28 ก.ย. 2569 | 17:00 น.

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้เปิดให้ตัวแทน 211 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เข้ามารายงานตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 29 กันยายนที่จะถึงนี้
อภินันท์ ธรรมเสนา จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการในกระบวนการจัดตั้งและขับเคลื่อนสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาคุ้มครองฯ คือพื้นที่กลางให้แต่ละชาติพันธุ์ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมออกแบบนโยบาย ส่งเสียงไปยังตัวแทนจากรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์
“อยากให้มองว่ามันเป็นเวทีกลางที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้มามีส่วนร่วมกันในการแสดงความคิดเห็น” อภินันท์กล่าว “เพราะที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพจัดการปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นสภาเป็นเหมือนพื้นที่ตรงกลาง เพื่อร้องเรียนปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ไปสู่รัฐบาล”
อภินันท์เน้นย้ำว่า กลไกดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้อำนาจพิเศษแก่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่มติของสภาคุ้มครองฯ เป็นเพียงข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับอำนาจในการตัดสินใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา หน้าที่ของสภาคุ้มครองฯ จึงเป็นพื้นที่กลั่นกรองปัญหาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อนำเข้าสู่กลไกคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทางนโยบาย พิจารณารับเรื่องร้องทุกข์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ต่อไป
กิตติภูมิ บุตราช สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนชาติพันธุ์โส้ ที่เดินทางมาจาก จ.สกลนคร กล่าวว่า สถานการณ์การใช้ภาษาแม่ของชาติพันธุ์โส้กำลังสูญหายไป เพราะคนรุ่นใหม่เลือกสื่อสารภาษาลาวและภาษาไทยเป็นหลัก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กิตติภูมิในฐานะเยาวชนตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ เขากล่าวว่า อยากเข้าไปขับเคลื่อนวาระการอนุรักษ์ภาษาแม่ให้คงอยู่ต่อไป
“การมีสภาคุ้มครองฯ จะช่วยขับเคลื่อนสิทธิเรื่องภาษาแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด” กิตติภูมิกล่าว
ทางด้าน ผศ.ดร.จิตกวี กระจ่างเมฆ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สัดส่วนชาติพันธุ์ลาวครั่งจาก จ.นครปฐม ก็เผชิญกับความท้าทายจากการสูญหายของวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประเพณีดั้งเดิม จึงมีความหวังว่าการเกิดขึ้นของสภาคุ้มครองฯ จะช่วยเป็นพื้นที่ในการขับเคลื่อนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยอัตลักษณ์และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของแต่ละกลุ่ม
“การมีสภาเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์” ผศ.ดร.จิตกวีกล่าว “พวกเรามีความเป็นไทย 100% แต่สิทธิต่างๆ และการดำรงรักษาวิถีชีวิตที่แตกต่างกันนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่ตรงกลาง”