31 ส.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
“วันนี้ขอเป็นตัวแทนหมู่บ้านแล้วกันนะคะ… ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา คนที่อยู่บ้านจริง ๆ เขาไม่ใช่โรงไฟฟ้า แต่ละวันเขาก็ทำงานของเขาไป ดังนั้น ในการผลักดันพลังงานสะอาดจากครัวเรือน คำว่า ‘แฟร์’ บางครั้งต้องเท่ากับความ ‘ง่าย’ และความโปร่งใสในการเข้าใจด้วย แม้มันจะแฟร์เต็มที่แต่ถ้ามันยุ่งยาก มันก็ไม่เกิดอย่างที่คิด”
คำตอบตรงไปตรงมานี้มาจาก ‘ดร.ยุ้ย - ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA หลังจากถูกถามบนเวทีว่า ในฐานะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคที่สุด ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในแง่ไหนบ้าง เมื่อเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Smart Grid
โดยคำถามดังกล่าว เกิดขึ้นบนเวทีเสวนา “KT Dialogue New Horizon Chapter Two: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ณ Gaysorn Urban Resort ชั้น 19 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 พื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระดับประเทศระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
ภายในวงเสวนามีการพูดถึงประเด็นระดับโครงสร้างหลายด้าน ทั้งนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดของกระทรวงพลังงาน ความท้าทายของการไฟฟ้าฯ เมื่อไฟฟ้าเริ่มไหลย้อนจากบ้านเรือนกลับเข้าสู่ระบบส่ง ไปจนถึงข้อเสนอจาก TDRI เรื่องการลงทุนสายส่งอัจฉริยะ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
แต่ท่ามกลางเทคโนโลยีและนโยบายสุดล้ำ ยังมีอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ ดร.ยุ้ย ในฐานะตัวแทนหมู่บ้าน ผู้ขอนำประสบการณ์จริงจากลูกบ้านขึ้นมาเล่าให้ฟัง และถามแทนใจคนเดินดินธรรมดาว่า ในวันที่ระบบพลังงานกำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วคนอย่างเรา ๆ พร้อมแค่ไหนสำหรับการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้
“วันนี้มาจากเสนาดีเวลลอปเม้นท์นะคะ คนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เผอิญเราติดโซลาร์ให้กับทุกหลังคาเรือนเป็นรุ่นแรก ๆ ถือว่าเป็นตัวแทนหมู่บ้านมาคุยกับทุกท่านแล้วกันนะคะ”
ดร.ยุ้ย เปิดบทสนทนาด้วยการแนะนำตัวแบบเป็นกันเอง ในฐานะผู้บุกเบิกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้บ้านในโครงการ โดยตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีบ้านที่ติดตั้งแล้วเกือบ 2,000 หลังคาเรือน โดยประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้เธอได้เห็นภาพของผู้ใช้ไฟในฐานะ Prosumer หรือผู้ที่ทั้งผลิตและบริโภคพลังงานด้วยตัวเองจากหน้างานจริง
ขณะที่บนเวทีมีการพูดถึง 3 คำสำคัญของ Smart Grid ได้แก่ ข้อมูล (Data) การควบคุม (Control) และการมองเห็นเชิงลึก (Visibility) ดร.ยุ้ย กลับชวนมองจากอีกมุมว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาเห็นอาจไม่ได้ซับซ้อนถึงขนาดนั้น
“ถ้าเราเป็นคนธรรมดา อันดับแรกทั้งข้อมูล การควบคุม และก็ visibility อย่างในมุมของคนธรรมดา จริง ๆ วัน ๆ ก็ไม่ได้เห็นอะไรมาก เห็นแต่บิลค่าไฟ แล้วก็เก๋สุดที่เราอาจจะเห็นคือเปลี่ยนมิเตอร์จานหมุนเป็นดิจิทัลมิเตอร์ นี่คือสิ่งที่ prosumer ที่เรากำลังพูดถึงเห็นเป็นปกติ”
ดร.ยุ้ย ค่อย ๆ ฉายภาพสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็น คนที่ตื่นเช้ามาเพื่อออกเดินทางไปทำงาน และใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปอีกวัน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้ตื่นเช้ามาเพื่อคำนวณกำลังการผลิตไฟฟ้า หรือวางแผนตัดกระแสไฟ เพื่อรักษาสมดุลในสายส่ง วัน ๆ พวกเขาเห็นเพียงแค่ตัวเลขค่าไฟที่เรียกเก็บสิ้นเดือน และหม้อแปลงมิเตอร์ดิจิทัลหน้าบ้านที่ดูทันสมัยขึ้นมาอีกนิด แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานยังคงไม่ขยับไปไหน โดยสิ่งที่พวกเขาต้องการรู้จึงอาจเรียบง่ายกว่านั้นว่า ใช้ไฟเท่าไร จ่ายเท่าไร และอะไรทำให้ค่าไฟถูกลงได้บ้าง
จากความจริงนี้เอง ดร.ยุ้ย ยังพาย้อนกลับไปสำรวจพฤติกรรม และการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มนี้เพิ่มเติมอีกว่า จริง ๆ แล้วเสนาฯ เองก็ผ่านการลองผิดลองถูก ปรับเปลี่ยนบทบาทในสมการพลังงานมาแล้วหลายรอบ จนกลายเป็นวัฏจักรโปรซูเมอร์ ที่ทำให้เสนาดีเวลลอปเม้นท์เป็นที่รักของคนที่อยากเติมความฝันในการมีบ้านของตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้
ในฐานะดีเวลลอปเปอร์ที่ทดลองเรื่องระบบไฟต่าง ๆ ร่วมกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง ดร.ยุ้ย เล่าว่าตนเองผ่านช่วงเวลาที่บทบาทของผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านไปมาหลายรอบ
ยุคแรกสุด คือ ยุคที่รัฐลองสนับสนุนให้บ้านเรือนยูนิตเล็ก ๆ ผลิตและขายไฟฟ้าคืนเข้ากริดได้ในราคาสูงถึงหน่วยละ 6-7 บาท ซึ่งในยุคนั้นแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องการบริหารการใช้ไฟในบ้านเลย เพราะเป็นการผลิตเพื่อขายไฟคืนให้รัฐร้อยเปอร์เซ็นต์
ต่อมาก็เข้าสู่ยุคที่เอกชนติดโซลาร์ใช้เองตามปกติ ยุคนี้เอกชนต้องเผชิญกับขั้นตอนการติดต่อราชการที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะขั้นตอนการขอขนานไฟกับการไฟฟ้านครหลวง
และถัดมาอีกก็เริ่มมีแนวคิดเรื่อง Net Billing หรือการผลิตไฟมาใช้ก่อนแล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยขายคืนระบบ ดร.ยุ้ย ชี้ให้เห็นว่า คอนเซปต์การขายไฟเหลือใช้นั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยน ในยุคปัจจุบันนี้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือ
ปัจจุบัน เสนาฯ ไม่ได้ติดแค่แผงโซลาร์อย่างเดียวแล้ว แต่เริ่มติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานให้กับบ้านเรือนในเซกเมนต์พรีเมียมราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปทุกหลังทันที ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ การทำเช่นนี้ เป็นการสั่งซื้อในระดับสเกลใหญ่ทั้งหมู่บ้าน ซึ่งช่วยคุมราคาแบตเตอรี่ให้ถูกลงและคุ้มค่ากว่าการที่ลูกบ้านจะไปเดินหาซื้อติดตั้งทีละราย
แน่นอนว่าบ้านเสนาฯ ยุคนี้ จึงถูกยกระดับเป็นบ้านเวอร์ชันใหม่ที่มีครบทั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ระบบขายไฟคืน และเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่พร้อมทำงานร่วมกันแบบครบจบในหลังเดียว ไม่ต้องวุ่นวายใจในการติดต่อหน่วยงานรัฐ หรือว่าหาช่างมาดำเนินการเองให้วุ่นวายใจ
ดร.ยุ้ย มองว่าพฤติกรรมของ Prosumer อาจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่มองจากภาพใหญ่ของระบบ หากตัดรายละเอียดทางเทคนิคออกไป แล้วมองจากพฤติกรรมการใช้ไฟในชีวิตประจำวัน จะพบว่าปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างชัดเจนคือ ราคา
“จะว่าเข้าใจยากก็เข้าใจยาก เข้าใจง่ายก็เข้าใจง่าย ที่ว่าเข้าใจง่าย คือ ‘ราคา’ จะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง”
เธอยกตัวอย่างจากพฤติกรรมของลูกบ้านในโครงการว่า คนส่วนใหญ่จะไม่อยู่บ้านในช่วงกลางวัน ไฟที่ผลิตจากแผงโซลาร์ก็เลยจะถูกนำไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อใช้ในช่วงกลางคืน และเมื่อแบตเตอรี่เต็มจึงค่อยขายไฟกลับเข้าสู่ระบบ
“คือคนทั้งหมู่บ้านจะคล้าย ๆ กัน กลางวันจะไม่มีใครอยู่บ้าน เมื่อแผงโซลาร์บนหลังคาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แพทเทิร์นปกติของคนทั้งหมู่บ้านคือ ทุกคนจะเลือกชาร์จกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่เก็บไว้ก่อน เพื่อเอาไปเปิดใช้ในเวลากลางคืน พอแบตฯ เต็มปุ๊บก็เริ่มขายไฟ แสดงว่ามันเป็นแพทเทิร์นได้เกิดขึ้นจากไพรซ์”
จากตัวอย่างนี้ ดร.ยุ้ย ชี้ว่า หากรัฐต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการไหลเวียนของไฟฟ้าในระบบ Smart Grid สิ่งที่ต้องพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่รวมถึง Price Signal หรือสัญญาณด้านราคาที่จะทำให้ผู้ใช้ไฟตัดสินใจแตกต่างกัน
“ถ้าวันนี้เราเปลี่ยนจาก 2.20 บาท สมมติเป็น 7 บาท มันก็จะกลายเป็นว่าปิดโซลาร์ปุ๊บขายไฟเข้ากริดก่อนแล้วค่อยเก็บเข้าแบต แพทเทิร์นของการใช้ไฟที่เกิดขึ้นจากโปรซูเมอร์อย่างเราก็จะเปลี่ยนไป แสดงว่าไพรซ์เป็นอินดิเคเตอร์ที่เอฟเฟกทีฟมากในการตัดสินใจ ว่าแพทเทิร์นของไฟจะไปยังไงสำหรับโปรซูเมอร์อย่างเรา”
แม้ราคาอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของ Prosumer แต่จากประสบการณ์ของ ดร.ยุ้ย ยังมีอีกปัจจัยที่อาจทำให้โครงการพลังงานดี ๆ ไปต่อได้ยาก นั่นคือ กฎระเบียบและขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะอยากทำความเข้าใจ
เธอหยิบ 2 โครงการที่เคยทดลองร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานด้านพลังงานมาเล่าให้คนในวงเสวนาฟัง โดยเริ่มจากโครงการที่ทำร่วมกับ MEA
เรื่องที่ 1: Virtual Battery เมื่อการทดลอง 10 หลังคาเรือนต้องแลกด้วยแอร์
โครงการทดลองระบบฝากไฟ Virtual Battery (Energy Deposit Service) ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) มีแนวคิดคือ ให้ลูกบ้านที่ไม่ได้ใช้ไฟในช่วงกลางวันนำไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์ไปฝากไว้กับระบบสายส่ง แล้วสามารถนำไฟกลับมาใช้ในช่วงกลางคืน แทนการลงทุนซื้อแบตเตอรี่ไว้ที่บ้าน
เสนาฯ มีลูกบ้านที่ติดตั้งโซลาร์อยู่แล้ว แต่เมื่อ MEA ขอรายชื่อลูกบ้านเข้าร่วมโครงการทดลองเพียง 10 หลังคาเรือน ดร.ยุ้ย กลับพบว่าการอธิบายโครงการให้ลูกบ้านเข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย
“เขา (MEA) ขอแค่ 10 หลังเองนะคะที่ทดลองตรงนี้ คุยกับลูกบ้านตั้งนาน คุยไม่รู้เรื่อง สุดท้ายจบที่ตกลงด้วยการแถมแอร์ เป็นวิธีที่ดีที่สุด แล้วก็มีคนยอมทดลองกับเราด้วย 10 คนตามที่ MEA ต้องการ แต่จริง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออะไรเลย ไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรเลย นอกจากเสนาแถมแอร์ให้ ซึ่งนี่คือคอนซูเมอร์จะอธิบายเขาออฟไซต์เถอะ เขาไม่ขอยุ่งด้วย เขาเจอบิลค่าไฟอย่างเดียวก็พอแล้ว”
เรื่องที่ 2: เมื่อคาร์บอนเครดิตต้องแลกด้วยชุดเครื่องนอน
อีกโครงการหนึ่งคือการนำไฟฟ้าจากโซลาร์มาแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อแลกเป็นคะแนนสะสม The 1 Card ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสมาคมพลังงานสะอาด และเสนาฯ เข้าร่วมสนับสนุน
แนวคิดของโครงการมีประโยชน์ต่อลูกบ้านโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีขั้นตอนด้านกฎหมายและเอกสาร เพราะสิทธิ์ในการครอบครองพลังงาน ต้องผ่านความยินยอมจากลูกบ้านแต่ละหลัง
ผลคือ แม้โครงการจะมีประโยชน์ แต่ขั้นตอนการยินยอมและเอกสารที่เพิ่มขึ้นกลับทำให้ลูกบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องการเข้าร่วม จนในที่สุด ดร.ยุ้ย ต้องจัดโปรโมชั่นพิเศษด้วยการแถมชุดเครื่องนอน เพื่อให้ได้รายชื่อลูกบ้านเข้าร่วมครบ 300 หลังตามโควตา
“แต่สิ่งที่กำลังจะเล่าให้ฟังคือทั้งหมดทั้งปวง ดีหมดเลย ดีกับลูกบ้านด้วย แต่เนื่องจากว่าเวลามันยุ่งยากมาก ๆ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ได้เยอะ เมื่อเทียบกับความยุ่งยากที่มันเกิดขึ้น”
อย่างที่รู้ดีว่าในชีวิตจริง ผู้บริโภคไม่ได้มีความเชี่ยวชาญหรือเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องระบบไฟฟ้าทั้งหมดเสมอไป และแน่นอนว่าพวกเขา ไม่ได้จำเป็นต้องเข้าใจทุกขั้นตอนของระบบโครงข่ายพลังงาน
“คนที่อยู่บ้านเนี่ยจริง ๆ เขาไม่ใช่โรงไฟฟ้าใช่ไหมคะ บางคนอาจจะเป็น auditor บางคนอาจจะเป็นแอร์โฮสเตส บางคนอาจจะเป็นวิศวะ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ใช่ ดังนั้นอย่างที่บอกค่ะว่า กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจจะไม่พอกับความ clarity กับความ simple ด้วย”
เธอยังได้ฝากไปถึงผู้กำหนดนโยบาย Smart Grid และผู้ผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยอีกว่า
“คำว่าแฟร์บางครั้ง มันต้องเท่ากับความความง่ายและความโปร่งใสในการเข้าใจด้วย แม้จะแฟร์เต็มที่ แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ และเต็มไปด้วยความยุ่งยาก มันก็อาจจะไม่เกิดอย่างที่คิด”
ทั้งหมดนี้ คือเสียงสะท้อนจากตัวแทนหมู่บ้าน คนที่เข้าใจหัวจิตหัวใจของคนธรรมดามากที่สุด
และหากประเทศเราต้องการจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งปลดล็อกไม่ใช่เพียงแค่สายส่งและราคาค่าผ่านสาย (Wheeling Charge) ที่เป็นธรรมเท่านั้น แต่คือการย่อยกติกา กฎระเบียบ ตลอดจนวิธีการมีส่วนร่วม ให้กลายมาเป็นสิ่งที่มีความเรียบง่าย โปร่งใส และคุ้มค่าพอ ที่จะดึงดูดใจให้คนธรรมดา เปิดประตูบ้านต้อนรับนวัตกรรมพลังงานสะอาดด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอโปรโมชันลดแลกแจกแถมอีกต่อไป
สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในหัวข้อ New Horizon Chapter 2: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต โดยมีผู้ร่วมเวที ดังนี้
รับชม KT Dialogue: New Horizon และ Special Series ในหัวข้อ New Horizon Chapter 2: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต ย้อนหลังแบบเต็ม ๆ ได้ทาง Facebook และ YouTube ของกรุงเทพธุรกิจ