุกคนคือชาวคโนโรซอฟวิสต์ (Knorozovists) แล้ว” เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาค้นพบคือความจริง
คโนโรซอฟไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่คนถอดรหัสภาษา แต่งานหลักคือการสร้างทฤษฎีว่าด้วยกลุ่มทางสังคม (Theory of the Collective) พยายามหาคำตอบว่าข้อมูลสื่อสารในสิ่งมีชีวิตถูกส่งต่อและตีความอย่างไร สิ่งนี้สะท้อนผ่านทฤษฎี General Theory of Signaling และปรากฏการณ์ที่เรียกว่าฟาสซินาเซีย (Fascination) หรือการสะกดจิตใจ
เขาตกตะกอนตัวเองได้หลังจากไปนั่งเฝ้าดูพิธีกรรมหมอผี และร่างทรงซูฟี (Sufi dhikr) ในเอเชียกลาง เฝ้าศึกษาภาวะจิตหลุดพ้น ท่วงทำนอง เสียงสวด และจังหวะที่ร่างทรงใช้สั่งการหรือควบคุมคนในกลุ่มได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด คโนโรซอฟเชื่อมโยงจิตวิทยาโบราณเข้ากับการพัฒนาอักษรภาพของมนุษย์ยุคแรกเริ่ม ว่ามนุษย์สร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาเพื่อสะกด และส่งสารสั่งการคนในเผ่าได้อย่างไร
ความล้ำหน้าข้ามศาสตร์ที่เชื่อมโยงทั้งจิตวิทยา ระบบไซเบอร์เนติกส์ และสมองของสิ่งมีชีวิต ส่งผลให้งานวิจัยถูกจัดอยู่ในศาสตร์สมัยใหม่ที่เรียกว่า วิทยาการการรู้คิด (Cognitive Science) แต่ในยุคนั้น แนวคิดดังกล่าวดูงมงาย แปลกแยก จนทำให้นักวิทยาศาสตร์กระแสหลักรุมวิจารณ์ และต่างชี้หน้าว่าสิ่งที่ชายคนนี้คิด เป็นเพียงผลงานของพวกมือสมัครเล่น เจ้าตัวจึงมักพูดติดตลกกับข้อครหานี้ว่า
“งานมายาเป็นแค่โครงสร้างทางบัญชี… แต่ผมไม่ใช่ปลาหมึกยักษ์เสียหน่อย ที่จะมีหนวดแตกแขนงไปทำทุกศาสตร์ที่อยากทำได้ครบ”
และบางครั้ง เพื่อทดลองทฤษฎีการสะกดใจของตัวเอง หรือเพียงเพื่อแกล้งคนเล่น คโนโรซอฟมักทำให้เพื่อนร่วมงานหรือคนแปลกหน้าขวัญผวา ด้วยการจ้องหน้านิ่ง ๆ แล้วร้อง ‘เหมียว’ ออกมาดัง ๆ หรือส่งเสียงขู่ฟ่อราวกับมีวิญญาณแมวเข้าสิง แล้วยืนดูปฏิกิริยาของคนที่เขาแกล้งเล่นด้วยใจจดใจจ่อ แม้แต่อดีตประธานาธิบดี ‘บอริส เยลต์ซิน’ (Boris Yeltsin) เองก็ยังมอบฉายาให้ชายคนนี้ว่า “แมวบาซิลิโอ”
ถ้าโลกนี้จะยอมรับว่าเขามีผู้ช่วยวิจัยสักคน ผู้ช่วยคนนั้นคงต้องเป็น ‘อัสยา’ (Asya) หรือชื่อเต็มคือแอสพิด (Aspid) แมววิเชียรมาศคู่ใจ
คโนโรซอฟไม่ได้มองอัสยาเป็นน้องแมวตัวหนึ่ง เขาให้ความสำคัญไม่ต่างจากเพื่อนร่วมงาน (ที่เป็นมนุษย์) ควรค่าแก่การได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ เขาเฝ้าสังเกตวิธีที่อัสยาส่งสัญญาณสื่อสารโดยไร้คำพูดตอนที่กำลังล่าสัตว์ และนำข้อสังเกตนั้นมาปรับใช้กับทฤษฎีการสื่อสารของตน
ทำให้ทุกครั้งที่ส่งต้นฉบับงานวิจัยไปตีพิมพ์ เขาจะใส่ชื่ออัสยาลงไปในฐานะผู้เขียนร่วม (Co-author) ลงไปด้วย แต่ใครเล่าจะยอมให้ผู้เขียนร่วมเป็นสัตว์หน้าขนสี่ขา เหล่าบรรณาธิการวารสารวิชาการกลับมองเป็นเรื่องล้อเล่นและลบชื่อแมวออกทุกครั้ง เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้ไม่น้อย และสั่งเอาไว้ว่านับจากนี้หากสื่อไหนจะขอรูปพอร์เทรตไปใช้งาน “ต้องใช้รูปที่ผมอุ้มอัสยาเท่านั้น และถ้าจะใส่เครดิตภาพ ก็ต้องใส่ชื่ออัสยาเป็นผู้ช่วยของผมด้วย”
ภาพถ่ายชิ้นประวัติศาสตร์ดังกล่าวถูกถ่ายโดยผู้ช่วยของเขาคือ ‘กาลินา เซนิสเควิช’ (Galina Dzeniskevich) ถึงอย่างนั้น สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ก็มักจะครอปเอาภาพแมวออกไปอยู่ดี จนมีคนเคยแซวสายตาอันดุดันในรูปคู่กับแมวว่า “ชายที่มีสายตาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ถอดรหัสอักษรโบราณได้ แต่เขาอาจชุบชีวิตมัมมี่ให้ฟื้นขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ”
ตลอดช่วงชีวิตของคโนโรซอฟ เขาถูกจัดให้เป็นบุคคลห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพราะตราบาปเรื่องประวัติครอบครัวในเขตยึดครองของนาซี ไม่สามารถเดินทางไปร่วมงานประชุมวิชาการระดับโลก หรือไปเหยียบแผ่นดินมายาโบราณได้เลย มีเพียงครั้งหนึ่งที่คโนโรซอฟเคยเดินทางไปกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อร่วมงาน Americanist Congress ครั้งที่ 32 ในปี 1956 แต่ก็ถูกจำกัดการเดินทางอยู่ดี เขาจึงทำได้เพียงประชดประชันระบบราชการอันบิดเบี้ยวว่า
“ผมเป็นนักวิชาการที่ทำงานอยู่ในห้อง การจะศึกษาตัวหนังสือ ไม่จำเป็นต้องคลานขึ้นพีระมิดหรอก”
ถึงตัวจะออกไปไม่ได้ บรรดานักวิชาการระดับโลกจากต่างแดน กลับเป็นฝ่ายเดินทางมาหาถึงห้องทำงานแคบ ๆ ของเขาอย่างไม่ขาดสาย
ในส่วนชีวิตส่วนตัวของชายที่ดูจะแปลกแยกคนนี้นั้น เขาเป็นคนราบเรียบ ชอบอยู่กับแมว กว่าจะเป็นชายผู้ยิ่งใหญ่เขาเองก็ผ่านประสบการณ์อันน่าขมขื่นไม่น้อย ถึงจะได้แต่งงานเพราะความรัก และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน แต่สุดท้ายภรรยาก็ด่วนจากไปอยู่ดี นั่นทำให้เขาจมดิ่งอยู่กับแอลกอฮอล์เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่สูญเสียภรรยาอันเป็นที่รักไป
ซึ่งกว่าคโรโนซอฟจะได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ก็ล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา ช่วงเวลาที่สหภาพโซเวียตอันยิ่งใหญ่ล่มสลายลงอย่างเป็นทางการ
หลังการล่มสลาย เขาเดินทางไปกัวเตมาลา ยืนสูบบุหรี่ จ้องมองท้องฟ้าเงียบ ๆ บนยอดพีระมิดตีกัล (Tikal) เมืองโบราณของชาวมายาที่อุทิศทั้งชีวิตถอดรหัสมาเนิ่นนาน จากนั้นเดินทางไปเม็กซิโกและได้รับตราเครื่องอิสริยาภรณ์อินทรีแอซเท็ก (Order of the Aztec Eagle) เกียรติยศสูงสุดสำหรับชาวต่างชาติในฐานะวีรบุรุษผู้ชุบชีวิตประวัติศาสตร์มายา
ถึงได้รับเกีบรติจากต่างแดนก็จริง น่าเศร้าที่ในบ้านเกิดของตัวเอง เขาต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในอพาร์ตเมนต์ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีเพียงแมวไม่กี่ตัวเป็นเพื่อน กระทั่งจากโลกนี้ไปด้วยโรคสโตรกในปี ค.ศ. 1999 ก่อนที่เขาจะจากไป คโรโนซอฟถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลรัฐในฐานะชายนิรนาม ถูกปล่อยทิ้งให้นอนรอการรักษาอยู่บนเตียงผ้าใบตรงทางเดิน ที่หนาวเย็นของโรงพยาบาล จนกระทั่งติดเชื้อปอดบวมและเสียชีวิตลงตรงทางเดินในวัย 76 ปี
การจากไปของเขานั้นไม่มีแม้แต่หยดน้ำตา พิพิธภัณฑ์คุนสท์คาเมรา สถานที่ที่อุทิศแรงกายแรงใจทำงานมาตลอดชีวิต ก็ปฏิเสธที่จะจัดห้องสำหรับพีธีไว้อาลัย ร่างของเขาถูกทำพิธีอย่างเรียบง่ายในห้องเก็บศพ และถูกนำไปฝังไว้ที่สุสานโควาเลฟสโกเย (Kovalevskoye Cemetery) ในเขตนอกเมืองอันห่างไกล
กว่าเสียงสดุดีจะดังกึกก้องก็ผ่านไปกว่าทศวรรษ รัฐบาลเม็กซิโกและทีมนักวิชาการร่วมมือกันสร้างอนุสาวรีย์หินปูนสีเหลืองตามสไตล์สถาปัตยกรรมมายาขึ้นบนหลุมศพ ออกแบบโดยประติมากรชื่อ ‘นิโคไล ไวบอร์นอฟ’ (Nikolai Vybornov) สลักวันเกิดและวันตายด้วยอักษรภาพมายา พร้อมภาพนูนต่ำคู่กับอัสยา
ส่วนในรัสเซีย วาระครบรอบ 100 ปีวันเกิดในปี 2022 ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้สั่งการให้เชิดชูเกียรติอย่างเป็นทางการ มีการตั้งชื่อสวนสาธารณะ และเปิดอนุสาวรีย์รูปปั้นของเขาที่กำลังอุ้มอัสยาไว้ที่โรงเรียนหมายเลข 490 ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยความริเริ่มของ ‘แอนนา มัสโลวา’ (Anna Maslova) หลานสาวของเขาเอง พร้อมด้วยกิมมิกที่บอกเล่าต่อกันมาสู่นักเรียนรุ่นหลังว่า
“หากใครได้ไปลูบอุ้งเท้าของเจ้าเหมียวอัสยา สิ่งนี้จะนำพาโชคดีและความอัจฉริยะมาให้”
นี่คือเรื่องราวของยูริ คโนโรซอฟ ลูกหลานแห่งยุคสตาลิน ชายผู้ถูกตราหน้าว่าแปลกประหลาด แต่กลับทำให้โลกเห็นว่า สติปัญญาของมนุษย์สามารถทลายกำแพงแห่งกาลเวลาได้เสมอ และตราบใดที่รูปปั้นยังคงอุ้มแมวคู่ใจอยู่ตรงนั้น ข้อความโบราณอันเคยเงียบงันของชาวมายาก็จะยังคงส่งเสียงดังก้องต่อไป
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : Galina Dzeniskevich Original publication: http://rggu.ru/images/3248_2.1320360715.69052.jpg
อ้างอิง
В России увековечат память расшифровавшего письменность майя энтографа.
Странное прозвище оказалось у разгадавшего тайну майя Кнорозова.
100 ЛЕТ СО ДНЯ РОЖДЕНИЯ ЮРИЯ КНОРОЗОВА — ОСНОВАТЕЛЯ СОВЕТСКОЙ ШКОЛЫ МАЙЯНИСТИКИ.