มิกิ มัตสึบาระ : จดหมายฉบับสุดท้ายของนางฟ้าเจ้าของเสียงร้อง ‘Stay With Me’

มิกิ มัตสึบาระ : จดหมายฉบับสุดท้ายของนางฟ้าเจ้าของเสียงร้อง ‘Stay With Me’

เรื่องราวของ ‘มิกิ มัตสึบาระ’ (Miki Matsubara) ศิลปิน City Pop เจ้าของเพลง ‘Mayonaka no Door (真夜中のドア) / Stay With Me’ ที่ยังดังก้องในหัวใจผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้

KEY

POINTS

 

“ฉันคงไม่สามารถทำเพลงต่อไปได้อีกแล้วด้วยเหตุผลบางอย่าง ฉันจะยกเลิกทุกอย่างแล้ว ทั้งโทรศัพท์ มือถือ และอีเมล เพราะฉะนั้นไม่ต้องตอบกลับข้อความนี้ก็ได้ และขอให้ได้ใช้ชีวิตแบบที่คุณจะไม่เสียใจภายหลัง… ได้โปรด ลืมเรื่องทั้งหมดสมัยที่ฉันร้องเพลงและแต่งเพลงไปเถอะนะ”

 

นี่คือข้อความในจดหมายฉบับสุดท้ายของ ‘มิกิ มัตสึบาระ’ (Miki Matsubara) ที่เธอส่งไปหาบริษัท เพื่อนร่วมวง คนรอบตัว และครอบครัวของเธอในปี 2000 ก่อนจะหันหลังให้กับวงการเพลงที่ซึ่งเคยเป็นพื้นที่แห่งความฝันและทั้งชีวิตของเธออย่างถาวร

ในปีนั้น มัตสึบาระได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย และเธออาจมีชีวิตต่อได้อีกเพียงสามเดือนเท่านั้น แต่เธอกลับต่อสู้โรคร้ายมาได้ถึงสี่ปี ตลอดช่วงเวลาที่เหลือ มัตสึบาระเลือกใช้ชีวิตอย่างเงียบงันอยู่กับครอบครัวโดยละห่างจากวงการดนตรีที่เธอรักสุดหัวใจ จนกระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม 2004 เธอจากโลกนี้ไปในวัยเพียง 44 ปี

แม้วันนี้จะครบรอบ 22 ปีที่เธอจากไป และแม้ว่าเธอจะเคยบอกให้ใครต่อใครลืมบทเพลงที่เธอเคยแต่งและชีวิตของเธอในฐานะนักร้องไปเสีย แต่กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนกลับไม่เคยลืมเสียงของเธอไปได้เลย อีกทั้งบทเพลงของเธอยังถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะบทเพลงเดบิวต์ของเธอ ‘Mayonaka no Door (真夜中のドア) / Stay With Me’ ที่ยังคงได้รับความนิยมไปทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

เด็กสาวที่ไม่เคยหยุดไล่ตามความฝัน

มิกิ มัตสึบาระเกิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1959 ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ทุก ๆ จังหวะแห่งการเติบโตของเด็กหญิงมิกิต่างเต็มไปด้วยเสียงดนตรี เธอเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่ 3 ขวบ โดยมีคุณแม่ของเธอที่เป็นนักร้องประจำคณะตลกที่อยู่ในรูปแบบวงดนตรีแจ๊ส ชื่อว่า ‘Crazy Cat’ เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจและทำให้เธอรักที่จะเดินในเส้นทางดนตรี

ช่วงมัธยมมัตสึบาระสนใจและชื่นชอบดนตรีร็อกเป็นพิเศษ เธอจึงเข้าร่วมวง ‘คุเระอิ’ (Kurei) วงดนตรีร็อกของโรงเรียน ต่อมาในปี 1975 เธอเข้าร่วมวง ‘โยชิโนะยะ’ (Yoshinoya Band) ในฐานะมือคีย์บอร์ด เธอและวงจะตะลอนเล่นดนตรีไปตามไลฟ์เฮาส์และคลับต่าง ๆ ในเกียวโต 

ในช่วงเวลานี้เองเธอได้ทดลองผสมผสานแนวดนตรีหลายแนว อย่างการนำความประณีตของดนตรีแจ๊สมาผสมเข้ากับความดิบและพลังของดนตรีร็อก จนเห็นได้ชัดว่าเด็กสาวคนนี้มีความอยากรู้อยากลองทางดนตรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และมักจะก้าวข้ามขอบเขตของแนวเพลงอยู่เสมอ

ทั้งครอบครัวและคนรอบตัวต่างมองว่าเธอเป็นเด็กเรียนดี ที่เล่นดนตรีได้ (ไม่) นิดหน่อย ใคร ๆ ก็เชื่อว่าเด็กฉลาดแบบเธอจะต้องเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความหลงใหลในดนตรีของเธอกลับไม่ได้จางหาย อีกทั้งความฝันที่อยากจะเป็น ‘นักร้องอาชีพ’ กลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเธอเลือกที่จะไม่เรียนต่อในมหาวิทยาลัย แล้วมุ่งหน้าสู่กรุงโตเกียวในปี 1977 เพื่อไล่ตามความฝันนั้นที่ดูเหมือนจะมีเพียงตัวเธอเองเท่านั้นที่เข้าใจในวัยเพียง 17 ปี 

 

“จากกล่องอัญมณีที่เรียกว่าชีวิต
ฉันอยากเลือกสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดในเวลานี้
แล้วทำให้มันเปล่งประกายในแบบของตัวฉันเอง
”

 

ไม่นานหลังจากนั้น ว่าที่เพชรเม็ดงามแห่งวงการเพลงญี่ปุ่นเม็ดนี้ก็ถูกค้นพบ สุ้มเสียงอันนุ่มนวลแต่กลับแข็งแรงของเธอดันไปเข้าหูนักเปียโนชื่อดังอย่าง ‘ยุซุรุ เซระ’ (Yuzuru Sera) ในขณะที่เธอกำลังแสดงอยู่ ณ ใจกลางกรุงโตเกียว ต่อมาเขาจึงแนะนำเธอให้ค่ายเพลงได้รู้จัก และนั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จดอกแรกในวงการดนตรีของมัตสึบาระ

 

เริ่มต้นจาก Stay With Me
สู่เส้นทางศิลปินอันรุ่งโรจน์

 

“Stay with me...
ฉันเคาะประตูเรียกหาเธอในยามเที่ยงคืน
ได้แต่อ้อนวอนขอให้เธอไม่จากฉันไป
แต่แล้วฤดูกาลครั้งนั้น ก็กลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
Stay with me...
ฉันยังคงพูดคำติดปากของเธอเหมือนเคย
โอบกอดช่วงเวลาที่เราสองคนเคยมีร่วมกัน
ฉันไม่เคยลืมเลือน
และยังคงเก็บมันไว้อย่างอบอุ่นเสมอมา
”

 

หากพูดถึงเพลง City Pop ผู้เขียนเชื่อว่าหนึ่งในเพลงที่ติดอยู่ในใจของใครหลาย ๆ คนคงจะมี ‘Mayonaka no Door / Stay With Me’ ของมิกิ มัตสึบาระ ด้วยท่อนฮุกติดหูที่ใครต่อใครต่างเผลอร้องตาม แม้ว่าจะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก และท่วงทำนองที่ชวนให้โยกตัวไปตามจังหวะ ที่ฟังดูราวกับว่าเป็นเพลงรักแสนสดใส แต่แท้จริงแล้วภายใต้ท่วงทำนองเหล่านั้นกลับซ่อนความขมขื่นของความรักที่เพิ่งจบลงเอาไว้

เนื้อเพลงเล่าผ่านมุมมองของหญิงสาวที่ยังไม่อาจทำใจจากคนรักที่เพิ่งจากไป เธอยังคงเฝ้ารออยู่ที่หน้าประตูในยามเที่ยงคืน และพร่ำนึกถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เพิ่งจบลง แม้จะเสียใจกับบทสรุปของความรักครั้งนี้ แต่เธอก็เลือกจะโอบกอดความทรงจำที่เคยมีไว้อย่างอบอุ่น

 

 

ความขัดแย้งระหว่างเสียงเพลงที่ฟังสนุกกับเรื่องราวที่แสนเศร้า คือหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของเพลง City Pop ที่มักหยิบเอาความเหงา ความสัมพันธ์ และชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ มาห่อหุ้มด้วยเสียงดนตรีที่ลื่นไหล สดใส และร่วมสมัย จนความเศร้าเหล่านั้นไม่ได้ฟังดูมืดมน แต่กลับกลายเป็นความเหงาที่อยู่ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ และ Mayonaka no Door / Stay With Me ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่ถ่ายทอดความย้อนแย้งที่ลงตัวนั้นออกมาได้ชัดเจนที่สุด

ในปี 1979 มิกิ มัตสึบาระเปิดตัวเข้าสู่วงการเพลงอย่างเป็นทางการด้วยเพลงนี้ ขณะมีอายุเพียง 19 ปี จากสาวโอซาก้าที่เติบโตมากับเสียงเปียโนและดนตรีแจ๊ส สู่เจ้าของเสียงร้องนุ่มนวลแต่แข็งแรงอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในเสียงที่ผู้คนจดจำจากยุค City Pop มากที่สุด ถึงขนาดที่ ‘เท็ตสึจิ ฮายาชิ’ (Tetsuji Hayashi) ผู้เรียบเรียงเพลงนี้ยังกล่าวว่า “ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะมีน้ำเสียงที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้น เกินกว่าอายุจริงของเธอมาก แต่มันก็มีความเป็นแจ๊สอยู่ในนั้น… และก็มีเสน่ห์เย้ายวนอีกด้วย”

พรสวรรค์ด้านการร้องเพลงของเธอได้รับการยอมรับแทบจะทันทีหลังเข้าสู่วงการ เมื่อ Mayonaka no Door / Stay With Me ออกวางจำหน่าย เพลงก็ทะยานขึ้นชาร์ต Oricon สู่อันดับ 28 พร้อมทำยอดขายได้มากกว่า 100,000 แผ่น

 

ไปไกลกว่าแค่ ‘ศิลปินเดี่ยว’

มัตสึบาระก้าวไปไกลกว่าขีดจำกัดของการเป็นศิลปินเดี่ยว เธอก่อตั้งวงดนตรีของตัวเองในชื่อ ‘Dr. Woo’ เพื่อสร้างเสียงดนตรีที่ผสมผสานระหว่างป๊อปและแจ๊ส ซึ่งล้วนเป็นแนวดนตรีที่เธอหลงใหลมาตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักดนตรี ความสนใจในดนตรีแจ๊สของเธอยังพาไปไกลกว่าวงการเพลงญี่ปุ่น เมื่อเธอมีโอกาสร่วมงานกับ ‘Dr. Strut’ วงแจ๊สฟิวชันของค่ายเพลง Motown จากสหรัฐฯ

หลังจากผลงานของเธอเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของผู้ฟังจากทั่วทั้งโลก มัตสึบาระก็ยังคงออกผลงานอย่างต่อเนื่อง และเธอไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จของเพลงป๊อป แต่กลับทดลองสำรวจพื้นที่ทางดนตรีใหม่ ๆ อยู่เสมอ ทั้งในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง และนักประพันธ์เพลงผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินคนอื่น ๆ 

ในช่วงทศวรรษ 1980 โลกดนตรีของเธอยังขยายไปสู่วงการอื่น โดยเฉพาะวงการอนิเมะ โดยเธอมีส่วนร่วมร้องเพลงประกอบให้กับผลงานอย่าง Gu-Gu Ganmo และ Dirty Pair: Project Eden และใช้ชื่อ ‘ซูซี่ มัตสึบาระ’ (Suzie Matsubara) ในบางผลงาน เพื่อสร้างตัวตนทางดนตรีอีกด้านหนึ่งของเธอ อีกทั้งเพลง ‘The Winner’ ของเธอก็ได้กลายเป็นเพลงเปิดของอนิเมะชุดพิเศษเรื่อง Mobile Suit Gundam 0083: Stardust Memory

 

เมื่อแสงอันรุ่งโรจน์เริ่มลับลา

ในวันที่เธอพบว่าตนเองเป็นป่วย เธอก็ยังคงร้องและทำเพลงต่อไปโดยที่ไม่บอกให้คนรอบข้างรับรู้ กระทั่งวันที่โรคร้ายลุกลามจนไร้ทางรักษา เธอจึงเลือกที่จะหายไปจากวงการอย่างเงียบ ๆ และตัดขาดจากโลกดนตรีที่ซึ่งเธออุทิศทั้งชีวิตให้โดยสิ้นเชิง ขนาดที่มีข่าวลือว่าในปี 2003 เธอเผาทำลายโน้ตเพลงและแผ่นเสียงที่เธอสะสมไว้ทิ้งทั้งหมด

 

“สำหรับตัวฉันเอง เรื่องทั้งหมดนั้นได้ถูกรีเซ็ตไปแล้ว
ถ้าเรื่องพวกนั้นถูกพูดถึงขึ้นมาอีก
ฉันจะไม่สามารถเดินไปสู่อนาคตได้
ตัวฉันที่อ่อนแอแบบนั้นก็จะกลับมาอีกครั้ง
”

 

การตัดขาดจากผู้คนในวงการดนตรี รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการทำลายผลงานของตัวเอง ทำให้หลายคนอาจเข้าใจว่า มัตสึบาระกำลังหันหลังให้กับชีวิตในฐานะนักดนตรี หรือถึงขั้นมองว่าดนตรีคือสิ่งที่นำเธอมาสู่จุดจบ แต่ความจริงแล้วกลับตรงข้าม

เธอไม่ได้พยายามหนีจากเสียงดนตรีหรือตัดขาดจากตัวตนในอดีต กลับกันเธอเพียงอยากมีชีวิตต่อไป เพื่อสักวันหนึ่งจะได้กลับไปทำสิ่งที่รักอีกครั้ง ในวันที่ร่างกายแข็งแรงพอ 

แม้ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขณะที่สติของเธอค่อย ๆ เลือนรางลงทีละน้อย คนใกล้ชิดยังได้ยินเธอฮัมเพลงที่ชื่นชอบอยู่เสมอ ราวกับว่าแม้จะตัดขาดจากโลกดนตรีไปแล้ว เสียงเพลงก็ยังไม่เคยหายไปจากตัวเธออย่างแท้จริง

วันที่ 7 ตุลาคม 2004 มิกิ มัตสึบาระจากไปด้วยโรคแทรกซ้อน หลังจากต่อสู้กับมะเร็งปากมดลูกมานานราวสี่ปี เธอจากไปในวัย 44 ปี โดยไม่ทันได้เห็นว่าเสียงเพลงที่เธอสร้างด้วยความรักทั้งหมด จะกลับมาเดินทางไปไกลกว่าที่เธอเคยคาดคิดในยุคต่อมา

แม้จะผ่านไปแล้ว 22 ปี ไม่ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ที่ไหน โปรดรับรู้ว่าเสียงเพลงของเธอยังของก้องกังวาลและยังคงสร้างความสุขให้แก่ผู้ฟังทั่วโลกอยู่เสมอ

เธอคือ ‘มิกิ มัตสึบาระ’ นางฟ้าแห่งวงการ City Pop ผู้พร่ำร้องประโยค “อยู่กับฉันนะ” แม้ในวันที่ตัวเธอเอง “ไม่อยู่” อีกแล้ว

 

อ้างอิง

Fleming, F. (2021, May 5). The life of Miki Matsubara. The Mycenaean. 

Hernon, M. (2024, October 7). Miki Matsubara: A city pop icon | Spotlight. Tokyo Weekender. 

Paugam, V. (2021, January 19). The tragic end & lasting appeal of Miki Matsubara. Van Paugam. 

Princen, G. (2024, October 11). Miki Matsubara - The timeless queen of city pop. Yokogao Magazine.