‘ลุดวิก เยอรันซัน’ นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งเสียงคนโปรด ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’

‘ลุดวิก เยอรันซัน’ นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งเสียงคนโปรด ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’

จากเด็กชายที่เคยหวังจะได้ Nintendo แต่กลับได้รับเครื่องดนตรีเป็นของขวัญ สู่หนึ่งในนักประพันธ์เพลงที่สร้างเสียงให้กับโลกภาพยนตร์ ตั้งแต่ Black Panther, The Mandalorian ไปจนถึง Oppenheimer ทำความรู้จัก ‘ลุดวิก เยอรันซัน’ นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งเสียง ผู้เชื่อว่าดนตรีไม่ควรมีสูตรสำเร็จ และทุกเรื่องราวควรมีเสียงของตัวเอง

KEY

POINTS

“...และพ่อกับแม่ที่อยู่ด้านบนนั้น ขอบคุณนะครับที่มอบกีตาร์กับดรัมแมชชีนให้ผม แทนที่จะเป็นวิดีโอเกม ขอบคุณครับ…”

เจ้าของประโยคนี้คือชายหนุ่มผมยาวผู้ประคองโทรฟีรางวัลออสการ์ตัวที่ 2 ในชีวิตที่เขาเพิ่งได้รับด้วยมือทั้งสอง หากฟังผิวเผิน ประโยคนี้เป็นเพียงแค่คำแซวพ่อแม่ด้วยเสียงกลั้วหัวเราะที่กลายเป็นไวรัลพาดพิงวงการเกมโดยไม่เจตนา แต่หากมองลึกลงไปในเส้นทางชีวิตของเขา จะเข้าใจทันทีว่า ‘ลุดวิก เยอรันซัน’ (Ludwig Göransson) ไม่ได้พูดอะไรที่เกินเลยไปจากความจริงเลยแม้แต่นิดเดียว

เพราะถ้าหากวันนั้น เด็กชายไม่ได้รับของขวัญเป็นบรรดาเครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับดนตรีและการบันทึกเสียง วันนี้เราคงไม่รู้จักชายวัย 41 หมาด ๆ ที่กลายมาเป็นอีกบุคคลสำคัญของโลกภาพยนตร์และดนตรีร่วมสมัยในยุคนี้ จากการเป็นผู้คัดสรรความหลากหลายทางดนตรี เป็นโปรดิวเซอร์ผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินฮิปฮอประดับโลก รังสรรค์สำเนียงแห่งเรื่องราวเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้กำกับภาพยนตร์วิสัยทัศน์ไกล และเราคงไม่รู้จักชายผมยาวผู้ไม่หยุดตัวเองแค่ในสตูดิโอ แต่ออกไปค้นหาสุ้มเสียงใหม่ ๆ ในอีกซีกโลก เพื่อเปลี่ยนเสียงดนตรีให้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความรู้สึกได้อย่างทรงพลังและยากเกินจะคาดเดา

สตูดิโอใต้ดิน

อาจดูซ้ำซาก แต่ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า ‘ลุดวิก เอมิล โทมัส เยอรันซัน’ (Ludwig Emil Tomas Göransson) เกิดมาเพื่อเป็นนักดนตรีอย่างแท้จริง ลูกชายคนเล็กของครอบครัวเติบโตขึ้น ณ เมืองลินเชอปิง (Linköping) ในเขตเอิสเตอร์เยิตลันด์ (Östergötlands) ประเทศสวีเดน โดยมีพ่อ ‘โทมัส’ (Tomas Göransson) ครูสอนกีตาร์ และแม่ ‘มาเรีย’ (Maria Göransson) นักจัดดอกไม้และนักเปียโนชาวโปแลนด์ รวมถึง ‘เจสสิกา’ (Jessika Göransson) พี่สาวที่เล่นไวโอลินที่หล่อหลอมเขาตั้งแต่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก ตอนแรกโทมัสตั้งใจจะให้ชื่อลูกชายว่า ‘อัลเบิร์ต’ ตามชื่อของ ‘อัลเบิร์ต คิง’ (Albert King) มือกีตาร์บลูส์ระดับตำนาน แต่มาเรียยืนกรานว่าเด็กคนนี้ต้องชื่อว่าลุดวิก ตามชื่อของคีตกวี ‘ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน’ (Ludwig van Beethoven) เท่านั้น

กีตาร์คือเครื่องดนตรีแรกที่เด็กชายลุดวิกหัดเล่นเมื่อตอนอายุได้ 6 ขวบ เขานั่งเล่นกีตาร์กับพ่อ มันแทบไม่ใช่การซ้อมติวเข้ม แต่เป็นแค่การนั่งเล่นกีตาร์ร่วมกันแบบค่อยเป็นค่อยไป “ตอนผมอายุสักประมาณ 6-7 ขวบ ผมนั่งเล่นกีตาร์กับพ่อวันละประมาณ 10-15 นาที เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผมกับพ่อได้อยู่ด้วยกัน เล่นเพลงง่าย ๆ กัน ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ แค่รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ได้อยู่กับพ่อ” นอกจากที่บ้าน โรงเรียนก็เป็นแหล่งบ่มเพาะดนตรีชั้นดี เขาได้มีโอกาสหัดเล่นขลุ่ยรีคอร์เดอร์จนถึงขั้นมีไว้ในครอบครองถึง 6 เลา ส่วนที่โรงเรียนสอนดนตรีก็เปิดโอกาสให้เขาทดลองเล่นทั้งเปียโน แซกโซโฟน และกลองชุด เพื่อทดลองค้นหาว่าจะเอาสุ้มเสียงของเครื่องดนตรีต่างชนิดไปสรรสร้างอะไรได้บ้าง 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่โลกของดนตรีอย่างเต็มตัว เกิดขึ้นเมื่อตอนอายุได้เกือบ 9 ขวบ เด็กชายเยอรันซันได้รับของขวัญวันเกิดที่ไม่เหมือนเด็กคนไหนเคยได้รับ ครอบครัวเปลี่ยนห้องใต้ดินให้กลายเป็นสตูดิโอย่อม ๆ ที่ทำให้เด็กชายลุดวิกสนุกสนานกับการฟังเพลง หัดเล่น หัดแต่งเพลง ทดลองทำเพลง และบันทึกเสียงด้วยตัวเองในแบบที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องเล่นเกม 

“...หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี ผมตื่นเต้นมาก เพราะคิดว่า เอาละ วันเกิดปีนี้ผมน่าจะได้ของขวัญเป็นเครื่องเกม Nintendo แน่ ๆ ถึงกับจินตนาการว่าพ่อกับแม่คงแอบเตรียมของขวัญแล้วเอาไปซ่อนไว้ในรถ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับเป็นเครื่องบันทึกเสียงเทปคาสเซ็ตต์แบบ 4 แทร็กแทน 

“...ผมเอามันไปไว้ที่ห้องใต้ดิน แล้วผมก็แทบไม่ได้ออกมาจากห้องนั้นอีกเลย แล้วหลังจากนั้นทุกวันเกิด ผมก็มักจะได้ของขวัญที่เกี่ยวกับดนตรีอยู่เสมอ มันมักจะเป็นอุปกรณ์ดนตรีอะไรสักอย่างที่เข้ามาทดแทนความอยากได้เครื่องเล่นวิดีโอเกม บางปีผมก็ได้ดรัมแมชชีน บางปีก็ได้เครื่องบันทึกเสียงดิจิทัลแบบ 8 แทร็ก หรือไม่ก็กีตาร์ตัวใหม่”    

เฮฟวีเมทัล 

ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระชากเขาออกไปสู่โลกดนตรีอันกว้างใหญ่กว่าที่เขาเคยพบ คือเสียงแผดกร้าวของดนตรีเฮฟวีเมทัล “พ่อของผมเป็นครูสอนกีตาร์ครับ ตอนแรกเขาสอนกีตาร์คลาสสิก แล้วก็หันมาเล่นแนวบลูส์ พ่อเขาชอบบลูส์กับโซลมาก ๆ จนวันหนึ่ง ลูกศิษย์ที่เรียนกีตาร์กับพ่อเอาอัลบั้ม ‘Metallica’ (1991) มาให้ และถามว่าพ่อจะสอนเพลงพวกนี้ให้เขาเล่นได้ไหม พ่อตอบว่า ‘ไม่มีทาง ฉันไม่ชอบเพลงพวกนี้’ แต่สุดท้ายพ่อก็เอาอัลบั้มนั้นกลับมาบ้านนะครับ เพราะเขาก็อยากเป็นครูที่ดีด้วย เขาคิดว่าตัวเองควรเรียนรู้เพลงพวกนี้เอาไว้สอนลูกศิษย์บ้าง”

“ตอนนั้นผมจำได้ว่าอยู่ในบ้าน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงประหลาด ๆ ดังออกมาจากห้องใต้ดินที่เราใช้เป็นสตูดิโอ ผมเลยเดินลงไป เห็นพ่อกำลังโยกหัวอย่างเมามันอยู่หน้าเครื่องเล่นนั่น เขากำลังเปิดเพลง ‘Enter Sandman’ ของ Metallica ตอนนั้นผมคิดทันทีว่า ‘นี่มันเสียงอะไรกัน ไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน’ แล้วก็เกิดคำถามขึ้นในหัวว่า แล้วผมจะเล่นแบบนั้นได้ยังไง ผมไม่เคยเห็นพ่อปลดปล่อยตัวเองแบบนั้นมาก่อน เหมือนว่าผมได้เห็นพ่อในอีกด้านที่ผมไม่เคยรู้จักเลย”

เสียงคำรามจากเพลงเฮฟวีเมทัล ทำให้เขาหลงใหลถึงขั้นจับกีตาร์มาฝึกเล่นวันละ 3-4 ชั่วโมง “ตอนนั้นผมพอจะเล่นกีตาร์ได้บ้างแล้ว เลยสามารถแกะเพลงและเล่นริฟฟ์ต่าง ๆ ได้ค่อนข้างเร็ว รวมทั้งท่อนโซโล่กีตาร์ด้วย แต่หลังจากนั้นมันก็กลายมาเป็นสิ่งที่พวกเราทำด้วยกัน ผมกับพ่อได้ไปดู Metallica เล่นสดด้วยกัน เอาเพลงของวงมาเล่นด้วยกัน และหลังจากนั้นผมก็เริ่มตั้งวงดนตรีของตัวเอง แล้วหลังจากวินาทีนั้นผมก็ทุ่มเทให้กับดนตรีอย่างเต็มตัว”

ดนตรีคลาสสิก 

เยอรันซันยอมรับว่า เขาเคยดาวน์โหลดเพลงผิดลิขสิทธิ์จากโปรแกรมแชร์เพลง Napster ในทางหนึ่งมันคือวิธีลัดที่จะทำให้เขาได้ฟังเพลงที่หลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่เพลงคลาสสิก รวมทั้งเพลงประกอบภาพยนตร์ เขาชื่นชอบผลงานของนักประพันธ์ระดับตำนานทั้งจอห์น วิลเลียมส์ (John Williams) เจ้าของสกอร์หนัง ‘Star Wars’ และแดนนี เอลฟ์แมน (Danny Elfman) ที่เขาได้ฟังผลงานสกอร์หนัง ‘Edward Scissorhands’ (1990) แล้วถึงกับร้องไห้ เอลฟ์แมนคือแรงบันดาลใจให้เขาลงมือแต่งเพลงคลาสสิก ‘Five Minutes to Christmas’ และได้มีโอกาสนำไปบรรเลงโดยวงออร์เคสตรามืออาชีพ และเมื่อได้ยินเสียงที่บรรเลงผ่านตัวโน้ตที่เขาบรรจงเขียนผ่านนักดนตรีแบบสด ๆ เขาก็ค้นพบว่า นี่แหละคือสิ่งที่เขาอยากจะทำเป็นอาชีพ 

เพื่อมุ่งไปให้สุดสาย เขาได้เข้าเรียนด้านกีตาร์แจ๊สที่ Royal College of Music in Stockholm สถาบันดนตรีเก่าแก่ของเมืองหลวงที่รับนักศึกษาหลักสูตรปริญญาตรีเพียง 16 คนต่อปี และถึงแม้เยอรันซันจะมีฝีมือด้านดนตรีอยู่พอตัว แต่เมื่อต้องพบเจอกับเพื่อนร่วมชั้นที่เก่งกว่ามาก เขาจึงยิ่งต้องหมั่นฝึกซ้อม หมั่นแต่งเพลงอย่างหนักจนจบการศึกษา ก่อนจะมุ่งไปยังเส้นทางการทำเพลงประกอบภาพยนตร์ เขาจึงตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงดินแดนฮอลลีวูด เพื่อเรียนต่อหลักสูตรการเขียนดนตรีประกอบภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่มหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย (University of Southern California - USC)   

ไรอัน คูเกลอร์ 

ปี 2007 เยอรันซันกำลังเล่นพูลอยู่ในงานปาร์ตี้ของบ้านพักนักศึกษา จังหวะนั้น เขาได้พบกับ ‘ไรอัน คูเกลอร์’ (Ryan Coogler) ชายหนุ่มผิวดำนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ อดีตนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ไว้ผมทรงเดรดล็อกยาวเฟื้อย เขาเปิดประเด็นชวนคุยเรื่องศิลปินอินดี้จากสวีเดนที่ยังดังแค่ในประเทศแบบออกรส ซึ่งทำให้เยอรันซันแปลกใจในความรอบรู้ ความแตกต่างของทั้งคู่ขยายกลายเป็นวงสนทนา และเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพอันยาวนาน และเพื่อนร่วมงานที่เหนียวแน่นในเวลาต่อมา 

“ไรอันเป็นเพื่อนคนแรก ๆ ของผมในอเมริกาเลยครับ เรามาจากภูมิหลังที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ผมมาจากสวีเดน ส่วนเขามาจากเบย์แอเรีย (Bay Area) เรามาจากคนละซีกโลก แต่เราได้เจอกันที่หอพักในมหาวิทยาลัยและกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน หลังจากนั้นก็ได้ทำงานด้วยกัน สิ่งที่เชื่อมโยงเราไว้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นก็คือบทสนทนาเรื่องดนตรีและภาพยนตร์”

เวลานั้น เยอรันซันเก็บประสบการณ์ด้วยการรับทำเพลงประกอบหนังสั้นของนักศึกษามาแล้วนับสิบเรื่อง จนกระทั่ง 6 เดือนหลังพบกันครั้งแรก คูเกลอร์ได้ขอให้เยอรันซันทำดนตรีประกอบหนังสั้นเรื่อง ‘Locks’ (2009) เยอรันซันฉายแววการเป็นนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไม่เหมือนใครด้วยการผสมองค์ประกอบที่แต่งขึ้นจากกีตาร์ราวกับต่อจิ๊กซอว์ เสียงเพลงสกอร์แสนดิบเถื่อนแต่จริงใจเป็นสิ่งที่คูเกลอร์ประทับใจในความสามารถของเพื่อนคนนี้ และนับจากนั้น ก็แทบไม่มีหนังของคูเกลอร์เรื่องไหนที่ไม่มีสุ้มเสียงจากดนตรีประกอบของเยอรันซัน 

ซิตคอม

เยอรันซันเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยของ ‘ธีโอดอร์ ชาปิโร’ (Theodore Shapiro) นักประพันธ์เจ้าของผลงาน ‘Idiocracy’ (2006) และ ‘The Devil Wears Prada’ (2006) และ ‘Tropic Thunder’ (2008) งานแรก ๆ ที่เปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้กระบวนการทำสกอร์ในฮอลลีวูด ตั้งแต่การทำงานในสตูดิโอ การบันทึกเสียงกับวงออร์เคสตรา ไปจนถึงการออกแบบดนตรีให้ทำงานสอดคล้องกับภาพบนจอ จนเมื่อชาปิโรมีงานล้นมือ เยอรันซันได้รับโอกาสให้ทำดนตรีประกอบซิตคอม ‘Community’ (2009–2015) ของช่อง NBC ซึ่งกลายเป็นทั้งงานใหญ่และบททดสอบครั้งสำคัญ เพราะเขาต้องทำงานเป็นผู้ช่วยของชาปิโรในช่วงกลางวัน ก่อนกลับมาแต่งเพลงซิตคอมตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงตี 3 ของวันใหม่แทบทุกวัน

แม้ตารางงานจะหนักหน่วง แต่เยอรันซันกลับมองซิตคอม Community เป็นเสมือนโรงเรียนที่เคี่ยวกรำให้เขาทำงานภายใต้เวลาจำกัด โจทย์แนวเพลงที่เปลี่ยนไปในทุกตอน และเรียนรู้ถึงบทบาทและจังหวะการวางเพลงในแต่ละซีน ประสบการณ์ตลอด 6 ปีทำให้เขาสามารถทำงานกับดนตรีได้หลากหลายรูปแบบ และนำไปสู่งานแต่งเพลงประกอบซีรีส์ 3 เรื่องในคราวเดียว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ซิตคอม Community ยังเป็นที่ที่ทำให้เขาได้พบและรู้จักกับ ‘โดนัลด์ โกลเวอร์’ (Donald Glover) นักแสดงนำที่กำลังจะกลายไปเป็นศิลปินฮิปฮอปนาม ‘Childish Gambino’ เป็นครั้งแรกอีกด้วย 

Childish Gambino  

ปี 2010 ในซีซันแรกของ Community โกลเวอร์ต้องเข้ามาบันทึกเสียงเพลง ‘Somewhere Out There’ จากหนังแอนิเมชัน ‘An American Tail’ (1986) เวอร์ชันแทงโก้สุดฮา โดยมีเยอรันซันเป็นผู้ควบคุมการบันทึกเสียง ความสนุกจากการทำงานครั้งนั้นทำให้โกลเวอร์ส่งเดโมทางอีเมลเพื่อชักชวนเขามาช่วยมิกซ์เสียงและเป็นโปรดิวเซอร์ให้ เขาลังเลในตอนแรก ไม่ใช่เพราะไม่คุ้นเคยกับเพลงป๊อปหรือฮิปฮอป แต่สิ่งที่เขาไม่แน่ใจคือ นักแสดงอเมริกันจะทำเพลงออกมาได้ดีขนาดไหนกัน

แต่เมื่อได้ฟังเดโม เขากลับพบว่าโกลเวอร์มีศักยภาพมากกว่าที่คิด เขาจึงตกลงช่วยในฐานะโปรดิวเซอร์ และร่วมงานกันในฐานะ Childish Gambino ทั้งมิกซ์เทป ‘Culdesac’ (2010) อัลบั้ม ‘Camp’ (2011) ก่อนจะขยับไปทดลองแนวทางใหม่ในอัลบั้ม ‘Because the Internet’ (2013) และ ‘Awaken, My Love!’ (2016) ที่เปลี่ยนภาพจำไปสู่แนวไซคีเดลิก-ฟังก์ อาร์แอนด์บี และโซลยุค 70s จนทำให้ซิงเกิล ‘Redbone’ ได้รับความนิยม และคว้ารางวัล Grammy Awards สาขาการแสดงอาร์แอนด์บีแบบดั้งเดิมยอดเยี่ยมมาครอง พวกเขาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับซิงเกิลสุดดุเดือด ‘This Is America’ ผ่านองค์ประกอบแบบ Afrobeat คึกคัก ตัดกับจังหวะแทร็ปมืดหม่นน่ากลัว และเนื้อหาที่ว่าด้วยวงจรแห่งรุนแรง เยอรันซันใช้เทคนิคซ้อนเสียงร้องหลายชั้นคล้ายกับการประสานเสียงแบบกอสเพล จนสามารถคว้ารางวัล Grammy Awards ไปได้ถึง 4 สาขา

Creed / Black Panther / Sinners 

หลังจากช่วยเหลือเกื้อกูลตั้งแต่สมัยเรียน เยอรันซันได้รับการทาบทามจากคูเกลอร์ให้กลับมาร่วมงานในหนังยาวเรื่องแรก ‘Fruitvale Station’ (2013) หนังดัดแปลงจากเรื่องจริงของชายผิวดำซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสังหารที่สถานีรถไฟใต้ดินในคืนวันปีใหม่ โดยเยอรันซันไปบันทึกเสียงบรรยากาศ และเสียงรถไฟจากสถานที่เกิดเหตุจริงมาใช้เป็นองค์ประกอบทางดนตรีก่อนกลับมาร่วมงานอีกครั้งในหนังดราม่ากีฬามวย ‘Creed’ (2015) ความท้าทายของงานนี้คือ เยอรันซันต้องการสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับเพลงสกอร์ในตำนานของแฟรนไชส์ ‘Rocky’ ที่ประพันธ์โดย ‘บิล คอนติ’ (Bill Conti) เยอรันซันจึงผสมผสานจังหวะแทร็ปฮิปฮอปเข้ากับวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ และเสียงบันทึกจากค่ายมวยจริง ทั้งเสียงกระโดดเชือก เสียงนวมชกกระสอบทราย และเสียงลมหายใจนักมวยเพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของสกอร์ 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อตอนที่ทั้งคู่ร่วมงานกันอีกครั้งใน ‘Black Panther’ (2018) เมื่อเยอรันซันต้องสร้างเสียงให้กับอาณาจักรวากานด้าที่ไม่มีอยู่จริง เขาจึงเดินทางไปยังทวีปแอฟริกาใต้ ณ ประเทศเซเนกัลและมอริเตเนีย เพื่อศึกษารากเหง้าดนตรีแอฟริกันจาก ‘บาบ้า มาล’ (Baaba Maal) ศิลปินชาวเซเนกัล เพื่อเรียนรู้ทั้งเครื่องดนตรีและรูปแบบการร้องพื้นถิ่น และยังได้เรียนรู้การนำเสียงกลองที่มีจังหวะคล้ายเสียงพูดมาใช้ในเพลงธีมของ ‘เจ้าชายทีชัลลา’ ศึกษาการเล่นขลุ่ยฟูลา (Fula) นำมาใช้กับธีมของคิลมองเกอร์ ผสานกับวงออเคสตราสไตล์ยุโรปและเทคนิคแบบดนตรีฮิปฮอป จนทำให้เยอรันซันได้รับรางวัลออสการ์ สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรกในชีวิต 

ทั้งคู่กลับมาร่วมงานอีกครั้งใน ‘Sinners’ (2025) หนังระทึกขวัญที่พาผู้ชมย้อนสู่รัฐมิสซิสซิปปียุค 1930 ท่ามกลางวัฒนธรรมบลูส์ของชุมชนคนผิวดำ โดยเยอรันซันได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร ก่อนจะลงมือค้นคว้ารากเหง้าดนตรีแอฟริกัน-อเมริกัน และดนตรีบลูส์ดั้งเดิมอย่างจริงจัง เขาต้องย้ายไปอยู่ในกองถ่ายนานถึง 4 เดือน ส่วนฉากไฮไลต์ที่ตัวละครแซมมีร้องเพลง ‘I Lied to You’ พร้อม ๆ กับการเล่าประวัติศาสตร์ดนตรีสุดเซอร์เรียล เยอรันซันต้องทำเพลงควบคู่ไปกับการวางตำแหน่งนักแสดง นักดนตรี ดีเจ นักเต้น และออกแบบคิวการเคลื่อนกล้องอย่างแม่นยำ เพื่อให้ดนตรีสัมพันธ์กับการแสดงได้อย่างกลมกลืนที่สุด ผลงานความดิบแปลกนำพาให้เขาคว้ารางวัลออสการ์ตัวที่ 3 ในชีวิตมาครองได้สำเร็จ 

The Mandalorian

การก้าวเข้าสู่จักรวาล Star Wars นับเป็นหนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในอาชีพนักประพันธ์เพลงของเยอรันซัน เพราะเขาต้องรับไม้ต่อจากวิลเลียมส์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเส้นทางอาชีพนักประพันธ์เพลง โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากเพื่อนซี้อย่างคูเกลอร์ที่แนะนำชื่อเขาให้ ‘จอน ฟาฟโรว์’ (Jon Favreau) ผู้กำกับและโชว์รันเนอร์รู้จัก เยอรันซันเลือกไม่ย่ำรอยวิลเลียมส์ แต่สร้างภาษาดนตรีใหม่ที่ผสมความดิบ ล้ำยุค และอิทธิพลจากหนังซามูไรและหนังคาวบอยตะวันตกเข้ากับกลิ่นอายคลาสสิกของ Star Wars เขาเดินทางไปเยี่ยมถึงกองถ่าย ก่อนเก็บตัวอยู่ในสตูดิโอนาน 1 เดือนโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและความรู้สึกตื่นเต้นแบบเดียวกับตอนวัยเด็กที่ได้ยินสกอร์หนัง Star Wars ครั้งแรก

เยอรันซันทดลองเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์หลายขนาด รวมถึง Bass Recorder ขนาดใหญ่มาทดลองใส่เอฟเฟกต์รีเวิร์บ (Reverb) และดีเลย์ (Delay) จนเกิดเป็นเสียงลึกลับหนักแน่นคล้ายล่องลอยอยู่ในอวกาศ ผสานเข้ากับเสียงของซินธิไซเซอร์รุ่นเก่า จนกลายเป็นแทร็ก ‘Mandalorian Theme’ ในซีรีส์ ‘The Mandalorian’ (2019–2023) ซึ่งวางรากฐานทางดนตรีให้กับจักรวาลซีรีส์ของ Star Wars ในเวลาต่อมา เขากลับมารับหน้าที่อีกครั้งในฉบับภาพยนตร์ ‘The Mandalorian and Grogu’ (2026) โดยยกระดับวงออเคสตราจาก 70 ชิ้นเป็น 106 ชิ้น พร้อมคณะนักร้องประสานเสียง 64 คน ขณะที่ผลงานใน 2 ซีซันแรกส่งให้เขาคว้ารางวัลสาขาการประพันธ์ดนตรีประกอบยอดเยี่ยมสำหรับซีรีส์ จากเวที Primetime Emmy Awards 2 รางวัลติดต่อกัน

คริสโตเฟอร์ โนแลน

จุดเริ่มต้นการร่วมงานของเยอรันซันกับผู้กำกับแถวหน้า ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ (Christopher Nolan) เกิดขึ้นใน ‘Tenet’ (2020) เมื่อเขาต้องรับหน้าที่ทำเพลงสกอร์แทน ‘ฮานส์ ซิมเมอร์’ (Hans Zimmer) ที่ปฏิเสธงานเพื่อไปทำเพลงสกอร์ ‘Dune: Part One’ (2021) โนแลนเปลี่ยนวิธีทำงานของเยอรันซันด้วยการให้เขาเข้ามาร่วมอ่านบทล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนถ่ายทำ เพื่อสร้างโลกแห่งเสียงไปพร้อมกับหนังทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่ทำสกอร์หลังจากถ่ายทำเสร็จ ระหว่างถ่ายทำจึงมีการฟังเดโมอยู่เรื่อย ๆ และไม่มีการใช้ Temp Track หรือการใช้เพลงจากหนังเรื่องอื่นมาอ้างอิงในการตัดต่อดราฟต์แรกอย่างเด็ดขาด 

เขาพยายามลดบทบาทของวงออร์เคสตรา และหันมาใช้ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แนวทดลองเป็นหลัก โดยทดลองบันทึกเสียงแล้วเล่นย้อนกลับ (Reverse) เพื่อให้นักดนตรีเล่นตาม ขณะเดียวกัน โควิด-19 ก็เป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาต้องแยกบันทึกเสียงนักดนตรีกว่า 70 คนจากที่บ้าน และยังได้ร่วมงานกับศิลปินแรปเปอร์ ‘ทราวิส สก็อตต์’ (Travis Scott) ในการทำเพลงท้ายเครดิต ‘The Plan’ เพื่อสร้างอารมณ์ต่อเนื่องหลังหนังจบ รวมทั้งยังนำเสียงของสก็อตต์ที่บันทึกไว้มาผสมกระจายอยู่ในสกอร์ทั่วทั้งเรื่องด้วย

ใน ‘Oppenheimer’ (2023) คราวนี้โนแลนมีโจทย์ต้องการให้เพลงสกอร์ของเยอรันซันเป็นตัวแทนพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในความคิดของ ‘เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์’ (J. Robert Oppenheimer) โดยมีไวโอลินเป็นพระเอก เขาจึงดึงเอาภรรยานักไวโอลิน ‘เซรีนา แมคคินนีย์’ (Serena McKinney) มาช่วยกันทดลองหาสุ้มเสียงที่สะท้อนจิตใจของตัวละคร ตั้งแต่ความพิศวงแห่งการค้นพบในต้นเรื่อง ไปจนถึงแทร็กแห่งการทดลองอันน่าตื่นเต้นใน ‘Can You Hear the Music’ ที่มีการเปลี่ยนจังหวะ 21 ครั้งจาก 80 จนถึง 360 BPM ภายในเทคเดียว ก่อนพาเข้าสู่ทำนองแห่งหายนะและความสิ้นหวังใน ‘Destroyer of Worlds’ ผลงานนี้ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์ สาขาดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่สองต่อจาก Black Panther

และในผลงานล่าสุด ‘The Odyssey’ (2026) โนแลนต้องการหลีกเลี่ยงการใช้ดนตรีออร์เคสตราแบบหนังมหากาพย์ย้อนยุคทั่วไป เขาจึงค้นคว้าและทดลองใช้เครื่องดนตรีกรีกโบราณ ทั้งฆ้องสัมฤทธิ์ 35 ชิ้น พิณกรีก (Lyre) และขลุ่ยคู่ (Aulos) รวมทั้งวิธีการร้องประสานเสียงพื้นบ้านโบราณของแอลเบเนียตอนใต้ (Iso-polyphony) ผสมเข้ากับซินธิไซเซอร์ เกิดเป็นสุ้มเสียงที่ผสมระหว่างความดิบแบบโบราณ ความยิ่งใหญ่แบบมหากาพย์ที่ยังมีกลิ่นอายร่วมสมัยซ่อนอยู่ ขณะเดียวกันสก็อตต์ได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งในเพลงท้ายเครดิต ‘When I'm Home’ ซึ่งผสมเสียงเครื่องดนตรีกรีกโบราณเข้ากับการขับลำนำ และการแร็ปแบบฟรีสไตล์

สุ้มเสียงดนตรีไม่มีกรอบ

ในฮอลลีวูด ผู้ชมมักเคยคุ้นกับสุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของนักประพันธ์หลายคน ทั้งความยิ่งใหญ่แบบวิลเลียมส์ ความขึงขังอลังการแบบซิมเมอร์ ไปจนถึงสุ้มเสียงแบบคาวบอยตะวันตกของ ‘เอนนิโอ มอร์ริโคเน’ (Ennio Morricone) แต่ผลงานของเยอรันซันกลับไม่ได้พยายามยึดติดกับลายเซ็นทางดนตรีแบบใดแบบหนึ่ง เขามองว่าดนตรีควรทำหน้าที่ถ่ายทอดสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ของตัวละครราวกับเป็นอีกตัวละครหนึ่งบนหน้าจอ ทำให้การทำงานทุกโปรเจกต์ของเขากลายเป็นพื้นที่ทดลองที่เปลี่ยนรูปไปตามโลกของหนัง เพื่อค้นหาว่าแต่ละซีน แต่ละตัวละครควรมีสุ้มเสียงของตัวเองอย่างไร

แนวคิดนี้ยังลงลึกไปถึงการเลือกเครื่องดนตรีและกระบวนการสร้างเสียง เยอรันซันมักหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดนตรีเดิมซ้ำ พยายามจำกัดเครื่องมือและเครื่องดนตรีที่จะใช้งานในแต่ละโปรเจกต์ และไม่นั่งจมอยู่หน้า MIDI keyboard เพื่อให้ร่างกายรับรู้แรงสั่นสะเทือนและปฏิกิริยาของเสียงจากเครื่องดนตรีโดยตรง “ถ้าหากคุณบันทึกไอเดียด้วยวิธีการเดิม ๆ เสมอ เช่น เอื้อมมือไปหยิบกีตาร์ทันทีเมื่อเกิดแรงบันดาลใจ มันจะมีเรื่องของความจำของกล้ามเนื้อ (Muscle Memory) เข้ามาช่วยทำงาน แล้วนิ้วของคุณก็จะขยับไปในทิศทางเดิม ๆ กับเปียโนก็เหมือนกัน ดังนั้น ผมจึงพยายามเข้าหาทุกโปรเจกต์ราวกับว่าผมกำลังทำสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก”

เส้นทางที่เกิดจากการทดลองเหล่านี้ทำให้เยอรันซันกลายเป็นทั้งนักดนตรี โปรดิวเซอร์ และนักประพันธ์รุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับ การันตีด้วยรางวัลออสการ์ 3 รางวัล แกรมมี่อวอร์ด 6 รางวัล และรางวัลเอ็มมี่ 2 รางวัลในวัยเพิ่งแตะเลข 4 แต่รางวัลเหล่านี้ดูจะเป็นเพียงผลลัพธ์ของกระบวนการมากกว่าปลายทาง เพราะสิ่งที่ยังผลักดันเขาในอาชีพนี้คือการเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย ทดลอง และดำดิ่งเข้าไปในโลกของดนตรีแต่ละชิ้นอย่างเต็มที่ เพราะด้วยเหตุผลนี้ต่างหากที่ทำให้เขาเลือกเส้นทางการเป็นนักประพันธ์  

“เวลาที่ผมต้องสร้างสรรค์อะไรสักอย่าง ผมชอบที่จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ และดำดิ่งเข้าไปในโลกใบนั้นอย่างสุดตัว มันอาจจะเป็นอะไรที่ยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่ออายุคุณมาถึงจุดหนึ่ง และมีความรับผิดชอบมากมาย แต่การได้ค้นพบพื้นที่ที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นอิสระ และมีดนตรีที่คุณกำลังสร้างสรรค์เป็นความรับผิดชอบอย่างเดียว มันคือเรื่องของการได้มีความอยากรู้อยากเห็น และความต้องการรู้สึกว่าสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้อยู่เสมอ และผมรู้สึกว่าได้เป็นแบบนั้นกับทุก ๆ โปรเจกต์ที่ผมทำ”

 

เรื่อง: ประภาส อยู่เย็น 

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง

“Ludwig Göransson.” Wikipedia, Wikimedia Foundation, https://en.wikipedia.org/wiki/Ludwig_G%C3%B6ransson. Accessed 21 Aug. 2026.

“Ludwig Göransson, Composer of ‘The Mandalorian,’ on His Star Wars Sound.” The New York Times, 11 Nov. 2019, https://www.nytimes.com/2019/11/11/arts/music/ludwig-goransson-mandalorian.html. Accessed 21 Aug. 2026.

“How Ludwig Göransson’s Scores Became the Main Character.” Esquire, https://www.esquire.com/entertainment/music/a70593900/ludwig-goransson-sinners-interview-2026/. Accessed 21 Aug. 2026.

Greiving, Tim. “How Black Panther and The Mandalorian Composer Ludwig Goransson Has Risen to the Top.” The Independent, 24 Nov. 2019, https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/music/features/ludwig-goransson-star-wars-mandalorian-disney-plus-black-panther-oscar-a9199741.html. Accessed 21 Aug. 2026.

“Ryan Coogler, Ludwig Göransson and the Music of Sinners.” Los Angeles Times, 16 Apr. 2025, https://www.latimes.com/entertainment-arts/movies/story/2025-04-16/ryan-coogler-ludwig-goransson-sinners-music-blues. Accessed 21 Aug. 2026.

“Ludwig Göransson on the Music of Oppenheimer.” Paste Magazine, https://www.pastemagazine.com/music/ludwig-goransson/ludwig-goransson-oppenheimer-interview. Accessed 21 Aug. 2026.

“Composer Ludwig Göransson: Oppenheimer & Can You Hear the Music.” Talk Easy with Sam Fragoso, Omny.fm, https://omny.fm/shows/talk-easy-with-sam-fragoso/composer-ludwig-g-ransson-oppenheimer-can-hear-the. Accessed 21 Aug. 2026.

“Ludwig Göransson on Donald Glover and Childish Gambino.” TheWrap, https://www.thewrap.com/ludwig-goransson-donald-glover-childish-gambino/. Accessed 21 Aug. 2026.

Ocho, Alex. “Ludwig Göransson Is Still Processing Donald Glover Retiring Childish Gambino.” Complex, https://www.complex.com/music/a/alex-ocho/ludwig-goransson-still-processing-donald-glover-retiring-childish-gambino. Accessed 21 Aug. 2026.

“Ludwig Göransson.” Sound on Sound, https://www.soundonsound.com/people/ludwig-goransson. Accessed 21 Aug. 2026.

“5 Expert Habits from The Odyssey Composer Ludwig Göransson for Unlocking Your Creative Discipline.” GQ, https://www.gq.com/story/ludwig-goransson-expert-habits. Accessed 21 Aug. 2026.

“Ludwig Göransson’s The Mandalorian Music.” Vanity Fair, https://www.vanityfair.com/hollywood/2020/07/ludwig-goransson-mandalorian-music. Accessed 21 Aug. 2026.

“Star Wars: The Mandalorian and Grogu Soundtrack Feature.” StarWars.com, https://www.starwars.com/news/star-wars-the-mandalorian-and-grogu-soundtrack-feature. Accessed 21 Aug. 2026.

“10 Questions with Ludwig Göransson.” BMI, https://www.bmi.com/news/entry/10_questions_ludwig_goeransson. Accessed 21 Aug. 2026.

“Introducing Ludwig Göransson on Talk Easy.” Talk Easy with Sam Fragoso, Podpage, https://www.podpage.com/example-broken-record/introducing-ludwig-goransson-on-talk-easy/. Accessed 21 Aug. 2026.