07 ก.ค. 2569 | 16:00 น.

KEY
POINTS
เมื่อท่วงทำนองและตัวโน้ตจากช่วงทศวรรษ 1970 เต้นรำข้ามกาลเวลามายังปี 2026 บัตรคอนเสิร์ต World Tour ‘ครั้งแรก’ ในชีวิตของศิลปินหน้า (ไม่) ใหม่วัย 73 ปีผู้นี้ขายหมดลงภายในไม่กี่พริบตา
“จริง ๆ ผมตั้งใจว่าจะค่อย ๆ เฟดตัวเองออกจากวงการแล้ว”
ตลอดเส้นทางดนตรีกว่า 50 ปีอันยาวนาน กับอายุที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เมื่อมีขาขึ้น ก็ย่อมมีขาลง จึงไม่แปลกที่เขาจะเริ่มทยอยเก็บชิ้นส่วนเรื่องราวในฐานะนักดนตรีเข้าหีบห่อแห่งความทรงจำ
แต่ปี 2026 นี้ เขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง ราวกับได้ ‘เกิดใหม่’ เป็นครั้งที่ 2
“ทาคานากะกลับมาแล้ว”
นี่คือการเกิดใหม่ของ ‘มาซาโยชิ ทาคานากะ’ (Masayoshi Takanaka) มือกีตาร์แนวแจ๊สฟิวชัน (jazz-fusion) และซิตี้ป๊อป (city pop) ระดับบรมครูแห่งวงการ ที่เริ่มเล่นกีตาร์มาตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้
ผู้เป็นเจ้าของภาพลักษณ์ไม่ซ้ำใครอย่างชุดสูทสีแดงจัดจ้าน กีตาร์ทรงกระดานโต้คลื่น เสื้อฮาวาย และดนตรีที่ทำให้วันหมอง ๆ ของใครคนหนึ่งกลายเป็นวันฟ้าใส ที่ห้อมล้อมไปด้วยความอบอุ่นจากแสงแดดและกลิ่นไอทะเล หากใครได้ฟังก็คงปฏิเสธการโยกย้ายไปตามห้วงอารมณ์แสนสุขของร่างกายเสียไม่ได้
นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้เขียนถึงใช้เวลาเขียนงานชิ้นนี้นานเหลือเกิน เพราะมัวแต่ดื่มด่ำไปกับตัวโน้ตและบรรยากาศของดนตรี กว่าจะบรรเลงได้แต่ละตัวอักษรก็ปาไปครึ่งค่อนวันแล้ว
มาซาโยชิ ทาคานากะ มีชื่อเดิมว่า ‘มาซาโยชิ หลิว’ (Masayoshi Liu) โดยใช้นามสกุลของผู้เป็นพ่อที่เป็นชาวจีนจากนานกิงซึ่งอพยพมายังญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อได้สัญชาติจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล ‘ทาคานากะ’ ซึ่งเป็นของแม่ชาวญี่ปุ่น
ทาคานากะเกิดวันที่ 27 มีนาคม 1953 และเติบโตมาในครอบครัวที่หลงใหลในเสียงดนตรี ทั่วทุกมุมบ้านของเขาเต็มไปด้วยแผ่นเสียง
ช่วงทศวรรษ 1950 คือช่วงที่กระแสวัฒนธรรมลาตินอเมริกันเริ่มหลั่งไหลเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลังจากการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงไม่กี่ปี่ และถือเป็นยุคต้นกำเนิดของ ‘โรงเต้นรำ’ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้คนไปรวมตัวกันเพื่อเรียนเต้นรำและซึมซับบรรยากาศดนตรีลาติน ไม่ว่าจะชะชะช่า รุมบ้า หรือแมมโบ้
ดนตรีแนวนี้ล้วนเป็นแนวที่แม่ของทาคานากะชื่นชอบเป็นพิเศษ อีกทั้งละแวกบ้านเขายังมีคาเฟ่กลางคืนที่เปิดเพลงตลอดเวลา เด็กคนอื่น ๆ อาจจะฟังนิทานกล่อมนอน แต่สิ่งที่กล่อมเด็กชายทาคานากะทุกคืนกลับเป็นเพลง “Mambo No. 5” ของเปเรซ ปราโด (Pérez Prado) ที่คงไม่ดีต่อคุณภาพการนอนของเด็กเสียเท่าไหร่ แต่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญที่หล่อหลอมสุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของดนตรีของทาคานากะ
ราว ๆ 12 ขวบ หลังจากที่คลุกคลีกับเพลงญี่ปุ่นมาทั้งชีวิต พี่ชายของทาคานากะนำเพลงของวง The Beatles และ The Ventures มาให้เขาลองฟังครั้งแรก เสียงกีตาร์ไฟฟ้าที่พรั่งพรูออกมาจากดนตรีตะวันตก พร้อมกับเมโลดี้ที่แปลกใหม่เหล่านั้น เปลี่ยนโลกดนตรีของทาคานากะไปตลอดกาล และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มจับกีตาร์
เส้นทางดนตรีของทาคานากะเริ่มต้นในทศวรรษ 1970 โดยเขาเริ่มจากการเป็นสมาชิกวง Flied Egg ในฐานะมือเบส แต่ก็ได้ยุบตัวลงหลังมีอายุได้เพียง 1 ปีเท่านั้น ต่อมาเขาได้เข้าเป็นสมาชิกวง Sadistic Mika Band วงร็อกระดับตำนานที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก และกลายเป็นวงร็อกญี่ปุ่นวงแรกที่ได้ขึ้นทัวร์ในงาน Roxy Music ปี 1975 ณ ประเทศอังกฤษ ครั้งนี้ทาคานากะเข้าร่วมวงในฐานะมือกีตาร์นำ และช่วงเวลานี้เอง เขาก็ได้พัฒนาสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา
ในปี 1976 ทาคานากะเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะศิลปินเดี่ยว พร้อมกับออกอัลบัมแรก “Seychelles” ซึ่งวางรากฐานลายเซ็นต์อันแข็งแกร่งให้กับดนตรีของทาคานากะ ทำให้ใคร ๆ ต่างจดจำเขาได้จากเมโลดี้กีตาร์แสนสดใสที่มอบความสุขล้น ๆ ผ่านดนตรีที่เต็มไปด้วย ‘กลิ่นอายฤดูร้อน’ มาด้วยกันกับการฟิวชันที่กลมกล่อมของดนตรีหลากหลายแนว ตอบโจทย์ผู้ฟังในยุคที่ใครต่อใครต่างโหยหา ‘ความใหม่’ ในเสียงดนตรี
ทาคานากะยังออกอัลบัมอย่างต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ อีกหนึ่งอัลบัมที่สะท้อนความหลงใหลในดนตรีลาตินของเขาได้ยังชัดเจนคือ “Brasilian Skies” (1978) ผสมผสานทั้งแซมบ้า (Samba) และบอสซา โนวา (Bossa Nova) พร้อมกับเมโลดี้ติดหูที่ผู้เขียนเคย (กล้าที่จะ) แสดงความสามารถที่อาจจะพิเศษ หรือไม่พิเศษ ไว้ในรายการ #ฟังVibe ของ The People (กดรับชมได้ที่นี่)
อีกหนึ่งอัลบัมที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “The Rainbow Goblins” (1981) มากับคอนเซปต์ที่ดัดแปลงมาจากนิทานภาพของเด็กในชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอิตาเลียน ‘อุล เด ริโก’ (Ul de Rico) กล่าวได้ว่าผลงานนี้คือ ‘มาสเตอร์พีซ’ ของทาคานากะ ขนาดที่ได้รับรางวัล Planning Award (企画賞) จากงาน Japan Record Awards ครั้งที่ 23 ซึ่งคือรางวัลที่มอบให้กับผลงานที่โดดเด่นด้านแนวคิดและความคิดสร้างสรรค์ในการผลิต อีกทั้งยังได้แสดงสดที่นิปปอนบูโดกังด้วยฉากจัดเต็มและวิชวลเอฟเฟกต์ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการ
สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำทาคานากะไม่ใช่แค่เสียงดนตรีที่แสนอบอุ่นหัวใจ แต่ยังรวมไปถึงภาพจำสุดไอคอนิกบนเวทีของเขา ที่ยิ่งขับเน้นมวลบรรยากาศของฤดูร้อนในจินตนาการของผู้ฟังขึ้นไปอีกระดับ เช่น กีตาร์สีรุ้งสั่งทำพิเศษสำหรับอัลบัม “The Rainbow Goblins” และ “The White Goblins” ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้ว
และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ‘กีตาร์ทรงกระดานโต้คลื่น’ สุดอลังการที่หนักถึง 6 กิโลกรัมที่สะกดคนดูให้อยู่ในห้วงแห่งความสุขตั้งแต่ก้าวขาขึ้นเวที แม้ว่าจะแบกเล่นไหวได้แค่ไม่กี่เพลงก็ตาม ทาคานากะเปิดตัวกีตาร์ทรงกระดานโต้คลื่นครั้งแรกในปี 2003 โดยเป็นการออกแบบร่วมกันระหว่างทาคานากะและนักทำกีตาร์ชาวญี่ปุ่น ‘ทาเคดะ ยูทากะ’ (Takeda Yutaka)
ทำไมต้องเป็นทรงกระดานโต้คลื่น?
‘การเล่นกระดานโต้คลื่น’ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรมบันเทิงช่วงทศวรรษ 1960 ประกอบกับกระแส ‘tropicalization’ หรือกระบวนการสร้างภาพจินตนาการ ‘ความเป็นเขตร้อน’ ผ่านดนตรีและวัฒนธรรมสมัยนิยม ที่เกิดขึ้นวัฒนธรรมสมัยนิยมของญี่ปุ่นราว ๆ ทศวรรษ 1970 ถึง 1980 ซึ่งทำให้ดนตรีของทาคานากะและศิลปินคนอื่น ๆ ในยุคนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายฤดูร้อนที่พาผู้ฟังหลบหนีจากโลกความจริงไปพักผ่อนริมทะเล
“ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเถอะ เพราะพอตายไปแล้ว คุณก็ทำอะไรไม่ได้อีก ดังนั้นผมเลยตัดสินใจสร้างกีตาร์ทรงกระดานโต้คลื่นขึ้นมา” ทาคานากะให้สัมภาษณ์กับเพจ Surfer Today
‘กีตาร์ทรงกระดานโต้คลื่น’ ของทาคานากะจึงเป็นมากกว่าเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง เพราะมันเป็นเสมือน ‘ภาพแทน’ ที่ขับเน้นให้จินตนาการโลกเขตร้อนที่เขาสร้างขึ้นดูเป็นสิ่งที่จับต้องได้ อีกทั้งยังสะท้อนถึงอิสระและปรัชญาการใช้ชีวิตของเขา
“จริง ๆ ผมตั้งใจว่าจะค่อย ๆ เฟดตัวเองออกจากวงการแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่านี่อาจเป็นการกลับมาเกิดใหม่ในอาชีพครั้งที่สองของผม ชีวิตของผมเปลี่ยนไปมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ทาคานากะให้สัมภาษณ์กับ The Guardian
ครั้งนี้ที่ทาคานากะกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเขาสร้างผลงานใหม่ แต่เพราะ ‘ตำนานบทเดิม’ ที่เขาเคยสร้างไว้เมื่อ 40 ถึง 50 ปีก่อน
ด้วยพลังแห่งยุคดิจิทัลที่กลับไปค้นเจอผลงานของเขา ประกอบกับผู้เสพสื่อหลักอย่าง Gen Z ที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่โหยหาอดีตที่ตนไม่เคยไปสัมผัสมากที่สุด จนกลายเป็นกระแส ‘City pop revival’ ที่เริ่มปะทุตั้งแต่ช่วงปี 2020 นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับแค่ทาคานากะคนเดียว แต่ยังรวมไปถึงศิลปินซิตี้ป๊อปคนอื่น ๆ ด้วย
ในปี 2020 เราจะบทเพลง “Mayonaka no Door (Stay with Me)” ของ มัตสึบาระ มิกิ (Matsubara Miki) ที่กลับมาขึ้นชาร์ตสปอติฟายยาวนานถึง 18 วัน และถูกนำไปใช้เป็นแผ่นเสียงใน TikTok นับครั้งไม่ถ้วน เช่นเดียวกันกับตัวแม่บทเพลงแห่งความเหงา อย่าง ‘อันริ’ (Anri) ที่กำลังทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกทั่วสหรัฐอเมริกาในปีนี้
นักวิจารณ์หลายท่านเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘False Nostalgia’
วัยรุ่น Gen Z เติบโตมาท่ามกลางความไม่แน่นิ่งทางเศรษฐกิจ ทั้งในวัยที่ควรจะได้ออกไปโลดแล่นมากที่สุด กลับต้องอยู่แต่กับบ้านเพราะโรคระบาด วัน ๆ จึงได้แต่นั่ง นอน ยืนไถหน้าจอมือถือไปอย่างไม่รู้จบ เพื่อหลีกนี้โลกที่ความจริงอันแสนวุ่นวายและไม่ปลอดภัยกลับไปหาอดีตแบบอนาล็อกที่น่าคะนึงหา แต่ไม่เคยได้สัมผัส
นี่ไม่ใช่แค่การโหยหาอดีตที่ไม่เคยประสบ แต่ยังหมายถึงการโหยหาอนาคตที่เคยดูเหมือนเป็นไปได้ บทเพลงซิตี้ป๊อปจึงเป็นพื้นที่ที่ฉายภาพความฝัน และพาคนกลุ่มนี้ล่องไปยังจินตนาการแห่งยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูที่เต็มไปด้วยแสง สี เสียงของตึกราบ้านช่อง
หลังจากห่างหายจากเวทีไปหลายที ปี 2026 ทาคานากะได้กลับมาสร้างความสุขให้คนดูอีกครั้งกับคอนเสิร์ตฉลองครบ 50 ปีแห่งเส้นทางดนตรี ในชื่อว่า “SUPER TAKANAKA WORLD LIVE 2026” ซึ่งจะไปยังเมืองใหญ่ ๆ อย่างลอนดอน นิวยอร์ก ลอสแองเจลิส ชิคาโก ซานฟรานซิสโก และโอ๊คแลนด์ เรียกได้ว่านี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตทาคานากะในฐานะนักดนตรี
แต่สิ่งที่ทำให้ทัวร์นี้พิเศษกว่าทัวร์ไหน ๆ ในอาชีพของเขาคือภาพของคนสองรุ่นยืนอยู่ในฮอลล์เดียวกัน ทั้งแฟนคลับรุ่นเก๋าจากยุค 70s - 80s ที่โตมาพร้อมศิลปิน และแฟนคลับรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันแต่ตั้งตารอที่จะได้ฟังบทเพลงแห่งจินตนาการปรากฏเป็นภาพจริงตรงหน้า
สำหรับผู้ฟังหน้าใหม่ที่เพิ่งมาค้นเจอเพลงของทาคานากะผ่านเพลย์ลิสต์แนะนำรวมบทเพลงซิตี้ป๊อป คุณอาจจะได้ลองสัมผัสบรรยากาศริมฝั่งในตอนเย็นที่พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าในบางเพลง หรือบรรยากาศนั่งรถเล่นโฉบลมยามดึกบทถนนในโตเกียวยุค 80s ในบางเพลง
แปลกใจไหมที่มวลความรู้สึกเหล่านี้ทำไมมันยังฟังดู ‘ใหม่’ อยู่เลย แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว
ส่วนตัวผู้เขียน ชอบเพลง “Good (Bad?) Old Days” จากอัลบัม “An Insatiable High” มากที่สุด เพราะหลับตาฟังแล้วได้แต่ ‘คิดถึง’ คิดถึงอะไร? ก็ไม่รู้ ได้แต่คิดถึงอย่างสงบ ๆ ในวันเหงา ๆ แถมยังเศร้า แต่ก็เพราะทั้ง ‘คิดถึง’ ‘เหงา’ แล้วก็ ‘เศร้า’ นี่แหละมั้ง เลยยังรู้สึกถึง ‘ชีวิต’ จนกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
แล้วคุณล่ะ ชอบเพลงอะไรกัน?
เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)
ภาพ: ปกอัลบัม TAKANAKA จาก takanaka.com
อ้างอิง:
Tone Glow 219: Masayoshi Takanaka. (2026, April 6). Retrieved from Tone Glow: https://toneglow.substack.com/p/tone-glow-219-masayoshi-takanaka
Wickes, H. (2026, April 8). Who Is Masayoshi Takanaka? Everything You Need to Know About the Viral Japanese Guitarist. Retrieved from AOL: https://www.aol.com/entertainment/masayoshi-takanaka-everything-know-viral-135235406.html
Masayoshi Takanaka - Japan's Legendary Guitar Virtuoso. (n.d.). Retrieved from Yokogao: https://www.yokogaomag.com/editorial/masayoshi-takanaka
Balmont, J. (2026, March 2). ‘Do what you really want to do while you’re still alive’: Masayoshi Takanaka, the Japanese guitar hero surfing a second wave in his 70s. Retrieved from The Guardian: https://www.theguardian.com/music/2026/mar/02/masayoshi-takanaka-japanese-guitar-hero-surfing-a-second-wave
The tale of Masayoshi Takanaka's iconic surfboard guitar. (n.d.). Retrieved from Surfer Today: https://www.surfertoday.com/surfing/the-masayoshi-takanaka-surfboard-guitar
City Pop Waves Continues with Masayoshi Takanaka’s First World Tour – SUPER TAKANAKA WORLD LIVE 2026, Presented by Live Nation. (2025, November 11). Retrieved from Live Nation Newsroom: https://newsroom.livenation.com/news/city-pop-waves-continues-with-masayoshi-takanakas-first-world-tour-super-takanaka-world-live-2026-presented-by-live-nation/
Jayson M Chun, Tokikake Ii . (2026, January 20). The Digital Longing for Japan's Lost Future: How City Pop Became the Internet's False Nostalgia. Retrieved from International Institute for Asian Studies: https://blog.iias.asia/pop-pacific/digital-longing-japans-lost-future-how-city-pop-became-internets-false-nostalgia
Reyes-Ruiz, R. (2006, August 19). Music and the (Re)creation of Latino Culture in Japan. Retrieved from Academia.edu: https://www.academia.edu/2405050/Music_and_the_Re_creation_of_Latino_Culture_in_Japan1