ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

จากเจ้าของสัมปทานตลาดคลองเตย สู่นักการเมืองท้องถิ่น ผู้เดินตามตรอกซอกซอยย่านชุมชนแออัดที่สุดในกรุงเทพฯ หวังพัฒนาจากรากฐาน เปลี่ยนชุมชนคลองเตยให้ดีขึ้นด้วยการลงมือทำ และผู้ที่มองว่า “เด็ก” คือความหวัง

KEY

POINTS

ช่วงเย็นบนถนนสายหลักที่ไม่กว้างมากนักในชุมชนพัฒนา 70 ไร่ คลองเตย คึกคักไปด้วยการสัญจร ทั้งการเดินเท้า จักรยาน รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ที่ขับสวนเลนกันจนต้องมีผู้เสียสละคันหนึ่งหลบลงข้างทาง สองข้างทางผู้คนจอแจ บ้างเลือกซื้ออาหาร บ้างเพิ่งเดินทางกลับจากที่ทำงาน ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยเล็กในชุมชนที่ได้ชื่อว่าแออัดที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  

“พี่ต่าย สวัสดีครับ ขอเซลฟี่หน่อย”

“ได้สิ ไปเตะบอลสนามไหน”

บทสนทนาระหว่างเด็กวัย 10 ขวบ และชายวัย 61 ปีเกิดขึ้นอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่ทั้งสองจะโน้มหน้าเข้าใกล้กันเพื่อให้เด็กยื่นมือถือขึ้นมากดถ่ายรูป เด็กน้อยยกมือไหว้ขอบคุณอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม 

“คลองเตยพัฒนาได้ ต้องพัฒนาที่การศึกษา อย่าให้เด็กหลุดจากการศึกษา… มาวันนี้ผมทำเรื่องส่งเด็กเรียน มอบทุน มอบอุปกรณ์กีฬามาเป็นสิบปีแล้ว” 

'เฮียต่าย' สุชัย พงษ์เพียรชอบ เอ่ยขึ้นเมื่อเริ่มเดินเข้าสู่เขตชุมชนพัฒนา 70 ไร่ เขาคืออดีต ส.ก. เขตคลองเตย สมัยแรก ที่ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2565 ในนามกลุ่มรักษ์กรุงเทพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผนึกกำลังหนุน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย 

แม้ในศึกนั้น พล.ต.อ.อัศวิน จะพ่ายแพ้ แต่เฮียต่ายกลับเดินออกจากคูหาเลือกตั้งพร้อมชัยชนะของตัวเองด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 

สำหรับคนนอก เขาคือ 'สุชัย พงษ์เพียรชอบ' นักธุรกิจผู้อยู่เบื้องหลังบริษัทที่ดูแลตลาดคลองเตย แต่สำหรับคนในชุมชนหลายหมื่นชีวิต เขาคือ “เฮียต่าย” อดีต ส.ก. เขตคลองเตย ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี เขาเป็นเหมือนพี่ใหญ่ที่เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาทักทายและขอถ่ายรูปด้วยได้ทุกวัน 

The People นั่งคุยกับ เฮียต่าย-สุชัย พงษ์เพียรชอบ ย้อนมองชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยที่อพยพจากสุพรรณฯ มาเติบโตในคลองเตย การตัดสินใจละทิ้งความมั่นคงในโลกธุรกิจ สู่เจ้าของตลาดคลองเตย และจุดเปลี่ยนสำคัญจากคำสอนของพ่อ ที่ทำให้คืนกำไรแก่ชุมชนคลองเตย พื้นที่ที่เขาผูกพันและเรียกว่าบ้านมาตลอดชีวิต

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

เติบโตจากคลองเตย

สุชัย พงษ์เพียรชอบ เกิดที่ จ.สุพรรณบุรี ครอบครัวของเขาอพยพเข้าสู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เขาอายุได้ราวสองขวบเนื่องจากภัยแล้ง เมื่อมาถึง พ่อของเขาได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าซิงเกอร์ ส่วนแม่ทำข้าวนวดข้าวแกงขายอยู่ในตลาด เขาจึงได้เติบโตมาในพื้นที่เล็ก ๆ ที่เรียกว่าชุมชนโรงหมู ใกล้กับตลาดคลองเตย แม้ภายหลังจะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่จนครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ฝั่งธนฯ แต่สายสัมพันธ์ที่เขามีต่อย่านนี้ไม่เคยจางหาย 

ในวัยเรียน สุชัยจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดไตรมิตร ความฝันในตอนนั้นคืออยากเป็นนักตกแต่งภายใน (Interior) เพราะชอบงานบิวต์อิน (Built-in) ชอบการเปลี่ยนอะไรที่ไม่สวยงามให้กลับมาสวยงาม แต่ในเวลาต่อมาเขาเลือกเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท และกลับมาพักอาศัยอยู่กับเพื่อน ๆ ในย่านคลองเตยแห่งนี้ ระหว่างเรียนเขาเป็นทั้งตัวแทนนักกีฬาว่ายน้ำและประธานนักศึกษาที่มีโปรไฟล์โดดเด่น 

ด้วยความสามารถที่เข้าตา บริษัทต่างชาติจึงมาดึงตัวเขาไปทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โดยเสนอเงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 35,000 บาท พร้อมรถประจำตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าเงินเดือนปริญญาตรีทั่วไปในยุคนั้นถึง 5 เท่า เขาจึงตัดสินใจดรอปเรียนเพื่อคว้าโอกาสทองครั้งนั้นไว้

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

เส้นทางการงานและจุดเริ่มต้นธุรกิจ

เขาไต่เต้าในวงการขายเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ต (Offset) อยู่ 9 ปีเต็ม จนกระทั่งเงินเดือนสุดท้ายพุ่งสูงถึง 750,000 บาท แต่สิ่งที่ทำให้เขาต่างจากคนทั่วไป คือความกล้าที่จะเดินออกจากพื้นที่ความมั่นคง จากการเดินทางไปดูงานที่ยุโรปและอเมริกาทุกปี ทำให้เขามองเห็นอนาคตก่อนใคร 

"ผมไปเห็นว่าอเมริกาเริ่มใช้อีเมล เริ่มมีเครื่องพิมพ์เลเซอร์เข้ามาแล้ว ดูแล้ววงการพิมพ์แบบเดิมมันคงโตไปไม่ไกลกว่านี้ เลยตัดสินใจกระโดดออกมาดีกว่า"

ช่วงท้ายของการทำงานในฐานะเซลล์คุมพื้นที่ภาคใต้ เขาเห็นช่องทางธุรกิจเมื่อโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหาดใหญ่ประกาศขายกิจการในราคา 95 ล้านบาท โดยเจ้าของยอมให้วางเงินดาวน์เพียง 5 ล้านบาท แล้วผ่อนธนาคารต่ออีก 90 ล้านบาท สุชัยจึงตัดสินใจนำเงินเก็บจากการทำงานไปวางดาวน์ ลาออกจากงานประจำ และก้าวสู่การเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกในชีวิต 

เขาบริหารโรงแรมที่หาดใหญ่อยู่ราว 5 ปี จนกระทั่งยอดหนี้ธนาคารลดลงเหลือประมาณ 70 ล้านบาท ประจวบเหมาะกับมีนักธุรกิจชาวมาเลเซียมาเสนอซื้อกิจการต่อในราคา 130 ล้านบาท เมื่อคำนวณหักลบกลบหนี้แล้วเหลือกำไรเน้น ๆ ถึง 45 ล้านบาท เขาจึงตัดสินใจขายโรงแรมแล้วหอบเงินก้อนโตกลับคืนสู่กรุงเทพฯ 

หลังจากนั้นเขาได้จับธุรกิจนำเข้าและผลิตแผ่นซีดีส่งค่ายเพลงใหญู่อยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อเทคโนโลยีเครื่องไรต์ซีดีแพร่หลายจนคนเริ่มก๊อปปี้แผ่นเองได้ ธุรกิจจึงเริ่มชะลอตัว เขาเลือกที่จะหยุดทำ และในที่สุด โชคชะตาก็นำพาเขากลับคืนสู่จุดเริ่มต้นของชีวิตอีกครั้ง นั่นคือ ‘ตลาดคลองเตย’

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

เจ้าของสัมปทานตลาด

ก่อนการเปิดประมูลสัมปทานตลาดคลองเตยในปี 2551 เฮียต่ายใช้เวลาเป็นปีลงพื้นที่เดินสำรวจแผงค้ากว่าสามพันแผงด้วยตัวเองเพื่อทำบัญชีรายรับรายจ่าย ในขณะที่เจ้าเดิมเสนอราคาประมูลกับทางการท่าเรือเพียงปีละ 10 ล้านบาท แต่จากการคำนวณอย่างแม่นยำ เขาและหุ้นส่วนกล้าสู้ราคาและยื่นตัวเลขไปสูงถึงปีละ 60 ล้านบาท เพราะรู้ดีว่าหักค่าใช้จ่ายแล้วยังเหลือเม็ดเงินกำไรอีกนับร้อยล้าน 

เขาชนะการประมูลแบบขาดลอย โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิทคนสำคัญอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทว่า ชัยชนะนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเจ้าของสัมปทานเดิมซึ่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้นไม่ยอมย้ายออก จนเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อและมีการปะทะกันนานร่วมปี ในที่สุด นายกรัฐมนตรีขณะนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเรียกทั้งสองฝ่ายเข้าไปเจรจาและพิสูจน์สิทธิ์ตามเอกสาร เมื่อหลักฐานสัมปทานของฝั่งเฮียต่าย ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ เรื่องราวทั้งหมดจึงยุติลงและทำให้เขาได้สิทธิ์บริหารตลาดยาวนานนับตั้งแต่นั้นมา

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

'ผู้กองธรรมนัส' มิตรภาพแท้ตั้งแต่เยาว์วัย

เบื้องหลังความสำเร็จในการคุมตลาดคลองเตย มีชื่อของเพื่อนสนิทที่เฮียต่ายเรียกติดปากว่า 'ผู้กอง' อยู่เคียงข้างเสมอ ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่วัยรุ่น สมัยที่ผู้กองธรรมนัสยังเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อย โดยเริ่มจากการเป็นเพื่อนของเพื่อน ก่อนจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่กินนอนและเที่ยวด้วยกันทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ 

หลังเติบโต ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทาง ผู้กองเข้ารับราชการ ส่วนเฮียต่ายโลดแล่นในโลกธุรกิจ จนกระทั่งในจังหวะชีวิตที่ผู้กองออกจากราชการและเฮียต่ายเดินทางกลับจากหาดใหญ่พอดี ทั้งคู่จึงหวนกลับมาเจอกันและตัดสินใจร่วมทุนทำธุรกิจ เริ่มต้นจากบริษัทรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ก่อนจะขยายมาสู่การประมูลตลาดคลองเตยร่วมกันในนามบริษัท บริษัท ตลาดคลองเตย (2551) จำกัด

ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มอิทธิพลเดิม การมีหุ้นส่วนที่ไม่ธรรมดาอย่างผู้กอง และการมีผู้ใหญ่ที่เคารพอย่าง เสธ.ไอซ์-พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อยู่เบื้องหลัง คือส่วนสำคัญที่ทำให้เฮียต่ายเดินหน้าสู้ได้อย่างมั่นใจเพราะรู้ว่าตนเองทำถูกต้องตามกฎหมาย 

"เราไม่สนใจเพราะว่ามันเป็นการประมูลที่ของรัฐอย่างถูกต้อง แล้วทางเราก็มีพี่ไอซ์อยู่ เราก็ไม่กลัวเหมือนกันเพราะว่ามันถูกต้องแล้ว ผู้กองก็ไม่ธรรมดาถูกไหม..."

แม้ในเวลาต่อมา ทั้งคู่จะโอนหุ้นให้ครอบครัวดูแลเมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมือง

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

คำสั่งของพ่อ และจุดเริ่มต้นของการให้

หลังจากระบบตลาดคลองเตยลงตัว สุชัยแทบไม่ได้จับธุรกิจอื่นอีกเลย เขารับเพียงเงินปันผล และเงินก้อนนั้นเองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเมื่อพ่อของเขาเอ่ยว่า

"เราเคยอยู่คลองเตย เรารู้ว่าคนคลองเตยลำบาก ในเมื่อวันนี้เรามีเยอะแยะแล้ว ก็ไปเดินช่วยคนคลองเตยบ้าง"

คำสอนนั้นทำให้เขาเริ่มลงพื้นที่เดินเข้าหาชุมชนโดยไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เขาควักเงินส่วนตัวช่วยซ่อมแซมทางเดิน แจกผ้าอ้อมผู้ป่วยติดเตียง ส่งเสียเด็กยากจนให้เรียนหนังสือ โดยแบ่งสัดส่วนเงินช่วยเหลือไว้สูงถึง 20% ของรายรับ หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 500,000 บาท ทำแบบนี้เงียบ ๆ ต่อเนื่องมานานกว่า 11 ปีโดยไม่คิดจะเล่นการเมือง เพราะเขายอมรับตรง ๆ ว่าไม่ชอบเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เด็ก 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากเรื่องเล็ก ๆ อย่างเสาไฟ เมื่อเขาเห็นซอยในชุมชนมืดและอันตราย จึงควักเงินแสนซื้อไฟโซลาร์เซลล์ไปปักให้ชาวบ้าน 10 ต้น แต่กลับถูกนักการเมืองท้องถิ่นในเวลานั้นไปแจ้งความข้อหาบุกรุกที่สาธารณะ จนต้องแก้ปัญหาด้วยการทำเรื่องบริจาคเสาไฟให้ กทม. เหตุการณ์นั้นทำให้เขาตระหนักว่า ลำพังเพียงเงินและแรงของคนธรรมดาที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ ย่อมไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างชุมชนได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึง 

ความจริงข้อนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นในช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ช่วงปี 2563-2564 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์โควิดในพื้นที่ เฮียต่ายควักเงินส่วนตัวสร้างศูนย์พักคอยที่วัดสะพานและโกดังสเตเดียมเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากบ้านที่แออัด จนกลายเป็นต้นแบบคลองเตยโมเดล รวมถึงควักกระเป๋าทำข้าวกล่องแจกชาวบ้านวันละ 5,000 กล่องต่อเนื่องนานนับ 7-8 เดือน 

"ช่วงนั้นเงินหมดไปหลายล้านครับ เพราะมันเกินงบ 20% ที่ตั้งไว้ ผมต้องแอบเอาของส่วนตัวไปขาย ขายนาฬิกาไปสองเรือน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องการเมืองเลยจริง ๆ"

 

จากผู้ช่วยเหลือ สู่สนามการเมือง

เส้นทางการเมืองอย่างเป็นทางการของเขา เริ่มต้นจากการถูกเชิญไปเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ในยุคของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ครอบครัวสนิทสนมกัน โดยเฉพาะ เอิร์ธ -ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษก กทม. ที่คุ้นเคยเห็นมาตั้งแต่เด็ก ภายหลังสุชัยได้ช่วย ร.ต.อ.พงศกรหาเสียงในการลงสมัคร ส.ส.ในเขตคลองเตย 

 สิ่งสำคัญที่สุดที่เขาผลักดันสำเร็จในตอนนั้นคือ โครงสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาน้ำทะเลหนุนที่ท่วมขังคลองเตยซ้ำซากมายี่สิบปี จนปัจจุบันน้ำไม่ท่วมพื้นที่อีกเลย ประสบการณ์บริหารครั้งนั้นทำให้เขาเปลี่ยนความคิดว่า การมีตำแหน่งทางการเมืองและอำนาจหน้าที่ สามารถของบประมาณมาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ตรงจุดและรวดเร็วกว่าเงินส่วนตัว 

เขาจึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ก. เป็นครั้งแรกในปี 2565 ในนามแกนนำกลุ่มรักษ์กรุงเทพ แม้ผู้ว่าฯ อัศวิน จะไม่ชนะเลือกตั้ง แต่สุชัยกลับคว้าชัยชนะอันดับ 1 ได้เข้าไปในทำหน้าที่ ส.ก. เป็นครั้งแรก

ทว่าเมื่อเข้ามาทำงานในสภา กทม. เขากลับพบข้อจำกัดของฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่มีงบประมาณในมือเหมือนฝ่ายบริหาร หากเห็นท่อแตก ถนนพัง ก็ต้องถ่ายรูป เขียนโครงการรอยื่นขอบรรจุในงบประมาณปีถัดไป เขาจึงแก้เกมด้วยการวิ่งประสานงานดึงงบตรงจากสำนักต่าง ๆ ของ กทม. ลงมาปรับปรุงพื้นที่โดยตรง 

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

และในการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาตัดสินใจสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ด้วยเหตุผลสั้น ๆ คือพรรคให้สิทธิ์เขาตัดสินใจเองได้ทุกอย่าง 100% มีอิสระเต็มที่ในการดูแลพื้นที่โดยไม่ต้องแบ่งเค้กจัดสรรงบประมาณให้ใคร และหน่วยงานนอกเหนืออำนาจสภา กทม. จะได้ประสานกับ ปชป. ให้เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา เพื่อแก้ปัญหาของเขตคลองเตยได้ 

พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจอยู่ที่ 'เด็ก' 

หากถามถึงเป้าหมายสูงสุด คำตอบของเฮียต่ายไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือ 'เด็ก' เพราะเขาเชื่อมั่นว่ารากเหง้าของปัญหายาเสพติดและความยากจนในคลองเตย จะตัดวงจรได้ก็ต่อเมื่อไม่ปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา 

"เด็กที่ไม่ได้เรียน โตขึ้นมาวงจรชีวิตส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นการขับวินมอเตอร์ไซค์ เป็นเด็กเสิร์ฟ หรือเปิดร้านตามสั่งอยู่แค่นี้ เพราะฉะนั้นเราต้องตัดวงจรเรื่องการไม่เรียนหนังสือให้ได้ก่อน"

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไล่ตามเด็ก ๆ ให้กลับเข้าสู่โรงเรียน ควักกระเป๋าซื้อชุดกีฬา เป้ และอุปกรณ์การเรียนแจกทุกโรงเรียนปีละนับล้านบาท และเมื่อได้ตำแหน่ง ส.ก. ก็ผลักดันงบพัฒนาโรงเรียนในเขต จนวันนี้เด็กในชุมชนเข้าสู่ระบบการศึกษาเกือบ 100% หลายคนเติบโตไปเป็นหมอ เป็นนายตำรวจ และกลับมาสร้างบ้านให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ 

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก' อีกหนึ่งอย่างที่ เฮียต่าย ภูมิใจคือการสร้างสนามกีฬา สนามมวย ที่มีโดมกันแดดกันฝนได้ ไม่ใช่แค่เล่นกีฬาเท่านั้น ยังเป็นลานกิจกรรมไว้ให้รองรับให้คนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์

“คลองเตยในวันนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว มีเด็กที่หลุดออกนอกระบบการเรียนไม่กี่คน พวกเราพยายามให้กลับเข้ามา เวลาเลิกเรียนก็มีคนเข้ามาสอน หลายคนเป็นตัวแทนนักกีฬา นักมวย”  

สำหรับอีก 4 ปีข้างหน้า เขาวางเป้าหมายจะบุกพัฒนา “ภายในชุมชน” อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ ส.ก. ร่วมกันผลักดันแก้ข้อบัญญัติ กทม. สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันสามารถนำงบประมาณหลวงลงไปสร้างสาธารณูปโภคในที่ดินเอกชนหรือที่ดินการท่าเรือได้แล้ว ซึ่งจะปลดล็อกการพัฒนาพื้นที่ชุมชนแออัดในคลองเตย ที่อยู่ในเขตการท่าเรือถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ต่าย - สุชัย พงษ์เพียรชอบ : พัฒนา 'คลองเตย' หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'เด็ก'

ก้าวต่อไปของ “ต่าย คลองเตย”

สุชัย ย้ำว่าเขาไม่ได้ต้องการตำแหน่งในเวทีการเมืองระดับชาติ แต่อยากทำงานพื้นที่ในเขตคลองเตยต่อไปตราบเท่าที่ร่างกายยังไหว และหากถึงเวลาที่ต้องยุติบทบาท ก็ตั้งใจจะไปใช้ชีวิตเรียบง่ายกับครอบครัว 

 "ผมเดินเต็มที่ รอบนี้แพ้ผมก็เลิก ถือว่าผมทำมาเยอะมากแล้ว แพ้ก็แปลว่าเขาลิขิตให้เลิก แต่ถ้าชนะ...ผมก็เดินหน้าทำงานต่อ" 

เขาเริ่มลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชนคลองเตยมานานนับสิบปีก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมืองท้องถิ่น โดยจุดเริ่มต้นมาจากคำแนะนำของพ่อที่อยากให้เขากลับมาดูแลพื้นที่ ที่เคยเติบโตมา และตอบแทนคลองเตย 

"เพราะความผูกพันมันตัดไม่ขาดครับ... วัยรุ่นคลองเตยทุกวันนี้ ก็คือเด็ก ๆ ที่วิ่งเรียกผมว่าเฮียต่ายมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ผมเห็นพวกเขาเติบโตขึ้นมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จนเหมือนเป็นลูกเป็นหลานไปแล้ว... ผมอยากพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ไปพร้อมกับพวกเขา"