25 พ.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
หากจะเอ่ยถึงไอคอนระดับตำนานของวงการดนตรีแจ๊สในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อของ ศาสตราจารย์ เจเรมี มอนแทโร (Professor Jeremy Monteiro) คือชื่อแรก ๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
สุภาพบุรุษชาวสิงคโปร์ผู้นี้เริ่มต้นอาชีพนักดนตรีตั้งแต่อายุเพียง 16 ปีครึ่ง ผ่านประสบการณ์การทำงานในฐานะ Session Pianist ให้แก่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ อย่าง EMI เล่นในอัลบั้มเพลงป๊อปเอเชียมามากกว่า 300 อัลบั้ม และสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักดนตรีจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คนแรกที่ได้นำวงดนตรีขึ้นแสดงบนเวทีหลักของเทศกาลดนตรีแจ๊สระดับโลกอย่าง Montreux Jazz Festival ในปี 1988
ตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 50 ปี เจเรมี ไม่เพียงแต่ปล่อยอัลบั้มแจ๊สมาแล้วกว่า 50 อัลบั้ม (ซึ่งบางอัลบั้มสามารถทะยานขึ้นชาร์ต JazzWeek ในอเมริกาได้สำเร็จ) แต่เขายังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดนตรี โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมลิขสิทธิ์ COMPASS ในสิงคโปร์ รวมถึงจัดตั้งสมาคมแจ๊สแห่งสิงคโปร์ (JASS) อีกด้วย
ปัจจุบันในวัย 65 ปี เจเรมี ยังคงสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เขาเพิ่งคว้าประกาศนียบัตรด้านการทำเพลงประกอบภาพยนตร์และเกมมาในวัย 63 ปี และได้โกอินเตอร์ไปทำเพลงให้หนังแอนิเมชันของฮอลลีวูด บทเรียนทั้งหมดต่อจากนี้ คือสิ่งที่ถูกสกัดออกมาจากชั่วโมงบินครึ่งศตวรรษของชายผู้เป็นทั้งนักดนตรี ครู ผู้ประกอบการ และผู้สร้างแรงบันดาลใจ
บ่ายวันนั้น แม้ตัวของ เจเรมี มอนแทโร จะนั่งอยู่หน้ากล้องที่สิงคโปร์ แต่พลังและประสบการณ์ 50 ปีบนเส้นทางดนตรีอาชีพของเขา กลับส่งผ่านระบบ Zoom เข้ามายังห้องเวิร์กช็อปของโครงการ Music Accelerator ในสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างทรงพลังและเป็นกันเอง
เจเรมี เริ่มต้นขุดลึกเข้าไปในความท้าทายของอุตสาหกรรมเพลงไทย เขากล่าวชมว่าดนตรีไทยเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ ทว่า โจทย์ใหญ่ที่ต้องตีให้แตกคือ จะทำอย่างไรให้ผลงานเหล่านั้น "พร้อมสำหรับตลาดสากล" (Internationally ready) ถูกแพ็กเกจอย่างมืออาชีพ และสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน
เพื่อปรับพิมพ์เขียวทางความคิด (Mindset) ของทุกคนในห้อง เจเรมี จึงได้โยนคำถามสำคัญขึ้นมาท้าทายว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการทำดนตรีในระดับนานาชาติคืออะไรกันแน่? ก่อนที่เขาจะเปิดมุมมองใหม่ด้วยประโยคเปลี่ยนโลกที่ว่า
“ผู้ประกอบการดนตรีระดับโลก ไม่ใช่เพียงแค่นักดนตรีที่ต้องการไปแสดงในต่างประเทศ”
จากประสบการณ์ครึ่งศตวรรษ เจเรมี ชี้ให้เห็นว่าการโกอินเตอร์ไม่ใช่เรื่องของปาฏิหาริย์หรือการฟลุ๊คเจอ "บิ๊กเบรก" (Big break) เพียงครั้งเดียว แต่คือ "ชุดของนิสัย การตัดสินใจ และความสัมพันธ์" ที่สั่งสมมา ศิลปินยุคใหม่ที่จะเติบโตได้อย่างมั่นคงต้องสลัดความเชื่อและความนึกคิดเดิมๆ ว่า 'การเป็นนักธุรกิจจะทำลายคุณค่าทางศิลปะ' ออกไปให้หมด เขากล่าวเตือนสติทุกคนอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าคุณอยากจะก้าวไปเป็นนักธุรกิจมากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องลดความเป็นศิลปินในตัวเองลงเลย”
เมื่อเราเข้าใจการเดินทางของงานศิลปะ เราจะตระหนักได้เองว่า การเป็น Global Musicpreneur คือการผสานทักษะรอบด้าน ตั้งแต่การเคี่ยวกรำฝีมือ การสร้างอัตลักษณ์ และการบริหารจัดการธุรกิจ
ก่อนจะจบช่วงนำร่อง เจเรมี สรุปนิยามของความท้าทายนี้ไว้อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้คนดนตรีได้มองเห็นภาพรวมของเป้าหมายร่วมกัน
“ผู้ประกอบการดนตรีระดับสากล คือศิลปินผู้พัฒนาฝีมือเชิงช่างอย่างจริงจัง สร้างสรรค์สุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้คนจดจำได้ เข้าใจในเชิงธุรกิจ สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หมั่นดูแลรักษาความสัมพันธ์ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และตระหนักอยู่เสมอว่า ดนตรีดำรงอยู่เพื่อมอบความหมาย สันติภาพ และความสุขให้แก่ผู้คน”
หลังจากปรับกรอบความคิด (Mindset) ของทุกคนให้ตรงกันแล้ว เจเรมี ก็เริ่มพาเจาะลึกไปยังเสาเข็มต้นแรกของชีวิตศิลปิน นั่นคือ “Craft” (ฝีมือเชิงช่าง) เจเรมี เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่ใครๆ ก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้ ศิลปินมักจะหลงทางและให้ความสำคัญกับสิ่งนอกกายเร็วเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบรนดิ้ง เม็ดเงินสปอนเซอร์ การประกวดโชว์เคส หรือแม้กระทั่งยอดสตรีมมิ่ง ในมุมมองของเขานั้น สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีความหมายเลยหากขาด “เนื้อแท้” ของฝีมือที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง
“จงอย่าสับสนระหว่างความมีชื่อเสียง กับความเชี่ยวชาญ แม้ว่าคุณจะมียอดวิวถึง 1 ล้านวิว ก็จงอย่าหลอกตัวเองว่าคุณได้บรรลุความเชี่ยวชาญขั้นสูงแล้ว”
ความเชี่ยวชาญหรือฝีมือที่แท้จริง (Seriously good) หมายถึงทักษะการควบคุมเครื่องดนตรีหรือเสียงร้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องไดนามิก จังหวะเวลา น้ำเสียง และการฟังอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความสามารถในการเล่นดนตรีภายใต้ความกดดันสูง ไม่ว่าห้องจัดแสดงจะเสียงดัง จอมอนิเตอร์จะพัง หรือแม้กระทั่งวันที่คุณได้นอนแค่ 3 ชั่วโมงเพราะเที่ยวบินล่าช้า แต่สำหรับคนดนตรีแล้ว สิ่งที่จะแบ่งแยก “ช่างเทคนิค” ออกจาก “ศิลปิน” ได้อย่างแท้จริง คือ “การแบ่งวรรคตอน คือจุดเชื่อมต่อระหว่างทักษะทางเทคนิคและศิลปะ... ฝีมือเชิงช่างคือการสามารถเล่นโน้ตตัวนั้นๆ ออกมาได้ถูกต้อง แต่ศิลปะคือการทำให้ผู้คนรู้สึกว่าโน้ตตัวนั้นมีความหมาย”
ถัดจากเรื่องฝีมือ เจเรมี ขยับมาพูดถึงเสาเข็มต้นที่สอง นั่นคือ “Voice” (การสร้างตัวตนและอัตลักษณ์) เขากล่าวเปิดใจว่า ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ตัวเขาเองก็เคยพยายามเลียนแบบศิลปินแจ๊สระดับตำนาน อย่าง ออสการ์ ปีเตอร์สัน (Oscar Peterson) ซึ่งเป็นเรื่องปกติของก้าวแรกในการเรียนรู้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่จะต้องก้าวสู่เวทีโลก ศิลปินต้องหา “สุ้มเสียงที่เป็นตัวของตัวเอง” ให้เจอ
ในฐานะที่เขาเคยร่วมงานกับปรมาจารย์แจ๊สระดับโลกในอเมริกามามากมาย การไปทำงานในระดับสากลไม่ใช่การไปแสร้งทำตัวเป็นคนอเมริกัน หรือพยายามทำดนตรีเลียนแบบกระแสฮิตของชาติอื่น (เช่น K-Pop หรือ J-Pop) เพราะสิ่งนั้นไม่มีวันทำให้คุณโดดเด่นขึ้นมาได้ เขาจึงฝากแนวคิดที่กลั่นมาจากชีวิต 50 ปีบนเส้นทางดนตรีไว้ว่า
“เอกลักษณ์เดินทางไปได้ไกลกว่าการลอกเลียนแบบ”
เจเรมี กระตุ้นให้ทุกคนหันกลับมามองและสำรวจตัวเองว่า ความเป็นไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของคุณคืออะไร? มันอาจจะเป็นจังหวะ ภาษา อารมณ์ขัน วรรณกรรม แฟชั่น วิถีชีวิตบนท้องถนน หรือแม้กระทั่งความทรงจำทางวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้สามารถหลอมรวมเข้ามาอยู่ในดนตรีได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำเครื่องดนตรีไทยเดิมมาใส่ไว้ในทุกๆ เพลงจนดูยัดเยียด แต่สิ่งสำคัญคือการนำเนื้อแท้เหล่านั้นมานำเสนอผ่านเทคนิคและมาตรฐานการผลิตในระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นตัวคุณเองอย่างแท้จริง
“จงเรียนรู้โลกกว้าง แต่จงอย่าสูญหายไปในโลกกว้าง จงตั้งคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวทางดนตรีของคุณมีความแตกต่างและโดดเด่น”
เมื่อรากฐานของฝีมือและตัวตนเริ่มตกผลึก บทเรียนถัดมา คือการพาดนตรีออกไปเผชิญกับความเป็นจริงในโลกกว้าง เจเรมี ได้เปลี่ยนมุมมองของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการ "ทัวร์ต่างประเทศ" หรือการ "เดินทาง" ของศิลปิน โดยชี้ให้เห็นว่าสำหรับผู้ประกอบการดนตรีแล้ว การเดินทางไม่ใช่เรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ แต่คือกระบวนการทำงานเชิงรุก
เขาเล่าภาพความหลังในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ที่ตัวเขาเองเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก ในวันที่เงินในกระเป๋ามีจำกัดจนไม่สามารถจ่ายค่าเข้าคลับแจ๊สแพง ๆ ได้ แต่ความกระหายที่จะเรียนรู้ทำให้เขาเลือกที่จะไปยืนสั่นสะท้านท่ามกลางลมหนาวในตรอกข้างร้าน เพื่อเงี่ยหูฟังเสียงดนตรีที่เล็ดลอดออกมาจากช่องระบายอากาศ เรื่องราวนี้ตอกย้ำสัจธรรมในอาชีพดนตรีอย่างลึกซึ้งว่า
“การเดินทางไม่ใช่การท่องเที่ยวสำหรับศิลปิน มันคือการทำวิจัย มันคือการฝึกงาน มันคือการสืบรู้ข้อมูลตลาด และมันคือการเกิดใหม่... บางครั้งบทเรียนก็มาจากที่นั่งแถวหน้า แต่บางครั้งมันก็มาจากช่องระบายอากาศ”
เวลาเดินทางไปต่างแดน สิ่งที่ศิลปินต้องสังเกตไม่ได้มีแค่การแสดงบนเวที แต่ต้องดูไปถึงพฤติกรรมของผู้ชม ระบบการขายตั๋ว สินค้าที่ระลึกหน้างาน (Merchandise) ไปจนถึงระบบเสียง เพื่อนำมาพัฒนา "ผลิตภัณฑ์" (Product) ของตัวเอง
ในฐานะ Musicpreneur คำว่า "ผลิตภัณฑ์" ไม่ได้หมายถึงแค่ไฟล์เพลงหรืออัลบั้ม แต่คือองค์รวมทั้งหมด ตั้งแต่สุ้มเสียง รูปแบบโชว์ วิดีโอการแสดงสด ภาพถ่าย ประวัติศิลปิน (Bio) ทั้งแบบสั้นและแบบยาว รายละเอียดของบทเพลง (Repertoire Description) รวมไปถึงระบบการตอบกลับที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพ
การจัดแพ็กเกจสิ่งเหล่านี้ให้เนี้ยบและพร้อมใช้งานผ่าน Electronic Press Kit (EPK) ไม่ใช่การลดทอนคุณค่าของศิลปะ แต่คือการแปลภาษาของศิลปะให้ผู้ซื้อ สปอนเซอร์ หรือผู้จัดเทศกาลดนตรีทั่วโลกสามารถอ่านและเข้าใจได้ง่ายที่สุด
จากนั้น นักเปียโนอาวุโสท่านนี้ ได้ขยับเข้าสู่ประเด็นที่ศิลปินหลายคนมักจะรู้สึกขัดเขิน นั่นคือเรื่องของ "การตลาดและการโปรโมตตัวเอง" เขายกเคสของ เวส มอนต์โกเมอรี (Wes Montgomery) มือกีตาร์แจ๊สระดับตำนานที่นักเรียนดนตรีมักจะอ้างว่า 'ไม่เห็นต้องโปรโมตตัวเองเลย' แต่เจเรมีสวนกลับด้วยข้อมูลความจริงเบื้องหลังว่า “เวส มีประชาสัมพันธ์ (Publicist) คอยทำงานให้ถึง 6 คน!” ดังนั้น ในวันที่เรายังไม่มีกลไกหรือค่ายเพลงยักษ์ใหญ่คอยหนุนหลัง ศิลปินจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลุกขึ้นมาทำการตลาดด้วยศักดิ์ศรีของตัวเอง
“การโปรโมตตัวเองไม่ใช่เรื่องน่าอาย... หากคุณทำงานหนักเพื่อเป็นนักดนตรีที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่พยายามขายผลงานของตัวเองผ่านการตลาดหรือการประชาสเปซ... คุณกำลังทำงานแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น”
เจเรมี แนะนำอย่างเป็นกันเองและจับต้องได้ว่า ศิลปินยุคนี้ต้องเข้าใจอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดีย การโพสต์สิ่งดี ๆ ลงไปแล้วหวังให้คนเห็นเองตามธรรมชาติ (Organic) อาจเข้าถึงคนได้เพียงไม่กี่คน เขาจึงแนะนำให้จัดสรรงบประมาณรายเดือนไว้สำหรับการยิงโฆษณา (Boost Post) บ้างตามความเหมาะสม เพราะ "เงินต่อเงิน" และการลงทุนกับสื่อโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายคือสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ผลงานดนตรีของเราเดินทางไปพบกับผู้ฟังที่กำลังรอคอยมันอยู่จริง ๆ
หลังจากพูดถึงเรื่องการตลาดและโครงสร้างธุรกิจดนตรีแบบเป็นรูปธรรมแล้ว เจเรมี ก็พาคนฟังในคลาส ขยับเข้าสู่มิติที่อ่อนโยน ทว่าทรงพลังที่สุดในการสร้างอาชีพดนตรีในระยะยาว นั่นคือเรื่องของ "ความเป็นมนุษย์" โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้ชมอาจจะเริ่มต้นเดินเข้ามาหาเราเพราะชื่นชอบในสุ้มเสียงหรือบทเพลง แต่สิ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขายังคงอยู่เคียงข้าง และเปลี่ยนจากแค่ "ลูกค้า" มาเป็น "ชุมชน" (Community) คือความรู้สึกเชื่อมโยงผูกพันและการได้รับเกียรติ
เจเรมี เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในผับแจ๊สแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ มีแฟนเพลงคนหนึ่งเดินมาบอกกับเขาว่า “ผมขอโทษจริง ๆ ที่อยู่ฟังได้แค่เซ็ตแรก เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องรีบตื่นไปส่งลูกสาวสอบเต้นรำ” เจเรมีตอบกลับอย่างอบอุ่นและอวยพรให้เด็กน้อยโชคดี
สิ่งที่น่าทึ่งคือ ในอีกสองสัปดาห์ต่อมาเมื่อแฟนเพลงคนเดิมกลับมาดูเขาเล่นอีกครั้ง ประโยคแรกที่เจเรมีทักทายไม่ใช่เรื่องดนตรี แต่เขาถามว่า “ลูกสาวคุณเป็นยังไงบ้าง? การสอบเต้นรำราบรื่นไหม?” นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในหัวใจของผู้ฟัง
“ผู้ชมสามารถให้อภัยการเล่นโน้ตผิดได้ แต่พวกเขาจะไม่ให้อภัย หากคุณทำให้พวกเขารู้สึกไร้ตัวตน... จงอย่าทำสิ่งนี้เพียงเพราะคุณต้องการผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือต้องการให้คนมาดูคุณมากขึ้น แต่จงทำมันเพราะมันทำให้คุณเป็นมนุษย์ที่ดีคนหนึ่ง”
จากนั้น เจเรมี ได้ขยายวงความคิดจากเรื่อง "ผู้ชม" ไปสู่ "พันธมิตรในอุตสาหกรรมดนตรี" ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักข่าว สปอนเซอร์ ผู้อุปถัมภ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของศิลปินจำนวนมากคือ มักจะเดินเข้าหาผู้คนเหล่านี้เฉพาะในวันที่ตัวเองเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นมุมมองที่ตื้นเขินและทำลายความเชื่อใจในระยะยาว เขาจึงฝากพิมพ์เขียวในการสร้างความสัมพันธ์ไว้ว่า
“จงสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่ก่อนที่คุณจะต้องการพื้นที่ข่าว... อย่าปฏิบัติต่อผู้คนเหมือนพวกเขาเป็นตู้เอทีเอ็ม และจงยังคงติดต่อรักษาสัมพันธ์กับพวกเขาต่อไป แม้ในวันที่บทบาทหน้าที่อย่างเป็นทางการของพวกเขาจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม”
เจเรมี แชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่า แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสิงคโปร์ที่เกษียณอายุหรือย้ายตำแหน่งไปแล้ว ซึ่งไม่มีอำนาจในการอนุมัติเงินทุนหรือให้คุณให้โทษแก่เขาได้อีก ตัวเขาเองก็ยังคงนัดเจอเพื่อรับประทานอาหารกลางวันและพูดคุยสารทุกข์สุกดิบปีละครั้งด้วยความจริงใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้นได้เจอกับคนรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจในปัจจุบัน พวกเขาจะบอกต่อกันด้วยความชื่นชมว่า “เจเรมีน่ะเป็นคนจริงใจนะ แม้ฉันจะช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว เขาก็ยังนัดเจอและระลึกถึงอยู่เสมอ”
ในโลกของธุรกิจดนตรีสากล "ความน่าเชื่อถือและความจริงใจ" (Trust & Sincerity) คือสินทรัพย์ที่ไม่มีเงินจำนวนไหนซื้อได้ และคำพูดที่บอกต่อกันลับหลังนี่เอง คือสิ่งที่จะเปิดประตูบานใหญ่ให้แก่ Global Musicpreneur ในเวลาที่เหมาะสม
ในภาคต่อมาของการบรรยาย นักเปียโน ได้นำพาทุกคนเข้าสู่บททดสอบที่จริงจังที่สุดสำหรับคนทำอาชีพดนตรี นั่นคือการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนและการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในโลกธุรกิจ เขาเปิดประเด็นด้วยการย้อนความทรงจำไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายและสร้างความเจ็บปวดให้แก่ศิลปินทั่วโลก สถานบันเทิงปิดตัว คอนเสิร์ตและทัวร์ถูกยกเลิกอย่างไม่มีกำหนด ทว่าแทนที่จะยอมจำนนต่อสถานการณ์ เจเรมี กลับเลือกที่จะปรับตัวและลงมือทำในสิ่งที่มีกำลังทำได้ทันที
เขาเริ่มต้นจัดไลฟ์สตรีม (Live Streaming) การแสดงดนตรีจากบ้านสัปดาห์ละหลายครั้ง โดยเปิดให้แฟนเพลงเข้าชมฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในเวลานั้น เจเรมี เพียงแค่ต้องการรักษาทักษะการเล่นดนตรีของตนเอง และส่งมอบความสุขรวมถึงกำลังใจให้แก่ผู้คนที่ต้องติดอยู่ในบ้าน
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ หลายปีต่อมาเมื่อวิกฤตผ่านพ้นไปและเขาได้เดินทางไปร่วมงานประชุมดนตรีในต่างประเทศ มีคนแปลกหน้าจำนวนมากเดินเข้ามาทักทายและบอกว่า พวกเขาเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามชมไลฟ์สตรีมของเจเรมีในช่วงล็อกดาวน์และรู้สึกได้รับพลังใจอย่างมาก เรื่องนี้แปรเปลี่ยนความใจกว้างในยามวิกฤตให้กลับมาเป็นมูลค่าทางอาชีพในระยะยาวอย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด เจเรมีจึงได้สรุปแก่นคิดสำคัญของการปรับตัวไว้ว่า
“การปรับตัวไม่ใช่การทอดทิ้งศิลปะของคุณ แต่งานศิลปะของคุณได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าไปในพื้นที่ใหม่ ๆ”
"พื้นที่ใหม่ ๆ" สำหรับนักดนตรีไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนเวทีคอนเสิร์ตหรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเท่านั้น แต่ผู้ประกอบการดนตรีต้องรู้จักขยายรายได้ด้วยการนำความรู้ความเชี่ยวชาญทางดนตรีไปประยุกต์ใช้ในโลกธุรกิจหรือองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate Training) เขายกตัวอย่างประสบการณ์ที่ได้รับเชิญจากธนาคารยักษ์ใหญ่ DBS ในสิงคโปร์ เพื่อไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้ากว่า 300 คนจากทั่วโลก โดยนำเอาหลักการของ "วงดนตรีแจ๊สและการแจมเซสชัน" (Jazz Jam Session) ไปเปรียบเทียบให้เห็นภาพของ "Agile Teamwork" หรือการทำงานร่วมกันแบบคล่องตัวในโลกธุรกิจยุคใหม่
เขาสะท้อนให้พนักงานออฟฟิศเห็นว่า ในวงแจ๊สที่นักดนตรีบางคนอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อก้าวขึ้นมาบนเวที ทุกคนต้องฟังอย่างลึกซึ้ง (Listen) ผลัดกันขึ้นมานำโดยการโซโล่ (Lead) และในขณะเดียวกันก็ต้องรู้วิธีการซัพพอร์ตผู้อื่น (Accompany) และพร้อมจะช่วยกู้สถานการณ์เมื่อมีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นในพริบตา
การคิดแบบแจ๊ส จึงสอนเรื่องการ "ส่งพลัง" (Giving Power) ให้แก่เพื่อนร่วมทีมในห้องประชุม แทนที่จะคอยคิดแต่จะโต้ตอบเพียงอย่างเดียว
การขยายเพดานความคิดเช่นนี้ ช่วยให้ศิลปินสามารถกระจายช่องทางรายได้ (Diversify revenue streams) ไปสู่การเป็นนักพูด ที่ปรึกษา และผู้นำกระบวนการอบรม ซึ่งสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล
จากมิติของการปรับตัวทางธุรกิจ เจเรมีได้เปลี่ยนโหมดเข้าสู่เรื่องสำคัญที่เขาบอกว่า “ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องนี้ คุณจะตกเป็นเหยื่อในโลกอุตสาหกรรมดนตรีทันที” นั่นคือเรื่องของ “Rights” (สิทธิและทรัพย์สินทางปัญญา)
เจเรมี ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมผู้แต่งเพลงและผู้จัดพิมพ์แห่งสิงคโปร์ (COMPASS) และเคยมีส่วนร่วมในการช่วยจัดตั้งสมาคมลิขสิทธิ์ดนตรีแห่งประเทศไทย (MCT) ได้เน้นย้ำถึงรายละเอียดทางกฎหมายที่ศิลปินมักจะละเลย เช่น การตระหนักว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง (Master Rights) ใครเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการจัดพิมพ์บทเพลง (Publishing Rights) มีการทำข้อตกลงส่วนแบ่งเป็นลายลักษณ์อักษรกับเพื่อนร่วมวงหรือผู้ร่วมแต่งเพลงตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือไม่? และเพลงได้รับการลงทะเบียนกับองค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องแล้วหรือยัง?
เขาแชร์อุทาหรณ์ชวนคิดที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขาเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วันหนึ่ง เจเรมี เปิดโทรทัศน์ไปเจอภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่องหนึ่ง และพบว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นนำเพลงชื่อ "Brothers" จากอัลบั้มของเขาไปใช้เป็นเพลงประกอบในฉากสำคัญโดยไม่ขออนุญาต เจเรมีจึงส่งทนายความติดต่อไปยังบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ในฮ่องกง ซึ่งในตอนนั้นภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟีย (Triads) หนุนหลังอยู่เบื้องหลังด้วย ทางบริษัทตกลงยอมความและเสนอเงินชดเชยให้จำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เท่ากับค่าลิขสิทธิ์ปกติที่เจเรมีจะคิด หากมีการมาขอสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในเวลานั้น ทนายความบอกกับเจเรมีว่า ภายใต้กฎหมายฮ่องกง เขาสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ได้สูงถึง 10 เท่าของมูลค่าจริง ซึ่งก็คือ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทว่าทนายความได้ให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมาว่า “คนพวกนี้เป็นมาเฟียนะ และตอนนี้พวกเขายอมจ่ายเงินชดเชยในราคาปกติให้คุณแล้วอย่างยอมความ ผมฟ้องชนะให้คุณได้เงินแสนเหรียญได้นะเจเรมี แต่หลังจากนี้คุณจะไม่มีวันได้กลับไปเหยียบฮ่องกงอีกเลยตลอดชีวิต”
สุดท้าย เจเรมี เลือกที่จะรับเงิน 10,000 เหรียญและจบเรื่องลงอย่างประนีประนอม
เรื่องเล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องตลกในวงการ แต่ เจเรมี ต้องการชี้ให้เห็นว่า การรู้เท่าทันกฎหมาย สัญญา และขอบเขตอาณาเขตของลิขสิทธิ์ดนตรี (Territory) คือเกราะกำบังที่แท้จริงของคนดนตรี
“ดนตรีของคุณคือศิลปะของคุณ แต่ก็คือทรัพย์สินทางปัญญาของคุณด้วยเช่นกัน คุณจำเป็นต้องเข้าใจสิทธิของคุณ เพราะถ้าหากคุณไม่เข้าใจสิทธิของตัวเอง จะมีคนอื่นเข้ามาเข้าใจมันแทนคุณ และพวกเขามักจะมาพร้อมกับเครื่องคิดเลขในหัวเสมอ"
ในช่วงท้ายของการบรรยาย ผู้อาวุโสแห่งวงการดนตรีได้นำพาทุกคนก้าวข้ามผ่านเรื่องของกลยุทธ์ทางธุรกิจและตัวเลขทางกฎหมาย เพื่อกลับมาสำรวจลึกเข้าไปในจิตวิญญาณและระยะเวลาในการทำงานของอาชีพดนตรี (Career Longevity) เจเรมี ชี้ให้เห็นว่า การจะยืนหยัดอยู่ในวงการดนตรีได้อย่างยาวนาน จนสามารถฉลองวาระการทำงานครบ 50 ปีเช่นตัวเขานั้น ศิลปินไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่ความหลงใหลหรือ "แพชชั่น" ที่ฉาบฉวยได้ หากแต่ต้องรู้จักกระบวนการ "เกิดใหม่" และการหมั่นเติมเต็มความรู้ให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ
เขาสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ฟังชาวไทยในห้องเรียนบ่ายวันนั้น ด้วยการเปิดเผยว่า เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ในวัย 63 ปี ตัวเขาเองได้ตัดสินใจเดินกลับเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต (Graduate Diploma) ด้านการทำเพลงประกอบภาพยนตร์และเกม (Film and Game Scoring) เจเรมี อธิบายรายละเอียดว่า เขาไม่ได้เรียนเพราะอยากจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักแต่งเพลงภาพยนตร์เต็มตัวในวัยเกษียณ แต่เรียนเพราะต้องการรีเฟรชและท้าทายทักษะการเรียบเรียงดนตรีสำหรับวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ (Large Ensemble) ของตนเอง
และนั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะหลังจากเรียนจบ โอกาสครั้งสำคัญก็วิ่งเข้ามาหาเมื่อบริษัทภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูดได้ติดต่อว่าจ้างให้เขาไปทำเพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Samurai Saint เรื่องราวนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ความพร้อมที่เกิดจากการไม่หยุดเรียนรู้ คือกุญแจที่จะเปิดรับอนาคตใหม่ ๆ เสมอ
“การต่อยอดความรู้จะเตรียมคุณให้พร้อม สำหรับโอกาสที่คุณยังมองไม่เห็น”
เจเรมี ได้นำเอาปรัชญาความสุขและการมีอายุยืนยาวของญี่ปุ่นจากเกาะโอกินาวา ที่เรียกว่า “อิคิไก” (Ikigai) มาฉายภาพให้เห็นผ่านแผนภูมิวงกลมที่จุดตัดกัน 4 วง เพื่อให้ทุกคนในคลาสได้เข้าใจพิมพ์เขียวของชีวิตที่สมดุลอย่างเป็นรูปธรรม เขาแยกแยะรายละเอียดส่วนผสมของ Ikigai สำหรับคนดนตรีไว้อย่างน่าสนใจ
1. สิ่งที่รัก (What you love): ดนตรี การแสดงสด การแต่งเพลง และสุ้มเสียง
2. สิ่งที่เก่ง (What you are good at): ทักษะการเล่น การร้อง การเรียบเรียงดนตรี และการสื่อสาร
3. สิ่งที่โลกต้องการ (What the world needs): สันติภาพ ความสุข ความหมาย วัฒนธรรม และการเยียวยาจิตใจ
4. สิ่งที่สร้างรายได้ (What you can be paid for): ค่าตั๋วคอนเสิร์ต ค่าลิขสิทธิ์ สปอนเซอร์ งานจ้างวาด รวมถึงงานอบรมองค์กร
เจเรมี เน้นย้ำว่า การเป็นผู้ประกอบการดนตรีสากลที่แท้จริง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินเพียงอย่างเดียวจนหมดไฟ และไม่ใช่การเอาแต่ฝันกลางวันโดยไม่มีรายได้มาเลี้ยงปากท้อง แต่คือการบริหารชีวิตให้อยู่ตรงจุดตัดอันเป็นแก่นแท้ของปรัชญานี้
“ผู้ประกอบการดนตรีที่มีความสุขที่สุด ไม่ใช่ผู้ที่มุ่งแต่จะหาเงิน และไม่ใช่ผู้ที่เอาแต่ฝันกลางวัน แต่คือผู้ที่ค้นพบจุดตัดที่ลงตัวระหว่าง ความรัก ความสามารถ การรับใช้ผู้อื่น และความยั่งยืน”
ก่อนจะกดปุ่มวางสายจากการบรรยายผ่านซูมในบ่ายวันนั้น เจเรมี มอนแทโร ได้ทิ้งประโยคสรุปที่เปี่ยมด้วยพลังและจิตวิญญาณอันงดงาม ซึ่งกลายมาเป็นประโยคปิดท้ายที่สั่นสะเทือนหัวใจคนฟัง เพื่อเตือนสติว่า ปลายทางที่แท้จริงของการเดินทางข้ามโลก ไม่ใช่เรื่องของชื่อเสียงเงินทองอันเป็นสิ่งนอกกาย แต่คือการรักษาความสัตย์ซื่อต่อตนเองและดนตรีไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
“เป้าหมายไม่ใช่เพียงการโด่งดังในต่างแดน แต่เป้าหมายคือการสร้างอาชีพที่คุณสามารถเดินทาง มีรายได้ เติบโต รับใช้ผู้อื่น และยังคงรู้สึกซื่อสัตย์ต่อตัวเองได้หลังจากผ่านไปหลายปีบนเส้นทางสายนี้... ถ้าคุณทำสิ่งนั้นได้ คุณไม่ได้กำลังสร้างแค่อาชีพ แต่คุณกำลังสร้าง "ชีวิตที่อยู่ร่วมกับดนตรี’ “