คำโกหกของ ‘โสกราตีส’ : เมื่อความเท็จกลายเป็น ‘ยา’ ที่รัฐใช้รักษาชะตากรรมตนเอง

คำโกหกของ ‘โสกราตีส’ : เมื่อความเท็จกลายเป็น ‘ยา’ ที่รัฐใช้รักษาชะตากรรมตนเอง

ว่าด้วยเรื่องราวของ ‘คำโกหก’ จากมุมมองของบิดาปรัชญาตะวันตก ‘โสกราตีส’ (Socrates) ในงานเขียน Republic โดย เพลโต (Plato) ที่สะท้อนว่าความเท็จอาจกลายเป็น ‘ยา’ ที่รัฐใช้รักษาชะตากรรมตนเอง

KEY

POINTS

 

คุณคิดว่าการ ‘โกหก’ มีประโยชน์หรือไม่?

 

หากกล่าวถึง ‘โสกราตีส’ (Socrates) คงหนีไม่พ้นภาพจำของความเป็นบิดาแห่งปรัชญา  เป็นสัญลักษณ์ของการตั้งคำถามกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อค้นหาความจริงแท้ แม้ว่าการตั้งคำถามเหล่านั้นจะหมายถึงชีวิตของตนเองก็ตาม ก็ยังเลือกที่จะตั้งคำถามแบบไม่ยำเกรงต่อความตายที่ต้องเผชิญ 

โสกราตีสถูกประหารชีวิตในช่วง 399 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องด้วยคำถามเหล่านั้นไปสั่นคลอนรากฐานอำนาจของกรุงเอเธนส์ คำถามของเขาถูกมองว่าไปทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐ ด้วยการทำให้คนหนุ่มสาวเกิดการตั้งคำถามกับความเชื่อเก่าและไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนบรรพบุรุษ และเขายังถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลนอกรีตเพราะไม่ในเชื่อเทพเจ้าที่คนส่วนใหญ่นับถือ

เพื่อเป็นการระลึกถึงโสกราตีส จึงขอชวนท่านผู้อ่านมาร่วมตั้งคำถามว่า.....     

 

คุณคิดว่าการ ‘โกหก’ มีประโยชน์หรือไม่? 

 

ในแวบแรกทุกคนคงตอบได้ทันที โดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่า การโกหกนั้นไม่มีประโยชน์และมีแต่จะทำร้ายผู้อื่น เพราะมันคือการปกปิดความจริง และคนโกหกมักทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเสมอ ในทางพุทธศาสนา การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดศีลข้อที่ 4 คือ มุสาวาทา เวรมณี ซึ่งหมายถึงการเจตนาเว้นจากการพูดเท็จ รวมถึงการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ

สิ่งที่กล่าวมาอาจเป็นเพียงการมองการโกหกในมิติเดียว ซึ่งผู้เขียนเองมิได้มีเจตนาจะส่งเสริมให้ผู้อ่านหันมาโกหกแต่อย่างใด เพียงแต่ในบางจังหวะของชีวิต แม้ความจริงจะมีประโยชน์เพียงใด แต่มันก็อาจสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสต่อชีวิตเราได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ความรักที่เรามองว่าเป็นสิ่งที่อุ้มชูโลกใบนี้ บางครั้งก็ทำร้ายเราด้วยการทิ้งแผลที่แสนเจ็บปวดไว้ แต่เราก็ยังเชื่อว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม และหวังว่าจะได้พบรักแท้อันเป็นนิรันดร์สักครั้ง ในช่วงการมีชีวิตอยู่ของเราเสมอ

นี่อาจเป็น ‘คำโกหก’ ที่ดูมีประโยชน์เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงความหวัง ไม่ให้ใครหลายคนต้องแตกสลายไปเสียก่อน เพื่อยังคงมีเรี่ยวแรงที่จะใช้ชีวิตต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลัก ‘จริยศาสตร์สถานการณ์’ (Situation Ethics) ที่เชื่อว่าไม่มีกฎตายตัวว่าสิ่งใดถูกหรือผิดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ‘ความรัก’ และ ‘เจตนาดี’ ต่อเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ 

ดังที่ปรากฏในหนังสือ Situation Ethics: The New Morality (1966) ของ ‘โจเซฟ เฟลตเชอร์’ (Joseph Fletcher) นักเทวนิยมและนักปรัชญาชาวอเมริกัน

 

คำโกหกของ ‘โสกราตีส’ : เมื่อความเท็จกลายเป็น ‘ยา’ ที่รัฐใช้รักษาชะตากรรมตนเอง

Situation Ethics: The New Morality (1966)
โดย โจเซฟ เฟลตเชอร์ (Joseph Fletcher)

 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้มิได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 6 ทศวรรษก่อน พร้อมกับการตีพิมพ์หนังสือของ โจเซฟ เฟลตเชอร์ แต่มันเริ่มมาจากคำถามของชายผู้หนึ่งในกรุงเอเธนส์เมื่อราว 2,400 ปีที่แล้ว ชายผู้นั้นคือ ‘โสกราตีส’ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาตะวันตก

โสกราตีสมีลักษณะที่ดูแปลกแยกจากสังคมในยุคนั้น เขามีจมูกที่แบน ร่างกายเตี้ยม่อต้อ และมักแต่งกายมอมแมมจนดูเหมือนไม่ชอบอาบน้ำ อีกทั้งยังชอบทำตัวเป็น ‘เหลือบไร’ (Gadfly) คอยกวนใจผู้คนด้วยการรั้งให้พวกเขาหยุดฟังและตั้งคำถามง่าย ๆ แต่คมกริบและยากที่จะตอบได้ จนทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัดงุนงง และต้องเดินจากไปแบบไร้ความหวังกับสิ่งที่ตนคิดว่ารู้ดีมาตลอด นี่คือกิจวัตรประจำวันของโสกราตีสในทุก ๆ วัน 

ครั้งหนึ่ง โสกราตีสเคยตั้งคำถามกับ ‘ยูธีเดมัส’ (Euthydemus) ว่า “การเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ถือเป็นการผิดศีลธรรมหรือไม่?” ยูธีเดมัสตอบกลับอย่างมั่นใจว่า ‘ผิดแน่นอน’ เพราะเขามองว่านี่เป็นประเด็นที่แจ่มชัดในตัวเองอยู่แล้ว

ทว่าโสกราตีสกลับถามต่อไปว่า “หากเพื่อนของท่านกำลังตกอยู่ในความท้อแท้จนคิดจะปลิดชีพตนเอง แล้วท่านเข้าไปชิงมีดมา การกระทำนั้นย่อมถือว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าของทรัพย์สินอย่างแน่นอน แต่ในทางกลับกัน มันก็มิใช่การกระทำที่เปี่ยมด้วยศีลธรรมหรอกหรือ?

การชิงทรัพย์ในบริบทนี้กลายเป็นการกระทำที่ดีมิใช่การกระทำที่เลวร้าย แม้จะเป็นการขโมยมาก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเชื่อศีลธรรมในมิติเดียวนั้นอาจไม่สามารถนำมาตัดสินได้ในทุกสถานการณ์เสมอไป

แน่นอนว่าการตั้งคำถามของเขาก็ล้วนแล้วแต่เพื่อแสวงหาความจริงแท้อย่างสุดโต้ง หากแต่น่าแปลกในหนังสือ The Republic ของ ‘เพลโต’ (Plato) ที่เป็นเป็นลูกศิษย์ของโสกราตีส กลับได้เสนอแนวคิดว่า การสร้างรัฐในอุดมคติ (Utopia) อาจต้องมีการโกหกบางอย่างเพื่อให้สังคมสงบสุขและมั่นคง โดยเพลโตให้เหตุผลว่า การจะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองนั้น เหล่าพลเมืองต้องเชื่อในตำนานที่ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน ซึ่งมันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมความคิดของพวกเขา เกี่ยวกับตัวตนและวิธีการที่พวกเขาควรมีปฏิสัมพันธ์กันในสังคม และเพลโตเรียกตำนานเหล่านี้ว่า  ‘คำโกหกอันสูงส่ง’ (Noble Lies) 

แนวคิดอันอื้อฉาวนี้ ถูกกล่าวว่าได้นำเสนอโดยโสกราตีส ในช่วงท้ายของหนังสือเล่มที่สาม ‘อุตตรัฐ’ (The Republic)  และเป็นการสนทนาระหว่างโสกราตีสกับอเดมันตุส โดยโสกราตีสอธิบายว่าการโกหกเปรียบเสมือน ‘ยา’ (Pharmakon) ที่มีฤทธิ์แรง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในบริบทนี้ ต้องการสื่ออย่างเห็นได้ชัดว่าการโกหกอาจส่งผลดีได้

ทั้งที่ความเป็นจริง เราต่างควรให้คุณค่าแก่ความจริงอย่างสูงสุด เพราะหากสิ่งที่เราเพิ่งพูดไปนั้นถูกต้อง ความเท็จย่อมเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ต่อทวยเทพ ในทางกลับกันก็อาจมีประโยชน์สำหรับมนุษย์ในฐานะ ‘ยา’ หรือวิธีการรักษา จุดนี้แสดงให้เห็นว่า สิทธิ์ในการใช้ยานี้ควรเป็นของแพทย์เท่านั้น หากแต่ฆราวาสและสามัญชน ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น ผู้ปกครองนครจึงอาจมุสากับศัตรู และพลเมืองเพื่อประโยชน์ของรัฐได้ หากจะมีใครสักคนที่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น ก็คือผู้ปกครองเท่านั้น บุคคลอื่นห้ามเกี่ยวข้องเด็ดขาด และยิ่งสำหรับสามัญชนแล้วนั่น การโกหกต่อผู้ปกครองถือเป็นบาปมหันต์ ยิ่งกว่าการที่ผู้ป่วยปกปิดความจริงเรื่องสุขภาพต่อแพทย์ 

โสกราตีสเปรียบเทียบการโกหกกับยา และเปรียบผู้ปกครองรัฐกับแพทย์ โดยให้เหตุผลว่าการมุสาอาจมีประโยชน์และช่วยเยียวยาสังคมได้ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและมีเป้าหมายที่ถูกต้อง เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของรัฐ ก็ถือเป็นกลไกแห่งการโน้มน้าวใจ (The Propaganda Machine)

โดยในช่วงท้ายของเล่มที่สามจะเป็นการสนทนาระหว่าง ‘กลอคอน’ (Glaucon) กับโสกราตีส

โสกราตีสได้อธิบายถึงโครงสร้างชนชั้นทั้งสามในอุดมรัฐอย่างครบถ้วน โดยระบุว่า ‘ผู้ปกครอง’ (Rulers) คือกลุ่มย่อยพิเศษที่คัดเลือกมาจาก ‘ผู้พิทักษ์’ (Guardians) พวกเขาคือพลเมืองที่แสดงความจงรักภักดีอย่างแน่วแน่ต่อธรรมนูญของนคร

จากนั้นโสกราตีสจึงเริ่มพิจารณาว่ารัฐจะรับประกันได้อย่างไรว่าพลเมืองจะยินยอมอยู่ในชนชั้นของตนโดยไม่ขัดขืน

 

แล้วเราจะคิดค้นคำโกหกที่มีประโยชน์อย่างที่เพิ่งกล่าวไปได้อย่างไร
คำโกหกอันสง่างามสักเรื่องหนึ่งที่จะโน้มน้าวใจผู้ปกครอง
หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนทั้งเมืองเชื่อได้?

 

กลอคอนถามว่า “คำโกหกแบบไหนกัน?” จึงจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘คำโกหกอันสูงส่ง’ หรือ ‘ความเท็จอันสูงส่ง’ (The Noble Falsehood) และข้อเสนอของโสกราตีสคือ พลเมืองจะถูกหล่อหลอมให้อยู่ในชนชั้นที่เหมาะสมผ่านการปลูกฝังความเชื่อด้วยตำนานที่ถูกสร้างขึ้นคือ ‘ตำนานแห่งปฐพี’ (The Myth of Autochthony) และเขาจะนำเสนอตำนานที่ทำให้ประชาชนยอมรับโครงสร้างสังคมโดยดุษฎี

มันคือนิทานฟินิเชียนโบราณ เล่าถึงเหตุการณ์ที่กวีกล่าวว่าเคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งในที่อื่นและทำให้โลกเชื่อมาแล้ว แม้จะไม่ใช่ในยุคเรา และข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ หรือจะทำให้คนปัจจุบันเชื่อได้อย่างไร... ดูเหมือนคำพูดของท่านจะลังเลอยู่เพียงริมฝีปากเหลือเกิน!” กลอคอนกล่าว

โสกราตีสตอบว่า “เมื่อท่านได้ยินแล้ว ท่านจะไม่แปลกใจเลยที่ข้าพเจ้าลังเล... ข้าพเจ้าจะพูด แม้จะไม่รู้ว่าจะสบตาท่านอย่างไร หรือจะสรรหาคำใดมาอธิบายเรื่องแต่งที่อาจหาญนี้ เริ่มจากโน้มน้าวผู้ปกครอง ทหาร และประชาชนตามลำดับ

พวกเขาจะต้องเชื่อว่า วัยเยาว์และการศึกษาที่ได้รับจากเรานั้นเป็นเพียงความฝันหรือภาพลวงตา ในความเป็นจริง ตลอดเวลาเหล่านั้นพวกเขาถูกหล่อหลอมและเลี้ยงดูอยู่ในครรภ์ของ ‘ปฐพี’ พร้อมกับอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อพวกเขาสมบูรณ์แล้ว แม่พระธรณีจึงส่งพวกเขาขึ้นมาสู่เบื้องบน ดังนั้น แผ่นดินที่พวกเขาเหยียบอยู่จึงเป็นทั้งมารดาและผู้บริบาล พวกเขาจึงมีหน้าที่ต้องปกป้องประเทศจากการโจมตี และมองพลเมืองคนอื่นๆ เป็นดั่งพี่น้องที่เกิดจากอุทรเดียวกัน

โสกราตีสอ้างถึงตำนาน Autochthony (ความเป็นชนพื้นเมืองที่เกิดจากดิน) เพื่อสร้างความผูกพันทางสายเลือดระหว่างพลเมืองกับแผ่นดิน และส่งเสริมความเป็นพี่น้องร่วมชาติอย่างแน่นแฟ้น โสกราตีสยอมรับว่าข้อเสนอของเขาน่าละอายใจที่จะกล่าวออกมา แต่เขายังเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดต่อ เพื่อจัดสรรหน้าที่ทางสังคม

พลเมืองทั้งหลาย ในเรื่องเล่านี้เราจะบอกพวกเขาว่า แม้พวกท่านจะเป็นพี่น้องกัน แต่พระเจ้าทรงสร้างพวกท่านมาต่างกัน คือทองคำ ทรงผสมลงในตัวผู้ที่มีขีดความสามารถในการปกครอง พวกเขาจึงได้รับเกียรติสูงสุด, เงิน ทรงผสมลงในตัวผู้ที่จะเป็น ‘ผู้ช่วย’ (ทหาร/ผู้พิทักษ์), ทองเหลืองและเหล็ก ทรงผสมลงในตัวชาวนาและช่างฝีมือ 

โดยปกติแล้ว ลูกย่อมมีเนื้อโลหะตามพ่อแม่ แต่เนื่องจากทุกคนมีต้นกำเนิดเดียวกัน บางครั้งพ่อแม่ทองคำอาจมีลูกเป็นเงิน หรือพ่อแม่เงินอาจมีลูกเป็นทองคำ พระเจ้ากำชับผู้ปกครองว่า หน้าที่สำคัญที่สุดคือการเฝ้าระวัง ‘ความบริสุทธิ์ของโลหะ’ ในจิตใจของเด็ก ๆ หากลูกของชนชั้นสูงมีเหล็กหรือทองเหลืองปนอยู่ พวกเขาต้องถูกลดขั้นไปเป็นแรงงานอย่างไม่ลดละ ในทางกลับกันหากลูกของช่างฝีมือมีทองหรือเงินปนอยู่ พวกเขาต้องได้รับยกย่องขึ้นเป็นผู้พิทักษ์ เพราะมีคำทำนายว่า ‘นครจะล่มสลาย เมื่อถูกปกครองโดยเหล็กหรือทองเหลือง’

 

เมื่อโสกราตีสถามว่าคนจะเชื่อเรื่องนี้ไหม กลอคอนตอบตามตรงว่า

 

คนรุ่นนี้คงไม่เชื่อ แต่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน
และรุ่นต่อ ๆ ไปอาจจะเชื่อ

 

โสกราตีสสรุปว่า แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่หากมันทำให้พลเมืองรักและห่วงใยรัฐและกันและกันมากขึ้น ก็นับว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของ ‘ความเท็จอันสูงส่ง’ หรือ ‘คำโกหกอันสูงส่ง’ แล้ว

ทั้งหมดในเรื่องราวข้างต้นที่ทุกท่านได้อ่านมานั้น เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโสกราตีสจริง ๆ หรือ ทั้งที่นิสัยใจคอเบื้องต้นของโสกราตีส เป็นผู้ชอบตั้งคำถามที่ท้าทายสิ่งต่างๆ เพื่อค้นหาความจริงอันสูงสุด หรือการโกหกเพื่อประโยชน์บางสิ่งที่ส่งผลดี ก็ถือว่าเป็นความจริงอันสูงสุดสำหรับโสกราตีสเช่นกัน

แต่นั่นก็ทำให้อดนึกสงสัยลูกศิษย์ของโสกราตีสอย่างเพลโตไม่ได้ว่า เขาอาจจะแอบใช้ชื่อของโสกราตีสเป็นแบรนด์ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง ในการก่อตั้งโรงเรียนที่เรียกว่า อะคาเดมี ของเขา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ‘อะคาเดมี’ ในปัจจุบันนั่นเอง

ผลงานทางปรัชญาของเพลโตไม่ได้เขียนด้วยสำนวนของเขาเอง แต่เขาชอบเขียนในรูปแบบของบทสนทนาที่มักแสดงให้เห็นโสกราตีสสนทนากับคู่สนทนาหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นเสมอ จึงมักมีคำกล่าวติดตลกตามแบบของ อัลเฟรด นอร์ธ ไวท์เฮด ว่าปรัชญาตะวันตกทั้งหมดนั้น “เป็นเพียงเชิงอรรถของเพลโต

ท้ายที่สุดไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร จะเรียกว่า ‘คำโกหกอันสูงส่ง’ หรือ ‘โกหกคำโตของโสกราตีส’ ก็ตาม

นั่นยังคงทิ้งคำถามสำคัญให้เราขบคิดจนถึงปัจจุบันว่า…

ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความจริงที่เจ็บปวด กับ คำโกหกที่ทำให้สังคมสงบสุข อย่างไหนคือสิ่งที่เราต้องการมากกว่ากัน? 

แล้วใครกันคือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจว่า คำโกหกไหน ที่ประเสริฐพอที่จะใช้หลอกลวงผู้อื่น เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการและคิดแทนว่านั่นคือสิ่งที่ดีแล้ว หรืออาจเพราะทุกอย่างในสังคมของเราล้วนเป็นผลพวงซึ่งกันและกัน

 

อ้างอิง
McDavid, Brennan. 2025. “The Noble Lie: Plato's Republic , Book 3.” The Philosophy Teaching Library 

The Philosophy Teaching Library. Edited by Robert Weston Siscoe.

Nigel Warburton. (2561). A Little History of Philosophy ปรัชญา: ประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา (ปราบดา หยุ่น และ รติพร ชัยปิยะพร, แปล). บุ๊คสเคป.

โดนัลด์ เจ. โรเบิร์ตสัน. (2568). How to think like Socrates คิดแบบโสกราตีส: เมื่อปรัชญาโบราณกลายเป็นศาสตร์แห่งการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน (นที สาครยุทธเดช, แปล). อมรินทร์ ฮาวทู คอร์เปอเรชั่น.