20 ต.ค. 2569 | 07:47 น.

มูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จัดงาน Leadership Summit 2026 เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “Every Story Counts: ทุกเรื่องราวมีความหมาย” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เปิดพื้นที่ให้ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการศึกษา และองค์กรภาคเอกชน ได้แบ่งปันประสบการณ์จากการลงมือทำ เรียนรู้จากเรื่องราวที่แตกต่าง และร่วมกันต่อยอดพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อการศึกษาไทย
โดยแนวคิด ‘Every Story Counts: ทุกเรื่องราวมีความหมาย’ สะท้อนผ่าน 3 คำสำคัญ คือ ‘Celebrate’ เฉลิมฉลองให้กับทุกเรื่องราวจากห้องเรียน , ‘Develop’ ร่วมกันพัฒนาการศึกษาไปพร้อมกับการพัฒนาตนเอง และ ‘Connect’ เชื่อมคนสานความร่วมมือ ทุกประสบการณ์จะเติมเต็มกันและทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริง
แจ็คสัน ชู รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ กล่าวว่า การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม โดยครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง ศิษย์เก่าฯ และภาคีเครือข่าย ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้เติบโตและค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในชีวิต
“คำว่า Every Story Counts ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าที่สร้างแรงบันดาลใจ แต่เบื้องหลังทุกเรื่องราวคือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีเด็กหนึ่งคนที่ได้เรียนต่อในโรงเรียน ได้เรียนรู้ และค้นพบโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต เพราะครูผู้นำฯ และศิษย์เก่าฯ ทุกคน”
อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานคือ Leadership Talk #1: ‘Leadership Beyond Classroom’ ที่ วิยะดา ศรีนาคนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท 3M ประเทศไทย ชวนตั้งคำถามว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำแบบไหนคือสิ่งที่สังคมและภาคธุรกิจกำลังมองหา
สำหรับวิยะดา ผู้นำที่สังคมและภาคธุรกิจต้องการในอนาคต คือผู้นำที่เชื่อมั่นในตนเอง พร้อมเรียนรู้และปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
“การเป็นผู้นำเหมือนการเดินทางตลอดชีวิต สิ่งที่พาเรามาถึงวันนี้อาจพาเราไปไม่ถึงวันข้างหน้า เรามีความรู้ แต่การที่เราจะเติบโตได้ต้องดูว่า จะพัฒนาตัวเองอย่างไร เมื่อบริบทเปลี่ยน ผู้นำก็ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแล้วรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น”
ขณะที่ ผศ. ดร. อุบลวรรณ หงษ์วิทยากร Strategic Value Development Lead ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มองว่า ผู้นำในการศึกษายุคนี้ จำเป็นต้องเข้าใจตัวเอง ทั้งเรื่องคุณภาพของพื้นที่การศึกษา ศักยภาพในตัวเอง มีทักษะการรับฟังด้วยใจ คิดแล้วลงมือทำ รวมถึงเตรียมระบบนิเวศและโครงสร้างที่โอบรับและเอื้อต่อปัจจัยในชีวิต และความแตกต่างหลากหลายของทุกคน
“อย่าคิดว่าเราจะไปสอนอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญ คือ เราต้องเป็นผู้นำตัวเอง มีคนบอกว่า ถ้าจะไปให้ไวต้องไปคนเดียว แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมารู้เลยว่า ทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าจะไปได้ไกลๆ และอุ่นใจควรจะไปด้วยกันหลายคน”
หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองผ่านวงเสวนาคู่ขนาน ‘Leadership Panel’ ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรก คือ ‘สร้างคนรุ่นใหม่อย่างไร ให้พร้อมต่ออนาคตและการเปลี่ยนแปลง’
มุมมองของ วรรณิกา ภักดีบุตร กรรมการบริษัทโอสถสภา วศิน อรดีดลเชษฐ์ Founder and Managing Partner THINKING PARTNER และที่ปรึกษาด้านผู้นำและโค้ชผู้บริหารระดับสูง และ เสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย เห็นตรงกันว่า ทักษะการเข้าใจตัวเอง รู้จุดแข็งและจุดอ่อน แล้วพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง รวมถึงทักษะการ Unlearn เพื่อเปิดรับทักษะและเรื่องราวใหม่ๆ เป็นทักษะที่คนรุ่นใหม่ควรมี
ประเด็นต่อมา ‘การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย: ความท้าทาย ความหวัง และทิศทางในอนาคต’ โดยมี ดร.จอมหทยาสนิท พงษ์เสถียร ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ภฤศ วรัตน์ชยางกูร ผู้จัดการทั่วไป ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) และ ธนวรรธน์ สุวรรณปาล Community Organizer Daybreaker Network และกลุ่มครูขอสอน มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะผู้ขับเคลื่อนนโยบาย
ซึ่งแต่ละท่านชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาการศึกษาไทยต้องเริ่มจากการแก้ไขความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการสอน คืนเวลาให้ครูได้ดูแลและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเต็มที่ รวมถึงการกระจายอำนาจให้โรงเรียนและพื้นที่ออกแบบการศึกษาได้ตามบริบทของตนเอง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง
ส่วนประเด็นสุดท้าย ‘SE STORY จาก Social Impact สู่ Social Enterprise’ ประกอบด้วยวิทยากร 3 ท่าน ณฐกร อสุนี ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป สมาคมธุรกิจเพื่อสังคม (SE Thailand) ธนะชัย สุนทรเวช ผู้ดูแลโครงการ ‘ตั้งต้นดี’ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และเจนวิทย์ วิโซจสงคราม กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Buddy Homecare วิสาหกิจเพื่อสังคม มาพูดคุยถึงที่มาและจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเพื่อสังคมแล้วต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้และช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน
เรื่องสำคัญคือ เจ้าของธุรกิจเพื่อสังคมต้องเข้าใจต้นตอและความซับซ้อนของปัญหาสังคมอย่างแท้จริง ก่อนนำไปกำหนดโจทย์และโมเดลธุรกิจที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ภายในงานยังมีการฉลองและส่งต่อเรื่องราวจากห้องเรียนตลอด 2 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่น 11 การถอดบทเรียนปีแรก และตั้งเป้าหมายปีที่ 2 ของครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่น 12 และต้อนรับครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่น 13 ก่อนจะเข้าไปเจอและสอนนักเรียนในเดือนพฤศจิกายน 2569
เพราะเรื่องราวของเด็กหนึ่งคน และห้องเรียนหนึ่งห้อง คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการศึกษา ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ จะยังคงเดินหน้าเชื่อมโยงทุกศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม