DNA ความกลัว ความคลั่ง และพลังไซไฟของ ‘Muse’ ที่ส่งต่อสปิริตถึง ‘เนเน่ รอยัล’

DNA ความกลัว ความคลั่ง และพลังไซไฟของ ‘Muse’ ที่ส่งต่อสปิริตถึง ‘เนเน่ รอยัล’

ก่อน ‘เนเน่ รอยัล’ จะหยิบ ‘Hysteria’ ขึ้นเวที America’s Got Talent ทำความรู้จัก ‘Muse’ วงร็อกที่เปลี่ยนความกลัว ความคลั่ง ความทะเยอทะยาน และความลึกลับให้กลายเป็นภาษาดนตรีไซไฟ จนสปิริตของพวกเขายังคงส่งต่อพลังถึงคนรุ่นใหม่บนเวทีโลก

KEY

POINTS

ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันมากมายบนเวทีระดับโลกอย่าง America’s Got Talent ปรากฏการณ์ที่ปลุกกระแสไวรัลและทำให้แฟนเพลงร็อกชาวไทยต้องตื่นเต้นที่สุด คงหนีไม่พ้นโมเมนต์ที่เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ตอย่าง ‘เนเน่ รอยัล’ (Nene Royal) เลือกหยิบเพลงร็อกระดับขึ้นหิ้งของเกาะอังกฤษอย่าง ‘Hysteria’ ขึ้นมาแสดงในรอบ Judges’ Callback

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเพลงร็อกอายุกว่า 20 ปีเพลงนี้ ถึงยังคงเป็น ‘อาวุธ’ ที่ทรงคุณค่าสำหรับการนำมาพิชิตใจผู้ชมนับล้านบนเวทีประกวดระดับสากล? และอะไรคือซาวด์ดนตรีบ้าคลั่งที่หลอมรวมเป็น DNA ของวงระดับโลกอย่าง ‘Muse’?

‘Hysteria’: เมื่อ ‘เบส’ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลัก

เพลง ‘Hysteria’ เปิดตัวในปี 2003 ในฐานะซิงเกิลจากอัลบั้ม Absolution โดยตัวเพลงมีจุดกำเนิดมาจากการแจมดนตรีร่วมกันอย่างอิสระระหว่างสมาชิกในวง เนื้อหาของเพลงสะท้อนความปรารถนาต่อสิ่งหรือคนที่เอื้อมไม่ถึง จนความต้องการนั้นค่อย ๆ กลายเป็นความหมกมุ่นและทำให้รู้สึกสูญเสียการควบคุม

เพลง Hysteria และอัลบั้ม Absolution ช่วยทำให้ Muse ก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของวงการดนตรีอังกฤษ โดยตัวอัลบั้มสามารถเปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตอัลบั้มสหราชอาณาจักร (UK Albums Chart) ได้เป็นครั้งแรกของวง ขณะที่ตัวซิงเกิล Hysteria เองทำผลงานขึ้นถึงอันดับ 17 ของชาร์ตซิงเกิลสหราชอาณาจักร

ไฮไลท์สำคัญที่สุดของเพลงนี้คือท่อนริฟฟ์เบส (Bass Riff) ฝีมือของ ‘คริส วอลสเตนโฮล์ม’ (Chris Wolstenholme) มือเบสของวง ซึ่งได้รับการยกย่องจากนิตยสารดนตรีและมือเบสทั่วโลกว่าเป็น ‘หนึ่งในท่อนริฟฟ์เบสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล’ โดยคริสได้ผสมผสานเอฟเฟกต์ Fuzz และตัวสังเคราะห์เสียงเข้ากับเบสไฟฟ้า ทำให้ได้ซาวด์เบสสังเคราะห์ที่ดุดัน แน่น มีเอกลักษณ์ล้ำยุค และทำหน้าที่ขับเคลื่อนท่วงทำนองหลักทั้งหมดแทนที่จะเป็นเพียงเครื่องดนตรีคุมจังหวะอยู่เบื้องหลัง

ซาวด์ดนตรีไซไฟ และแรงบันดาลใจจากความลึกลับ

ซาวด์ดนตรีอันล้ำยุคของวง Muse บ่มเพาะมาตั้งแต่สมัยเด็กของ ‘แมตต์ เบลลามี’ (Matt Bellamy) นักร้องนำและผู้เขียนเพลงหลัก เขาเติบโตขึ้นมาโดยมีคุณพ่อคือ ‘จอร์จ เบลลามี’ (George Bellamy) อดีตมือกีตาร์วง เดอะ ‘The Tornados’ ซึ่งเป็นวงดนตรีอังกฤษวงแรกที่มีซิงเกิลอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยผลงานเพลงแนวไซไฟอวกาศสุดล้ำอย่าง ‘Telstar’ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญทางดนตรี แมตต์นำอิทธิพลเหล่านั้นมาผสมผสานเข้ากับความหลงใหลส่วนตัวในเรื่องของทฤษฎีสมคบคิด วิทยาศาสตร์ลึกลับ และเรื่องราวอวกาศ

ความหมกมุ่นในสิ่งลี้ลับที่หาคำตอบไม่ได้นี้ ส่งผลให้พวกเขามักจะสรรหาวิธีสร้างบรรยากาศซาวด์ดนตรีที่ลึกลับและน่าขนลุกอยู่เสมอ ตัวอย่างที่น่าทึ่งคือในเพลง ‘Screenager’ ที่วงยังทดลองใช้วัสดุแปลกประหลาด เช่น เล็บเท้าลามะทำเป็นเครื่องเขย่า และใช้กระดูกสัตว์เป็นอุปกรณ์เคาะในห้องบันทึกเสียง แทนที่จะพึ่งพาเครื่องเพอร์คัสชันแบบปกติเพียงอย่างเดียว

เมื่อนำความลึกลับเหล่านั้นไปผสานเข้ากับเสียงร้องโทนสูงสั่นระฆังอารมณ์ (Falsetto) อันเป็นเอกลักษณ์ของแมตต์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก ‘เจฟฟ์ บัคลีย์’ (Jeff Buckley) ประกอบกับความอัจฉริยะในฐานะนักเปียโนคลาสสิกที่แมตต์มักหยิบยกท่วงทำนองของนักประพันธ์เพลงคลาสสิกยุคโรแมนติกอย่าง ‘เซอเกย์ รัคมานินอฟ’ (Sergei Rachmaninov) และ ‘เฟรเดริก โชแปง’ (Frédéric Chopin) เข้ามาประยุกต์ใช้ ซาวด์ดนตรีของวงจึงเต็มไปด้วยความตระการตา ดรามาติก และมีความเป็นร็อกไซไฟที่ต่างไปจากวงร็อกทั่วไป

จากเวทีประท้วงในเมืองทินมัธ สู่สถาปัตยกรรมแสงสีระดับสนามกีฬา

ความทะเยอทะยานและภาษาดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของ Muse ทำให้เวทีเล็ก ๆ แคบเกินไปสำหรับพวกเขาเสมอมา แต่น่าแปลกใจที่จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้กลับเริ่มขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดในเมืองชายทะเลเล็ก ๆ อันแสนเงียบสงบอย่าง ‘ทินมัธ’ (Teignmouth)

ย้อนกลับไปในปี 1994 สามเพื่อนซี้ผู้รู้สึกแปลกแยกจากเมืองเกิด ได้รวมตัวกันเล่นดนตรีในนามวง ‘Rocket Baby Dolls’ พวกเขาตัดสินใจขึ้นประกวดในงาน Battle of the Bands ท้องถิ่นด้วยภาพลักษณ์สไตล์โกธ/แกลม (Goth/Glam) แต่งหน้าทาปากอย่างบ้าคลั่ง และเล่นดนตรีด้วยความก้าวร้าวรุนแรงเพื่อประท้วงการประกวด โดยปลุกระดมให้ผู้ชมบุกขึ้นมาพังเวทีจนเครื่องดนตรีพังยับเยิน แต่ผลลัพธ์คือพวกเขากลายเป็นผู้ชนะ ชัยชนะอันคาดไม่ถึงในวันนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางจิตวิทยาที่ทำให้พวกเขาเลิกเล่นดนตรีประชดชีวิต และหันมาจริงจังกับอาชีพดนตรีอย่างแท้จริง

พวกเขาเปลี่ยนชื่อวงเป็น Muse โดยเลือกเพราะเป็นชื่อที่สั้นและดูดีเวลาไปอยู่บนโปสเตอร์คอนเสิร์ต ลาออกจากงานประจำ และตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อไปล่าฝัน จนได้รับการค้นพบโดย ‘เดนนิส สมิธ’ (Dennis Smith) ผู้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้บันทึกเสียงในสตูดิโอ

จากผับใต้ดินอันมืดสลัว เพลงอย่าง Hysteria และอัลบั้ม Absolution (2003) ส่งให้พวกเขาก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการดนตรีและขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตสหราชอาณาจักร และ Muse เป็นวงแรกที่แสดงและขายบัตรหมดที่ Wembley Stadium แห่งใหม่ที่เปิดใช้งานในปี 2007 

การแสดงสดของพวกเขากลายเป็นสถาปัตยกรรมแสงสีเสียงที่มีชีวิต ที่ยกทั้งหลอดไฟยักษ์ลอยฟ้า (giant floating lightbulbs), เลเซอร์, โดรน และหุ่นยนต์ยักษ์ขยับได้ที่มีชื่อว่า ‘Charles’ ซึ่งสูงประมาณ 4 เมตร ขึ้นมาสร้างความตื่นตาตื่นใจบนเวที

ปี 2026: ความเจ็บปวดในชีวิตจริง

และการเกิดใหม่ใน ‘The Wow! Signal’

จิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของ Muse ยังคงส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในปี 2026 นี้ พวกเขาเพิ่งปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 10 ในชื่อ ‘The Wow! Signal’ (วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2026)

อัลบั้มตั้งชื่อตาม Wow! Signal สัญญาณวิทยุปริศนาที่ตรวจพบในปี 1977 โดยมีความยาวประมาณ 72 วินาที สัญญาณนี้เคยถูกมองว่าอาจเป็นหลักฐานของการติดต่อจากอารยธรรมนอกโลก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด

อัลบั้มชุดนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาวิกฤตของตัวศิลปิน เพราะแมตต์ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตจากการตัดสินใจแยกทางและหย่าร้างกับภรรยาของเขา ‘แอล เอวานส์’ (Elle Evans) ในช่วงปี 2025 จนทำให้แมตต์ต้องตัดสินใจยกเลิกตารางทัวร์คอนเสิร์ตช่วงต้นปี 2026 เพื่อกลับมาดูแลลูก ๆ เขาจึงใช้ดนตรีในอัลบั้มนี้เป็นเครื่องระบายความเจ็บปวดและหนทางรอดชีวิตของตัวเอง ซึ่งอัลบั้มนี้ก็พุ่งทะยานสู่อันดับ 1 ของชาร์ตอัลบั้มสหราชอาณาจักรทันทีหลังการวางจำหน่าย และเป็นอัลบั้มลำดับที่ 8 ของวงที่ครองอันดับ 1

โดยมีบทเพลงเด่นที่เป็นไฮไลท์สะท้อนการเกิดใหม่ในปัจจุบันของวง เช่น The Dark Forest เพลงเปิดอัลบั้มที่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะควบม้าอันทรงพลังชวนให้นึกถึงความคลาสสิกของเพลง Knights of Cydonia, Nightshift Superstar บทเพลงแดนซ์พังก์สุดมันส์ที่มาพร้อมกับริฟฟ์เบสอันลื่นไหลและโดดเด่นของคริส วอลสเตนโฮล์ม ผสมผสานบีทดนตรีสไตล์ French House และ Daft Punk ไปจนถึงวง ABBA โดยมีเสียงร้องคอรัสของ ‘โลเวลลา เบลลามี’ (Lovella Bellamy) ลูกสาวของแมตต์ร่วมร้อง, Hush เพลงที่มีศิลปินรับเชิญเป็นครั้งแรกของวง ได้แก่ ‘เอลลี กูลดิง’ (Ellie Goulding) มาร่วมร้องคู่กับเสียงฟอลเซตโตของแมตต์ ภายใต้ทางดนตรีอิเล็กทรอนิกส์โทนหม่นที่แปลกใหม่สำหรับวง และ Unravelling เพลงสไตล์โปรเกรสซีฟร็อกผสมเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์

สปิริตที่ไม่มีวันสิ้นสุด

การแสดงอันแสนบ้าคลั่งของ ‘เนเน่ รอยัล’ เด็กไทยวัย 16 ปีที่วาดลวดลายในเพลง Hysteria และประวัติศาสตร์การทำงานของวง Muse ตั้งแต่วันแรกที่ส่งเสียงประท้วงในผับใต้ดิน สู่บทเพลงแห่งมรสุมชีวิตในปี 2026 อย่าง The Wow! Signal ล้วนถูกร้อยเรียงด้วยสปิริตเดียวกันอย่างเด่นชัด

นั่นคือสปิริตของความคลั่งไคล้ ความทะเยอทะยาน การไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต และความกล้าที่จะกลั่นกรองความกลัว ความระแวง และความเจ็บปวดในจิตใจให้ออกมาเป็นภาษาดนตรีร็อกที่ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาล 

และสปิริตอันบ้าคลั่งนี้จะยังคงทำหน้าที่ส่งต่อพลังงาน กระตุ้นโสตประสาท และจุดประกายความหวังให้แก่ผู้ฟังรุ่นต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

 

เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า 

 

อ้างอิง:

"MUSE Songs and Albums | Full Official Chart History." Official Charts, 2026, www.officialcharts.com/artist/4712/muse/. Accessed 9 Aug. 2026.

"UNRAVELLING – MUSE." Official Charts, 2025, www.officialcharts.com/songs/muse-unravelling/. Accessed 9 Aug. 2026.

"MUSE – One of the Greatest Rock Bands." Microcuts, www.microcuts.net/. Accessed 9 Aug. 2026.

"The Structural Dynamics and Commercial Trajectory of Muse: A Musicological and Industry Analysis." Manuscript, 2026.

"Eleven Incredible Muse Live Performances." The Offbeat Music Blog, 21 Feb. 2019, offbeat.home.blog/2019/02/21/eleven-incredible-muse-live-performances/. Accessed 9 Aug. 2026.

"Muse: The Wow! Signal-Album Review." Sinusoidal Music, 2 July 2026, sinusoidalmusic.com/reviews/muse-the-wow-signal-album-review/. Accessed 9 Aug. 2026.

Nuttall, Luke. "ALBUM REVIEW: Muse – 'The Wow! Signal'." The Soundboard, 30 June 2026, thesoundboardreviews.com/2026/06/30/album-review-muse-the-wow-signal/. Accessed 9 Aug. 2026.