‘รวงทอง ทองลั่นธม’ เจ้าของเสียง ‘น้ำเซาะหิน’ แห่งสุนทราภรณ์

‘รวงทอง ทองลั่นธม’ เจ้าของเสียง ‘น้ำเซาะหิน’ แห่งสุนทราภรณ์

‘รวงทอง ทองลั่นธม’ เจ้าของเสียง ‘น้ำเซาะหิน’ นักร้องหญิงวงสุนทราภรณ์ ผู้สร้างผลงานเพลงลูกกรุงอมตะอย่าง ‘จำได้ไหม’ และ ‘รักบังใบ’ ด้วยเอกลักษณ์น้ำเสียงชัดเจน ไพเราะ และทรงพลังทางอารมณ์ ครองใจผู้ฟังตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ไปจนถึงเด็กเลี้ยงควาย

KEY

POINTS

“ยังจำได้ไหม...ถึงใครคนหนึ่ง ที่คุณเคยบอกว่ารัก รัก รักยิ่งนัก”

มีอยู่ไม่กี่เพลงที่แค่ได้ยินคำขึ้นต้นในประโยคแรก ผู้ฟังก็เผลอร้องต่อในใจได้ทันที 

เพลง ‘จำได้ไหม’ คือหนึ่งในนั้น 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บทเพลงนี้ยังคงถูกเปิดซ้ำ ถูกนำมาขับร้องใหม่ และยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนหลายรุ่น ด้วยว่าเป็นเพลงที่เนื้อหาอบอวลไปด้วยความรักรัญจวนใจ ชวนจิตให้คะนึงหา ขณะเดียวกัน เพลงนี้ยังเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้ผู้ฟังจำนวนมากจดจำชื่อของ ‘รวงทอง ทองลั่นธม’ นักร้องหญิงผู้เป็นดั่งเพชรเจียระไนเม็ดสำคัญแห่ง ‘วงสุนทราภรณ์’ เจ้าของน้ำเสียงใสเสนาะ กังวาน และชัดถ้อยชัดคำ จนได้รับฉายาว่า ‘เจ้าของเสียงน้ำเซาะหิน’

กำเนิด ‘เจ้าของเสียงน้ำเซาะหิน’

‘รวงทอง ทองลั่นธม’ หรือชื่อเดิม ‘ก้อนทอง กลิ่นเจริญ’ เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชีวิตวัยเด็กของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก เธอสูญเสียมารดาตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบ และเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน แม้จะเรียนหนังสือได้ดี แต่ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนก่อนจบชั้นมัธยมศึกษา เพราะอาการป่วยของบิดาและครอบครัวขาดรายได้อันมีผลมาจากพิษสงคราม จนต้องออกมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย 

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคสงครามสู่ยุคฟื้นฟูบ้านเมือง วัฒนธรรมตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง วงการบันเทิงไทยพัฒนาไปพร้อมกับวิทยุ โรงภาพยนตร์ และวงดนตรีสมัยใหม่ โดยเฉพาะในรูปของดนตรีสากล เครื่องดนตรีสมัยใหม่ และรูปแบบการจัดวงดนตรีที่ต่างไปจากเดิม สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ หลอมรวมเข้ากับรสนิยมดนตรีไทย จนเกิดเป็นดนตรี ‘ไทยสากล’ ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญของเพลงลูกกรุงในเวลาต่อมา 

หนึ่งในนั้นคือวงสุนทราภรณ์ของ ‘ครูเอื้อ สุนทรสนาน’ ที่ญาติผู้ใหญ่ของเธอพาไปฝากฝังให้ฝึกฝนด้านการขับร้องตั้งแต่อายุ 17 ปี ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ผู้คนได้รู้จักนักร้องหญิงผู้นี้ 

ชื่อ ‘รวงทอง’ เองก็ไม่ได้ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นชื่อที่ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, พลโท ม.ล.ขาบ กุญชร และ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ช่วยกันตั้งขึ้นในภายหลัง เพราะเห็นว่าเหมาะสมกับนักร้องสาวรุ่นใหม่มากกว่า ‘ก้อนทอง’ ชื่อใหม่นี้ฟังดูอ่อนหวาน สละสลวย และคงทำให้ผู้ฟังจดจำได้ง่าย

ส่วนนามสกุล ‘ทองลั่นธม’ ที่หลายคนมักสะกดผิดเป็น ‘ทองลั่นทม’ เป็นนามสกุลเดิมของรวงทอง แต่พระท่านให้เปลี่ยนเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องจากคำว่า ‘ลั่นทม’ มีเสียงพ้องคล้ายคำว่า ‘ระทม’ แต่ ‘ธม’ ที่เปลี่ยนให้ใหม่นี้มีความหมายว่า ใหญ่

ในกระแสธารสนทนาของแฟนคลับนอกจากจะพูดถึงจำนวนเพลงที่เธอขับร้อง หรือรางวัลที่เธอได้รับในภายหลัง ก็ยังปรากฏให้เห็นวิธีที่ศิลปินร่วมสมัยพูดถึงเธอด้วย เพราะเมื่อเปิดอ่านบันทึกความทรงจำ หนังสืออนุสรณ์ หรือข้อเขียนของนักเขียนและครูเพลงที่เคยพบเห็นหรือเป็นผู้ฝึกฝนให้กับเธอ ก็มักจะพบคำอธิบายเกี่ยวกับ ‘น้ำเสียง’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของรวงทองอยู่เสมอ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านั่นเป็นสิ่งที่จับใจใครหลายคนมาตลอดหลายทศวรรษทีเดียว

‘ครูเอื้อ สุนทรสนาน’ ผู้ก่อตั้งวงดนตรีสุนทราภรณ์ ซึ่งเป็นผู้มองเห็นแววของรวงทองตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในวง เคยกล่าวถึงเธอด้วยประโยคที่ภายหลังถูกหยิบยกมาเล่าซ้ำอยู่บ่อยครั้งว่า “ไอ้ก้อน (ทองก้อน) แก้วเสียงมันดี ปอดใหญ่และร้องชัด” สะท้อนสิ่งที่เป็นจุดเด่นของรวงทองตลอดชีวิตการร้องเพลง นั่นคือความชัดเจนของถ้อยคำ ความก้องกังวานในน้ำเสียง และพลังการถ่ายทอดอารมณ์โดยไม่ต้องพึ่งพาการประดิษฐ์เสียงที่ฟุ่มเฟือย บ้างก็ว่าเธอเป็นศิลปินต้นแบบที่ใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องที่สุด

นอกจากจะชื่นชมเรื่องน้ำเสียงแล้ว ครูเอื้อยังเรียกรวงทองว่า ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ ด้วยความเอ็นดู เพราะในวัยสาวเธอไม่ได้เป็นหญิงสาวสะสวยตามค่านิยมยุคนั้นนัก แต่เป็นคนมั่นใจในการแต่งตัว ชอบสวมกระโปรงสุ่มไก่และรองเท้าส้นสูง เวลาเดินจึงแลคล้ายลูกเป็ด 

‘รักบังใบ’ บทเพลงแจ้งเกิด

แม้ชื่อของรวงทองจะถูกกล่าวถึงควบคู่กับเพลง จำได้ไหม อยู่เสมอ แต่ที่จริงแล้ว ก่อนที่บทเพลงนี้จะทำให้เธอกลายเป็นที่จดจำของผู้ฟังชาวสมัยนิยมไทย เธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการเพลงมาแล้วจากผลงานอย่าง ‘รักบังใบ’ ที่มีการใช้ทำนองเพลงไทยเดิมมาเสริมเติมแต่งเนื้อร้อง และบทเพลงอีกจำนวนไม่น้อยที่บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของวงสุนทราภรณ์

“เพลงรักบังใบ แต่งท่ามกลางแดดเปรี้ยงที่บ่อเลี้ยงปลาที่อ้อมน้อย ขณะนั่งอยู่ใต้กะแอ ฮัมทำนองเพลงบังใบที่เคยร้องได้อยู่แล้ว แล้วใส่เนื้อร้องลงไปเป็นวรรค ๆ ตอนนั้น รวงทอง ทองลั่นธม กำลังร้องเพลงเวทีเป็นครั้งแรกที่ศาลาเฉลิมกรุง เลยพยายามใส่เนื้อให้เป็นพิเศษ” – ชอุ่ม ปัญจพรรค์ จากหนังสือ ‘คอนเสิร์ต ๘๒ ปี ชอุ่ม ปัญจพรรค์’

และยังเล่าต่อว่า เธอนั่งครุ่นคิดอยู่จนตะวันใกล้ลับขอบฟ้า ก่อนจะได้วรรคสำคัญว่า “น้ำตาตกตามตะวัน คิดแล้วหวั่นพรั่นใจ” และเมื่อเพลงถูกนำไปร้องและได้บันทึกเสียงเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ผลตอบรับที่เกิดขึ้นก็ทำให้ชื่อของนักร้องสาวผู้นี้เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นที่ชอุ่มบันทึกไว้ในภายหลังว่า “รวงทองดังเหมือนพลุ”

หลังจากที่รวงทองนั้นได้ร้องส่งวิทยุกระจายเสียง ครูเอื้อก็ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ ‘รวมเพลงรวงทอง : รวงทอง ทองลั่นธม ครึ่งศตวรรษ’ ถึงความนิยมในเนื้อเสียงของเธอไว้ว่า 

“เมื่อสิ้นเสียงของเธอ บรรดาแฟนเพลงในกรมประชาสัมพันธ์ถึงกับวิ่งเกรียวกราวมาขอดูตัวผู้ร้อง ตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่และผู้อุปการะวงดนตรีได้ให้ความสนใจ โทรศัพท์มาไต่ถามและขอฟังเพลงนี้อีกหลายครั้งในรายการเดียวกัน”

ซึ่งนั่นก็ช่วยให้เรามองเห็นบรรยากาศของยุคนั้นได้ไม่น้อย ว่านักร้องสาวจากอยุธยาคนนี้กำลังได้รับความสนใจมากเพียงใด 

สิ่งนี้เองที่ทำให้คุณอติพร (สุนทรสนาน) เสนะวงศ์ ลูกสาวคนเดียวของครูเอื้อ สุนทรสนาน ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือ ‘ครึ่งร้อยปีบทเพลงสุนทราภรณ์’ ถึงความยากในการเฟ้นหานักร้องฝีมือดี เรียบเรียงโดย ทองพลอย ไว้ว่า

“เราผลิตนักร้องไม่ทัน อย่างช่วงที่นักร้องรุ่นแรก ๆ อย่างคุณมัณฑนา คุณเพ็ญศรี ออกไปเกือบหมด นานมาก ๆ เลยที่เราจะได้รุ่นคุณรวงทองขึ้นมาแทน”

‘จำได้ไหม’ ก่อนจะมาเป็นเพลงอมตะ 

เบื้องหลังบทเพลงรักที่ผู้คนจดจำกันมานานหลายสิบปี กลับมีจุดเริ่มต้นที่ฟังดูสนุกมากทีเดียวจากคำเล่าของ ‘ครูธาตรี’ หรือ ‘วิชัย โกกิลกนิษฐ์’ ที่ได้เคยเล่าถึงที่มาของเพลงนี้ไว้ว่า ช่วงต้นเดือนที่เงินเดือนเพิ่งออกใหม่ ๆ เขาตัดสินใจไปที่ร้านเหล้าประจำ  และถามเจ้าของร้านว่าเดือนที่แล้วยังมีอะไรค้างจ่ายอยู่หรือไม่ แต่ยอดเงินที่เจ้าของร้านแจ้งมานั้นดูเกินจำนวนที่ครูธาตรีกินไปมาก ครูธาตรีจึงเอ่ยแย้งขึ้นมา เจ้าของร้านจึงตอบกลับมาว่า 

“ยังจำได้ไหม วันนั้นให้เด็กมาเอาแม่โขงไปขวดหนึ่ง” คราวนี้ก็ถึงบางอ้อ ได้แต่จ่ายไปตามจำนวน 

กระนั้นประโยคสั้น ๆ เกี่ยวกับหนี้ค่าเหล้าที่ค้างอยู่ กลับติดอยู่ในความคิดของครู ก่อนจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นคำร้องที่ผู้คนจดจำมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงผลงานสำคัญของรวงทอง นอกจาก รักบังใบ และ จำได้ไหม แล้ว อีกบทเพลงหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ก็คงยากจะข้าม ‘ขวัญใจเจ้าทุย’ ไปได้ บทเพลงที่บอกเล่าความรักและวิถีชีวิตชนบท ผ่านภาพเด็กเลี้ยงควายและเจ้าทุยคู่ใจ จนกลายเป็นหนึ่งในบทเพลงอมตะของวงการลูกกรุง  

เมื่อชื่อเสียงของเธอเพิ่มขึ้น เอกลักษณ์ในน้ำเสียงก็เป็นที่เลื่องชื่อจนมีคนนั้นคนนี้หยิบยกไปชื่นชมมากขึ้นเช่นกันจน ‘รัตนะ ยาวะประภาษ’ นักหนังสือพิมพ์และนักเขียนชื่อดังในยุคนั้น มอบสมญานาม ‘เจ้าของเสียงน้ำเซาะหิน’ ให้กับเธอ

คำเปรียบชวนให้นึกถึงสายน้ำใสที่ไหลอ้อยอิ่งซึ่งค่อย ๆ ทิ้งร่องรอยไว้บนหิน เนื้อเสียงของเธอไม่ได้จัดจ้านมากนัก แต่ก็กัดเซาะหัวใจผู้ฟังอย่างช้า ๆ และยิ่งฟังนานเท่าไร ร่องรอยนั้นก็ยิ่งลึกขึ้นด้วยความซื่อตรงต่อถ้อยคำในบทเพลงที่เธอถ่ายทอดออกมา

“รวงทอง ทองลั่นธม เจ้าของเสียง...น้ำเซาะหิน ใสและเสนาะไปด้วยกังวาน วิเวก...และแผ่วหายไป  ดังบีบหัวใจให้เสียดลึก กระแสเสียงเยี่ยงนี้ สร้างทั้งความหลับ และความตื่น สร้างทั้งความสุข และความวิปโยค ที่สุด...สร้างทั้งความเคลิ้มเผลอ” 

ทั้งนี้ก็สามารถตีความได้หลายแบบ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็สะท้อนให้เห็นถึงความประทับใจที่นักเขียนผู้นี้มีต่อน้ำเสียงของเธอเป็นอย่างมาก การเปรียบเปรยดังกล่าวถูกกล่าวถึงอยู่ในหนังสือและบทความหลายชิ้นในเวลาต่อมา จนแทบกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของชื่อ รวงทอง ทองลั่นธม ไปแล้ว 

ขณะที่รพีพร หรือที่รู้จักกันในนามปากกาของ ‘สุวัฒน์ วรดิลก’ ก็ได้เขียนถึงเธอไว้ว่า “น้ำเสียงของเธอแหวกน้ำเสียงของนักร้องคนอื่น ๆ ขึ้นมา เหมือนดวงจันทร์แหวกเมฆในฤดูหนาว อวดรัศมีอันมีมนต์ ซึ่งเย็นเยียบ สะท้านซ่านลงไปจนถึงหัวใจใครต่อใคร เพลงแล้วเพลงเล่า แต่ละเพลงประทับหัวใจผู้ชายยิ่งกว่าผู้หญิง ตั้งแต่หัวใจนายกรัฐมนตรีลงไปจนถึงหัวใจเด็กเลี้ยงควาย”

รวงทองไม่ได้เป็นเพียงนักร้องที่มีผลงานเป็นที่นิยมจนจับใจผู้ฟังเพียงเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์เพลงไทย และเธอยังได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี พ.ศ. 2539 เพราะถึงแม้เธอจะไม่ค่อยสนใจงานภาพยนตร์นัก แต่ก็เคยก้าวขึ้นเป็นนางเอกภาพยนตร์ในเรื่อง ‘ในฝูงหงส์’ ประกบคู่กับ ‘มิตร ชัยบัญชา’ พระเอกอันดับหนึ่งของวงการหนังไทยในยุคนั้น นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนถึงความนิยมและความเก่งกาจของนักร้องสาวจากสุนทราภรณ์ผู้นี้ 

ชื่อของ รวงทอง ทองลั่นธม ยังคงถูกกล่าวถึงอยู่เสมอเมื่อมีการพูดถึงยุคทองของเพลงลูกกรุงและสุนทราภรณ์ โดยปัจจุบันเธออายุ 89 ปีแล้ว แต่ยังขึ้นร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตของสุนทราภรณ์ให้แฟน ๆ คลายความคิดถึงอยู่เนือง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ตกไปจากแผ่นเสียง

และคงได้ลากันไปด้วยหนึ่งบท ‘ลำนำดารณี’ โดย ‘ทวีปวร’ (ผู้แต่งคำร้องเพลง ศกุนตลา) เขียนถึงเพลงของวงดนตรีสุนทราภรณ์โดยรวมไว้ว่า

“ท่วงนำทำนองท่องหล้า ปราการหาญกล้าไหนกั้น เสียงทิพย์สุดเทพย์เทียมทัน โปร่งปราศชาติชั้นคั่นกลาง” (หนังสือ เอื้อ สุนทรสนาน 5 รอบ 21 มกราคม 2514)

ในเมื่อโปร่งปราศชาติชั้นคั่นกลาง...เช่นนั้น ต่อให้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ผู้มี ‘เกียรติยศในกรุงทอง’  หรือ เด็กเลี้ยงควาย ‘ขวัญใจเจ้าทุย’ ก็ต่างเป็นหินที่โดนน้ำเซาะด้วยกันทั้งนั้น

 

เรื่อง: สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข

 

อ้างอิง : 

     ไพบูลย์ สำราญภูติ. พระเจ้าทั้งห้า : ตำนานความเป็นมาของสุนทราภรณ์. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

     เอื้อ สุนทรสนาน. (2514). เอื้อ สุนทรสนาน 5 รอบ (21 มกราคม 2514). หนังสือที่ระลึกงานเฉลิมอายุ 5 รอบ.

     เอื้อ สุนทรสนาน. สุนทราภรณ์ครึ่งศตวรรษ. กรุงเทพฯ: วงดนตรีสุนทราภรณ์ / กรมประชาสัมพันธ์. (ม.ป.ป.)

     วิชัย โชควิวัฒน. ตำนานสุนทราภรณ์. กรุงเทพฯ: