24 ก.ย. 2569 | 19:28 น.

เมื่อคนอุดรฯ อยากเห็นงานระดับโลก เปลี่ยนเป็นโอกาสของคนทั้งจังหวัด การเป็นเจ้าภาพ “งานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 รวมระยะเวลา 134 วัน จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดงานระดับนานาชาติให้ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาที่กำหนด แต่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะทำให้จังหวัดอุดรธานีได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกสู่สายตาคนทั้งประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
สำหรับ กัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี เขามองโอกาสครั้งนี้ในมุมที่ไกลกว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการจัดงาน เพราะในฐานะคนอุดรธานี สิ่งที่เขาต้องการเห็นไม่ใช่เพียงภาพของนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาชมงานแล้วเดินทางกลับ แต่คือการที่คนเหล่านั้นได้รู้จัก “อุดรธานี” มากขึ้น รู้จักผู้ประกอบการ รู้จักอาหารท้องถิ่น รู้จักแหล่งท่องเที่ยว รู้จักชุมชน และเกิดความประทับใจจนอยากกลับมาอีกครั้ง
“เราอยากทำให้พืชสวนโลกครั้งนี้เป็นโอกาสของคนอุดรธานีทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่อยู่รอบพื้นที่จัดงาน”
นี่คือแนวคิดที่ทำให้หอการค้าจังหวัดอุดรธานีและภาคเอกชนเดินหน้าเตรียมความพร้อมล่วงหน้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว การคมนาคม การบริการ และการกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยประเมินว่า การจัดงานครั้งนี้อาจสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่พื้นที่ได้สูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท และช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะปกติประมาณ 10–20%
แต่สำหรับกัณฑ์พงศ์ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ สิ่งสำคัญกว่าคือคำถามว่า “แล้วเงินจากพืชสวนโลกจะไปถึงคนอุดรฯ อย่างไร?”
“เราไม่อยากให้นักท่องเที่ยวมาอุดรฯ แล้วเที่ยวแค่ในสวน” หนึ่งในแนวคิดที่ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานีให้ความสำคัญ คือยุทธศาสตร์ “เที่ยวนอกสวน” เพราะถ้านักท่องเที่ยวมาอุดรธานี แล้วเข้าไปเที่ยวในสวนอย่างเดียว จากนั้นก็กลับโรงแรมและเดินทางกลับ เราจะเสียโอกาสมาก
กัณฑ์พงศ์มองว่า งานพืชสวนโลกควรเป็น “ประตู” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวออกไปสัมผัสอุดรธานีทั้งจังหวัด
หอการค้าจึงทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่การปรับภาพลักษณ์ร้านค้า การพัฒนาการบริการของผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ UDON TO THE WORLD ไปจนถึงการสร้างสรรค์เมนูอาหารท้องถิ่น หรือ Local Menu เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีเหตุผลในการใช้เวลาอยู่ในจังหวัดนานขึ้น
เป้าหมายที่วางไว้คือการทำให้เกิดการท่องเที่ยวแบบ 3 วัน 2 คืน และกระจายรายได้จากอำเภอเมืองออกไปสู่พื้นที่อื่นๆ เช่น กุมภวาปีสามารถเชื่อมกับทะเลบัวแดงและข้าวหลามกุมภวาปี บ้านผือเชื่อมกับอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มรดกโลก หนองหานเชื่อมกับแหล่งอารยธรรมบ้านเชียง นายูงเชื่อมกับวัดป่าภูก้อน และบ้านดุงเชื่อมกับคำชะโนด รวมถึงผลิตภัณฑ์สปาเกลือและเกลือสินเธาว์ รวมถึงเส้นทางสายมูและธรรมะ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงวัดและสถานที่สำคัญทั่วจังหวัดเข้ากับการเดินทางของนักท่องเที่ยว
“อุดรธานีไม่ได้มีแค่พืชสวนโลก เรามีของดีอยู่เต็มจังหวัด เพียงแต่เราต้องทำให้คนที่มาเห็นและเข้าถึงของดีเหล่านี้ให้ได้”
“บิน-ราง-บก” ต้องพาคนเข้าถึงอุดรฯ และออกไปถึงชุมชน อีกเรื่องที่ให้ความสำคัญคือการเดินทาง เพราะเมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามา สิ่งที่ต้องเตรียมไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดงาน แต่ต้องเตรียมทั้ง “เมือง” ให้พร้อมรองรับ
“ถ้าคนมาเยอะ เราต้องตอบให้ได้ตั้งแต่เขาเดินทางเข้ามาอุดรฯ จนถึงวันที่เขากลับบ้าน ว่าจะเดินทางอย่างไร สะดวกไหม และสามารถเดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อได้หรือไม่”
แนวคิดจึงเป็นการเชื่อมระบบ “บิน-ราง-บก” เข้าด้วยกัน
ในระบบราง มีการเตรียม “สถานีรถไฟหนองแด” บริเวณพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ผู้เดินทางจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นสามารถลงรถไฟและเข้าสู่พื้นที่งานได้โดยตรง
ส่วนระบบขนส่งทางบก มีการเตรียมจุดรับส่งตามศูนย์การค้าและโรงแรมที่มีพื้นที่รองรับ รวมถึงรถมินิบัสรับส่งเข้าสู่พื้นที่งาน
จุดรับส่งเหล่านี้ยังถูกมองเป็นพื้นที่สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย ขณะเดียวกันก็มี Grab และรถเช่ารองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง
ด้านการเดินทางทางอากาศ จังหวัดอุดรธานีได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ รวมถึงเชื่อมโยงเที่ยวบินข้ามภูมิภาค เช่น เชียงใหม่และหาดใหญ่ ตลอดจนการขยายโอกาสไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อให้คนมาถึงงาน เท่านั้น แต่ต้องการให้คนที่เดินทางมาถึงอุดรธานีสามารถเดินทางต่อไปยังร้านค้า ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้ด้วย
เราไม่ได้มองอุดรธานีเพียงลำพัง เพราะเมื่อคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากกว่า 30,000 คนต่อวัน ขณะที่อุดรธานีมีห้องพักประมาณ 10,000 กว่าห้อง การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียงจึงเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนตั้งแต่ต้น
“ถ้าเรามองแค่อุดรธานี เราจะคิดเล็กเกินไป ผมอยากให้ครั้งนี้เป็นโอกาสของอีสานตอนบนทั้งหมด”
หอการค้าจังหวัดอุดรธานีจึงผลักดันการเชื่อมโยงกับกลุ่มจังหวัด “สบายดี” ได้แก่ หนองคาย เลย บึงกาฬ และหนองบัวลำภู รวมถึงการทำงานร่วมกับจังหวัดขอนแก่นในรูปแบบ Twin Cities ซึ่งมีการเตรียมแนวทางจัดรถรับส่งระหว่างอุดรธานีและขอนแก่นรวมถึงการพัฒนาแพ็กเกจ 3 วัน 2 คืน เช่น บินลงอุดรธานีและเดินทางกลับจากขอนแก่น หรือบินลงขอนแก่นและเดินทางกลับจากอุดรธานี นี่คือการเปลี่ยนมุมมองจาก “งานของจังหวัดหนึ่ง” ไปสู่ “โอกาสของทั้งภูมิภาค”
“Udon Grand Sale” ทำให้คนมาแล้วต้องได้ใช้จ่ายในเมือง เมื่อคนเดินทางเข้ามา สิ่งที่ต้องทำต่อคือทำอย่างไรให้เกิดการใช้จ่ายในพื้นที่
หอการค้าจังหวัดอุดรธานี จึงจัดโครงการ “Udon Grand Sale” เพื่อเปิดให้จองห้องพักและแพ็กเกจท่องเที่ยวล่วงหน้าในราคาพิเศษ พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายและของรางวัล ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดนำสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์พื้นถิ่นเข้าไปวางจำหน่ายในโรงแรม เพื่อเชื่อมการ “พัก กิน และช้อป” เข้าด้วยกัน
“ผมอยากให้คนที่มาอุดรฯ ใช้เงินกับคนอุดรฯ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า รถรับส่ง หรือสินค้าชุมชน”
เพราะการกระจายรายได้ไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ควรลงไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนด้วย
ราคาบัตรเข้าชมงานทั่วไปกำหนดไว้ที่ 199 บาท สำหรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่ประชาชนในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน หรือกลุ่ม “สบายดี” สามารถใช้บัตร 199 บาทเข้าชมงานได้นานถึง 1 เดือน และสำหรับชาวอุดรธานีสามารถใช้เข้าชมได้ตลอดระยะเวลาการจัดงาน
ส่วนกรุ๊ปขนาดใหญ่มีราคาพิเศษ ตั้งแต่ 15–99 คน ราคา 150 บาทต่อคน, 100–199 คน ราคา 120 บาทต่อคน และ 200 คนขึ้นไป ราคา 100 บาทต่อคน ซึ่งแนวคิดสำคัญคือการทำให้คนในภูมิภาคสามารถเข้าถึงงานได้ง่าย และมีโอกาสเดินทางเข้ามาเที่ยวซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง
อีกเรื่องที่เรามองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมเมือง คือความปลอดภัย
เราได้ทำโครงการ “Udon Thani Safe City” โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสถานประกอบการและนักท่องเที่ยว รวมถึงป้องกันปัญหายาเสพติด มิจฉาชีพ และการเอารัดเอาเปรียบด้านราคา
“เราอยากให้นักท่องเที่ยวมาแล้วรู้สึกว่าอุดรธานีเป็นเมืองที่น่าเที่ยว น่าอยู่ และปลอดภัย เพราะความประทับใจไม่ได้เกิดจากงานอย่างเดียว แต่เกิดจากทุกอย่างที่เขาเจอระหว่างอยู่ในเมือง”
งานพืชสวนโลกไม่ควรจบลงพร้อมกับวันสุดท้ายของการจัดงาน คำถามสำคัญคือ “หลังจากงานจบแล้ว คนอุดรฯ จะได้อะไร?”
ปัจจุบันการปรับภูมิทัศน์พื้นที่หนองแดมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% และมีผู้เชี่ยวชาญรวมถึงบริษัทชั้นนำเข้ามาร่วมบริหารจัดการพื้นที่ ตามแนวทางมรดกความยั่งยืน หลังสิ้นสุดงาน มีแผนส่งมอบพื้นที่หนองแดคืนให้จังหวัดอุดรธานี เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นสวนสาธารณะและสวนพฤกษศาสตร์ รวมถึงพื้นที่สำหรับการแข่งขันกีฬา มาราธอน กีฬาทางน้ำ และการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติในอนาคต
ขณะที่ “อาคารเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 10” ซึ่งประยุกต์แนวคิดทางสถาปัตยกรรมจากวัดป่าภูก้อน จะกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัด
“ถ้าเรามองงานนี้แค่ช่วงเวลาที่จัดงาน เราจะได้ประโยชน์แค่ช่วงหนึ่ง แต่ถ้าเราวางแผนให้ดี พื้นที่หนองแดและสิ่งที่เกิดขึ้นจากงานครั้งนี้จะอยู่กับอุดรธานีไปอีกหลายสิบปี”
ท้ายที่สุด เมื่อถามว่าเรามองบทบาทของตัวเองในการเตรียมจังหวัดรับมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้อย่างไร คำตอบไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า “ประธานหอการค้า” แต่เริ่มต้นจากคำว่า “คนอุดรธานี”
“ผมเป็นคนอุดรฯ และผมอยากเห็นบ้านเราเติบโต อยากเห็นผู้ประกอบการของเราเติบโต อยากเห็นลูกหลานของเรามีโอกาสมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำวันนี้ ไม่ได้ทำเพื่อให้งานพืชสวนโลกสำเร็จอย่างเดียว แต่เรากำลังพยายามใช้โอกาสครั้งใหญ่นี้สร้างอนาคตให้กับบ้านเรา”
สำหรับคนอุดรฯ พืชสวนโลกจึงไม่ใช่เพียงมหกรรมระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี แต่คือโอกาสที่จะทำให้คนทั้งประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เห็นว่าอุดรธานีมีอะไรดี และคนอุดรธานีมีศักยภาพแค่ไหน
และเมื่อไฟของงานพืชสวนโลกดับลง สิ่งที่เราอยากให้ยังคงสว่างอยู่ คือเศรษฐกิจ โอกาส และความภาคภูมิใจของคนอุดรธานี เพราะเป้าหมายสุดท้ายของการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลก ไม่ใช่เพียงการทำให้อุดรธานีเป็นที่รู้จัก แต่คือการทำให้อุดรธานี เติบโตอย่างมีความหมายสำหรับคนที่นี่