11 มิ.ย. 2569 | 14:30 น.

ในวันที่อุตสาหกรรมความงามเติบโตจากการตอกย้ำความไม่พอใจในตัวเองของมนุษย์ ‘นายแพทย์ โมโตคุนิ คิดะ’ ผู้อำนวยการ THE BEAUTE CLINIC โตเกียว กลับเลือกเดินสวนกระแสด้วยปรัชญา “ใช้ปริมาณน้อยที่สุด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” เพราะเขาเชื่อว่า หน้าที่ของหมอความงามไม่ใช่การสร้างใบหน้าใหม่ตามพิมพ์นิยม แต่คือการเยียวยา ‘ความไม่มั่นใจ’ และทำให้คนไข้กลับมารักตัวเองจากภายใน
ในยุคสมัยที่อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงขับเคลื่อนส่วนหนึ่งมาจาก “ความไม่พอใจในตัวเอง” ของผู้คน อัลกอริทึมและภาพสะท้อนบนโลกโซเชียลมีเดียกำลังทำหน้าที่ตอกย้ำความกังวลและสร้างพิมพ์นิยมชุดใหม่ที่ทำให้เราอยากวิ่งตามอยู่ตลอดเวลา
ท่ามกลางกระแสธารธุรกิจที่เชี่ยวกรากนี้ ชื่อของ นายแพทย์ โมโตคุนิ คิดะ (Motokuni Kida) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามจากประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ในฐานะผู้อำนวยการแห่ง THE BEAUTE CLINIC คลินิกความงามระดับพรีเมียมย่านชิบูย่า กรุงโตเกียว เขากลับเลือกที่จะยืนสวนกระแสด้วยนิยามใหม่: “ไม่ต้องศัลยกรรมผ่าตัด แต่ปรับให้ดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ”
เพราะสำหรับเขาแล้ว เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการ ‘เปลี่ยนใบหน้า’ ไปสู่การ ‘ปรับให้ดูดีขึ้นโดยยังคงความเป็นตัวเอง’ และสิ่งที่เขาต้องการเยียวยา อาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโครงสร้างทางกายภาพ แต่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปภายใต้ผิวหนังชิ้นนั้น นั่นคือ “จิตใจของมนุษย์”
สิ่งที่ทำให้แนวทางการรักษาของหมอคิดะกลายเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้าระดับนานาชาติ คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศาสตร์ทางการแพทย์ที่แม่นยำและความเข้าใจเชิงศิลปะของโครงหน้า โดยเขายึดมั่นในปรัชญาการใช้ Hyaluronic Acid (ฟิลเลอร์) เป็นเครื่องมือหลักในการปรับสมดุลใบหน้า ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ:
“ใช้ปริมาณน้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”
แทนที่จะเป็นการประโคมเติมเต็มเฉพาะจุดไปเรื่อยๆ ตามความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุด หมอคิดะเลือกที่จะวิเคราะห์ภาพรวมของใบหน้าในมิติ 3 มิติ เพื่อออกแบบโครงหน้าให้ดูสมดุลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง ไม่ล้น และยังคงเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลเอาไว้ มันคือความละเอียดอ่อน (Subtle) ที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีที่สุดโดยไม่มีใครสังเกตเห็นร่องรอย
ในวันที่คลินิกความงามมากมายเติบโตได้ด้วยการทำตลาดกับปมด้อยของผู้คน หมอคิดะกลับตั้งคำถามสำคัญกับวิชาชีพของตนเอง เขาวางตัวเองไว้ในจุดที่เป็น “ผู้เยียวยา” มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่สร้างความกังวลใจให้ผู้คน
“งานของผมคือการเปลี่ยนแปลงภายนอกของคนให้ดูดี ดูสวยงามขึ้น แต่ความจริงแล้วผมอยากจะเปลี่ยนแปลงภายในของคนด้วย พวกความรู้สึกที่ไม่สบายใจ ไม่มั่นใจในตัวเอง อยากทำให้คนรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น
สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือประวัติความเป็นมาของคนๆ นั้น ว่าทำไมเขาถึงอยากมารักษาด้วยเหตุผลอะไร ไม่ชอบตัวเองในส่วนไหน ผมคิดว่างานด้านความสวยความงามไม่ใช่แค่การรักษาแค่ภายนอก แต่มันคือการรักษาภายในจิตใจด้วย ทำไมคนเราถึงอยากจะดูดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับงานด้านนี้ครับ”
ด้วยเหตุนี้ หมอคิดะจึงพร้อมที่จะ “ปฏิเสธ” คนไข้เสมอ หากสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นมากเกินความพอดีและอาจสร้างความทุกข์ในระยะยาวให้กับตัวเอง
“ผมก็จะปฏิเสธอย่างเหมาะสมถ้าหากสิ่งที่คนไข้ต้องการมันมากเกินไป เพราะสิ่งนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่จะทำให้คนไข้ที่มารักษาไม่มีความสุขในระยะยาว ผมจะบอกคนไข้ที่มารักษากับผมเสมอว่าการทำศัลยกรรมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์เสมอไป”
หมอคิดะยกตัวอย่างเคสในอดีตที่มีคนไข้อยากใช้ฟิลเลอร์เติมจมูกให้โด่งมากๆ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ฟิลเลอร์มีข้อจำกัดในการใช้งาน การใส่ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ฟิลเลอร์ไหล จมูกบวม และดูใหญ่เกินไปจนแย่กว่าเดิม การกล้าปฏิเสธบนพื้นฐานของความจริงใจและการให้หัตถการที่พอเหมาะ จึงเป็นเส้นแบ่งสำคัญที่หมอคิดะใช้ปกป้องคนไข้ของเขา
เมื่อถามถึงคำว่า “สมดุลของใบหน้า” หมอคิดะแยกแยะให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ความสมดุลคือ วิทยาศาสตร์ แต่ค่านิยมคือ เทรนด์
ในอดีต สังคมญี่ปุ่นอาจจะเคยชื่นชอบสันจมูกที่โด่งคม แต่ในปัจจุบัน เทรนด์กลับเปลี่ยนไปนิยมจมูกเล็กๆ ดูน่ารัก ค่านิยมและเทรนด์ความงามเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปคือ “ความเป็นตัวของตัวเอง” ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอคิดะให้คุณค่ามากกว่าการวิ่งไล่ตามกระแสของสังคม
สุดท้ายแล้ว หัตถการทางการแพทย์เป็นเพียงเครื่องมือภายนอก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของ THE BEAUTE CLINIC คือการนำพาคนไข้ไปสู่คำว่า “Love Yourself” หรือการรักในตัวเอง
“ความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอยากทำตา ทำจมูก หรือทำหน้าเรียวเล็ก แท้จริงแล้วรากเหง้าความต้องการของพวกเขาคือ ความไม่มั่นใจในตัวเอง อยากทำให้ตัวเองดูดีขึ้น และอยากชื่นชอบตัวเองมากขึ้น
ผมเลยเชื่อว่าทุกคนไม่ได้แค่อยากดูดีแค่ภายนอก ที่สำคัญเลยคือความมั่นใจจากภายใน มันคือเป้าหมายที่ผมตั้งใจ แล้วงานของผมก็คือการช่วยให้คนๆ นั้นรักในตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นครับ”
หมอคิดะทำให้เราเห็นว่า ท่ามกลางโลกที่พยายามบอกให้เราเปลี่ยนเป็นคนอื่น หน้าที่ของแพทย์ความงามที่ดี อาจไม่ใช่การสร้าง ‘ใบหน้าใหม่’ ที่สมบูรณ์แบบตามพิมพ์นิยม แต่คือการเยียวยาบาดแผลในใจ เพื่อให้คนไข้สามารถส่องกระจกแล้วยิ้มให้กับ ‘ตัวเองคนเดิม’ ได้อย่างภาคภูมิใจที่สุด
PROFILE: Dr. Kida Motokuni & THE BEAUTE CLINIC
ประวัติการทำงาน
ความเชี่ยวชาญ
ปรัชญาประจำใจ
"Love yourself – ให้คุณรักตัวเองมากขึ้น" เน้นการปรับสมดุลใบหน้าให้ดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเปลี่ยนหน้า
สถิติติดตามบนโซเชียล
• Instagram: 212,000 followers
• TikTok: 60,000 followers
• YouTube: 12,700 subscribers
• Online Salon: 87 members