น.ต.ศิธา ทิวารี : วินัยในวันนี้ เพื่ออิสรภาพในวันข้างหน้า เมื่อการมีชีวิต 100 ปี ต้องเริ่มออกแบบตั้งแต่ 'ตอนนี้'

น.ต.ศิธา ทิวารี : วินัยในวันนี้ เพื่ออิสรภาพในวันข้างหน้า เมื่อการมีชีวิต 100 ปี ต้องเริ่มออกแบบตั้งแต่ 'ตอนนี้'

น.ต.ศิธาเน้นย้ำแนวคิด "วินัยในวันนี้ เพื่ออิสรภาพในวันข้างหน้า" คือการดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต

KEY

POINTS

“การที่เราเป็นตัวเรา ณ วันนี้ มันคือผลของอดีตที่เราทำ เพราะฉะนั้น 20 ปีที่แล้วเราทำมายังไง วันนี้เราก็ได้ผลอย่างนั้น”

สำหรับ น.ต.ศิธา ทิวารี หรือ ‘พี่ปุ่น’ เจ้าของฉายา ‘แด๊ดดี้ร่างทอง’ การพูดถึงชีวิตที่ยืนยาวถึง 100 ปี ไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงการมีร่างกายที่พร้อมพาเราไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้ แม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายสิบปี

เพราะในวันที่อายุมากขึ้น สิ่งที่เราอาจต้องการมากกว่าเงินเก็บในบัญชีหรือทรัพย์สินที่สะสมมาตลอดชีวิต คือความสามารถในการดูแลตัวเอง การลุกขึ้นจากเตียง เดินไปไหนมาไหน หรือออกไปทำสิ่งที่ชอบได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ

ในวงเสวนา Designing your body ภายในงาน Nation Forum 2027 พี่ปุ่นชวนมองการดูแลสุขภาพผ่านแนวคิดเรื่อง ‘ความสมดุล’ วินัยในการใช้ชีวิต และการลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนในวันที่เราอาจแก้ไขอะไรได้ยากกว่าเดิม

น.ต.ศิธา ทิวารี : วินัยในวันนี้ เพื่ออิสรภาพในวันข้างหน้า เมื่อการมีชีวิต 100 ปี ต้องเริ่มออกแบบตั้งแต่ 'ตอนนี้'

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ความสมดุล

คำถามแรกที่ถูกนำมาเปิดวงเสวนาคือการมีชีวิต 100 ปีมีความหมายอย่างไรในมุมมองของน.ต.ศิธา ซึ่งเขาก็เริ่มต้นคำตอบด้วยการหยิบยกคำสั้น ๆ อย่างคำว่า 'บาลานซ์' มาใช้อธิบายทุกสิ่ง

“ผมให้ความหมายของคำว่า ‘บาลานซ์’ เราต้องบาลานซ์ชีวิตของเราให้ดี ทั้งเรื่องการทำงาน เรื่องการหาเงิน เรื่องสุขภาพ เรื่องอาหารการกิน และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน”

เขามองว่าการดูแลตัวเองไม่ควรกลายเป็นความเคร่งครัด จนทำให้ชีวิตขาดความสุข เช่นเดียวกับการทำงานหนักเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน หากทุ่มเทให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปจนละเลยสุขภาพ สุดท้ายสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดก็อาจไม่ได้ช่วยให้เราใช้ชีวิตอย่างเบาใจได้ดั่งใจหวัง

“บางคนตั้งใจทำงานมาก อยากหาเงินให้ได้เยอะ ๆ อยากมีเงินเก็บเยอะ ๆ จนลืมดูแลสุขภาพตัวเอง พอถึงวันที่สุขภาพไม่ดี เงินที่หามาได้ก็อาจต้องเอาไปใช้รักษาตัว

“ผมคิดว่าคนที่มีความสุขที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ไม่เคยเจ็บป่วยเลย หรือเป็นคนที่มีเงินมากที่สุดในโลก แต่เป็นคนที่สามารถทำให้ชีวิตของตัวเองมีความสมดุลได้ ทั้งร่างกาย จิตใจ การเงิน และการใช้ชีวิตในปัจจุบัน”

สำหรับเขา ความสุขจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง หากเกิดจากการดูแลชีวิตหลายด้านไปพร้อมกัน การมีสุขภาพดีช่วยให้ร่างกายพร้อมทำสิ่งต่าง ๆ การมีความมั่นคงทางการเงินช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ขณะเดียวกัน การได้เคลื่อนไหวร่างกาย ได้ทำสิ่งที่ชอบ และมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณภาพเช่นกัน

การออกแบบชีวิตให้ยืนยาวจึงต้องเริ่มจากการถามตัวเองว่า ทุกวันนี้เรากำลังใช้ชีวิตแบบไหน และสิ่งที่ทำอยู่จะพาเราไปถึงชีวิตที่ต้องการในอนาคตได้หรือไม่

 

วัย 30–40 ปี คือช่วงเวลาสำคัญของการสะสม ‘ต้นทุน’ ทางสุขภาพ

เมื่อพูดถึงการดูแลร่างกายในช่วงอายุ 30–40 ปี น.ต.ศิธามองว่าหลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยง่าย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หรือความแข็งแรงที่ไม่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิถีชีวิตที่เราทำต่อเนื่องมานาน

“บางคนพออายุ 30–40 ปีแล้วรู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป ก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของอายุ ร่างกายก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราเห็นในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสิ่งที่เราทำมาในอดีตด้วย”

เขายกตัวอย่างแม่บ้านที่บ้านซึ่งมีอายุใกล้ 60 ปี แต่ยังมีร่างกายแข็งแรง แม้ไม่เคยเข้าฟิตเนสหรือออกไปวิ่งเป็นกิจจะลักษณะ สิ่งที่เธอทำเป็นประจำคือการตื่นตั้งแต่ตีห้า ทำงานบ้าน กวาดบ้าน และเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดวัน

“เขาไม่ได้ไปออกกำลังกายแบบที่เราคุ้นเคย ไม่ได้ไปวิ่ง ไม่ได้เข้าฟิตเนส แต่เขาใช้ร่างกายทำงานทุกวัน ทำจนกลายเป็นกิจวัตร นี่แหละที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราเห็นมันคือชีวิตประจำวัน คือวิถีชีวิตของคนเรา”

ในอดีต ผู้คนอาจมีกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่แล้วโดยไม่ต้องแบ่งเวลาไปออกกำลังกายเป็นพิเศษ แต่อย่างที่รู้ดีว่าวิถีชีวิตของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป จากเดิมได้ขยับตัวบ่อย ๆ ทุกวันนี้แค่เดินวันละ 4,000 ก้าวก็มากพอตัวแล้ว แถมแต่ละวันก็ต้องนั่งจมจ่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าการใช้ชีวิตที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ทำให้การดูแลสุขภาพต้องอาศัยความตั้งใจมากกว่าเดิม

น.ต.ศิธาย้ำว่า ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรถูกละเลย ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยกลับใส่ใจดูแลสิ่งของที่ตัวเองรักมากกว่าตัวเองเสียอีก

“ร่างกายเราคือสิ่งจำเป็นที่สุดในชีวิตเรา บางคนซื้อรถที่ตัวเองชอบมา ก็เช็ดรถทั้งวัน ดูแลรถอย่างดี แต่กลับไม่ได้ดูแลร่างกายตัวเองเท่าที่ควร

“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการแบ่งเวลาให้ถูกต้อง เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา อยากกินอะไรก็กินได้บ้าง ถ้าไม่ได้มีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดด้านสุขภาพ แต่ต้องรู้จักกลับมาอยู่ในวินัยของตัวเอง อย่าปล่อยให้การหลุดไปวันหนึ่งกลายเป็นการหยุดดูแลตัวเองไปทั้งเดือน”

เขามองว่าช่วงวัย 30–40 ปีเป็นเวลาที่เหมาะกับการเริ่มสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย เพราะกล้ามเนื้อที่สะสมไว้จะกลายเป็นทุนสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น การปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอลงโดยไม่ดูแล อาจทำให้สิ่งที่สร้างมาอย่างยาวนานลดลงได้รวดเร็วกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนต้องนอนพักอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน

“กล้ามเนื้อที่เราสร้างมาเป็นสิบ ๆ ปี ถ้าเกิดเจ็บป่วยจนต้องนอนติดเตียง กล้ามเนื้อก็สามารถหายไปได้ในเวลาไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้นถ้าเรายังมีโอกาสสร้างความแข็งแรงให้ตัวเองได้ ก็ควรทำตั้งแต่ตอนที่ยังทำไหว”

 

เมื่ออายุมากขึ้น ต้องรู้จักร่างกายตัวเองให้มากกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกล้ามเนื้อหรือความแข็งแรงเท่านั้น เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

น.ต.ศิธาเล่าว่า ช่วงวัย 50–60 ปีเป็นช่วงที่คนเราต้องทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ใจอยากทำกับสิ่งที่ร่างกายยังทำไหว เพราะแม้ความรู้สึกข้างในจะยังเหมือนเดิม แต่ร่างกายอาจไม่ได้พร้อมรับกิจกรรมแบบที่เคยทำในวัยหนุ่มสาวอีกต่อไปแล้ว

“พออายุ 50–60 ปี เราต้องเข้าใจว่าบางครั้งใจเรากับร่างกายมันไม่ได้ไปด้วยกัน ใจเรายังคิดว่าเราทำได้เหมือนเดิม อยากเล่นเทนนิส อยากเล่นฟุตบอล อยากทำอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนเมื่อก่อน แต่ร่างกายอาจจะทำไม่ได้แล้ว

“บางครั้งอาการบาดเจ็บก็ไม่ได้มีแผลให้เห็น แต่เราเจ็บอยู่ข้างใน แล้วมันใช้เวลานานกว่าจะหาย เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักร่างกายตัวเองให้มากขึ้น”

เขายกประสบการณ์ของตัวเองเป็นตัวอย่าง โดยเล่าว่าเคยลองฝึกวิ่งด้วยความกระตือรือร้น หลังจากสนใจท่าวิ่งรูปแบบใหม่ จึงออกไปวิ่งติดต่อกันสามวัน ครั้งละประมาณหนึ่งชั่วโมง ก่อนจะพบว่าตัวเองมีอาการเจ็บเข่าต่อเนื่องนานถึงสามเดือน

“ตอนนั้นเราเห่อ อยากทำให้ดี อยากวิ่งให้ได้ ก็วิ่งติดกันสามวัน วันละประมาณชั่วโมง สุดท้ายเข่าเจ็บอยู่สามเดือน ทั้งที่เราคิดว่าเราทำได้

“บางทีเราคิดว่ากล้ามเนื้อเราไหว แต่เอ็นหรือกระดูกอาจจะยังไม่พร้อม ร่างกายแต่ละส่วนปรับตัวไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายต้องค่อย ๆ ทำ ต้องรู้จักท่าทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดแค่ว่ายิ่งทำหนักยิ่งดี”

หลักการเดียวกันนี้ใช้กับการยกเวทด้วย น.ต.ศิธาอธิบายว่า การเพิ่มน้ำหนักที่ยกไม่ได้หมายความว่ากล้ามเนื้อจะแข็งแรงขึ้นเสมอไป หากใช้ท่าทางไม่ถูกต้องหรือปล่อยน้ำหนักลงไปโดยอาศัยข้อต่อรับแรงแทนกล้ามเนื้อ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้

“เราต้องรู้ว่าทำท่านี้ไปเพื่ออะไร กล้ามเนื้อส่วนไหนกำลังทำงาน แล้วเรากำลังใช้ร่างกายถูกวิธีหรือเปล่า

“การออกกำลังกายไม่ใช่แค่ยกน้ำหนักให้ได้มากขึ้น หรือวิ่งให้ได้เร็วขึ้น เราต้องดูด้วยว่าร่างกายเราพร้อมแค่ไหน และทำอย่างไรให้เราออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่บาดเจ็บ”

“เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับใคร เราต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ แล้วพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ อย่างผมจะวิ่งแบบกึ่งเดินก็ได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ขอแค่เรายังทำต่อไปได้

“สิ่งสำคัญคืออย่าหยุด ถ้าเรายังขยับร่างกายได้ ก็ทำต่อไปตามความเหมาะสมของเรา”

 

วินัยเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เราไม่หยุดดูแลตัวเอง

แม้จะรู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ แต่สิ่งที่ยากสำหรับคนจำนวนมากกลับเป็นการทำให้ตัวเองเริ่มต้นและรักษาความต่อเนื่องเอาไว้ โดยเฉพาะในวันที่เหนื่อยจากการทำงานหรือไม่มีแรงจูงใจ

น.ต.ศิธาเข้าใจดีว่าอารมณ์ของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน เขาจึงเลือกใช้วิธีจัดการกับตัวเองผ่านสิ่งแวดล้อม แทนการรอให้เกิดความรู้สึกอยากออกกำลังกายขึ้นมาก่อน

“อารมณ์คนมันไม่คงที่ บางวันเราก็อยากออกกำลังกาย บางวันก็ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าเรารอให้อารมณ์พร้อมทุกวัน เราก็อาจไม่ได้ทำสักที”

เขาเล่าว่าเวลาว่างจะไปที่ Bestfitt Fitness แม้บางครั้งจะไม่ได้มีนัดเทรนกับโค้ชเบสท์ก็ตาม เพราะการได้เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนออกกำลังกาย ช่วยให้ตัวเองรู้สึกอยากขยับร่างกายตามไปด้วย

“ผมไป Bestfitt บางทีก็ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้มีเวลาไปเทรนด้วยซ้ำ แต่ผมไปอยู่ตรงนั้น เพราะพอเราไปอยู่ในสังคมที่คนเขาออกกำลังกายกัน เราก็รู้สึกว่าเราอยากทำตามเขาไปด้วย

“ผมมีเพื่อนที่บ้านมีเครื่องออกกำลังกายครบเลย แต่สุดท้ายเอาไว้แขวนผ้า ผมก็บอกว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก เปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่รองเท้า แล้วขึ้นไปบนลู่วิ่ง กดปุ่มให้มันทำงาน จะเดินก็เดินไปก่อน ไม่ต้องคิดว่าต้องวิ่งให้ได้เท่าไร”

สำหรับเขา การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ และไม่ต้องกำหนดเป้าหมายที่ทำให้ตัวเองรู้สึกกดดัน เพียงพาตัวเองไปถึงจุดที่ได้ลงมือทำก่อน แล้วค่อยปล่อยให้ความต่อเนื่องสร้างแรงส่งขึ้นมา

“บางคนคิดเยอะว่าจะต้องออกกำลังกายแบบไหน ต้องทำให้ได้เท่าไร ต้องมีเป้าหมายอะไร ผมว่าไม่ต้องคิดขนาดนั้นก็ได้ แค่เปลี่ยนชุด ใส่รองเท้า แล้วพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เราออกกำลังกายได้ก่อน

“ถ้าเราทำได้สามสี่ครั้ง แล้วทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เราจะเริ่มรู้สึกดีขึ้นเอง”

น.ต.ศิธายังแนะนำให้เตรียมตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ เช่น เปลี่ยนชุดออกกำลังกายและเก็บรองเท้าไว้ในรถ เมื่อมีเวลาว่างก็สามารถแวะไปเดินหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นสวนรถไฟ สวนสิริกิติ์ สวนลุมพินี หรือพื้นที่ใกล้บ้านที่สะดวกสำหรับตัวเอง

เขาเชื่อว่าการเลือกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพฤติกรรมที่ต้องการช่วยลดแรงต้านในใจได้มาก และทำให้การออกกำลังกายค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

“ผมคิดว่าถ้าเราอยากทำอะไร เราต้องพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น ถ้าอยากออกกำลังกายก็ไปอยู่กับคนที่ออกกำลังกาย อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่แต่ในที่ที่ทำให้เราไม่อยากทำ

“เราไม่ต้องตั้งเป้าอะไรใหญ่โตเลยก็ได้ แค่หยิบรองเท้าแล้วเดินเข้าไปก่อน ทำให้มันง่ายที่สุด แล้วทำต่อไปเรื่อย ๆ”

 

The Power of Now: เริ่มวันนี้ เพื่ออิสรภาพในอีก 20 ปีข้างหน้า

“คนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย พอจะเริ่มต้นมันยากมาก เพราะบางทีเราคิดว่าต้องทำให้ดี ต้องแข็งแรง ต้องทำให้ได้เหมือนคนอื่น ผมบอกว่าอย่าไปทำขนาดนั้น ทำแค่ 1% พอ

“ถ้าวันนี้เราทำได้ 1% ก็ทำแค่นั้นก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำอีก 1% ไม่ต้องคิดว่าจะต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ 100% ในวันเดียว เพราะถ้าเราตั้งเป้าใหญ่เกินไป เราอาจเหนื่อยจนไม่อยากทำต่อ”

เขายกตัวอย่างประสบการณ์ของตัวเองในการไปออกกำลังกายที่ Bestfitt โดยตั้งเป้าเพียงว่า 1% Better Everyday หมายถึงการทำให้วันนี้ดีขึ้นกว่าวันก่อนเพียงเล็กน้อย เท่าที่ร่างกายและเวลาจะเอื้ออำนวย

แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับการดูแลสุขภาพด้านอื่นด้วย เพราะสำหรับน.ต.ศิธา การออกกำลังกายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกาย หากกินอาหารไม่เหมาะสมและพักผ่อนไม่เพียงพอ การออกกำลังกายที่หนักเกินไปก็อาจกลายเป็นความเครียดเพิ่มเติมให้ร่างกายได้

“สิ่งที่ทำให้ร่างกายเราพังไม่ได้มีแค่เรื่องการออกกำลังกาย มันมีเรื่องกิน เรื่องนอนด้วย ถ้าเรากินไม่ดี นอนไม่พอ แล้วไปออกกำลังกายหนัก ๆ อีก ร่างกายก็อาจรับไม่ไหว

“เราต้องดูแลตัวเองให้ครบ ทั้งกิน ทั้งนอน แล้วก็ออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน ค่อย ๆ ปรับทีละ 1% ทำให้ดีขึ้นทุกวัน ความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ดีที่สุด”

ในมุมของเขา ร่างกายมนุษย์มีความสามารถในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง การให้ความสำคัญกับอาหาร การนอน และการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม จึงเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ร่างกายดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

เมื่อถูกถามว่ามีอะไรอยากฝากถึงคนที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ น.ต.ศิธาย้ำว่าไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันพิเศษ หรือรอให้ชีวิตมีเวลาว่างมากกว่านี้ เพราะสิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้กำลังส่งผลต่อร่างกายในอนาคตอยู่แล้ว

“เราพูดถึงเสรีภาพทางการเงิน เสรีภาพทางความคิด แต่บางครั้งเราอาจลืมคิดถึงเสรีภาพในการใช้ร่างกายของเราเอง ว่าวันหนึ่งเราจะยังเดินไปในที่ที่อยากไปได้ไหม ยังทำสิ่งที่ชอบได้ไหม ยังลุก นั่ง ยืน เดิน หรือช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้หรือเปล่า

“การที่เราเป็นตัวเรา ณ วันนี้ มันคือผลของอดีตที่เราทำ เพราะฉะนั้น 20 ปีที่แล้วเราทำมายังไง วันนี้เราก็ได้ผลอย่างนั้น ถ้าเราอยากให้ตัวเองในอีก 20 ปีข้างหน้ามีสุขภาพที่ดีขึ้น เราก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

“บางคนมุ่งหาเงินอย่างเดียว คิดว่าวันนี้ต้องทำงานให้มากที่สุด หาเงินให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าเราไม่ได้ดูแลสุขภาพ วันหนึ่งเงินที่หามาอาจต้องเอาไปใช้รักษาตัว เราอาจต้องอยู่ในห้องไอซียู หรือต้องนอนติดเตียง แล้วไม่มีอิสระที่จะเคลื่อนไหวร่างกายอย่างที่ต้องการ”

ท้ายที่สุด สำหรับน.ต.ศิธา การมีชีวิตยืนยาวจึงไม่ได้จบลงที่การนับจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่ แต่เป็นการรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการรักษาอิสรภาพนั้นก็ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่อายุ 60 หรือ 70 ปี หากเริ่มจากการเลือกดูแลตัวเองในวันที่ยังมีโอกาส

“The Power of Now เริ่มตั้งแต่วันนี้”

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : พิชญุตม์ คชารักษ์