“เอมโอชา” ร่วมมือเซเว่นฯ ดัน “พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์” กวาดแสนกระปุกใน 2 สัปดาห์

“เอมโอชา” ร่วมมือเซเว่นฯ ดัน “พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์” กวาดแสนกระปุกใน 2 สัปดาห์

“เอมโอชา” เขย่าตลาดน้ำพริกไทย ร่วมมือเซเว่นฯ นำความแซ่บใหม่เสิร์ฟคนไทยและต่างชาติ
ดัน “พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์” กวาดยอดขายกว่า 100,000 กระปุก ใน 2 สัปดาห์แรก

“เรานำเสนออาหารไทยในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และผู้บริโภคทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยที่เราไม่เคยลดทอนความเป็นไทย แต่เราเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงความเป็นไทยแทน และนี่คือสิ่งที่เรายึดมั่นมาตั้งแต่วันแรก” ประโยคข้างต้นที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมของ เก้ - ลดาวัลย์ เลห์มันน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปังกี้ ฟู้ด จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์ “เอมโอชา” ได้กลายมาเป็นกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจน้ำพริกไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดร่วมมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น พัฒนาน้ำพริกรสชาติใหม่ “พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์” ที่สร้างยอดขายถล่มทลายกว่า 100,000 กระปุก ภายในเวลา 2 สัปดาห์แรกที่วางจำหน่ายในเซเว่นฯ

ถอดสูตรสำเร็จ ‘เอมโอชา’ รับฟังความเห็นลูกค้า นำมาต่อยอดพัฒนา สู่แบรนด์ดังในเซเว่นฯ 

เอมโอชาเกิดจากความมุ่งมั่นของ “ลดาวัลย์” ที่เริ่มต้นธุรกิจอาหารจากการทดลอง พัฒนา และรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จนสามารถต่อยอดเป็นน้ำพริกปลาร้ากรอบและน้ำพริกปลาทูกรอบ ภายใต้แบรนด์ Spunky Food และได้รับโอกาสวางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น แม้สินค้าในช่วงแรกจะยังไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย แต่คำแนะนำจากทีมงานเมอร์แชนไดเซอร์ และจัดซื้อของเซเว่นฯ เกี่ยวกับความสำคัญของการสร้างแบรนด์ การตั้งชื่อ รสชาติ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาแบรนด์ “เอมโอชา”

เอมโอชาเปิดตัวด้วยน้ำพริกน้ำย้อย น้ำพริกลงเรือกรอบ และน้ำพริกตะไคร้ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันแบรนด์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในช่องทางโมเดิร์นเทรด มีสินค้าจำนวน 24 รายการวางจำหน่ายใน เซเว่นฯ ทั่วประเทศ

“โจทย์หลักของเราไม่ใช่แค่การขายหรือคิดเอาเองว่าดี แต่สินค้าจะสำเร็จได้ต้องเกิดจากการที่ผู้บริโภคยอมรับ ซื้อซ้ำ และตอบโจทย์สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ เราเชื่อว่าอาหารไทยมีคุณค่าและศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากทั้งในและต่างประเทศ แต่น้ำพริกแบบเดิมเป็นสินค้าที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ยาก เราจึงปรับสูตรโดยไม่ลดทอนความเป็นไทย แต่เปลี่ยนวิธีการบริโภคให้ร่วมสมัยมากขึ้น จนเกิดเป็น ‘น้ำพริกอบกรอบ’ ในรูปแบบท็อปปิ้ง ที่สามารถนำไปสร้างสรรค์เมนูฟิวชั่นหรือเมนู DIY ได้หลากหลาย

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา เอมโอชายังได้พัฒนาและผลิต ‘พริกผัดน้ำมัน’ สำหรับตลาดส่งออกในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเห็นแนวโน้มการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่เติบโตขึ้นในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน เราได้ทำงานเก็บข้อมูลและฟีดแบ็กจากผู้บริโภคตั้งแต่ Gen Y, Gen Z ไปจนถึง Gen Alpha อยู่เสมอ เมื่อได้ร่วมพัฒนาสินค้ากับทีมเซเว่นฯ ที่ให้ความสำคัญในเทรนด์สุขภาพเช่นเดียวกัน จึงเกิดการต่อยอดองค์ความรู้จากตลาดต่างประเทศมาสู่การพัฒนาสินค้าสูตรพิเศษสำหรับผู้บริโภคไทย จนกลายเป็น ‘พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์’ ภายใต้แนวคิด ‘Delicious with Purpose’ ที่ผสานความอร่อยเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการ และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สร้างยอดขายกว่า 100,000 กระปุก ภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์แรกหลังวางจำหน่าย” ลดาวัลย์ กล่าว

กางพอร์ต 3 ไลน์ผลิตตอบโจทย์ทุกเจนฯ เคียงคู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไทยอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจากการเปิดใจรับฟีดแบ็กมาพัฒนาสินค้าจนตอบโจทย์ผู้บริโภค ส่งผลให้ปัจจุบัน เอมโอชา มีสินค้าวางจำหน่ายในเซเว่นฯ รวมแล้วกว่า 24 รายการ ภายใต้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กลุ่มท็อปปิ้งหรือน้ำพริกอบกรอบ เช่น น้ำพริกน้ำย้อย, น้ำพริกลงเรือกรอบ, น้ำพริกปลาแซลมอนคั่วกรอบ, น้ำพริกแซลมอนรสต้มยำ, น้ำพริกแซลมอนรสคั่วกลิ้ง, น้ำพริกแซลมอนรสผัดฉ่า
2.กลุ่มอินสแตนท์ หรือกึ่งสำเร็จรูป เช่น ก๋วยเตี๋ยวแห้ง, หมี่คลุกน้ำพริกหนังแซลมอน, หมี่ชมพูน้ำพริกหนังแซลมอน
3.กลุ่มพริกผัดน้ำมัน เช่น พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์

“เอมโอชา” ร่วมมือเซเว่นฯ ดัน “พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์” กวาดแสนกระปุกใน 2 สัปดาห์

ซึ่งความหลากหลายของสินค้าที่ครอบคลุมความต้องการของคนทุกเจนฯ ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ผลักดันให้ในปี 2568 เอมโอชาสร้างยอดขายในเซเว่นฯ 137 ล้านบาท

เบื้องหลังกำลังการผลิตที่แข็งแกร่ง ‘เอมโอชา’ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเลือกใช้วัตถุดิบหลักภายในประเทศสูงถึง 90% และนำเข้าเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งวัตถุดิบในประเทศทั้งหมดจะถูกคัดสรรผ่านซัพพลายเออร์ที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาที่ไปได้อย่างแม่นยำ โดยซัพพลายเออร์เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมตรงไปยังกลุ่มเกษตรกรไทยในท้องถิ่น ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบคุณภาพชั้นเลิศจากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ‘หอมและกระเทียม’ ส่งตรงจากเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ หรือ ‘กะปิ’ แท้คุณภาพดีจากจังหวัดกระบี่ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรท้องถิ่นมีช่องทางระบายผลผลิตที่แน่นอน นอกจากนี้ การเติบโตของแบรนด์ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในอีกมิติ ผ่านการจ้างงานสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนในชุมชนโดยรอบโรงงานในพื้นที่คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จของเอมโอชาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวเลขผลประกอบการ แต่คือการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกรไทย ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน

ล็อกเป้าตลาดแมสร่วมกับเซเว่นฯ บ่มเพาะศักยภาพระดับสากล พร้อมสยายปีกบุก 5 ประเทศ

“เอมโอชา” ร่วมมือเซเว่นฯ ดัน “พริกผัดน้ำมันมะกอกอัลมอนด์” กวาดแสนกระปุกใน 2 สัปดาห์

ลดาวัลย์ เล่าต่อว่า  การที่ SME ได้มีโอกาสนำสินค้าเข้าจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่สิ่งที่ท้าทายไม่แพ้กันคือการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเมื่อได้รับฟีดแบ็กจากทีมที่เซเว่นฯ มาแล้ว เราเอามาทำงานกันต่อ เดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่น เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตมากแค่ไหนแต่ก็ต้องไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเสมอ โดยเราปรับเปลี่ยนระบบการทำงานจากรูปแบบ SME เดิม สู่การเรียนรู้และยกระดับการทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งในเรื่องความเร็ว การวางแผน การสื่อสาร และการบริหาร 

โดยมีทีมประกันคุณภาพ (QA) ของเซเว่นฯ เข้ามาช่วยควบคุมมาตรฐานการผลิต ระบบคุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหารอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุน เอสเอ็มอี ด้านองค์ความรู้ธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และบรรจุภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการทำงานของทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ของเอมโอชาเอง ที่คอยรวบรวมและเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคจากหลากหลายแหล่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาสูตรในห้องแล็บอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการร่วมมือกันในทุกมิตินี้เอง ทำให้เซเว่นฯ กลายเป็นพื้นที่ในการทำ Mass Market เมื่อสินค้าของเอมโอชาผ่านการยอมรับจากตลาดแมสในไทยได้สำเร็จ เราก็พร้อมต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น และปัจจุบันสินค้าของเราส่งออกไปยัง ประเทศสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร (UK), เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

เป้าหมายสูงสุดของ ‘เอมโอชา’ ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การส่งออกสินค้าอาหารไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ แต่คือการส่งออกแบรนด์ไทย ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อผลักดันน้ำพริกไทยให้กลายเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์บนเวทีโลก พร้อมมุ่งมั่นนำน้ำพริกอบกรอบเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำระดับสากล เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้เข้าถึงและหยิบไปรับประทานคู่กับเมนูในชีวิตประจำวัน เพื่อพิสูจน์ว่ารสชาติไทยมีศักยภาพในการหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมอาหารของทุกชาติได้อย่างลงตัว โดยก้าวสำคัญสู่เวทีโลกในครั้งนี้ ถูกขับเคลื่อนบนรากฐานตลาดในประเทศที่แข็งแกร่งร่วมกับ เซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ขนานกันทั้งในและต่างประเทศ