13 ส.ค. 2569 | 11:00 น.

11 สิงหาคม ณ ห้องประชุมสัมมนา อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ มีการจัดงาน ‘เสริมพลังร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์’ เนื่องในวันชนเผ่าพื้นเมืองโลกประจำปี 2569
ความพิเศษของงานปีนี้ นอกจากจะครบรอบ 1 ปี การประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ของประเทศไทยแล้ว ยังมีการเชิญตัวแทนชนเผ่าพื้นเมืองจากประเทศอินเดีย มาเลเซีย เนปาล และญี่ปุ่น มาร่วมงาน พร้อมทั้งหน่วยงานที่ขับเคลื่อนสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในระดับสากล ทั้งมูลนิธิเพื่อการประสานความร่วมมือชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย (AIPP) และกลุ่มงานระหว่างประเทศเพื่อกิจการชนพื้นเมือง ( IWGIA ) ร่วมเปิดตัวหนังสือ "The Indigenous World 2026”
คัทริน เวสเซินดอร์ฟ (Mrs. Kathrin Wessendorf) ผู้อำนวยการของกลุ่มงานระหว่างประเทศเพื่อกิจการชนพื้นเมือง กล่าวว่า หนังสือThe Indigenous World เป็นรายงานประจำปีระดับโลก ที่มีความสำคัญในการรวบรวมและบันทึกสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และพัฒนาการต่างๆ ของชนพื้นเมือง ติดต่อกันมากว่า 40 ปีแล้ว
สำหรับในเล่มล่าสุดนี้ มีการกล่าวถึงการที่ประเทศไทยผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าและเป็นการที่กฎหมายไทยยอมรับตัวตนและการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
ท่ามกลางช่วงเวลาที่ชนเผ่าพื้นเมืองจากทั่วโลก เผชิญกับความปลอดภัยจากการถูกคุกคาม และความมั่นคงทางที่ดิน รวมทั้งการละเมิดสิทธิจากกลุ่มทุนและรัฐบาล โดยไม่เคารพถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง
“หนังสือเล่มนี้บันทึกเรื่องราวความท้าทายของชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลก รวมทั้งเรื่องราวความสำเร็จ ที่ประเทศไทยนำหลักการสากลเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง มาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม” คัทรินกล่าวถึงพ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ที่ประกาศใช้
ทางด้านกิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และผู้มีส่วนร่วมเขียนรายงานในหนังสือ The Indigenous World 2026 กล่าวว่า ประเด็นเรื่องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในไทย นอกเหนือจากการมีกฎหมายคุ้มครองแล้ว พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองยังคงต้องเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยในเขตป่า และการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ทางที่ดินแบบชั่วคราวจากรัฐ รวมทั้งความเปราะบางที่ชุมชนพื้นเมืองต้องเผชิญจากการทำสัมปทานเหมืองแร่ และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐ
“ปัญหาการละเมิดสิทธิเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นร่วมที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นกัน” กิตติศักดิ์กล่าว
ซึ่งสอดคล้องกับจูเนีย อานิลิก (Junia Anilik) ชนพื้นเมืองและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิและชุมชนพื้นเมืองในรัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย ที่กล่าวว่า ปัญหาระหว่างชนพื้นเมืองกับรัฐบาลประเทศมาเลเซีย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากการมุมมองในการจัดการที่ดินและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
จูเนียในฐานะคนที่เคยร่วมเขียนหนังสือ The Indigenous World ในปีที่ผ่านมาพบว่า สถานการณ์ปัญหาในมาเลเซียที่เกี่ยวข้องกับชนพื้นเมือง หลายสิบปีที่ผ่านมายังคงเป็นปัญหาเดิมๆ แม้จะมีการริเริ่มแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานรัฐ แต่โครงการส่วนใหญ่มักไม่มีส่วนร่วมของชุมชนพื้นเมือง จึงทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางฝั่งแกม อังคัง ชิมราย (Gam Angkang Shimray) ผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองชาวนากา จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย กล่าวว่า ประเทศอินเดียยังคงปฏิเสธการมีตัวตนของชนพื้นเมืองในหลายกรณี โดยเฉพาะในรัฐทางภาคอีสานอย่างรัฐนากาแลนด์ ยังคงมีการใช้กำลังทางทหารในการปกครองอย่างเข้มงวด
สำหรับแกมเขามองว่า ชนเผ่าพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ ยังคงเผชิญกับปัญหาเรื่องสันติภาพและความมั่นคงในการดำรงอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วชนพื้นเมืองเหล่านี้ มักอยู่อาศัยในเขตชายแดน หรือในพื้นที่ที่มีทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงมักถูกจับตามองในฐานะภัยความมั่นคง และการถูกคุกคามในการบังคับย้ายถิ่นฐาน
“ความปลอดภัยที่แท้จริงสำหรับชนพื้นเมือง ไม่ใช่การที่ภายในชุมชนของพวกเรา มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบคอยถือปืนตรวจตราความปลอดภัย” แกมกล่าว
สถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นเอง รินด้า ยามาชิโร่ (Rinda Yamashiro) นักเคลื่อนไหวชาวพื้นเมืองจากหมู่เกาะริวกิว จังหวัดโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ก็เผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน เธอกล่าวว่า พื้นที่โอกินาว่าเป็นที่ตั้งฐานทัพใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา สิ่งนี้ทำให้เรื่องราวและสิทธิของชนพื้นเมืองในโอกินาว่า ถูกบดบังและไม่ได้รับความสำคัญจากรัฐบาล
รินด้าเน้นย้ำว่าเยาวชนและสตรียังคงเป็นกลุ่มเปราะบาง และเรื่องของการยอมรับตัวตนของชนเผ่าพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชีย ยังจำเป็นต้องทำงานขับเคลื่อนให้พื้นที่เปิดกว้างมากกว่านี้ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแสดงอัตลักษณ์ของชนเผ่าตนเองได้อย่างเต็มที่
โดยภายในงานวันดังกล่าว ยังได้รับเกียรติจากสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก, ออสเตรเลีย, และนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยได้มาเข้าร่วมงาน โดยมาร์ติน ฮีเบล ฮาเวลิกเกอ (Martin Hybel Havelykke) รองหัวหน้าคณะผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก กล่าวว่า
สิ่งสำคัญที่วันนี้ทั่วโลกให้การยอมรับคือองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการปกป้องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ
แต่วันนี้ ชุมชนพื้นเมืองในหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังต้องเผชิญกับการถูกกัดกันสิทธิทางที่ดิน และทิศทางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นมาร์ตินมองว่า จึงมีความจำเป็นต้องให้ชนเผ่าพื้นเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางนโยบาย และท้ายที่สุดเขามองว่า ประเทศไทยวันนี้กำลังเดินทางถูกทาง ที่ออกกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง