08 ก.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
I hurt myself today
To see if I still feel
I focus on the pain
The only thing that's real
(วันนี้ฉันทำร้ายตัวเอง เพื่อดูว่าฉันยังรู้สึกอยู่ไหม ฉันจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวด เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เป็นความจริง)
ท่วงทำนองที่บาดลึกในบทเพลง Hurt ของ ‘จอห์นนี่ แคช’ (Johnny Cash) ศิลปินชาวอเมริกันระดับตำนานที่ ‘เอลวิส เพรสลี่ย์’ (Elvis Presley ) และ ‘บ็อบ ดีแลน’ (Bob Dylan) ให้ความเคารพสุดใจ บทเพลงนี้ไม่ได้เผยให้เห็นแค่ความทรมานในช่วงชีวิตของเขาเท่านั้น แต่คือสารภาพบาปครั้งสุดท้ายของชายผู้ใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งจมดิ่งอยู่ในกองเถ้าถ่านของยาเสพติด และอีกครึ่งหนึ่งกลั่นออกมาเป็นเพลงรักจากขุมนรก
ชีวิตที่ต้องพึ่งพายาเสพติดทำให้เขาต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก
หนักถึงขนาดที่ว่าเขาเกือบจากโลกนี้ไปหลายต่อหลายครั้ง เพราะไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้
แต่ภายใต้ความดิบเถื่อนและบุคลิกที่ไม่แยแสโลก เขากลับเป็นชายคลั่งรักมากคนหนึ่ง และเพราะความรักนี่เองที่ทำให้เขายังคงหายใจอยู่ได้ เขารักหญิงคนนี้มากเสียจนจรดปลายปากกาเขียนจดหมายมอบให้เธอ และจดหมายฉบับนี้ก็ทรงพลังถึงขั้นที่ถูกจารึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในจดหมายที่โรแมนติกที่สุดในโลก
และนี่คือเรื่องราวของบุรุษชุดดำ ผู้เคยออกทัวร์คอนเสิร์ต 300 วัน ผ่านวังวนยาเสพติด และสร้างตำนานแห่งการไถ่บาปในเรือนจำ สู่การเป็นศิลปินผู้กลั่นเพลงรักจากขุมนรก
จอห์นนี่ แคช ไม่ได้ใส่ชุดสีดำเพื่อความเท่ หรืออยากสร้างภาพลักษณ์เป็นคนหัวขบถ เขาสวมชุดสีดำเพื่อไว้อาลัยให้กับความอยุติธรรม คนยากจน และเดนมนุษย์ที่ถูกสังคมถ่มถุย ภายใต้เสียงแบริโทนทุ้มต่ำและจังหวะกลองกึ่งรถไฟที่เรียกว่า 'Boom-Chicka-Boom' คือสนามรบที่ไม่มีวันสงบระหว่าง ‘ปีศาจ’ ในร่าง (ซึ่งก็คือยาเสพติด) กับความพยายามที่จะดิ้นรนขอไถ่บาป
‘ร็อดนีย์ โครเวลล์’ (Rodney Crowell) นักร้องนักแต่งเพลงและอดีตลูกเขยของเขาเคยนิยามชีวิตของชายคนนี้ไว้อย่างสัตย์ซื่อว่า
"เขารอดมาได้... จากสิ่งที่เอลวิส (เพรสลีย์) ไม่อาจรอดพ้นได้"
แต่กว่าจะมาถึงคำนิยามนั้น ชีวิตของจอห์นนี่ต้องผ่านความโศกเศร้าหลังการสูญเสียชายที่เขาเคารพมากที่สุดในชีวิตไปตั้งแต่อายุเพียงหลักสิบ ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจากบาดแผลสีดำบนผืนดินที่อาร์คันซอ
จอห์นนี่อายุแค่ 12 ปีตอนที่เขาได้รับข่าวร้าย
ภาพวันนั้นคงคงติดอยู่ในห้วงความทรงจำ ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบปีเขาก็ยังคงไม่ลืม
ย้อนกลับไปในปี 1944 ที่รัฐอาร์คันซอ ‘แจ็ค แคช’ (Jack Cash) พี่ชายที่เขารักยิ่งกว่าสิ่งใดได้จากโลกนี้ไปเพราะอุบัติเหตุ ร่างของพี่ถูกเลื่อยไฟฟ้าผ่าครึ่งและหมดสติไปต่อหน้าต่อตาน้องชายคนนี้
อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้เขาแทบสิ้นสติ พี่ชายถูกพาไปรักษาในโรงพยาบาลนานถึงสองสัปดาห์แต่สุดท้ายก็ไม่อาจยื้อเงื้อมมือของมุจจุราชไว้ได้
พี่จากไปแล้ว
จากไปแบบไม่มีวันหวนกลับ
เหลือเพียงแค่เขาที่ต้องใช้ชีวิตต่อโดยไม่มีพี่ข้างกาย
จอห์นนี่ได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเพราะเหตุใด พี่ชายต้องทำงานหนักถึงเพียงนี้ สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า ครอบครัวของเขายากจนเกินกว่าจะให้ใครคนใดอยู่เฉย และพี่ก็ตระหนักถึงข้อนี้ดี พี่รักครอบครัวจนยอมสละความสุขในช่วงวัยรุ่นไปจนหมดสิ้น โดยไม่สนใจความสุขของตัวเองเลยสักนิด คิดเพียงแค่อยากหาเงินมาช่วยดูแลครอบครัวให้ได้ก็เท่านั้น
จอห์น คาร์เตอร์ แคช ลูกชายของจอห์นนี่เรียกสิ่งนี้ว่า 'Interior Pain' (บาดแผลในตรรกะส่วนลึก) ที่พ่อต้องแบกรับไว้ชั่วชีวิต เขาเรียนรู้ที่จะอยู่กับความว่างเปล่าด้วยการเริ่มเขียนหนังสือ ใช้หมึกและกระดาษแทนการกรีดร้อง ร่ายมนต์ผ่านจดหมายรักนับร้อยฉบับส่งไปหาหญิงสาวที่จะกลายเป็นรักครั้งแรกของเขา
แต่ในช่วง 10 ถึง 12 ปีสุดท้ายของชีวิต บาดแผลภายในใจนั้นกลับถูกถมด้วยความเจ็บปวดทางกาย ร่างกายของเขารุมเร้าด้วยโรคร้ายสารพัด ตั้งแต่เบาหวาน, พาร์กินสัน, โรกระบบประสาทเสื่อม Shy-Drager syndrome ไปจนถึงอาการเส้นประสาทขากรรไกรเสียหายเรื้อรังที่บดเคี้ยวเขาทุกวินาที
"พ่อของผมใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บปวดมาตลอดชีวิต
"ความเจ็บปวดที่หนักที่สุดของเขาคือบาดแผลภายในจิตใจ แต่ในช่วง 10 ถึง 12 ปีสุดท้ายของชีวิต ความเจ็บปวดทางกายได้เข้ามาครอบงำ และคุณไม่มีวันเอาชนะความเจ็บปวดทางกายได้"
การต่อสู้ทางกายรุนแรงถึงขั้นที่เขาต้องรับการผ่าตัดเอาหนึ่งในสามของกระเพาะอาหารออกไปเพราะแผลพุพองที่เกิดจากการประโคมกรอกยาเม็ดแก้ปวดอย่าง Percodan และยาแอสไพรินเข้าไปไม่หยุดหย่อน จนครอบครัวต้องร่วมกันรวมตัวจับเข่าคุยเพื่อกดดัน ส่งตัวเขาเข้าบำบัดที่ Betty Ford Center
ปี 1954 ณ เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี ชายหนุ่มชื่อ JR (ชื่อจริงของแคชก่อนจะถูกค่ายเปลี่ยนเป็นจอห์นนี่) เพิ่งปลดประจำการจากกองทัพอากาศหลังกลับมาจากเยอรมนี เขาแต่งงานกับ ‘วิเวียน ลิเบอร์โต’ (Vivian Liberto) และเริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อนร่วมงานอย่าง ‘มาร์แชล แกรนต์’ (Marshall Grant) และ ‘ลูเธอร์ เพอร์กินส์’ (Luther Perkins)
ทั้งสามหอบความหวังไปออดิชันกับ ‘แซม ฟิลลิปส์’ (Sam Phillips) แห่งค่าย Sun Records ด้วยความตั้งใจแรกที่จะเล่นเพลงกอสเปล (เพลงโบสถ์) แต่แซมกลับปัดปฏิเสธทันควัน
"เพลงแนวนี้ไม่มีตลาดหรอกไอ้หนู กลับไปแต่งเพลงของตัวเองมาแล้วค่อยมาคุยกัน"
แคชกลับบ้านไปคว้าเอาบทกวีที่เขาเคยเขียนไว้มาดัดแปลง จนกลายเป็นซิงเกิลเปิดตัวอย่าง Hey Porter ตามด้วย Cry, Cry, Cry แต่หมุดหมายที่แท้จริงคือปี 1956 เมื่อเพลง I Walk the Line ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งกวาดทั้งชาร์ตคันทรี, ป๊อป และร็อกแอนด์โรล จนแซมฟิลลิปส์เรียกเพลงนี้ว่า 'Triple Crown'
อันที่จริงเขาแต่งเพลงนี้ขึ้นมา เพราะตกอยู่ในห้วงอารมณ์รัก อย่างที่บอกแต่ต้นว่าจอห์นนี่คือชายที่ ‘คลั่งรัก’ แทบจะตลอดเวลา เพลงนี้จึงกลายเป็นคำสัญญาที่เขียนขึ้น เพื่อบอกวิเวียนภรรยาว่า
“ฉันจะซื่อสัตย์และยึดมั่นอยู่กับเธอในยามที่อยู่บนถนนสายดนตรี”
แต่ในโลกความเป็นจริง การเป็นศิลปินยิ่งทำให้มีเสน่ห์เหลือล้น จนทำให้สาว ๆ มากหน้าหลายตาต่างกรูกันเข้ามาอยากทำความรู้จัก แม้ว่าจอห์นนี่จะไม่เคยเหลียวมอง แต่การออกไปทำงานทัวร์คอนเสิร์ตของชายคนรักก็ทำให้เธอเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย
และในไม่ช้าความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เริ่มระหองระแหง เพราะวงการดนตรีได้จูงมือชายคนรักเดินออกไปไกลมากขึ้นทุกที
เมื่อชื่อเสียงพุ่งทะยาน จอห์นนี่ต้องเดินสายแสดงดนตรี 250 ถึง 300 วันต่อปี การออกทัวร์ในยุค 1950 เข้าขั้นระดับบ้าคลั่งเช่นนี้ สุดท้ายคงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ความหวังดี’ ที่ถูกหยิบยื่นมาแบบจอมปลอม เขารู้จักกับยาเม็ดเล็ก ๆ ที่ทำให้เขาสามารถแสดงคอนเสิร์ตได้โดยไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย
ยาเสพติดเปลี่ยนเขาให้กลายเป็น ดร.เจคิลล์ และมิสเตอร์ไฮด์ (มนุษย์สองบุคลิก) จอห์นนี่เสพติดยาพวกนี้หนักถึงขั้นซัดยาไปวันละ 100 เม็ด!
โชคดีที่ร่างกายเขาไม่เป็นอะไร ถึงแม้ภายหลังพฤติกรรมเช่นนี้จะทำลายร่างกายและจิตใจเขาจนย่อยยับก็ตาม
ว่ากันว่าหากมีใครซัดยาไปรวดเร็วในจำนวนมหาศาลเช่นนั้น คนนั้นคงไม่มีชีวิตรอดอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่กับจอห์นนี่ ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาสร้างภูมิต้านทานยาได้ไม่ว่าจะมีอีกกี่ชนิดถูกอัดเข้ามา ว่ากันว่าเขาใช้สูตร Rainbow Effect คือกินยาอัปเปอร์เพื่อให้ตื่นและมีพลังเหลือล้นราวกับพระเจ้าบนเวที ก่อนจะกระหน่ำยาดาวน์เนอร์และยานอนหลับสีฟ้า-แดง เพื่อให้ตัวเองดิ่งลงไปนอนหลับใหลได้ยาวนานถึง 18 ชั่วโมง จนหลายครั้งเพื่อนร่วมวงคิดว่าเขาหมดสติหรือจากไปเสียแล้ว
‘จอห์นนี่ เวสเทิร์น’ (Johnny Western) มือกีตาร์และพิธีกรผู้ร่วมทัวร์คอนเสิร์ตยุคนั้นบอกว่า "บางครั้งยาเม็ดพวกนั้นทำให้เสียงของเขาแหบมาก เขาทำได้เพียงส่งเสียงแหบพร่า เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงของ จอห์นนี่ แคช ที่ผู้คนคุ้นเคยอีกต่อไป"
และในฐานะพิธีกรเขาถึงกับประกาศออกไมค์ เพื่อให้ทุกคนรับรู้โดยทั่วกันว่าศิลปินตรงหน้าที่กำลังจะก้าวขึ้นมาแสดงนั้น มีสภาพที่่ควรจะนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่าขึ้นแสดงบนเวทีเสียอีก
"สุภาพบุรุษท่านนี้ควรจะนอนอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่ามายืนอยู่บนเวทีคืนนี้ แต่เพราะทุกคนจ่ายเงินที่หามาอย่างยากลำบากเพื่อมาชมเขา คืนนี้เขาจึงพยายามอย่างดีที่สุด"
ความคลั่งยาของจอห์นนี่ถือเป็นวิถีร็อกแอนด์โรลรุ่นบุกเบิก ที่ชวนปวดหัวอยู่ไม่น้อย และเมื่อมีเพื่อนที่พร้อมเฮโลถึงไหนถึงกันก็ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็น ‘มาร์แชล แกรนต์’ มือเบสในวง The Tennessee Two ซึ่งเป็นวงแบ็คอัพของจอห์นนี่ และเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่เคียงข้างเขามาเกือบตลอดชีวิต เคยพกเลื่อยวงเดือน Black & Decker ติดตัวไปเลื่อยเฟอร์นิเจอร์ในห้องพักโรงแรมจนเกือบขาดแล้วประกอบกลับไว้หลอก ๆ พอแม่บ้านเข้ามาปัดฝุ่น ห้องทั้งห้องก็พังครืนลงมา ขณะที่ตัวจอห์นนี่เองเคยหยิบเก้าอี้เหล็กทุบกำแพงห้องพักโรงแรมจนทะลุเป็นรูเพียงเพราะขี้เกียจเดินอ้อมไปหา ‘ลูเธอร์ เพอร์กินส์’ ในห้องข้าง ๆ
ท่ามกลางชีวิตที่บ้าคลั่งของจอห์นนี่ อยู่มาวันหนึ่ง ‘จูน คาร์เตอร์’ (June Carter) ก็ได้ก้าวเข้ามาติดอยู่ในบ่วงความยุ่งเหยิง ความรักของทั้งคู่คือความสัมพันธ์ที่ผิดที่ผิดเวลา ผิดหลักศาสนา ผิดทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะต่างคนต่างมีคนรักอยู่แล้ว วิเวียน ภรรยาของจอห์นนี่เป็นชาวคาทอลิกผู้เคร่งครัดและไม่เต็มใจหย่าร้าง ส่วน ‘ริป นิกซ์’ (Rip Nix) สามีของจูนที่เป็นอดีตนักอเมริกันฟุตบอลและผันตัวไปเป็นตำรวจในแนชวิลล์ ก็เกาะกินรายได้ของจูนและไม่ยอมปล่อยขุมทรัพย์ก้อนทองนี้ไปง่าย ๆ
จอห์นนี่ เวสเทิร์น เล่าถึงดราม่ารักสามเส้าที่เกือบลงเอยด้วยการนองเลือดว่า
"ตอนที่จอห์นรักจูนอย่างหมดหัวใจ เขาเคยเสนอเงินให้วิเวียนหนึ่งล้านดอลลาร์ เพื่อให้เธอยอมปล่อยเขาไป แต่จูนเองก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากริป นิกซ์ ได้ ริปขู่ว่าจะลากเธอกับตระกูลคาร์เตอร์ไปประจานให้เสียหายไปทั่วรัฐเทนเนสซี เรื่องนั้นทำให้เธอกลัวแทบขาดใจ... แอมเฟตามีนจึงกลายเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย เป็นวิธีที่จอห์นนี่ใช้ระเบิดตัวเองเพื่อหลุดออกจากความทุกข์นั้น"
จูนเปลี่ยนความระทมออกมาเป็นบทเพลง Ring of Fire พรรณนาถึงการตกลงไปในวงล้อไฟแห่งความรักที่พร้อมเผาไหม้ทุกสิ่ง
เรื่อวราวความรัก ‘ผิด’ ๆ ของทั้งสองถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง Walk The Line (2005) โดย ‘วาคีน ฟีนิกซ์’ (Joaquin Phoenix) รับบทจอห์นนี่ แคช และ ‘รีส วิเธอร์สปูน’ (Reese Witherspoon) รับบท ‘จูน คาร์เตอร์’ การแสดงที่ทรงพลังเช่นนี้ทำให้ได้ได้รับรางวัลออสการ์ 1 สาขา (นักแสดงนำหญิง), ลูกโลกทองคำ 3 สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายและหญิงยอดเยี่ยมประเภทตลกหรือมิวสิคัล)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินอย่างเรียบง่ายว่าจูนคือแม่พระที่ฉุดจอห์นนี่ขึ้นมาจากขุมนรกยาเสพติดในปี 1968 จากนั้นทั้งคู่ก็จูงมือกันเดินบนทุ่งลาเวนเดอร์และเลิกยาได้อย่างเด็ดขาด ในความเป็นจริงกลับ "โคตรจะซับซ้อนและเจ็บปวด"
โรแซน แคช (Rosanne Cash) ลูกสาวคนโตของจอห์นนี่กับวิเวียน ภรรยาคนแรกของเขา เธอเป็นนักดนตรีและนักแต่งเพลงเจ้าของรางวัลแกรมมี่ เธอยืนยันว่า พ่อต้องสู้กับอาการอยากยาไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต และ จอห์น คาร์เตอร์ แคช ก็ยอมรับว่าภาพแม่พระช่วยชีวิตนั้นเป็นแค่นิทานที่ฟังดูดี
แต่ถึงอย่างนั้น มาร์แชล แกรนต์ (ใช่, เขาคือคนเดียวกับที่ใช้เลื่อยหั่นเฟอร์นิเจอร์) และจูน ก็ได้แอบจับมือกันขโมยยาเม็ดทั้งหมดของจอห์นนี่ไปเททิ้งในชักโครกเพื่อยื้อชีวิตของเขาไว้ จนโดนจอห์นนี่เกลียดขี้หน้าเข้าไส้
"พวกเราไม่มีพันธมิตรเลย" มาร์แชล แกรนต์ เล่า
"คนอื่น ๆ คิดว่าเรื่องของเขาเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เป็นโจ๊กขำ ๆ แต่พวกเรารู้ดีว่าความจริงนั้นร้ายแรงขนาดไหน"
หลังจากตกอยู่ในห้วงของยาเสพติดมาเป็นเวลานาน ความร่วงโรยลามไปถึงยุคทศวรรษ 1980 เมื่อ ‘บิล วอล์กเกอร์’ (Bill Walker) อำนวยการดนตรีแห่ง Johnny Cash Show เล่าว่า สุขภาพของจอห์นนี่บอบช้ำจนถึงขีดสุด "ร่างกายของเขาบอบบางมาก ถึงขนาดว่าถ้าเขาปวดฟัน เขาก็ต้องเข้าโรงพยาบาล และทันทีที่แพทย์ฉีดยาแก้ปวดให้ พวกเราก็ต้องรีบช่วยให้ฤทธิ์ยาลดลงทันที เพราะเขายังคงจ้องจะหาทางติดยาเหล่านั้นอยู่เสมอ"
ถึงจะติดยาขนาดไหน แต่จอห์นนี่ แคช ไม่เคยติดคุกในฐานะผู้ต้องขังจริง ๆ เลยสักครั้ง มีเพียงแค่สร้างความวุ่นวายจนถูกจับขังค้างคืน ไม่เคยโดนเพราะยาเสพติดเลยแม้แต่วันเดียว
จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ตเรือนจำในตำนาน เกิดจากการที่เขาได้ดูหนังเรื่อง Inside the Walls of Folsom Prison ในปี 1951 ระหว่างประจำการทหารที่เยอรมนี ความโหดร้ายในคุกทำให้เขารู้สึกหดหู่ เขาเศร้าเสียจนอยากจะช่วยให้คนที่อยู่ในสถานที่เช่นนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนกระทั่งปี 1957 เขาเริ่มจัดทัวร์ดนตรีในเรือนจำ และเคยไปเล่นที่แซนเควนติน ในปี 1959 ซึ่งในวันนั้นมีนักโทษหนุ่มชื่อ ‘เมิร์ล แฮกการ์ด’ (ว่าที่ตำนานเพลงคันทรีในอนาคต) นั่งเบิกตากว้างอยู่แถวหน้าสุดด้วย
แต่เบื้องหลังที่แท้จริงของการจัดคอนเสิร์ตเรือนจำครั้งประวัติศาสตร์นี้ กลับซ่อนความจริงที่แสนสิ้นหวังของคนทำดนตรีเอาไว้ มาร์แชล แกรนต์ เผยว่า
"ตอนนั้นปัญหายาเสพติดรุนแรงมากแล้ว อาชีพของพวกเราหยุดนิ่ง เพราะเราแทบพาเขาเข้าสตูดิโอไม่ได้เลย... นั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่นำไปสู่อัลบั้ม Folsom ในเมื่อเราเอาเขาเข้าสตูดิโอไม่ได้ พวกเราก็ตัดสินใจยกทีมอัดเสียงเข้าไปหาเขาในคุกโฟลซัมแทน"
วันที่ 13 มกราคม 1968 จอห์นนี่ แคช ก้าวเท้าผ่านประตูเหล็กหนาเข้าไปใน เรือนจำโฟลซัม (Folsom Prison) ในสภาพที่เพิ่งสร่างยาและกดดันตัวเองอย่างหนัก เขาเขียนบันทึกไว้ว่ารู้สึกผ่อนคลายไม่ต่างจาก "แมลงที่ติดอยู่ในกับดักกำจัดแมลงสาบ" เพราะนั่นคือครั้งแรกจริง ๆ ที่เขาต้องขึ้นโชว์โดยไม่มีสารเสพติดวิ่งอยู่ในกระแสเลือด
วินาทีที่เขาเปล่งเสียงเพลง Folsom Prison Blues และได้สบตากับเหล่านักโทษในฐานะมนุษย์ที่เท่ากัน โชว์ดังกล่าวกลายเป็นตำนานทันที เมื่อถึงท่อนร้องที่กระแทกกระทั้นว่า
I shot a man in Reno, just to watch him die
(ผมยิงชายคนหนึ่งที่เมืองรีโน เพียงเพื่อจะได้เห็นเขาตาย)
เสียงโห่ร้องสะใจของเหล่านักโทษก็ดังระงมขึ้นกลบเสียงดนตรี แต่ความจริง เสียงเหล่านั้นถูกแต่งเติมเข้ามาในภายหลัง นักโทษทุกคนนั่งเงียบกริบเพราะหวาดกลัวว่าจะถูกพัศดี สั่งขังเดี่ยวหรือลงโทษหากแสดงอารมณ์ออกนอกหน้า
‘บ็อบ จอห์นสตัน’ (Bob Johnston) โปรดิวเซอร์ของอัลบั้มคือผู้ที่นำเสียงเชียร์มาตัดต่อใส่เข้าไปภายหลังเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ความอึดอัดและเกร็งในวันนั้นส่งผลให้เพลงเปิดอย่าง Folsom Prison Blues มีจังหวะสับรัวที่เร่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความประหม่าของจอห์นนี่เอง จนในท่อนท้าย น้ำเสียงของเขากลับฟังดูหวาดหวั่นและสิ้นหวังไม่ต่างจากคนที่ใส่ชุดนักโทษนั่งฟังเขาอยู่ แต่หลังจากคลายความกดดัน คอนเสิร์ตนี้ชุบชีวิตอาชีพดนตรีของเขาให้คืนชีพ และเปลี่ยนภาพลักษณ์ ‘ชายหัวขบถ’ ให้กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่เข้าไปปฏิรูประบบราชทัณฑ์ต่อสภาคองเกรสในปี 1972
ในช่วงทศวรรษ 1980 ความคลั่งและผลกระทบจากยากล่อมประสาททำให้การแสดงของจอห์นนี่เข้าขั้นวิกฤต ‘จิมมี่ ทิตเทิล’ (Jimmy Tittle) มือเบสคู่ใจเล่าถึงเหตุการณ์ในลาสเวกัสว่า
"มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ลาสเวกัส พวกเราเล่นดนตรีจบเพลงไปแล้ว แต่เขายังยืนร้องเนื้อเพลงต่ออีกประมาณสามสิบวินาที เหมือนเขาไม่รู้เลยว่าทุกอย่างจบไปแล้ว เหตุการณ์วันนั้นแย่มากจนจูนต้องเดินออกมาบอกให้เขาหยุดพัก... แต่พอหลังการแสดง ผมเดินผ่านล็อบบี้แล้วได้ยินผู้คนพูดกันว่า 'โอ้พระเจ้า ได้เห็นแคชไหม เขายอดเยี่ยมจริง ๆ' ผู้คนต่างคาดหวังและยอมรับให้เขาเป็นแบบนั้นเสียแล้ว"
แต่วิถีชีวิตป่วน ๆ แบบร็อกสตาร์ก็ยังตามหลอนเขา จิมมี่หัวเราะเมื่อนึกถึงวีรกรรมสุดบ้าคลั่ง "มีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นเต็มไปหมด อย่างครั้งที่เขากับ มาร์ตี้ สจวร์ต ขับรถบัสถอยหลังตกลงไปในสระว่ายน้ำตอนตีสี่ เพียงเพราะต้องการจะออกไปซื้อกาแฟสักแก้ว! เขาเผารถไปหลายคัน มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นรอบตัวเขาเสมอ แต่เขาเป็นคนจิตใจดีจริง ๆ"
จนกระทั่งในปี 1992 ในช่วงที่ตกต่ำถึงขีดสุด ค่ายเพลงต่าง ๆ ปิดประตูใส่หน้าเขาเพราะคิดว่าชื่อของจอห์นนี่ แคช ตายไปแล้ว ‘ลู โรบิน’ (Lou Robin) ผู้จัดการส่วนตัวตัดสินใจพาโปรดิวเซอร์หนุ่ม ‘ริค รูบิน’ (Rick Rubin) เข้ามาพบแคชในห้องแต่งตัว ริคนั่งสบตากับจอห์นนี่อยู่สองนาทีเพื่อประเมินชายตรงหน้า ก่อนจะบอกกับเขาว่า
"คุณไม่จำเป็นต้องมีวงออร์เคสตรา คุณแค่ต้องหยิบกีตาร์ขึ้นมา แล้วร้องเพลงอะไรก็ได้ที่คุณอยากร้อง"
นั่นคือจุดกำเนิดอัลบั้มซีรีส์ American Recordings ชุบชีวิตปีศาจเฒ่าให้กลับมาทวงบัลลังก์ราชาเพลงคันทรีที่สะกดวิญญาณผู้ฟังรุ่นใหม่ได้อย่างราบคาบ
ในวัยร่วงโรย จอห์นนี่ต้องเผชิญกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมจากโรคภัยไข้เจ็บและอาการเจ็บปวดจากโรคข้อต่อเสื่อมที่เขาเรียกว่า กระดูกบดกระดูก แต่เขายังโชคดีที่มีจูนคอยอยู่เคียงข้างไม่ห่างกาย
ในปี 1994 จอห์นนี่ส่งจดหมายอวยพรวันเกิดอายุครบรอบ 65 ปีให้จูน ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นจดหมายรักที่โรแมนติกที่สุดในประวัติศาสตร์ จดหมายฉบับนี้ไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาให้สวยหรู แต่รุ่มรวยไปด้วยความจริงแท้จากหัวใจของชายคนหนึ่งที่มอบชีวิตให้แก่หญิงคนรัก
"สุขสันต์วันเกิดนะเจ้าหญิง…
เราสองคนต่างแก่ตัวลงและคุ้นชินซึ่งกันและกัน เราคิดคล้ายกัน เราอ่านใจกันออก เรารู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรโดยไม่ต้องเอ่ยปากถาม บางครั้งเราอาจทำให้กันและกันหงุดหงิดใจไปบ้าง หรือบางคราวอาจเผลอมองข้ามความสำคัญของอีกฝ่ายไป แต่ในบางช่วงเวลา อย่างเช่นในวันนี้ ผมได้ตกตะกอนความคิดและตระหนักว่าตัวผมช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้แบ่งปันชีวิตร่วมกับผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอมา
คุณยังคงทำให้ผมหลงใหลและเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเสมอ คุณแปรเปลี่ยนผมไปในทางที่ดีขึ้น คุณคือเป้าหมายแห่งความปรารถนาทั้งหมดของผม และเป็นเหตุผลทางโลกอันดับหนึ่งที่ทำให้ผมยังดำรงชีวิตอยู่
รักคุณมากเหลือเกิน สุขสันต์วันเกิดนะเจ้าหญิง
— จอห์น"
และสำหรับคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเขาอย่างอดีตลูกเขย ร็อดนีย์ โครเวลล์ เขาไม่มีวันลืม "ความเข้มแข็งที่แท้จริง" ของพ่อตาคนนี้ ตอนที่ร็อดนีย์คบกับโรแซนลูกสาวของจอห์นนี่โดยยังไม่ได้แต่งงาน จอห์นนี่ชวนเขาไปคุยที่ไร่อ้อยในจาเมกา ร็อดนีย์ที่เมาค็อกเทล Bloody Mary และเหล้ารัมพยายามพูดจาวางท่า เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
เขาโดนจอห์นนี่จ้องด้วยสายตาราบเรียบ และเอ่ยประโยคที่ทำให้ร็อดนีย์หายเมาในพริบตาเดียวว่า "ไอ้หนุ่มเอ๋ย... ฉันยังรู้จักนายไม่ดีพอที่จะรู้สึกคิดถึง ถ้าวันหนึ่งนายหายไปจากชีวิตฉัน"
"เขาตัดบทผมในพริบตาเดียว และนั่นทำให้ผมหายเมาทันที" ร็อดนีย์เล่า
"นับจากวินาทีนั้น ผมก็ให้ความเคารพเขาสุด ๆ เพราะเขาแสดงให้ผมเห็นว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงคืออะไร"
เมื่อจูนจากไปในเดือนพฤษภาคม 2003 เขาใช้เวลา 4 เดือนสุดท้ายในสตูดิโอ ทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อสลัดความเศร้า ก่อนจะลาโลกไปอย่างสงบในเดือนกันยายนปีเดียวกัน เพื่อตามไปหาผู้หญิงคนรักของเขา
ร็อดนีย์ โครเวลล์ เชื่ออย่างสุดใจว่า จอห์นนี่ แคช คู่ควรแก่การสลักใบหน้าไว้บนทำเนียบศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ
"ใบหน้าของเขาควรถูกสลักไว้บนภูเขารัชมอร์ (ภูเขาลูกนี้มีการแกะสลักใบหน้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ยิ่งใหญ่ 4 ท่าน (จอร์จ วอชิงตัน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน, ทีโอดอร์ รูสเวลต์ และอับราฮัม ลินคอล์น) ไว้บนหน้าผาหิน... เอาจอห์น, ดีแลน, ชัค เบอร์รี่, เมิร์ล แฮกการ์ด และแฮงก์ วิลเลียมส์ ไปไว้บนนั้นด้วย นั่นคือสถานที่ที่เขาคู่ควรจะอยู่"
จอห์นนี่ แคช ไม่ใช่ศิลปินที่ขาวสะอาด และเขาไม่เคยแสร้งทำเป็นคนดี ใบหน้ากร้านโลกของเขาไม่ได้เหมาะกับทำเนียบศิลปินผู้แสนนุ่มนวล แต่ยังมีศิลปินอีกหลายคนที่เสื่อมใสในตัวเขา และบอกว่าใบหน้านี้แหละที่คู่ควรแก่การถูกจารึกไว้บนจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์วงการเพลง
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ภาพ : johnnycash.com
อ้างอิง
In Honor of His 84th Birthday, Read Johnny Cash's Timeless Love Letter to June Carter.
Johnny Cash Described His Love for June Carter as 'Unconditional'. Inside Their Love Story.
Johnny Cash and June Carter Knew What It Took to Make a Marriage Work.