จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ต่อยอดแนวคิด Sustainable Purpose สู่ New Value Creation ปลดล็อก “Coffee Cherry” ส่วนที่เคยถูกมองข้ามของเนื้อผลกาแฟ สู่ “MiVana SHOT DRINK” เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ไม่ใช่กาแฟ ผ่านงานวิจัยเกือบ 10 ปี

ผลกาแฟสีแดงหนึ่งผล ส่วนที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักคือ “เมล็ด” ที่นำไปคั่วเป็นกาแฟ แต่เมล็ดกาแฟมีน้ำหนักเพียงราว 20% ของผลกาแฟทั้งผลเท่านั้น อีกราว 80% คือเปลือก เนื้อผล และกะลา ซึ่งที่ผ่านมามักถูกฝังกลบหรือกลายเป็นของเหลือทิ้ง คิดเป็นปริมาณหลายแสนตันทั่วโลกในแต่ละปี จึงเกิดคำถามขึ้นว่า “เราจะใช้ส่วนที่เหลือนี้ให้เกิดคุณค่าได้อย่างไร ?”

และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “MiVana SHOT DRINK” (มีวนา ช็อต ดริงก์) เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ไม่ใช่กาแฟ จากบริษัท มีวนา จำกัด แบรนด์กาแฟออร์แกนิกรักษาป่าในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ที่นำเนื้อผลเชอร์รีกาแฟออร์แกนิก (Organic Coffee Cherry) จากผืนป่าต้นน้ำจังหวัดเชียงราย มาต่อยอดผ่านองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เป็นอีกบทพิสูจน์ของแนวคิดความยั่งยืนที่กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ยึดถือมาตลอด

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

“การเติบโตของธุรกิจ ไม่ควรวัดจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว”

วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวถึงหลักคิดในการดำเนินธุรกิจว่า การเติบโตของธุรกิจไม่ควรวัดจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ความยั่งยืนจึงเป็นแนวคิดที่อยู่ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกใช้ทรัพยากร การทำงานร่วมกับชุมชน คนในห่วงโซ่ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้ “มีวนาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกระบวนการทำงานของมีวนา (MiVana Process) ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ในป่าต้นน้ำ การสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม ไปจนถึงการดูแลระบบนิเวศและการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ ดูแล ฟื้นฟูผืนป่าและระบบนิเวศ โดยมุ่งสร้างสมดุลให้ ‘คน’ และ ‘ป่า’ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน” นายวิเชียรกล่าว

14 ปีกับผืนป่าต้นน้ำ และเกษตรกร 7 หมู่บ้าน ที่ทำให้การรักษาป่าสร้างรายได้

เรื่องราวของมีวนาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2555 ด้วยการทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ป่าต้นน้ำ
อ.แม่สรวย แม่กรณ์ และแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ส่งเสริมให้ปลูกกาแฟอาราบิก้าแบบออร์แกนิกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ (Shade-Grown) ซึ่งช่วยรักษาความสมบูรณ์ของดิน น้ำ และระบบนิเวศ วันนี้ผลผลิตทั้งหมดมาจาก 7 หมู่บ้านคือ บ้านร่มเย็น , บ้านใหม่พัฒนา , บ้านผาแดงหลวง , บ้านดอยช้าง , บ้านห้วยคุณพระ , บ้านห้วยไคร้  และบ้านขุนลาว ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมี และตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน

วิเชียร เล่าถึงกลไกที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงในระดับครัวเรือนว่า “ในส่วนของการสนับสนุนเกษตรกร มีวนามีการจ่ายค่าออร์แกนิก พรีเมียม (Organic Premium) เป็นเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากค่ากาแฟให้แก่เกษตรกร คือ เงินเพิ่มราคารับซื้อกับเกษตรกรที่ผลิตและขายเมล็ดกาแฟออร์แกนิกตามมาตรฐานที่เรากำหนด ขณะที่ค่า Shade-Grown Premium เป็นเงินสนับสนุนสำหรับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ปลูกกาแฟ โดยตรวจสอบจากจำนวนและระดับความสูงของไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เพาะปลูก และมอบเป็นค่าตอบแทนเพิ่มเติมให้แก่เกษตรกรรายบุคคล”

“นอกจากนี้ยังมีเงินกองทุนพัฒนาชุมชนที่มอบให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 7 หมู่บ้าน โดยคำนวณจากผลผลิตที่รับซื้อทั้งหมดในปีนั้น ๆ และจัดสรรเป็นเงินกองกลางของชุมชน เพื่อนำไปใช้พัฒนาและปรับปรุงสาธารณูปโภคตามความจำเป็นของพื้นที่ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างความยั่งยืนของมีวนาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการสร้างคุณค่าร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผืนป่า ชุมชน ไปจนถึงผู้บริโภค”

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้ อีกทั้ง มีวนายังส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผสมผสาน เช่น ขมิ้นชัน เสาวรส และกล้วย เพื่อสร้างรายได้ตลอดทั้งปีและรักษาหน้าดิน พร้อมทำงานร่วมกับกรมป่าไม้และชุมชนในการทำแนวกันไฟเพื่อลดเหตุไฟป่า โดยมีวนาประเมินว่า ระบบนิเวศในพื้นที่ราว 5,000–6,000 ไร่ที่ร่วมกันดูแล มีมูลค่าราว 550 ล้านบาทต่อปี ทั้งหมดนี้ทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะปลายทางของผลิตภัณฑ์ แต่เริ่มตั้งแต่วิธีปลูก แหล่งที่มาของวัตถุดิบ รายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ที่สำคัญคือความสมบูรณ์ของพื้นที่ต้นน้ำ

 

จากส่วนที่เคยถูกมองข้าม สู่ New Value Creation

เมื่อระบบต้นน้ำถูกวางไว้อย่างแข็งแรงแล้ว อีกหนึ่งโจทย์ของมีวนาคือ การกลับมามองทรัพยากรในห่วงโซ่เดิมว่า ยังมีส่วนใดที่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“วันนี้เราต่อยอดแนวคิดดังกล่าว ด้วยการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจากธรรมชาติในทุกส่วน MiVana SHOT DRINK จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นอีกตัวอย่างต้นแบบของการนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาต่อยอด ผ่านการนำวัตถุดิบออร์แกนิกที่มีคุณค่า มาผสานกับองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง” วิเชียรกล่าว

หนึ่งในคำตอบคือ Coffee Cherry  ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อผลกาแฟที่มีวนามองว่ายังมีศักยภาพในการนำมาต่อยอด จึงเริ่มศึกษาองค์ประกอบและคุณค่าของวัตถุดิบอย่างจริงจัง ผ่านองค์ความรู้และงานวิจัย ก่อนพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบรูปแบบใหม่  มุมมองนี้ทำให้แนวคิด Circular Economy ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจัดการของเหลือจากกระบวนการผลิต แต่ขยับไปสู่การสร้าง การค้นหาคุณค่าใหม่จากทรัพยากรที่มีอยู่ในระบบเดิม (Circular Value)

ในช่วง 4 ปีหลัง มีวนาเริ่มเห็นศักยภาพของเนื้อผลเชอร์รีกาแฟ และศึกษาองค์ประกอบอย่างจริงจังร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า Coffee Cherry มีสารประกอบจากธรรมชาติที่ได้รับความสนใจในงานศึกษาด้านโภชนาการ ได้แก่ โพลีฟีนอล (Polyphenols) สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid)

แต่เส้นทางนี้ไม่ง่าย เพราะ Coffee Cherry ยังไม่มีคำจำกัดความเฉพาะในระบบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงต้องผ่านกระบวนการ อาหารใหม่ (Novel Food) ที่ต้องมีทั้งข้อมูลความปลอดภัย การยอมรับของผู้บริโภค และข้อมูลจากงานวิจัย รวมถึงการทดลองทางคลินิกเพื่อหาระดับปลอดภัยในคนสุขภาพดีร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล รวมใช้เวลาวิจัยเกือบ 10 ปี

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้ ศุภวัฒน์ คามีเยาน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด อธิบายว่า กระบวนการ Novel Food ต้องใช้ทั้งเวลา ทรัพยากร และเงินทุนจำนวนมาก จึงมีผู้ประกอบการที่เลือกเดินเส้นทางนี้ไม่มากนัก ขณะเดียวกัน Coffee Cherry ยังเป็นวัตถุดิบในประเทศที่เคยถูกทิ้ง ต่างจากซูเปอร์ฟรุตเมืองหนาวหลายชนิดที่มีราคาสูงและต้องนำเข้า การนำกลับมาใช้จึงสร้างคุณค่าทั้งต่อผู้บริโภคและต่อเกษตรกรต้นทาง

 

เลือก “ความเป็นธรรมชาติ” มากกว่าอายุสินค้าที่ยาวขึ้น

หนึ่งในความท้าทายของ Coffee Cherry คือ เนื้อผลเชอร์รีกาแฟสามารถเสื่อมคุณภาพได้รวดเร็วหลังแยกเมล็ด จึงต้องควบคุมทั้งเวลาและอุณหภูมิอย่างละเอียด มีวนาจึงพัฒนานวัตกรรมการคั้นสดโดยไม่ใช้กระบวนการทางเคมี ซึ่งต้องควบคุมเวลาและอุณหภูมิอย่างละเอียด เพื่อรักษาคุณภาพและคุณค่าตามธรรมชาติของวัตถุดิบ ก่อนนำไปต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ ในมุมนี้ งานวิจัยและนวัตกรรมจึงทำหน้าที่มากกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นตัวเชื่อมที่ทำให้ทรัพยากรจากต้นทางสามารถสร้างมูลค่าในรูปแบบใหม่ และเดินทางต่อไปยังผู้บริโภคได้

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

ศุภวัฒน์เล่าว่า ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษา 13 เดือน หากต้องการยืดอายุออกไปอีก จะต้องใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเคมีเพิ่มเติม มีวนาจึงเลือกจุดสมดุลที่รักษาความเป็นธรรมชาติของวัตถุดิบไว้ให้มากที่สุด แทนการยืดอายุสินค้า

“เราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างสินค้าใหม่ แต่ต้องการเพิ่มคุณค่าให้กับทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง และส่งต่อคุณค่านั้นไปถึงผู้บริโภค ที่สำคัญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ด้วยการนำส่วนของเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้ามมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และสร้างคุณค่าที่เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกรและชุมชนต้นทาง ไปจนถึงผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” ศุภวัฒน์กล่าว

 

Coffee Cherry: แพลตฟอร์มของความยั่งยืนในอนาคต

มีวนามองเห็นโอกาสของ Coffee Cherry ในการเป็นแพลตฟอร์มที่ต่อยอดได้อีกหลายรูปแบบ โดยไม่จำกัดอยู่เพียงเครื่องดื่มช็อต แต่เห็นศักยภาพในการต่อยอดเป็นอาหาร เครื่องดื่ม และวัตถุดิบรูปแบบอื่นในอนาคต พร้อมเปิดรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและผู้ประกอบการ เพื่อลดของเสียในอุตสาหกรรมกาแฟอย่างเป็นระบบ 

และหากมองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โมเดลของมีวนายังสะท้อนความเชื่อมโยงของความยั่งยืนในหลายมิติ ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรรักษาระบบนิเวศ การปลูกกาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ การสร้างรายได้ให้ชุมชน การใช้วัตถุดิบให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ไปจนถึงการใช้ทำวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และโอกาสทางธุรกิจใหม่

“วันนี้เราต่อยอดแนวคิดดังกล่าว ด้วยการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบจากธรรมชาติในทุกส่วน และตั้งคำถามว่า เราจะสามารถใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าเพิ่มได้อย่างไร โดยมองว่า, มีวนาเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำคุณค่าจากธรรมชาติมาผสานกับองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและสังคม พร้อมยกระดับคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่เดิม 

“ในอนาคต มีวนายังมองเห็นโอกาสในการต่อยอดแนวคิดนี้ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าใหม่จากทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาโมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค สังคม และการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกัน” วิเชียรกล่าวทิ้งท้าย

ท้ายที่สุด ความยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงการทำให้ธุรกิจ “ใช้ทรัพยากรน้อยลง” เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมองทรัพยากรเดิมให้ละเอียดขึ้นว่า จะใช้ให้เกิดคุณค่ามากกว่าเดิมได้อย่างไร

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

จากเนื้อผลเชอร์รีกาแฟที่เคยถูกมองข้าม สู่คุณค่าใหม่จากผืนป่าต้นน้ำ เมื่อ “มีวนา” พิสูจน์ว่าธุรกิจ คน และป่า เติบโตไปด้วยกันได้

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

MiVana SHOT DRINK มี 2 สูตร ได้แก่ สูตรออริจินัล (Original) ขนาด 40 มิลลิลิตร และสูตรหวานน้อย (Less Sweet) ขนาด 41 มิลลิลิตร ราคา 59 บาท วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ Premier Healthy Society บน Lazada, Shopee, TikTok Shop และ www.MiVana.co.th ร้าน MiVana Coffee Flagship Store ศรีนครินทร์ และมีวนาคอฟฟี่ บ้านสาทร รวมทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ได้แก่ Tops, Villa Market, Foodland และ UFM Fuji Super ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป