27 ส.ค. 2569 | 12:55 น.

หากนับวงดนตรีที่เสมือนตัวแทนของคนหนุ่มสาวในยุคตื่นตัวด้านเสรีภาพ ท่ามกลางคลื่นแห่งการชุมนุมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ความเท่าเทียมเป็นธรรมในสังคม ชื่อของ วงสามัญชน ย่อมอยู่แถวหน้าสุดของขบวนเคลื่อนไหวทางศิลปะแห่งการต่อต้าน (Art of Resistance) บทเพลงแห่งการประท้วง ( Protest Songs) ร่วมสมัย ที่มีบทบาท อิทธิพล และ พลังสร้างสรรค์ ก้าวพ้นไปจากกรอบของเพลงเพื่อชีวิตเดิมๆ
เกิดแต่ม็อบ
หลังรัฐประหารคสช.พ.ศ. 2557 ปรากฏบทเพลงไม่มีชื่อ สื่อสารถึงคนหนุ่มสาวที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการ จนถูกปราบปราม จับกุมคุมขัง บทเพลงดังกล่าวถูกขับขานในหมู่ผู้รักเสรีภาพประชาธิปไตยขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ในชื่อ “บทเพลงของสามัญชน” อันเป็นจุดเริ่มต้นของ วงสามัญชน ในเวลาต่อมา
เจ - ชูเวช เดษดิษฐรักษ์ เล่าความเป็นมาไว้ว่า “วงสามัญชนเริ่มจากผม กับ พี่แก้วใส - ณัฐพงษ์ ภูแก้ว ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือน้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554 กับ มูลนิธิโกมลคีมทองที่สวนโมกข์กรุงเทพ ผมไปในฐานะผู้รับทุนเด็กค่ายของมูลนิธิโกมลฯ พี่แก้วใสไปในฐานะผู้รับทุนโครงการTriple H Music (ดนตรีสร้างสุข สำนักงานกอนทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.). หลังจากนั้น เราสองคนก็ไปเล่นดนตรีกันในนามวงดนตรีสลึง (วงดนตรีกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล) อยู่พักหนึ่ง พอเรามีความสนใจในทางการเมืองเลยแยกวงออกมาตั้งวงสามัญชน”
สมาชิกคนที่สามของวงสามัญชนคือ ไผ่ ดาวดิน (ในสมัยนั้น) จตุภัทร บุญภัทรรักษา ทำกิจกรรมอยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ได้นำบทเพลงของสามัญชนบันทึกคลิปวิดีคืนก่อนที่พวกเขาจะไปชูสามนิ้วต่อหน้าพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่วชาติ (คสช.) จนถูกจับกุม หลังถูกปล่อยตัวมา แก้วใส ก็ชวนไผ่มาร่วมวงหลังจากที่เคยมาแจมกันอยู่ก่อนหน้าแล้วในตำแหน่งมือพิณ
“จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือ หลังจากที่อาจารย์ถนอม ชาภักดี ชวนเราไปเล่นที่ Jokja Bianale (เทศกาลจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติที่จัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี ณ เมืองยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) ประเทศอินโดนีเซีย) ปีค.ศ. 2019 เราตัดสินใจว่าเราจะทำวง Full Band เพราะว่าเราไปเห็นวง Baceprot ซึ่งเป็นวงมุสลิมหญิงสามคนเล่นเมทัลร็อก แล้วเราก็รู้สึกว่ามันมีอิมแพคต่อวงโฟล์คในเชิงการส่งพลัง พอโจทย์ของเราคือการทำให้สามัญชนคนธรรมดาศรัทธาในอำนาจของตัวเองไม่อยู่ในภาวะพึ่งพิงอำนาจบารมีของคนอื่นหรือต้องกราบไหว้คนอื่น เราคิดว่าการส่งมอบดนตรีในเชิงฟูลแบนด์ในเชิงร็อกอาจจะให้ความเป็นขบถมากกว่าวงโฟล์ค เลยเริ่มสมัครสมาชิก”
สมาชิกเริ่มแรก มาจากนักดนตรีซึ่งอยู่ในโครงการ Triple H เช่นเดียวกัน อาร์ม มือกีตาร์ และ มีน มือเบส ทั้งสองคนมีวงของตนเองอยู่ในแล้ว ในชื่อวง อมตะ เล่นเพลงแนวโพรเกรสซีฟร็อก สองคนชวน เล็ง มือกลอง มาร่วมจนเป็น วงสามัญชน แบบฟูลแบนด์ตามตั้งใจที่สุด หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำงานทั้งในห้องอัดเพื่อบันทึกเสียงเพลงที่แต่งใหม่ และ แสดงในการชุมนุมต่างๆ จนมีสมาชิกใหม่ๆ มาหมุนเวียนเปลี่ยนสลับกัน อันเนื่องจากข้อจำกัดของเวลาที่สมาชิกคนอื่นของวงมีงานประจำ หรือ มีครอบครัวต้องดูแล
“วงสามัญชนเป็นวงที่มีมือกลองประจำสองคน” เจ ชูเวช เล่าติดขำๆ ให้เห็นสภาพการเคลื่อนไหวของวงสามัญชนในยุคแรกเริ่มที่เวทีการเคลื่อนไหวทางการเมืองสังคมเกิดขึ้นทั่วประเทศชนิด “ให้มันจบที่รุ่นเรา”
คน ดนตรี เสรีภาพ
หากวิเคราะห์แล้ว วงสามัญชนถือได้ว่ามีสายสะดือส่วนหนึ่งจากแวดวงกิจกรรมนักศึกษามหิดล คุณลักษณะและความผูกพันของวงจึงใกล้เคียงกับวงกรรมาชน (ซึ่งเป็นวงที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหิดลเช่นกัน) มากกว่ามือหนึ่งของวงเพื่อชีวิตรุ่นก่อนหน้าอย่างวงคาราวาน วงสามัญชนกับวงกรรมาชน ยังมีความเหมือนที่ใกล้เคียงกันอย่างสำคัญคือ ความเป็นวงดนตรีประจำม็อบ รับหน้าที่บนเวทีทั้งให้ความบันเทิง ทั้งปลุกระดม ทั้งสนับสนุนประเด็นเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด หงา คาราวาน เอง ก็เคยเรียกวงกรรมาชน ว่า วงเด็กกิจกรรม วงสามัญชนเองก็อาจเริ่มต้นจากคำนิยามนี้ได้เช่นกัน
เจ-ชูเวช เปิดบันทึกเท่าที่จดไว้ในสมุดเอกเซลของเขาให้เห็นว่า ในช่วงปีพ.ศ.2563-66 สามปีแห่งกระแสสูงของเยาวชนปลดแอกและคณะราษฎร วงสามัญชนของพวกเขา ได้ตระเวณเล่นตามม็อบใหญ่น้อย ทั้งในมหาวิทยาลัย ร้านกาแฟ ร้านกินดื่ม ไปจนถึงท้องถนน ทั้งในเมืองหลวง เมืองใหญ่ เมืองรอง ต่างจังหวัด หมู่บ้านชนบท รวมๆ แล้ว มากกว่า 400 ครั้งขึ้นไป
บทเพลงของพวกเขาจึงมีแหล่งกำเนิด และพัฒนาการไปพร้อมๆ กับการต่อต้านและประท้วงของคนหนุ่มสาว ถ้าจะแบ่งแนวเพลงหลักๆ ก็จะเห็นได้ว่า มีอยู่สามส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่ว่าด้วยคน ว่าด้วยดนตรีแห่งการประท้วง และ ว่าด้วยเสรีภาพ
“หลายเพลงของเรา เริ่มต้นจากเรื่องราวของคนธรรมดาที่เราได้พบเห็นในห้วงยามที่คนหนุ่มสาวประชาชนได้ยืนหยัดขึ้นมาเพื่อทวงคืนอนาคตของตนเอง เช่น เพลง รุ้ง ก็เขียนจากบรรยากาศการชุมนุมที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อ 10 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นการประกาศเจตนารมณ์ครั้งแรกของการเรียกร้องให้มีการพิจารณาปฏิรูปโครงสร้างอำนาจส่วนบนของสังคมไทย แรงบันดาลใจของเราไม่ได้อยู่บนเวที หากแต่เป็นเพื่อนที่มาร่วมชุมนุมแล้วไม่กล้าสบตากับสาวมหาวิทยาลัย จนภายหลังก็มาคบกันในที่สุด โยงถึง รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ซึ่งเป็นคนอ่านแถลงการณ์ในวันนั้น จนถูกจับกุม ฟ้องร้อง และต้องลี้ภัยการเมืองในที่สุด เราเป็นประจักษ์พยานของความกล้าหาญของคนหนุมสาวในวันนั้น”
มีอีกหลายเพลงที่ วงสามัญชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อย ได้ถูกขับขานผ่านบทเพลงที่แต่งขึ้นในวาระต่างๆ หลายบทเพลงเป็นบทเพลงแห่งความรัก ท่วงทำนองออกไปทางโรแมนติค ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของแก้วใส สามัญชน
“เป็นเพลงช่วงที่กำลังมีม็อบอยู่หน้ากระทรวงทรัพย์ฯ เรื่องใจแผ่นดินบางกลอย มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบาน อีกวัน เรามีนัดจะขึ้นบางกลอยต่อ เราก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมา ด้วยแรงอัดอั้น เรานึกถึงสตอรี่ของคนที่ออกมาสู้ ก่อนหน้านั้นมีเรื่องชัยภูมิ ป่าแส ด้วยเป็นบริบทของพี่น้องเพื่อนๆ ชนเผ่าหลายพื้นที่ออกมาสู้ บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ หรือแม้กระทั่งทนายสมชาย พี่อังคณา (นีละไพจิตร)” แก้วใสเล่าที่มาของเพลง กลอยใจ
“อีกมุมหนึ่ง จะคล้ายๆ กับเพลงเดือนเพ็ญ ของนายผี แล้วมีอีกเพลงหนึ่งที่ออกมาตอบรับกับเพลงเดือนเพ็ญคือเพลงเดือนแรม ถ้าพูดถึงเพลงนี้ก็จะอารมณ์เดียวกัน คือ ตัวแทนแบบมึนอ (ภรรยาบิลลี่) ก็จะร้องว่ายังคิดถึงอยู่นะ ผ้าห่มแทนความห่วงใย ดวงดาว กองไฟ หรือเสียงแมลงมันแทนบริบทบ้าน แล้วอีกฝั่งหนึ่งตอบกลับมาว่าดูแลตัวเองนะไม่รู้ว่าจะได้กลับไปวันไหนเมื่อไหร่ สื่อสารเฉพาะเรื่องราวแต่ว่าพยายามให้มันกว้างและใช้นามสกุลเขาลงไปก็คือรักจงเจริญ ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งในเนื้อเพลง ‘ของให้รักจงเจริญ’ แต่ชื่อเพลงคือกลอยใจ แล้วก็ชวนน้ำ คีตาญชลี มาร่วมร้องด้วย”
ในส่วนของดนตรีเพื่อการประท้วงนั้น จัดได้ว่า บทเพลงของวงสามัญชน เป็นเพลงประจำม็อบ เหมือนดังที่เพลง สู้ไม่ถอย ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หรือ เพลงเพื่อมวลชน ของ จิ้น กรรมาชน ได้ทำหน้าที่ในยุคของคนเดือนตุลา ไม่ว่าจะเป็นเพลง
เราคือเพื่อนกัน เพลงอยากจะมีชีวิตที่กว่านี้ จนถึงเพลงล่าสุด รวมตัวประชาชน ซึ่งเอาทำนองมาจากเพลงเดินขบวนในประเทศยุโรป ในแง่ดนตรี วงสามัญชนได้แสดงถึงพลังของความเป็น Protest Songs ในตลอดเวลาที่ผ่านมา แฟนเพลงของพวกเขาติดตามทั้งบทเพลงและการประท้วงไปพร้อมๆ กัน มิตรสหายร่วมเส้นทางเพลงต่างซึมซับรับพลังของบทเพลงควบคู่ไปกับพลังของการเคลื่อนไหวทางการเมืองสังคม
“เพลง อยากจะมีชีวิตทีดี่กว่านี้ ผมแต่งให้กับเครือข่ายบำนาญแห่งชาติ ที่เรียกร้องรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า พี่แยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ชอบเพลงนี้มาก แก Live สด ระหว่างตอนนั้นที่ม็อบสนามหลวงหลับกันหมดแล้ว ประมาณตี 1 ไฟมืดหมด แต่มีเพลงนี้เปิดดังอยู่ ‘อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้’ พี่แยมสาดกล้องไปเหมือนแกรู้สึกว่า เออ ใช่ คนมาอยู่ที่นี่เพราะอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ มันเป็น Quote สำคัญของม็อบหลายๆม็อบในเวลาต่อมา ถ้าคุณขึ้นปราศรัยแล้วคุณนึกอะไรไม่ออกแล้วพูดคำนี้ “เราแค่อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้” เหมือนได้เซ็ตติ้ง Agenda อะไรบางอย่าง หมอเลี๊ยบ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ก็เอาไปเปิดในช่อง. Voice อยู่หลายวัน” เจ ชูเวช ย้อนความทรงจำเพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของดนตรีแห่งการประท้วงในแบบของวงสามัญชน
เสรีภาพ เป็นเนื้อใหญ่ใจความอารมณ์ความรู้สึกทั้งมวลของบทเพลง โดยเฉพาะความคิดถึงเพื่อนที่ถูกจับกุมคุมขังด้วยโทษทางความคิดที่แตกต่างทางการเมือง และ ไม่ได้สิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับการประกันตัว เช่น เพลงฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ รวมไปถึงประเด็นความเป็นธรรมทางสังคม ในบทเพลง คนเท่ากัน แตกต่างเหมือนกัน
“เพลงฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ เขียนจากสถานการณ์เพื่อนติดคุก บางคนต้องลี้ภัย เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมาส่งความคิดถึงให้เพื่อน สื่อสารกับคนทางไกลโดยใช้สัญญะบางอย่าง ดวงดาว แสงดาว พ่อของไผ่ ดาวดิน วิบูลย์ บุญภัทรรักษา แกชอบเอาไปร้อง มีท่อนหนึ่งเนื้อเพลงว่า ‘สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกัน...เพื่อนรัก’ พ่อไผ่ก็จะร้องว่า ‘สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกัน...ลูกรัก’ ช่วงหนึ่ง เล่นหน้าคุก หน้าศาล หลายๆค นจะช่วยกันร้อง ร้องตามกันได้อยู่ เป็นเพลงประจำเพลงหนึ่งเลยก็ว่าได้”
“สักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกัน...เพื่อนรัก
คงไม่นานนักถ้าตีนยังเหยียบย่ำอยู่บนดิน
แม้อยู่ใต้ฟ้าชะตากำหนดจากคนบนดิน
ก่อนร่างจะพลิกลงดิน ผีเสื้อจะบินไปถึงดวงดาว”
บทเพลงของคนธรรมดา
คอนเสิร์ต 13 ปี สามัญชน เป็นการรวบรวมผลงานสร้างสรรค์บนเส้นทางดนตรีของวงสามัญชนตลอด 13 ปีที่ผ่านมา (Anthology) เรียงร้อยเนื้อหาอารมณ์ของบทเพลง ประเด็นเนื้อหาสังคม ห้วงความรู้สึกของมิตรภาพ ตกผลึกเป็นการแสดงที่แสดงออกถึงพลังด้านศิลปะ ดนตรี และคุณค่าความหมายของบทเพลง ด้วยความตั้งใจให้เป็นคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์แบบครั้งหนึ่งของวงสามัญชน
การแสดงดนตรีของวงสามัญชน เป็นการเปิดพื้นที่แห่งเสรีภาพของคนหนุ่มสาว และ คนธรรมดาสามัญ บนเส้นทางการสร้างสรรค์ ผ่านศิลปะ บทเพลง และ ผู้คน
“13 ปี สามัญชน” จึงไม่ได้เป็นเพียง การแสดงดนตรี หากแต่เป็นการชวนกันรำลึกเส้นทางของมิตรภาพ ความรัก ความหวัง ที่คนหนุ่มสาวรร่วมสมัยมีร่วมกัน
ในสภาพที่สังคมดูไร้ความหวัง คนหนุ่มสาวไขว่คว้าหาอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ร่วมเป็นกำลังใจให้กันและกัน ผ่านบทเพลงของพวกเขา “สามัญชน” คิดถึงกัน คิดถึงเพื่อน มาร้องเพลงด้วยกัน
บทเพลงของคนธรรมดา เกิดแต่ม็อบ “คอนเสิร์ต 13 ปี สามัญชน” คน ดนตรี เสรีภาพ
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 17.00-19.00 น.
ณ ห้องเอนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
บัตรราคา 600 บาท
จองบัตรได้ที่ https://forms.gle/oc8MfEmJjm74FNYy7
จัดโดย iLaw Protection International (PI) Enlaw (มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) People Go Network พิพิธภัณฑ์สามัญชน กลุ่มดินสอสี
สนับสนุนโดย โก๋แก่ มันส์ทุกเม็ด The People