17 ส.ค. 2569 | 14:26 น.

KEY
POINTS
ในรอบกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าในอณูของมวลเสียงที่ล่องลอยอยู่ในอากาศผ่านสื่อต่าง ๆ ทั้งภาพและเสียง ย่อมหนีไม่พ้นเสียงขับร้องของ ‘อ.ไข่ มาลีฮวนน่า’ หรือ ‘คฑาวุธ ทองไทย’
การอ้างอิงที่สำคัญสามารถวัดได้จากบทเพลงของคนรุ่นต่อมา นั่นคือเพลงยอดนิยมในปี 2567 ซึ่งใช้ดัชนีชี้วัดที่บิดเบือนไม่ได้ผ่านแพลตฟอร์มยูทูบ (Youtube) ‘บุษบา’ บทเพลงโดย ‘เมนทอล’ นักร้องรุ่นใหม่จากพัทลุง สามารถสร้างยอดวิวหรือเข้าชมมิวสิควิดีโอเพลงนี้ได้กว่า 200,000,000 วิว เพียงระยะเวลา 5 เดือนแรก ก็กวาดยอดวิวไปกว่า 141 ล้านวิว
เมื่อถอดโครงสร้างของบทเพลงนี้ทั้งหมด สามารถเห็นได้ถึงการรับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจากรูปแบบเพลง ดนตรี และวิธีการขับร้องมาจากอัตลักษณ์ของ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นรอยทางเหล่านั้นชัดเจนยิ่งนัก
จากคณะดนตรีโฟล์คร็อคที่เริ่มต้นในปี 2537 มาลีฮวนน่า ได้สร้างบทเพลงและดนตรีที่มีกลิ่นอายของยุคบุปผาชนหรือฮิปปี้ที่มีมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 ของอำนาจกลืนกลายหรือซอฟต์ พาวเวอร์ ทางดนตรีสมัยนิยมแบบอเมริกันไลเซชัน ให้คลี่คลายสู่ความร่วมสมัยในปลายยุคทศวรรษที่ 2530 ของไทย จนเกิดเสียงใหม่โฟล์คร็อคสำเนียงใต้ผ่านการขับร้องของ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า ที่ออกแบบหรือดีไซน์เสียงร้องอันแสดงถึงอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล โดยนำลีลาขับลำนำและเอื้อนจากบทขับหนังตะลุงและร้องมโนราห์มาใช้ได้อย่างเข้าถึงจิตวิญญาณและหัวใจ จนสร้างเสียงใหม่ขึ้นมาได้อย่างเหมาะสมละเมียดละไมหมดจด
หากว่าไปแล้วเสียงแห่งคาบสมุทรภาคใต้ที่มี 2 มหาสมุทรขนาบทั้ง 2 ฟากฝั่งเลาะเรื่อยไปจนสุดแหลมมลายูที่มะละกา มหาสมุทรแปซิฟิค หรืออ่าวไทย และมหาสมุทรอินเดีย หรือทะเลอันดามัน นอกจากการขับและร้องตามมหรสพอย่างหนังตะลุงและมโนราห์ และคลี่คลายสู่ยุคทันสมัยในลีลาของบทเพลงลูกทุ่งเสียงใต้ที่เริ่มก่อกำเนิดจากสาลิกา กิ่งทอง, ฉัตรทอง มงคลทอง, พายุ สุริยัน, สุดรัก อักษรทอง และอีกหลายคนที่ปักหมุดเพลงลูกทุ่งสำเนียงใต้ เสน่ห์ของภาษาถิ่นสำเนียงทองแดงที่มีอยู่ในบทเพลงได้อย่างโดดเด่นได้เกิดขึ้นตั้งแต่กลางยุคทศวรรษที่ 2510 เป็นต้นมา
ในห้วงเวลาหลังจากที่คณะดนตรีมาลีฮวนน่าต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเองในแต่ละคน อ.ไข่ มาลีฮวนน่า ได้สร้างตัวตนหรืออัตลักษณ์ของตัวเองที่สลัดภาพฟรอนต์แมนหรือนักร้องนำของมาลีฮวนน่า คลี่คลายสู่ความเป็นปัจเจกในฐานะนักร้องผู้สร้างซาวด์ใหม่ให้ดนตรีและบทเพลงจากคาบสมุทรภาคใต้จนไม่มีพรมแดนของภูมิภาค กลายเป็นเสียงของยุคสมัยในดนตรีสมัยนิยมและบทเพลงยอดนิยมกระแสหลักของเมืองไทย
มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงนักในลักษณะของจิตวิญญาณของยุคแสวงหา นั่นก็คือความเป็นนักร้อง-นักเขียนเพลง (Singer-Songwriter) ของ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า ในฐานะนักร้องที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนอง และขับร้องเอง ซึ่งส่วนมากนักร้อง-นักเขียนเพลงจะมีรากฐานมาจากดนตรีโฟล์คหรืออะคูสติคแบบดั้งเดิม
เนื้อเพลงของนักร้อง-นักเขียนเพลงมักมีเนื้อหาส่วนตัว และถูกเคลือบรสด้วยอุปมาอุปไมยที่ซับซ้อนและภาพพจน์ที่คลุมเครือ และความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาคือการให้ความสำคัญกับเพลงมากกว่าการแสดงเพลงของพวกเขา อัลบั้มส่วนใหญ่ของนักร้อง-นักเขียนเพลงจะมีเสียงที่ตรงไปตรงมาและเรียบง่ายในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเน้นที่ตัวเพลงเอง
หยิบ 2 บทเพลงที่ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า แสดงตัวตนนำเสนอตัวเองในฐานะ นักร้อง-นักเขียนเพลง นั่นคือบทเพลง ‘โมรา’ ซึ่งบรรจุอยู่สตูดิโออัลบั้ม ‘คนเช็ดเงา’ ปี 2539 ของคณะมาลีฮวนน่า กับบทเพลง ‘ลัง’ ซึ่งบรรจุอยู่ในอัลบั้ม ‘ลมใต้ปีก’ ปี 2546 และเป็นอัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อ คฑาวุธ ทองไทย ในฐานะนักร้องเดี่ยว และถูกนำมาออกใหม่ในชื่ออัลบั้ม ‘ลัง’ ในปี 2550 มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อพินิจพิเคราะห์แจกแจงถึงสุนทรียภาพในเสียงเพลงของคฑาวุธ ทองไทย อัตลักษณ์นักร้อง-นักแต่งเพลงในเอกลักษณ์มาลีฮวนน่า
บทเพลง ‘โมรา’ เป็นบทเพลงบัลลาด (Ballad) เล่าเรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจตัวละครหลักในวรรณคดีไทยคลาสสิคอมตะนิรันดร์กาลเรื่อง ‘จันทโครพ’ ซึ่งมักถูกนำมาเป็นกล่าวถึงและประณามในฐานะตัวแทนของหญิงหลายใจ หรือหญิงสองใจ ด้วยความยาวของเพลงที่สั้นกระชับเพียง 2.56 นาที โดยโชว์เทคนิคการร้องแบบทรงพลังคลอเคล้าไปการพรมร่ายเสียงเปียโนอย่างไพเราะเพราะพริ้งหวานโศกกึ่งดราม่าเสริมรับกันและกันอย่างงดงาม น้อยแต่มากแบบมินมอลลิสม์สื่อสารถึงพลังของการขับร้องและเรื่องเล่าของตัวเพลงได้อย่างน่าทึ่งภายใต้กรอบของความร่วมสมัย คือความคลาสสิคแบบประเพณีนิยม (Tradition) ของวรรณคดีที่ถูกนำมาทำให้เข้ากับสมัยใหม่ (Modern) โดยมีดนตรีเป็นพาหะ
แน่นอนเรื่องราวของ ‘นางโมรา’ ก็อยู่บทขับในหนังตะลุงที่กล่าวถึงนางโมราสืบทอดมาทุกยุคสมัยของนายหนังแต่ละยุคจนถึงปัจจุบัน
หากว่าไปแล้ว ‘โมรา’ ถือเป็นหนึ่งในบทเพลงของมาลีฮวนน่าที่ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง ไม่ถึงขั้นเป็นเพลงประจำคณะแบบยอดนิยมพลาดไม่ได้ แต่ในทางกลับกันการเขียนเนื้อเพลงกลับมีเสน่ห์ทางวรรณศิลป์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในเรื่องของการตีความวรรณคดีมาผสมผสานกับแนวคิดสมัยใหม่
การหยิบเอาโศกนาฏกรรมของนางโมรากับจันทโครพ มาตีความให้ร่วมสมัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เล่าเรื่อง แต่ใช้โศกนาฏกรรมนี้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความใคร่ และตัณหาที่ซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ ทำให้กลวิธีนำเสนอเนื้อหาของบทเพลงนี้มีความโดดเด่นในการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และเน้นการตั้งคำถามต่อชะตากรรมของตัวละครในเชิงอุทธาหรณ์สอนใจ ซึ่งไม่ใช่การเทศนา แต่เป็นความรู้สึกร่วมของคนเขียนเพลง-ขับร้องและคนฟัง
บทขึ้นต้นของเนื้อเพลงได้ดึงเอาความขัดแย้งภายในใจของมนุษย์ออกมาอย่างเด่นชัด มันไม่ใช่แค่เรื่องของนางโมรา แต่เป็นภาวะของมโนธรรม ความลังเลในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตเมื่ออยู่บนทางแพร่งของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เป็นการดึงเรื่องราวในอดีตมาเชื่อมโยงกับปัญหาความรักสามเส้าของคนในปัจจุบันได้อย่างแยบยล
รวมไปถึงมีการเปรียบเทียบกับ ‘นางกากี’ ผู้มีความใคร่มาก ซึ่งเป็นตัวละครในวรรณคดีเรื่อง ‘กากีคำกลอน’ เป็นมเหสีของท้าวพรหมทัต แห่งกรุงพาราณสี มีความงามและกลิ่นกายหอมเป็นที่ต้องใจชาย จนพญาครุฑลักพาตัวไปอยู่ที่วิมานฉิมพลี เรื่องราวของนางกากีกลายเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตำนานหญิงที่ต้องพัวพันกับชายหลายคน ช่วยตอกย้ำถึงธีมของตัณหาและความหลงผิดที่นำไปสู่หายนะ ผู้หญิงที่เล่นกับไฟของกิเลสย่อมพบกับโศกนาฏกรรม แม้จะได้รับความสุขชั่วคราวก็ตาม
ท่อนสุดท้ายของบทเพลงที่สรุปด้วยคำว่า “ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย” เป็นเสียงสะท้อนจากคนนอกหรือตัวนักร้อง-นักเขียนเพลงเอง ที่มองเห็นหายนะของกิเลส แต่ก็เข้าใจว่าบางครั้งมนุษย์ก็ควบคุมมันไม่ได้ ด้วยท่วงทำนองเพลงมีความเหงา เศร้าสร้อย และลุ่มลึก (Melancholic) สร้างบรรยากาศของโศกนาฏกรรมและความขัดแย้งในใจได้อย่างหนักแน่น
เสียงร้องของ อาจารย์ไข่ (คฑาวุธ ทองไทย) มีความเป็นเอกลักษณ์ ทั้งห้าวหนักแน่นเต็มด้วยพลังเสียงสำเนียงใต้อิทธิพลลูกเอื้อนและทางคำแบบหนังตะลุงและโนราห์ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทำให้บทเพลงนี้มีความขลังและน่าเชื่อถือในเชิงการบอกเล่าชะตากรรม
บทเพลง ‘โมรา’ จึงเป็นมากกว่าบทเพลงทั่วไป แต่เป็นบทกวีร่วมสมัยที่เรียบง่ายด้วยการสะท้อนสะท้านความรู้สึกในบทเพลงบัลลาดที่หยิบยกวรรณคดีโบราณมาเป็นกระจกส่องเข้าไปถึงความอ่อนแอและสลับซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ในเรื่องโลกีย์ของความรักและความใคร่ให้กลายเป็นคำถามสากลเกี่ยวกับศีลธรรมและตัณหาได้อย่างลึกซึ้ง โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้เพลงนี้ถูกนำไปตีความต่อในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะในฐานะเรื่องเตือนใจ บทเพลงสะท้อนกิเลส หรือแม้แต่การตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของผู้หญิงในระบบสังคมเก่า
อีกบทเพลงที่มีความยาว 5.04 นาที ที่สื่อถึงตัวตนของอาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า ในฐานะปัจเจกบุคคลที่ฉีกรอยทางในนามมาลีฮวนน่ามาสู่ความเป็นตัวเอง
‘ลัง’ ซึ่งเป็นเพลงแรกเปิดอัลบั้มลมใต้ปีก ปี 2546 และเป็นอัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อ คฑาวุธ ทองไทย ก่อนที่จะนำมาออกอีกครั้งโดยเปลี่ยนชื่ออัลบั้มเป็น ‘ลัง’ ในปี 2550 นับเป็นบทเพลงบัลลาดเล่าเรื่องที่สื่อสารความรู้สึกของการเดินทาง ความหวัง และความผิดหวังของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาแสวงโชคในเมืองหลวง กรุงเทพฯ ได้อย่างสะเทือนอารมณ์และลึกซึ้ง
บทเพลงนี้มีความโดดเด่นในการใช้สัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง รวมถึงอารมณ์ของยุคแสวงหาของคนหนุ่มสาวในทศวรรษที่ 2520-2530
การใช้สัญลักษณ์และแก่นความคิดหลักที่สำคัญในการดำเนินเรื่องราวและอารมณ์ ความหมายในท่อนแรก ลัง เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความฝันที่อัดแน่นเต็มเปี่ยม เป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นและพลังงานของคนหนุ่มสาวที่ออกเดินทางจากบ้านเกิด
ความหมายในท่อนหลัง ลังยังเป็นสื่อสารเป็นสัญลักษณ์ที่เลื่อนไหลตามภาวการณ์ของภาระและความว่างเปล่าเมื่อความฝันไม่เป็นจริง ซึ่งสื่อถึงการแบกรับความผิดหวังและความทรงจำที่เหลืออยู่
จุดเด่นของดนตรีอยู่ที่หีบเพลงปากหรือฮาร์โมนิกาที่สื่อถึงหวูดรถไฟและเสียงของรถไฟ ซึ่งเป็นได้ทั้งเสียงแห่งกำลังใจและการเริ่มต้น เป็นสัญญาณของการก้าวไปข้างหน้า ในอีกความหมายที่วางไว้ท้ายเพลงกลายเป็นเสียงแห่งความพรากจากและการสิ้นหวังจากการสูญเสียในความมุ่งมั่นของชีวิตเมืองใหญ่
โครงสร้างเนื้อหาและการเล่าเรื่องของบทเพลงนี้ คือการเดินทาง (Journey) ที่สะท้อนวงจรชีวิตของผู้อพยพเข้าเมืองการเดินทางสู่ความหวัง (ความฝันเต็มลัง) เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและมองโลกในแง่ดี ผันผ่านพ้นสู่ความผิดหวังในเมืองหลวง (ความหวังลอยห่าง) เปลี่ยนไปสู่การยอมรับความจริงที่โหดร้ายของเมืองใหญ่ การเดินทางกลับหรือการดำรงอยู่ต่อไปก็กลายเป็นความทุกข์ระทม เพราะรถไฟก็พรากฝันพรากหวังจากหนทางที่ตั้งใจไว้ ความหวังที่เคยเต็มลังกลับลอยห่างและลอยหายตามเสียงหวูดที่เงียบหายไป ซึ่งเป็นบทสรุปของความล้มเหลวที่ต้องเผชิญ
ลีลาดนตรีและสไตล์เพลงของ อ.ไข่ ได้แปรเปลี่ยนไปสู่มิติของโฟล์คร็อคที่ซับซ้อนในการเรียบเรียงเสียงประสานที่เสริมสร้างอารมณ์ได้ลึกซึ้งในอีกมิติหนึ่ง เป็นบรรยากาศเพื่อเชื่อมโยงผู้ชมเข้าสู่การเดินทางและการจากลา อารมณ์ความรู้สึกซึ้งกินใจผ่านความเนิบนาบและเหงาหงอยสอดคล้องกับความรู้สึกของผู้ที่สูญเสียความฝัน
การขับร้องหรือเสียงร้องสำเนียงใต้ที่เอื้อนเอ่ยกลิ่นอายของการขับหนังตะลุงและร้องโนราห์ของ อ.ไข่ สื่อถึงอัตลักษณ์เฉพาะตัวเต็มไปด้วยความรู้สึกของความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ แต่ยังแฝงความหนักแน่นของผู้ที่ผ่านโลกมาแล้วและสะท้อนปัญหาของยุคสมัยการหลั่งไหลของความฝันคนชนบทสู่เมือง และการเป็นตัวแทนของความรู้สึกของคนพลัดถิ่นหรือคนบ้านนอกที่เข้ามาหางานวิ่งไล่ตามความฝันในเมืองหลวง เป็นการวิจารณ์สังคมที่การเดินทางมาแสวงโชคในเมืองใหญ่มักจะจบลงด้วยการสูญเสียบางอย่างไป แต่ยังคงให้คุณค่าความใสซื่อ ความฝัน และกำลังใจ
การใช้ ‘ลัง’ เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและภาชนะของความทรงจำ ถือเป็นกลวิธีทางวรรณศิลป์ที่ยอดเยี่ยม ทำให้เพลงนี้สามารถสร้างความรู้สึกร่วมของคนสู้ชีวิตจำนวนมากที่ต้องจากบ้านเกิดมาเผชิญกับโลกความจริงที่แตกต่างจากที่คาดหวังไว้ ปลอบโยนใจซึ่งกันและกัน
นักร้อง-นักเขียนเพลง ในรูปรอยเสียงใต้ร่วมสมัยในยุคแสวงหาของประวัติศาสตร์ยุคใกล้
ความสำคัญของการสร้างเสียงใหม่แห่งคาบสมุทรภาคใต้ของ อ.ไข่ มาลีฮวนน่า ซึ่งเป็นการผสมผสานวิธีการร้องแบบโฟล์คร็อคแบบตะวันตกเข้ากับจิตวิญญาณมหรสพประเพณีนิยมภาคใต้คือการขับหนังตะลุง ผสมผสานกับการร้องหรือการขับบทกลอนมโนราห์ (หรือโนรา) กลวิธีด้านเสียงและการขับร้องมีความไพเราะและชัดเจนกังวาน ออกเสียงได้ชัดเจนทุกถ้อยคำ เพื่อให้คนฟังเข้าใจเนื้อเรื่องและอารมณ์ที่สื่อสารออกมา มีการยืดหยุ่นจังหวะได้อย่างแม่นยำและกลมกลืน เน้นคำและอารมณ์ผ่านความหนัก-เบา สูง-ต่ำ เพื่อสร้างอารมณ์ที่เร้าใจและเข้าถึง
จุดสำคัญของกลวิธีที่ซึมซับมาและใช้ออกมาโดยสัญชาตญาณ คือสิ่งที่เรียกว่า เสียงเข้าโหม่ง ซึ่งเป็นการร้องหรือพากย์ที่ต้องมีเสียงที่แจ่มใส กังวาน และกลมกลืนเข้ากับจังหวะของ โหม่ง (เครื่องดนตรีหลัก) รวมถึงความเป็นนักเล่าเรื่องผูกเรื่องและคารม บรรยายฉากเหตุการณ์ รวมถึงสอดแทรกคติสอนใจ การกระทบกระเทียบเปรียบเปรยสังคม หรือการโชว์คารมคมคายได้อย่างมีชั้นเชิง ผ่านภาษาและสำเนียงใต้เป็นพื้นฐานในการดำเนินเรื่องในบทเพลง
เมื่อมาพินิจพิเคราะห์ลีลาในฐานะนักเขียนเพลงและความนักเล่าเรื่อง (Storyteller) ของ อ.ไข่ ที่สามารถบรรลุหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวให้คนฟังได้รับรู้ โดยใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ท่าทาง หรือสื่อต่างๆ เพื่อสร้างความสนใจและอารมณ์ร่วมผ่านบรรยากาศของเพลงที่มีดนตรีเป็นพาหะ ซึ่งสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ใช้เรื่องราวที่มีความหมาย ดึงดูดให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตาม เห็นอกเห็นใจ หรือประทับใจ โดยถ่ายทอดตัวตน (Identity) หรือคุณค่า (Value) ที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นเรื่องเล่าที่จับต้องได้
นับได้ว่า อ.ไข่ เป็นนักเล่าเรื่องในบทเพลง เป็นนักเขียนเพลงที่ใช้เนื้อร้องและทำนองเพลงเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวที่สมบูรณ์ มีจุดเริ่มต้น จุดขัดแย้ง และจุดคลี่คลาย โดยดนตรีทำหน้าที่เสริมอารมณ์และบรรยากาศของการเล่าเรื่องนั้น โดยเฉพาะในเพลงบัลลาดที่มีลักษณะเด่นคือ การเล่าเรื่อง (Narrative) เพราะตั้งแต่ยุคโบราณ ดั้งเดิมเพลงบัลลาดคือ ลำนำนิทาน ที่เล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรม ความรัก วีรกรรม หรือเหตุการณ์สำคัญที่สืบทอดกันมาแบบปากต่อปาก บทบาทของ นักเล่าเรื่องในเพลงบัลลาดจึงมีความเข้มข้นและสำคัญมาก
ความเป็นนักร้อง-นักเขียนเพลงของ อ.ไข่ แสดงถึงความเป็นคนเล่าเรื่อง (Narrator) ในเพลงบัลลาดทำหน้าที่เหมือนผู้บรรยายผ่านเนื้อเพลงที่มีโครงเรื่อง (Plot) ที่ชัดเจน มีตัวละคร (Characters) มีฉาก (Setting) และมีเหตุการณ์ที่ดำเนินไป นักร้องใช้ถ้อยคำที่กระชับแต่เต็มไปด้วยภาพพจน์ (Imagery) เพื่อให้ผู้ฟังจินตนาการตามได้ โดยเน้นอารมณ์และความรู้สึก (Emotional Conveyor)แม้จะเล่าเรื่อง แต่บัลลาดมีลักษณะที่พิเศษเฉพาะโดดเด่นออกมา คือเน้นการถ่ายทอดอารมณ์ที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะความรู้สึกของการสูญเสีย ความเศร้า ความคิดถึง หรือความรักที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องใช้เทคนิคการร้อง (Vocal Quality) และการเน้นเสียง (Dynamics) เพื่อพาผู้ฟังไปสัมผัสอารมณ์ของตัวละครอย่างเต็มที่
หัวใจสำคัญของบทเพลงที่ อ.ไข่ เขียน คือสัมผัสพิเศษของความเป็นพ๊อพหรือยอดนิยม มีการใช้รูปแบบซ้ำ (Repetition and Refrains) มักใช้ท่อนร้องหรือวรรคที่ซ้ำ ๆ (Refrain) เพื่อเน้นย้ำใจความสำคัญ หรือสรุปแก่นของเรื่องราว ทำให้ผู้ฟังจดจำเรื่องราวได้ง่าย และสร้างจังหวะในการเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดความคิดและความขัดแย้งภายใน ทำให้เรื่องราวมีความสมจริงและมีมิติมากขึ้น
อ.ไข่ เข้าใจถึงเพลงบัลลาดสมัยใหม่ (Pop/Rock Ballad) ที่ไม่ใช่แค่วางเป้าหมายหลักเล่าเรื่องราวให้จบ (Tragedy, Legend) แต่ผนวกเพิ่มการเน้นอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศในตัวเพลงผ่านโครงสร้างที่มีเรื่องราวที่ชัดเจนและรูปแบบเพลงพ๊อพ (Verse-Chorus-Bridge) ที่มุ่งเน้นเหตุการณ์ผู้ถ่ายทอดอารมณ์จากประสบการณ์ส่วนตัว
บทเพลงบัลลาดที่ อ.ไข่ ถ่ายทอดออกมาทั้ง 2 เพลงคือ ‘โมรา’ กับ ‘ลัง’ จึงอยู่ในคุณลักษณะของคำว่า ‘ร่วมสมัย (Contemporary) คือนำความคลาสสิคของความคิดเชิงสุนทรียภาพแบบประเพณีนิยมภาคใต้มารวมกับความทันสมัยหรือสมัยใหม่ (Modern) ผสมผสานในเบ้าหลอมอัตลักษณ์ของตัวเองจนออกมาเป็นร่วมสมัย ผ่านงานศิลปะดนตรีพาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art) ที่สามารถสื่อสารคุณค่าของบทเพลงไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน และน่าดึงดูดใจ (Effective Communication) มีทักษะทั้งทางศิลปะและความเข้าใจในหลักการตลาดและจิตวิทยาผู้บริโภค มีการแต่งเพลงที่มีโครงสร้างและเนื้อหาที่เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังในวงกว้าง และมีศักยภาพในการเป็นที่นิยมเพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจในอุตสาหกรรมดนตรี ที่ต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ และความเข้าใจในกลไกทางธุรกิจ เพื่อให้ผลงานสามารถขายได้มีคุณภาพและคุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลา
เรื่อง: พอล เฮง
ภาพ: ภาพ ‘คฑาวุธ ทองไทย’ จากช่องยูทูบ Maleehuana Official ประกบภาพปกอัลบั้ม ‘คนเช็ดเงา’ และ ‘ลมใต้ปีก’