อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

อับดุล คารีม ทิ้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในดูไบ เพื่อกลับบ้านเกิดที่อินเดียและใช้เวลากว่า 40 ปี เปลี่ยนภูเขาหินที่แห้งแล้งให้กลายเป็นป่าสมบูรณ์ขนาด 70 ไร่

ในโลกที่ผู้คนต่างวิ่งไล่ล่าความมั่งคั่งและชื่อเสียง ชายคนหนึ่งกลับเลือกหันหลังให้ทุกอย่าง ทิ้งธุรกิจที่กำลังเฟื่องฟูในต่างแดน เพื่อกลับบ้านมาปลูกป่า เปลี่ยนผืนดินแห้งแล้งของภูเขาแถวบ้านให้กลายเป็นป่าใหญ่ขนาด 70 ไร่ 

และนี่คือเรื่องราวของ ‘อับดุล คารีม’ (Abdul Kareem) ชายผู้หันหลังให้ความหรูหราในเมืองใหญ่ เพื่อคืนชีวิตให้ธรรมชาติ และพิสูจน์ให้เห็นว่าความศรัทธาอันเด็ดเดี่ยว สามารถชุบเลี้ยงผืนดินและผู้คนไปพร้อมกันได้อย่างไร

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

วัยเด็กอันหิวโหย ผืนป่าศักดิ์สิทธิ์ และคำถามต่อความเจ็บปวดของธรรมชาติ

อับดุล คารีม เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนในค็อตตัปปูรัม (Kottappuram) หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้กับเมืองกาซาราก็อด ทางตอนเหนือของรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย ในวัยเยาว์ พ่อของเขา อับดุลลาห์ ต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงคนในครอบครัวด้วยการทำธุรกิจค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่ามกลางความขัดสนรอบตัว เด็กชายคารีมกลับพบว่าหัวใจของเขาผูกพันกับต้นไม้ใบหญ้ามาตั้งแต่จำความได้ ผืนป่าจึงเปรียบเสมือนเพื่อนแท้ และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาเสมอมา

และแทบทุกครั้งที่พักกลางวัน เขามักจะปลีกตัวออกมาจากเพื่อน ๆ มานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เพียงลำพัง เพราะไม่มีอาหารกินเหมือนเพื่อนคนอื่นเขา เด็กชายคารีมก็ได้ใช้เวลานั่งทบทวนตัวเองเงียบ ๆ พยายามซึบซับบรรยากาศความสงบรอบข้าง จนลืมความหิวไปในที่สุด

ใครจะไปคิดว่าต้นไม้ที่เคยเยียวยาเขาในวัยเด็ก ได้เข้ามาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความฝัน ฝังไว้ในหัวใจของเด็กชาย โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่าวันหนึ่ง เขาจะสร้างผืนป่าของตัวเองขึ้นมา

“มันวิเศษและเปี่ยมด้วยปาฏิหาริย์มาก ผมรักการใช้เวลาในป่าศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น ผืนป่าลึกสีเขียวเข้มช่วยให้ผมกล้าที่จะฝัน และทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น”

แต่ในทางกลับกัน ความทรงจำในวัยเด็กของเขาก็มีบาดแผลที่ปวดร้าว เมื่อเขามักจะต้องมองออกไปนอกหน้าต่างบ้านแล้วเห็นไฟป่าขนาดใหญ่กำลังเผาทำลายเนินเขาจนราบคาบ ภาพของต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงสู่พื้นดิน กิ่งไม้และก้านไม้ที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ตลอดจนซากสัตว์ป่าตัวเล็ก ๆ ที่ถูกเผาจนดำเป็นเถ้าถ่าน เป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กชายเศร้าทุกครั้ง และเฝ้าถามแม่อยู่ตลอดว่าใครกันที่เป็นคนจุดไฟเผาป่า

เมื่อเติบโตขึ้นเขาจึงตระหนักว่าสิ่งนั้นคือวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า การถางโค่นและเผาป่า แต่ความไร้เดียงสาและความเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งมีชีวิตรอบตัว ทำให้เขายังคงตั้งคำถามกับแม่เสมอมา ซึ่งกลายเป็นเครื่องนำทางชีวิตของเขาในภายหลัง

“พืชพรรณเหล่านั้นจะรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกไฟคลอกเหมือนอย่างที่มนุษย์เราเจ็บปวดบ้างไหม?”

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

จุดเปลี่ยนในดูไบ และบทเรียนจากทะเลทรายสีเขียว

เมื่อย่างเข้าสู่วัยยี่สิบต้น ๆ ในช่วงทศวรรษ 1970 เช่นเดียวกับชายหนุ่มส่วนใหญ่ในยุคนั้น คารีมตัดสินใจเดินทางมุ่งหน้าสู่กลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว เขารู้ดีว่าหากต้องการสร้างรากฐานครอบครัวที่มั่นคง เขาจะต้องทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด คารีมยอมทำทำงานรับจ้างสารพัดเพื่อความอยู่รอด ตั้งแต่การเป็นพนักงานขายตั๋วรถโดยสาร ไปจนถึงงานอื่น ๆ จนกระทั่งในที่สุด ความพยายามก็ผลิดอกออกผล เมื่อเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเอง และสะสมความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในดูไบ

แต่ถึงจะอยู่ท่ามกลางตึกสูงและเงินทองที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด คารีมกลับพบว่าจิตวิญญาณของเขายังคงโหยหาความร่มเย็นของต้นไม้ใบหญ้าอยู่เสมอ ประสบการณ์การทำงานท่ามกลางเปลวแดดอันโหดร้ายของตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตของเขาไปตลอดกาล 

เขาเล่าถึงความทรมานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไร้ต้นไม้ ซึ่งกลายมาเป็นแรงผลักดันครั้งสำคัญว่า

“ความร้อนระอุในดูไบนั้น รุนแรงและร้อนแรงมาก จนเหมือนกับจะละลายกระดูกของเราได้ ในหลาย ๆ วัน ผมรู้สึกได้เลยว่าผิวหนังของตัวเองกำลังถูกแผดเผาไหม้เกรียม... และนั่นแหละคือแรงบันดาลใจที่แท้จริงของผมในการสร้างผืนป่าขึ้นมา”

นอกจากเปลวแดดที่แผดเผาแล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อคารีมได้มีโอกาสเห็นความพยายามอันน่าอัศจรรย์ของ ชีค ซาอิด (Sheikh Zayed) ผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้นำคนสำคัญคนนี้พยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยการเนรมิตผืนหญ้าสีเขียว ต้นไม้ และดอกไม้ขึ้นมาท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งและว่างเปล่า

คารีมได้รับคำบอกเล่าจากคนงานในพื้นที่ว่า ทางรัฐบาลถึงกับต้องสั่งนำเข้าดินอุดมสมบูรณ์ใส่เรือขนส่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศอิรักและแหล่งอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ถมปลูกพืชพรรณเหล่านั้น ภาพปาฏิหาริย์สีเขียวกลางทะเลทรายทลายความเชื่อเดิม ๆ ของคารีมจนหมดสิ้น เขาฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่า ในเมื่อประเทศที่ไม่มีแม้กระทั่งดินยังสามารถสร้างป่าขึ้นมาได้ แล้วทำไมตัวเขาจะกลับไปปลูกผืนป่าในแผ่นดินเกิดของตัวเองที่มีดินที่อุดมสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วไม่ได้ล่ะ

และเพื่อที่จะตอบคำถามทั้งหมดได้ เขาจึงตัดสินใจ ‘กลับบ้าน’

ต่อสู้เพียงลำพังบนภูเขาหิน และถูกหาว่าเป็น ‘คนบ้า’ แห่งกาซาราก็อด

ในปี 1977 อับดุล คารีม ตัดสินใจทำในสิ่งที่ใครต่อใครก็มองว่าเขาเสียสติไปแล้ว เมื่อชายคนนี้เลือกที่จะหันหลังให้กับธุรกิจที่กำลังรุ่งเรือง และรายได้อันมหาศาลในดูไบ เพื่อเดินทางกลับสู่อินเดีย เขาใช้เงินเก็บจำนวน 3,750 รูปี ราว 1,400 – 1,600 บาท เพื่อซื้อที่ดินรกร้างขนาด 5 เอเคอร์ (ราว 12 ไร่) จากเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าการกระทำครั้งนั้น ทำให้เกิดเสียงคัดค้านอย่างรุนแรง จากทั้งเพื่อนของเขาเอง และสมาชิกในครอบครัว ที่ต่างพากันคิดว่าเขาเพี้ยนไปแล้ว

เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของเขตกาซาราก็อด เป็นพื้นที่ลาดชัน เต็มไปด้วยชั้นหินแข็งกระด้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินศิลาแลง พื้นผิวที่เป็นหินล้วนทำให้ดินบริเวณนั้นแห้งแล้ง พืชผลไม่สามารถหยั่งรากเติบโตได้ และถูกทิ้งร้างเป็นพื้นที่เปล่าประโยชน์ แต่คารีมกลับยืนหยัดในความเชื่อของตัวเองโดยไม่หวั่นไหวต่อคำถากถางใด ๆ

“ผมซื้อที่ดินผืนนั้นมาในราคาที่พวกเขาเรียกร้อง คนรอบข้างพากันเรียกผมว่าเป็นคนเพี้ยนหลุดโลก พวกเขาหัวเราะเยาะและดูถูกความคิดของผม แต่ผมมีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในใจ”

การเริ่มต้นปลูกป่าบนหินศิลาแลงแห้งแล้งนั้น เป็นงานที่หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ เพราะที่ผืนนี้ ไม่มีร่มเงาไม้แม้แต่ต้นเดียวที่จะช่วยบังแดดให้รถจักรยานยนต์บูลเล็ตคู่ใจของเขา มีเพียงบ่อน้ำเก่าที่ถูกทิ้งร้างอยู่เพียงบ่อเดียว แถมน้ำในบ่อยังแห้งขอดไปเสียแล้ว เพื่อให้ภารกิจปลูกป่าสำเร็จได้ในเร็ววัน เขานำเงินจำนวนหนึ่งว่าจ้างชาวบ้านในพื้นที่ให้มาช่วยกันปลูกป่า ซึ่งนอกจากจะช่วยฟื้นฟูธรรมชาติแล้ว เขายังได้ช่วยบรรเทาความอดอยากของชาวบ้าน ควบคู่ไปกับการตัดถนน นำไฟฟ้าเข้าสู่พื้นที่ และสนับสนุนให้เด็ก ๆ ในชุมชนส่งเรียนหนังสืออย่างเท่าเทียม

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ ความพยายามของคารีมในการเพาะกล้าไม้บนหินผานั้น แลกมาด้วยทรัพย์สินที่สะสมมาจากดูไบที่ค่อย ๆ หมดไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงแรก พวกเขาไม่มีแหล่งน้ำในพื้นที่และต้องพึ่งพาแรงกายของคนงาน โดยพวกผู้ชายจะทำงานเตรียมดิน ในขณะที่ผู้หญิงต้องเดินเท้าไกลหลายกิโลฯ เพื่อไปหิ้วถังน้ำและถังบาร์เรลเล็ก ๆ กลับมารดน้ำต้นกล้าทีละต้น 

ตัวคารีมเองก็ใช้รถจักรยานยนต์บูลเล็ต และรถยนต์ส่วนตัว คอยบรรทุกน้ำมาช่วยรดน้ำพยุงชีวิตต้นไม้เหล่านั้น ถึงจะพยายามขุดเจาะบ่อน้ำในพื้นที่แล้วล้มเหลวเพราะไม่มีน้ำ แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้และยังคงขนน้ำจากแดนไกลมารดน้ำต้นไม้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งปี ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น เมื่อตาน้ำธรรมชาติ พุ่งทะลักออกมาจากชั้นหินศิลาแลงที่เคยแห้งแล้ง

“มันเป็นงานที่ยากลำบาก ผมซื้อที่ดินรกร้างที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถปลูกพืชชนิดใดขึ้นมาได้เลย มันไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากบ่อน้ำร้าง ผมต้องใช้เวลาและความอุตสาหะหลายปีเพื่อเฝ้าดูต้นกล้าเล็ก ๆ ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง และงานนี้ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างมหาศาล”

ถึงจะดีใจเพียงใด แต่ความในความสำเร็จขั้นแรกของพวกเขากลับอยู่ได้ไม่นานนัก หลังจากป่าเริ่มหยั่งรากและเติบโตขึ้นได้ราวหนึ่งปี ฝันร้ายที่คารีมเคยหวาดกลัวในวัยเด็กก็กลับมาเยือนอีกครั้ง เมื่อไฟป่ารุนแรงโหมกระหน่ำพัดผ่านผืนป่าที่เขารัก เปลวเพลิงแผดเผาทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ละเว้นแม้กระทั่งกล้าไม้ที่กำลังเติบโต 

ความสูญเสียในครั้งนี้ รุนแรงจนสามารถทำให้คนทั่วไปละทิ้งความตั้งใจและยอมแพ้ได้ง่าย ๆ แต่สำหรับอับดุล คารีม เถ้าถ่านเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขาหมดหวังแต่อย่างใด

“มันเป็นภาพที่โหดร้าย และทำลายจิตใจอย่างรุนแรง ที่ต้องทนเห็นหยาดเหงื่อและความพยายามทั้งหมดของพวกเราแปรสภาพ กลายเป็นเถ้าถ่านภายในชั่วพริบตา แต่ผมไม่ได้ยอมแพ้หรือถอดใจ ผมหยิบจอบขึ้นมาไว้ในมืออีกครั้งด้วยพลังใจและพลังกายที่เกิดขึ้นใหม่”

นับตั้งแต่วันนั้น คารีมเดินหน้าปลูกต้นไม้และขยายพื้นที่ป่าออกไปเรื่อย ๆ  จนปัจจุบันครอบคลุมเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 28 เอเคอร์ หรือราว 70 ไร่ และเขาก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในผืนป่าที่เขาสร้างขึ้นเอง ผืนป่าที่ตอนนี้ไดปล่อยให้ระบบนิเวศดำเนินไป โดยปราศจากการแทรกแซงทางเคมีหรือสารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

ป่า 70 ไร่ผืนนี้ได้รับการตรวจสอบและระบุพันธุ์ไม้จากนักวิทยาศาสตร์ ของสถาบันวิจัยป่าไม้แห่งรัฐเกรละ (KFRI) ในปี 1998 ว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก โดยได้รวบรวมพรรณไม้ไว้มากกว่า 800 ชนิด 

แน่นอนว่าคารีมไม่ได้เป็นผู้ลงมือปลูกพืชทั้ง 800 ชนิดนั้นด้วยตนเองทั้งหมด แต่เป็นเพราะเขาได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมไว้ ทำให้สัตว์ป่าและนกนานาชนิดเข้ามาอาศัยและทำหน้าที่คาบเมล็ดพืชป่าชนิดต่าง ๆ เช่น ลูกหว้าป่าหรือคัตตุกัญญา เข้ามาแพร่พันธุ์และขับถ่ายทิ้งไว้ เกิดเป็นความหลากหลายตามธรรมชาติอย่างที่ป่าปลูกทั่วไปไม่อาจเลียนแบบได้

“นี่คืออาณาจักรส่วนตัวของผม และหากต้องเลือก ผมจะเลือกอยู่ที่นี่แทนที่จะไปอยู่วอชิงตันเสียอีก”

มรดกเพื่อเพื่อนมนุษย์

เขตกาซาราก็อดขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ร้อนระอุที่สุดในรัฐเกรละ และมักจะเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้อย่างรุนแรงในช่วงฤดูร้อน แม้ว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงถึง 3,300 มิลลิเมตรก็ตาม นั่นเป็นเพราะโครงสร้างของหินศิลาแลงที่มีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาซึมไหลผ่านลงสู่ชั้นใต้ดินอย่างรวดเร็วและไหลหายไปหมด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพืชผลทางการเกษตร และการอุปโภคบริโภคของผู้คนในชุมชน

การเกิดขึ้นของผืนป่าขนาด 70 ไร่ของคารีม ช่วยชะลอการไหลของน้ำฝนและเพิ่มการซึมน้ำลงสู่ชั้นดิน จนกลายเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชนในช่วงหน้าแล้ง คารีมเลือกที่จะแจกจ่ายน้ำสะอาดเหล่านี้ให้แก่ชาวบ้านและครอบครัวในชุมชนนำไปใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในช่วงหน้าแล้งได้ ‘ฟรี’ โดยไม่เคยคิดเงินแม้แต่รูปีเดียว

โดยเขาได้ให้เหตุผลว่า “หากผมต้องการจะคิดเงินค่าน้ำพวกนั้นแม้เพียงแค่ลิตรละหนึ่งรูปี ผมก็สามารถทำเงินได้อย่างง่ายดายมากกว่า 50 ล้านรูปีในแต่ละปี แต่ผมไม่ต้องการเงินทองเหล่านั้น อัลเลาะห์ จะทรงดูแลความต้องการในชีวิตของผมเองเหมือนเช่นที่ผ่านมาเสมอ”

นอกจากนี้ คารีมยังได้อุทิศตนเดินทางไปบรรยายความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็ก ๆ ตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วทั้งรัฐโดยไม่เคยเรียกรับค่าตอบแทนใด ๆ เขาปรารถนาเพียงแค่ให้เยาวชนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติที่แท้จริง มากกว่าวิชาการในตำราเรียนเพียงอย่างเดียว และมักจะเชิญชวนให้เด็ก ๆ เข้ามาทัศนศึกษาและสัมผัสความงามในป่าที่เขาทุ่มเทสร้างมันขึ้นมาพร้อมชาวบ้านในพื้นที่

“ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าเด็ก ๆ จะต้องนั่งเรียนวิชาพีชคณิตไปอีกนานแค่ไหนกัน สิ่งเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีความสุขหรอก พวกเขาควรจะต้องทำความเข้าใจในอดีตและรากเหง้าของตนเองด้วย ผืนป่าเหล่านี้คือสถานที่ที่พวกเราทุกคนจากมาในอดีต”

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

จากผลงานการอุทิศตนตลอด 40 ปี เรื่องราวและประวัติของอับดุล คารีม และผืนป่าแห่งนี้จึงได้รับการยกย่องสูงสุดจากภาครัฐ โดยรัฐบาลเกรละได้ตัดสินใจนำเรื่องราวของเขาไปบรรจุเป็นบทเรียนในตำราเรียนภาษามาลายาลัมชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งแต่ปี 2005 และสภาการศึกษาแห่งชาติ (CBSE) ก็นำไปบรรจุในหลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ คารีมยังได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย รวมถึงจากสถาบันวิจัยป่าไม้แห่งรัฐเกรละ (KFRI) ในปี 1998 และมีผู้เชี่ยวชาญ นักสิ่งแวดล้อม รวมถึงคณะจาก Trinity College สหรัฐอเมริกา เดินทางมาศึกษาและสนทนากับเขาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ขาดสาย

ทุกวันนี้ คารีมยังคงปฏิเสธวิถีชีวิตที่หรูหรา เขาคัดค้านการสร้างบ้านหลังใหญ่และการมีรถยนต์คันโต เขาเลือกเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางสาธารณะ และใช้ชีวิตอย่างสมถะอยู่ท่ามกลางเสียงนกร้องและใบไม้ไหว 

“เสียงเพรียกจากพงไพรและธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้น ดำรงอยู่ในตัวตนของพวกเราทุกคน อย่าได้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันจนหลงลืมอดีตและรากเหง้าของตนเอง และพวกเราทุกคนต้องลงมือทำและปกป้องธรรมชาติก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้”

อับดุล คารีม: ชายผู้ทิ้งธุรกิจในดูไบ มาใช้เวลา 40 ปีปลูกป่าบนภูเขาหินจนกลายเป็นพงไพร 70 ไร่ด้วยสองมือ

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : แคปหน้าจอจากช่องยูทูป Good Food Movement