10 ส.ค. 2569 | 16:11 น.

KEY
POINTS
ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันมากมายบนเวทีระดับโลกอย่าง America’s Got Talent ปรากฏการณ์ที่ปลุกกระแสไวรัลและทำให้แฟนเพลงร็อกชาวไทยต้องตื่นเต้นที่สุด คงหนีไม่พ้นโมเมนต์ที่เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ตอย่าง ‘เนเน่ รอยัล’ (Nene Royal) เลือกหยิบเพลงร็อกระดับขึ้นหิ้งของเกาะอังกฤษอย่าง ‘Hysteria’ ขึ้นมาแสดงในรอบ Judges’ Callback
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเพลงร็อกอายุกว่า 20 ปีเพลงนี้ ถึงยังคงเป็น ‘อาวุธ’ ที่ทรงคุณค่าสำหรับการนำมาพิชิตใจผู้ชมนับล้านบนเวทีประกวดระดับสากล? และอะไรคือซาวด์ดนตรีบ้าคลั่งที่หลอมรวมเป็น DNA ของวงระดับโลกอย่าง ‘Muse’?
เพลง ‘Hysteria’ เปิดตัวในปี 2003 ในฐานะซิงเกิลจากอัลบั้ม Absolution โดยตัวเพลงมีจุดกำเนิดมาจากการแจมดนตรีร่วมกันอย่างอิสระระหว่างสมาชิกในวง เนื้อหาของเพลงสะท้อนความปรารถนาต่อสิ่งหรือคนที่เอื้อมไม่ถึง จนความต้องการนั้นค่อย ๆ กลายเป็นความหมกมุ่นและทำให้รู้สึกสูญเสียการควบคุม
เพลง Hysteria และอัลบั้ม Absolution ช่วยทำให้ Muse ก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของวงการดนตรีอังกฤษ โดยตัวอัลบั้มสามารถเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตอัลบั้มสหราชอาณาจักร (UK Albums Chart) ได้เป็นครั้งแรกของวง ขณะที่ตัวซิงเกิล Hysteria เองทำผลงานขึ้นถึงอันดับ 17 ของชาร์ตซิงเกิลสหราชอาณาจักร
ไฮไลท์สำคัญที่สุดของเพลงนี้คือท่อนริฟฟ์เบส (Bass Riff) ฝีมือของ ‘คริส วอลสเตนโฮล์ม’ (Chris Wolstenholme) มือเบสของวง ซึ่งได้รับการยกย่องจากนิตยสารดนตรีและมือเบสทั่วโลกว่าเป็น ‘หนึ่งในท่อนริฟฟ์เบสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล’ โดยคริสได้ผสมผสานเอฟเฟกต์ Fuzz และตัวสังเคราะห์เสียงเข้ากับเบสไฟฟ้า ทำให้ได้ซาวด์เบสสังเคราะห์ที่ดุดัน แน่น มีเอกลักษณ์ล้ำยุค และทำหน้าที่ขับเคลื่อนท่วงทำนองหลักทั้งหมดแทนที่จะเป็นเพียงเครื่องดนตรีคุมจังหวะอยู่เบื้องหลัง
ซาวด์ดนตรีอันล้ำยุคของวง Muse บ่มเพาะมาตั้งแต่สมัยเด็กของ ‘แมตต์ เบลลามี’ (Matt Bellamy) นักร้องนำและผู้เขียนเพลงหลัก เขาเติบโตขึ้นมาโดยมีคุณพ่อคือ ‘จอร์จ เบลลามี’ (George Bellamy) อดีตมือกีตาร์วง เดอะ ‘The Tornados’ ซึ่งเป็นวงดนตรีอังกฤษวงแรกที่มีซิงเกิลอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยผลงานเพลงแนวไซไฟอวกาศสุดล้ำอย่าง ‘Telstar’ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญทางดนตรี แมตต์นำอิทธิพลเหล่านั้นมาผสมผสานเข้ากับความหลงใหลส่วนตัวในเรื่องของทฤษฎีสมคบคิด วิทยาศาสตร์ลึกลับ และเรื่องราวอวกาศ
ความหมกมุ่นในสิ่งลี้ลับที่หาคำตอบไม่ได้นี้ ส่งผลให้พวกเขามักจะสรรหาวิธีสร้างบรรยากาศซาวด์ดนตรีที่ลึกลับและน่าขนลุกอยู่เสมอ ตัวอย่างที่น่าทึ่งคือในเพลง ‘Screenager’ ที่วงยังทดลองใช้วัสดุแปลกประหลาด เช่น เล็บเท้าลามะทำเป็นเครื่องเขย่า และใช้กระดูกสัตว์เป็นอุปกรณ์เคาะในห้องบันทึกเสียง แทนที่จะพึ่งพาเครื่องเพอร์คัสชันแบบปกติเพียงอย่างเดียว
เมื่อนำความลึกลับเหล่านั้นไปผสานเข้ากับเสียงร้องโทนสูงสั่นระฆังอารมณ์ (Falsetto) อันเป็นเอกลักษณ์ของแมตต์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ‘เจฟฟ์ บัคลีย์’ (Jeff Buckley) ประกอบกับความอัจฉริยะในฐานะนักเปียโนคลาสสิกที่แมตต์มักหยิบยกท่วงทำนองของนักประพันธ์เพลงคลาสสิกยุคโรแมนติกอย่าง ‘เซอเกย์ รัคมานินอฟ’ (Sergei Rachmaninov) และ ‘เฟรเดริก โชแปง’ (Frédéric Chopin) เข้ามาประยุกต์ใช้ ซาวด์ดนตรีของวงจึงเต็มไปด้วยความตระการตา ดรามาติก และมีความเป็นร็อกไซไฟที่ต่างไปจากวงร็อกทั่วไป
ความทะเยอทะยานและภาษาดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของ Muse ทำให้เวทีเล็ก ๆ แคบเกินไปสำหรับพวกเขาเสมอมา แต่น่าแปลกใจที่จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้กลับเริ่มขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดในเมืองชายทะเลเล็ก ๆ อันแสนเงียบสงบอย่าง ‘ทินมัธ’ (Teignmouth)
ย้อนกลับไปในปี 1994 สามเพื่อนซี้ผู้รู้สึกแปลกแยกจากเมืองเกิด ได้รวมตัวกันเล่นดนตรีในนามวง ‘Rocket Baby Dolls’ พวกเขาตัดสินใจขึ้นประกวดในงาน Battle of the Bands ท้องถิ่นด้วยภาพลักษณ์สไตล์โกธ/แกลม (Goth/Glam) แต่งหน้าทาปากอย่างบ้าคลั่ง และเล่นดนตรีด้วยความก้าวร้าวรุนแรงเพื่อประท้วงการประกวด โดยปลุกระดมให้ผู้ชมบุกขึ้นมาพังเวทีจนเครื่องดนตรีพังยับเยิน แต่ผลลัพธ์คือพวกเขากลายเป็นผู้ชนะ ชัยชนะอันคาดไม่ถึงในวันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางจิตวิทยาที่ทำให้พวกเขาเลิกเล่นดนตรีประชดชีวิต และหันมาจริงจังกับอาชีพดนตรีอย่างแท้จริง
พวกเขาเปลี่ยนชื่อวงเป็น Muse โดยเลือกเพราะเป็นชื่อที่สั้นและดูดีเวลาไปอยู่บนโปสเตอร์คอนเสิร์ต ลาออกจากงานประจำ และตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อไปล่าฝัน จนได้รับการค้นพบโดย ‘เดนนิส สมิธ’ (Dennis Smith) ผู้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้บันทึกเสียงในสตูดิโอ
จากผับใต้ดินอันมืดสลัว เพลงอย่าง Hysteria และอัลบั้ม Absolution (2003) ส่งให้พวกเขาก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการดนตรีและขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตสหราชอาณาจักร และ Muse เป็นวงแรกที่แสดงและขายบัตรหมดที่ Wembley Stadium แห่งใหม่ที่เปิดใช้งานในปี 2007
การแสดงสดของพวกเขากลายเป็นสถาปัตยกรรมแสงสีเสียงที่มีชีวิต ที่ยกทั้งหลอดไฟยักษ์ลอยฟ้า (giant floating lightbulbs), เลเซอร์, โดรน และหุ่นยนต์ยักษ์ขยับได้ที่มีชื่อว่า ‘Charles’ ซึ่งสูงประมาณ 4 เมตร ขึ้นมาสร้างความตื่นตาตื่นใจบนเวที
จิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของ Muse ยังคงส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2026 นี้ พวกเขาเพิ่งปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 10 ในชื่อ ‘The Wow! Signal’ (วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026)
อัลบั้มตั้งชื่อตาม Wow! Signal สัญญาณวิทยุปริศนาที่ตรวจพบในปี 1977 โดยมีความยาวประมาณ 72 วินาที สัญญาณนี้เคยถูกมองว่าอาจเป็นหลักฐานของการติดต่อจากอารยธรรมนอกโลก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด
อัลบั้มชุดนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาวิกฤตของตัวศิลปิน เพราะแมตต์ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตจากการตัดสินใจแยกทางและหย่าร้างกับภรรยาของเขา ‘แอล เอวานส์’ (Elle Evans) ในช่วงปี 2025 จนทำให้แมตต์ต้องตัดสินใจยกเลิกตารางทัวร์คอนเสิร์ตช่วงต้นปี 2026 เพื่อกลับมาดูแลลูก ๆ เขาจึงใช้ดนตรีในอัลบั้มนี้เป็นเครื่องระบายความเจ็บปวดและหนทางรอดชีวิตของตัวเอง ซึ่งอัลบั้มนี้ก็พุ่งทะยานสู่อันดับ 1 ของชาร์ตอัลบั้มสหราชอาณาจักรทันทีหลังการวางจำหน่าย และเป็นอัลบั้มลำดับที่ 8 ของวงที่ครองอันดับ 1
โดยมีบทเพลงเด่นที่เป็นไฮไลท์สะท้อนการเกิดใหม่ในปัจจุบันของวง เช่น The Dark Forest เพลงเปิดอัลบั้มที่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะควบม้าอันทรงพลังชวนให้นึกถึงความคลาสสิกของเพลง Knights of Cydonia, Nightshift Superstar บทเพลงแดนซ์พังก์สุดมันส์ที่มาพร้อมกับริฟฟ์เบสอันลื่นไหลและโดดเด่นของคริส วอลสเตนโฮล์ม ผสมผสานบีทดนตรีสไตล์ French House และ Daft Punk ไปจนถึงวง ABBA โดยมีเสียงร้องคอรัสของ ‘โลเวลลา เบลลามี’ (Lovella Bellamy) ลูกสาวของแมตต์ร่วมร้อง, Hush เพลงที่มีศิลปินรับเชิญเป็นครั้งแรกของวง ได้แก่ ‘เอลลี กูลดิง’ (Ellie Goulding) มาร่วมร้องคู่กับเสียงฟอลเซตโตของแมตต์ ภายใต้ทางดนตรีอิเล็กทรอนิกส์โทนหม่นที่แปลกใหม่สำหรับวง และ Unravelling เพลงสไตล์โปรเกรสซีฟร็อกผสมเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์
การแสดงอันแสนบ้าคลั่งของ ‘เนเน่ รอยัล’ เด็กไทยวัย 16 ปีที่วาดลวดลายในเพลง Hysteria และประวัติศาสตร์การทำงานของวง Muse ตั้งแต่วันแรกที่ส่งเสียงประท้วงในผับใต้ดิน สู่บทเพลงแห่งมรสุมชีวิตในปี 2026 อย่าง The Wow! Signal ล้วนถูกร้อยเรียงด้วยสปิริตเดียวกันอย่างเด่นชัด
นั่นคือสปิริตของความคลั่งไคล้ ความทะเยอทะยาน การไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต และความกล้าที่จะกลั่นกรองความกลัว ความระแวง และความเจ็บปวดในจิตใจให้ออกมาเป็นภาษาดนตรีร็อกที่ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาล
และสปิริตอันบ้าคลั่งนี้จะยังคงทำหน้าที่ส่งต่อพลังงาน กระตุ้นโสตประสาท และจุดประกายความหวังให้แก่ผู้ฟังรุ่นต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
อ้างอิง:
"MUSE Songs and Albums | Full Official Chart History." Official Charts, 2026, www.officialcharts.com/artist/4712/muse/. Accessed 9 Aug. 2026.
"UNRAVELLING – MUSE." Official Charts, 2025, www.officialcharts.com/songs/muse-unravelling/. Accessed 9 Aug. 2026.
"MUSE – One of the Greatest Rock Bands." Microcuts, www.microcuts.net/. Accessed 9 Aug. 2026.
"The Structural Dynamics and Commercial Trajectory of Muse: A Musicological and Industry Analysis." Manuscript, 2026.
"Eleven Incredible Muse Live Performances." The Offbeat Music Blog, 21 Feb. 2019, offbeat.home.blog/2019/02/21/eleven-incredible-muse-live-performances/. Accessed 9 Aug. 2026.
"Muse: The Wow! Signal-Album Review." Sinusoidal Music, 2 July 2026, sinusoidalmusic.com/reviews/muse-the-wow-signal-album-review/. Accessed 9 Aug. 2026.
Nuttall, Luke. "ALBUM REVIEW: Muse – 'The Wow! Signal'." The Soundboard, 30 June 2026, thesoundboardreviews.com/2026/06/30/album-review-muse-the-wow-signal/. Accessed 9 Aug. 2026.